NoveletteDamsel in Distress
ข้อความจากพี่สาวของผม
  • ผมนั่งจ้องแม็กบุ๊กโปรรุ่นจอเรติน่าขนาดสิบห้านิ้วมาเป็นเวลาชั่วโมงกว่าแล้ว นาฬิกาที่แขวนอยู่บนผนังห้องแสดงตัวเลขว่าตอนนี้เป็นเวลาสามทุ่มนิดๆ และที่เชียงใหม่ก็คงประมาณตีสามนิดๆ เช่นกัน ฝนข้างนอกก็ยังตกไม่มีทีท่าว่าจะหยุด จินตนาการได้เลยว่าอากาศข้างนอกนั้นหนาวเย็นยะเยือกไปจนถึงสันกระดูกแน่นอน

    “ไม่ต้องบวชหน้าไฟก็ได้ พี่อยากให้มา อย่างน้อยมาวันเผาแค่วันเดียวก็ยังดี”

    นี่เป็นข้อความล่าสุดที่พี่สาวของผมส่งมาทางเฟสบุ๊กเมสเซนเจอร์ เธอส่งมาหาผมเมื่อเดืิอนที่แล้ว เวลานี้เป๊ะๆ ข้อความไม่สั้นไม่ยาวไปกว่านี้ จริงๆ แล้วยังมีข้อความอีกมากมายจากพี่สาวของผมจนทำให้หน้าแชทหนักไปทางด้านขวา ผมไม่เคยตอบกลับเธอเลยสักครั้ง อย่าว่าแต่ตอบข้อความเลย แค่เปิดอ่านผมยังไม่คิดที่จะทำ

    พี่สาวของผมส่งข้อความมาบอกข่าวของแม่ แม่...คนที่คลอดผมมา คนที่ทำหน้าที่เหมือนแม่ทั่วๆ ไป เช่น เลี้ยงดูผมอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ถ้าจะให้ลงรายละเอียดแบบเฉพาะเจาะจง เท่าที่ผมจำได้ แม่คือคนที่ชอบเติมสารให้ความเค็มในอาหารจนเกินปริมาณ คนที่สอนการบ้านให้ผมผิดๆ จนผมถูกคุณครูตราหน้าว่าเป็นคนโง่ คนที่ลากผมไปไว้ในป่าหลังบ้านตอนดึกๆ ดื่นๆ เวลาที่ผมงอแงจะดูรายการ Jookbox Game ผมจำไม่ได้แล้วว่าใครเป็นพิธีกร อาต๋อย ไตรภพ หรือไก่ สมพล ผมลืมไปแล้ว มันผ่านมาหลายปีแล้ว ญาติพี่น้องก็ชอบเอาเรื่องนี้มาล้อผมจนน่ารำคาญ แล้วเวลาผมดื้อแม่ก็ชอบใช้ไม้แขวนเสื้อตีผม บางครั้งก็มีด้ามไม้กวาดบ้าง แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งเธอเลือกใช้มีดจ่อเข้าที่ตัวผม ผมรู้ว่าแม่ไม่กล้าทำอะไรผมด้วยมีดเล่มนั้นหรอก แต่ด้วยความรักตัวกลัวตายของผม จึงทำให้ผมต้องหยุดนิ่ง ทำได้แค่ร้องไห้ออกมาอย่างหนักหน่วง

    ตอนเด็กๆ ผมชอบไปเล่นที่บ้านคนอื่นจนค่ำมืด แม่ก็ชอบประชดด้วยประโยคที่ว่า “ถ้าไม่ชอบอยู่บ้านนี้ ก็ไปอยู่ที่อื่นซะ” แม่พูดประชดไปงั้น แต่ผมคิดจริง ผมอยากไปอยู่ที่อื่นใจจะขาด แต่ผมทำไม่ได้หรอก เพราะผมไม่มีเงินมากพอจะหนีออกจากบ้าน พอเข้าเรียนระดับมหา’ลัย ผมไม่ค่อยกลับบ้าน นานทีปีหนกว่าจะกลับ พอเรียนจบออกมาก็อยู่บ้านนานขึ้นมาหน่อย นานจนได้ยินแม่บ่นว่าเมื่อไหร่จะมีเลือกตั้งเพราะไม่อยากดูรายการโทรทัศน์ที่เป็น Propaganda ในทุกๆ เย็นและในช่วงที่ละครหลังข่าวกำลังพีคๆ

    ผมไม่ได้รู้สึกผูกพันอะไรกับแม่มากนักเพราะเราคุยกันน้อยมาก ยิ่งผมมาอยู่ต่างบ้านต่างเมืองแบบนี้ เรายิ่งคุยกันน้อยลง แต่เมื่อผมได้ทราบข่าวร้ายเกี่ยวกับแม่ แน่นอนว่าผมย่อมรู้สึกเสียใจ แม่ของผมไม่อยู่แล้ว ผมจะไม่มีวันได้คุยกับแม่อีกแล้ว แม้จะไม่มีเรื่องอะไรให้คุยก็ตาม

    วันนี้เมื่อเดือนที่แล้ว... ญาติๆ จอมขี้เสือกของผมบางคนคงนินทาผมว่าเป็นลูกอกตัญญูไม่ยอมมาดูใจก่อนที่แม่ผมจะจากไป “สุดท้ายแม่มันก็ไม่ได้เกาะชายผ้าเหลืองขึ้นสวรรค์” พวกเขาน่าจะกำลังพูดแบบนี้แน่ๆ เพราะตอนที่ผมยังอยู่ที่บ้าน ผมเคยพูดไว้ว่าผมจะไม่บวช เพื่อนบ้านที่สนิทกับแม่น่าจะกำลังไปตลาดแถวๆ ลำพูนเพื่อซื้อของสดไว้สำหรับทำอาหารในงานศพ เมนูก็คงหนีไม่พ้นแกงฮังเล ลาบหมูแบบภาคเหนือ หรือไม่ก็แกงจืดผักกาดดองใส่กระดูกหมูรสชาติที่ผมแม่งโคตรเกลียด แล้วถ้าทำอาหารเสร็จ ป้าศรีจะต้องเอาถุงร้อนขนาดหกคูณเก้ามาตักแกงต่างๆ กลับบ้านไปฝากลูกหลานที่บ้าน ส่วนพี่สาวของผมน่าจะกำลังติดต่อเรื่องโลงศพและปราสาทศพตามพิธีกรรมของคนภาคเหนือ เธอคงให้ลุงๆ ที่เชี่ยวชาญเรื่องนี้เข้ามาช่วย พี่จะเลือกซด (หลังคา) ประสาทกี่ชั้นกันนะ ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงจะเลือกแค่แบบถูกๆ เพราะบ้านเราจน แต่ตอนนี้เรารวยขึ้นมาหน่อยแล้ว ผมคิดว่าพี่คงจะเลือกสักสี่ชั้น ถ้าพี่เป็นคนหน้าใหญ่ใจโตเหมือนญาติๆ ก็น่าจะเลือกห้าหกชั้นไปเลยให้มันสมฐานะ พี่คงจะจ้างวงแห่ประจำหมู่บ้านมาบรรเลงดนตรีในงานของแม่ แม้ว่าแม่จะชอบ The Beatles (แม่ไม่ค่อยเรียกวงนี้ว่า The Beatles ตรงๆ แม่ชอบเรียกว่าวงสี่เต่าทองมากกว่า) และ Bee Gees มากกว่าเพลงปราสาทไหวก็ตาม แต่เราคงไม่มีปัญญาไปจ้าง The Beatles มาเล่นในงานของแม่หรอก ถึงมีปัญญาจ้างก็คงมาทั้งวงไม่ได้ เพราะจอห์น เลนนอนตายก่อนแม่เสียอีก กรอบรูปหน้าศพของแม่น่าจะประดับไปด้วยดอกไม้และต้นเฟิร์นที่ก่อเป็นรูปนกยูงหางยาวกรุยกรายสวยงาม เลขอายุของแม่น่าจะเป็นเลขแรร์ๆ ที่เจ้ามือหวยงดรับซื้อไปชั่วคราว พี่น่าจะตั้งศพไว้สักสามวัน วันเผาอีกหนึ่งวัน รวมเป็นสี่วัน วันเผาก็คงจะให้ลุงน้อย ชายแก่ผู้มีร่างผอมกะหร่องเป็นคนถือตุงสามหางเดินนำขบวนของแม่ แล้วก็มีชาวบ้านช่วยกันลากประสาทที่มีร่างของแม่นอนมัดตราสังในโลงศพ เดินไปจนถึงป่าเหี้ยว (ป่าช้า) ผมจำได้ว่ามันห่างจากบ้านเราไปประมาณสองกิโลเมตรกว่าๆ พอไปถึงก็จะมีการสวดมนต์ ทอดผ้าบังสุกุล วางดอกไม้จันทร์ และเผาศพ ตอนเผาร่างของแม่น่าจะมีการจุดประทัดและจุดพลุด้วย บางคนเคยบอกไว้ว่าจุดเพื่อส่งดวงวิญญาณไปสู่สรวงสวรรค์ แต่แม่ของผมเป็นคนขี้ตกใจ ผมคิดว่าแม่คงไม่ชอบพลุนี้แน่ๆ และเมื่อร่างของแม่มอดไหม้ไปกับเปลวเพลิง พี่สาวของผมคงใจสลายน่าดู เธอต้องร้องไห้เผาเต่าแน่ๆ ตอนนี้ผมรู้สึกโกรธตัวเองมาก ผมควรจะอยู่ตรงนั้นคอยปลอบเธอ ผมทำแน่ถ้าเมื่อเดือนก่อนผมยอมลดทิฐิและเปิดอ่านข้อความนี้

    ตอนนี้พี่สาวของผมคงนอนหลับไปแล้ว คงมีแต่ผมที่นั่งอยู่ตรงนี้และกำลังร้องไห้ให้กับเรื่องของวันวานที่ไม่อาจย้อนกลับไปแก้ไข ผมควรทำอย่างไรต่อจากนี้ ตอบข้อความเธอดีไหม มือของผมสั่นไปหมดจนข้อความที่พิมพ์ออกมานั้นไม่เป็นข้อความ

    “วีร์”

    ข้อความที่เพิ่งเด้งขึ้นมา มันเป็นเพียงแค่ชื่อของผม และมันยิ่งทำให้ผมร้องไห้หนักเข้าไปใหญ่...

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in