เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
Gabriel's Workshop - A Den of Antiquities Spin-Offpiyarak_s
Every Man's Land: Den of Antiquities Side Story #mnmWriteChristmas
  •  


    ระหว่างที่นั่งรถไฟกลับลอนดอน เกเบรียล มาห์เลอร์นั่งมองหีบบุหรี่ในมือ แล้วถอนใจรอบที่สิบ

     


    เขาไม่ได้ตั้งใจจะซื้อมันมาแต่แรก แต่สิ่งที่ติดอยู่กับสิ่งนั้นทำให้เขาจำเป็นต้องเอามันกลับมาด้วย เขาไม่ใช่คนใจดี อย่างน้อยเขาก็บอกตัวเองอย่างนั้น แต่จะทิ้งเอาไว้ ทำเป็นไม่สนใจ เขาต้องรู้สึกผิดแน่ ๆ

     


    เขามองเห็นวิญญาณ เขาได้ยินเสียง และสัมผัสความรู้สึกของสิ่งที่ตกค้างอยู่กับสิ่งของเหล่านั้นได้

     


    ตามปกติแล้ว เขาไม่อยากยุ่ง เพราะถ้าขืนยุ่งเขาคงต้องซื้อของที่มีผีติดอยู่กลับร้านมาเป็นคันรถบรรทุก ถึงจะเอาไปขายต่อได้ อีกทั้งรู้ว่าจะทำให้ขายได้ราคาได้อย่างไร แต่ก็ไม่คุ้มประสาทเสียอยู่ดี

     


    อย่างไรก็ตาม บางโอกาสบางเวลา บางสถานการณ์ ก็เป็นข้อยกเว้นสำหรับเก๊บ มาห์เลอร์


     

    อย่างเช่นร้อยโทชาร์ลส์ เจ. เมย์ฮิว ที่ยืนมองเขาอย่างมีความหวังอยู่หน้าประตูร้านของเก่าที่อาล์นนิกนั่นปะไร 


    อดีตนายทหารคนนั้นเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้เขาจำใจต้องซื้อหีบบุหรี่เงินสมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่งกลับมาด้วย ทั้งที่ความตั้งใจของเขา คือ ไปเหมาหนังสือเก่าจากร้านบาร์เตอร์บุ๊คส์แท้ ๆ เพราะร้านหนังสือร้านที่ว่าเป็นร้านหนังสือมือสองที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของเกาะอังกฤษ และมีโปสเตอร์ปลุกใจช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมป็อปยุคปัจจุบันไปแล้วคือ ‘Keep Calm and Carry On’ ตัวหนังสือและรูปมงกุฎสีขาวบนพื้นสีแดงสด ของแท้แน่นอนใส่กรอบแปะอยู่บนฝาหนังร้านข้างแคชเชียร์ด้วย

     


    ตลอดเวลาที่เกเบรียลถอนหายใจเฮือก ๆ อยู่คนเดียว ปู่เจคอบที่มาด้วยกันก็มองเขาขัน ๆ โดยไม่ได้พูดอะไรสักคำ


     

    เจคอบ มาห์เลอร์เป็นพี่ชายของปู่โจเซฟ ปู่แท้ ๆ ของเขา ปู่เป็นชาวออสเตรียเชื้อสายยิวที่เสียชีวิตในค่ายกักกันบุคเคินวัลด์สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง น่าเสียดายที่ปู่โจเซฟเสียชีวิตไปก่อนที่จะได้รู้ว่า เขาพบวิญญาณของปู่เจคอบแล้วและพากลับอังกฤษมาด้วยกัน ทั้งที่ฝากเรื่องของปู่เจคอบเอาไว้กับเขา แต่ปู่โจเซฟก็ดูเหมือนไม่มีความห่วงหาอาลัยกับโลกนี้มากนัก เพราะวางใจฝากทุกอย่างให้เขาดูแลต่อเอาไว้เรียบร้อยแล้ว


     

    จากปีแรกที่เขาพบสมุดปกหนังที่มีวิญญาณของปู่เจคอบติดอยู่ด้วยที่ตลาดค้าของเก่าในเมืองเดรสเดน ประเทศเยอรมนี จากวิญญาณที่ซึมเศร้าและหวาดผวาอย่างน่าสงสาร เพราะความทุกข์ทรมานทางจิตใจที่ได้รับจากบั้นปลายชีวิตในค่ายกักกัน มาจนถึงวันนี้ ปู่สุขภาพจิตดีขึ้นมาก ถ้าใช้คำว่าสุขภาพจิตกับคนที่ตายไปแล้วหลายทศวรรษได้ ถึงจะมีอาการผวาอยู่บ้างเป็นบางครั้ง แต่ปู่ก็ร่าเริงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สายตาของปู่สำหรับรายละเอียดเล็กน้อยเกี่ยวกับเฟอร์นิเจอร์ยุคต่าง ๆ เฉียบคมอย่างน่าทึ่ง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เพราะไม่เพียงแต่เป็นช่างไม้ แต่ปู่ยังเป็นช่างทำหีบเดินทางและกระเป๋ามือดีคนหนึ่งอีกด้วย ปู่กระตือรือร้นเสมอเวลาที่เขาเข้าเวิร์กช็อปงานไม้เพื่อซ่อมแซมเฟอร์นิเจอร์ชำรุดให้อยู่ในสภาพดีและสามารถนำออกขายได้ในราคาที่ดีกว่าเดิม


     

    ถึงปู่จะชอบอยู่เงียบ ๆ ที่แผนกหนังสือเก่ากับเวิร์กช็อปสำหรับงานไม้ และค่อนข้างสนิทสนมกับ ‘สุภาพบุรุษชาวอังกฤษสองคน’ ซึ่งประจำอยู่ในห้องสมุดของร้านบนชั้นสาม แต่บางครั้ง เกเบรียลก็พาปู่ออกไปเที่ยวข้างนอกบ้าง โดยการพกสมุดปกหนังที่ปู่ของเขาผูกพันอยู่ใส่กระเป๋าไปด้วย แม้ว่าเขาจะนำสิ่งที่ปู่ต้องสูญเสียไปในค่ายกักกันที่บุคเคินวัลด์กลับมาคืนให้ปู่ไม่ได้ แต่เขาก็ยังอยากชดเชยให้ปู่อยู่ดี

     


    ที่ทุกอย่างดำเนินไปด้วยดีได้เช่นนี้ ส่วนหนึ่งต้องขอบคุณสแตนลีย์ พาร์คเกอร์ เจ้าของร้านของเก่าที่เข้าใจ และยินดีให้ปู่เจคอบเป็น ‘สมาชิก’ คนหนึ่งของร้าน เพราะการให้ปู่อยู่ที่ร้านร่วมกับบรรดาวิญญาณอื่น ๆ ย่อมดีกว่าให้ปู่ต้องอุดอู้อยู่ในอพาร์ตเม้นต์เงียบ ๆ ที่เขาอาศัยอยู่ตามลำพังอย่างแน่นอน

     


    พูดถึงสแตนลีย์ พาร์คเกอร์... เจ้าของร้าน ‘เด็น ออฟ แอนทิควิตี้’ ที่เป็นทั้งเพื่อนร่วมงานและนายจ้างของเขาคงขำน่าดู ถ้าได้รู้ว่าเขาพาผีจากสงครามโลกครั้งที่สองไปเที่ยว แล้วได้ผีจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่งกลับมาอีกตน

     


     

    “ผมไม่ได้ทำให้คุณลำบากใช่ไหม”



    อดีตพลทหารที่ออกรบครั้งแรกในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งถาม ท่าทางของเขาเหมือนรู้สึกผิด และนั่นยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ เพราะต่อให้ลำบาก เกเบรียลยิ่งอยากช่วย ถึงจะทำปากแข็ง ไม่รู้ไม่ชี้มาตลอดก็เถอะ


     

    “หลานผมรับปากแล้วคุณก็วางใจเถอะ” 



    ปู่เจคอบตอบอีกฝ่ายให้แทน ภาษาอังกฤษของปู่ดีขึ้นมาก คราวนี้ ปู่ดีใจที่เขาพามาด้วย แต่จริง ๆ แล้ว เป็นฝ่ายเขามากกว่าที่ดีใจมีปู่อยู่ด้วย

     


    ผู้หมวดเมย์ฮิวก็เหมือนกับผีหลาย ๆ ตนที่ถึงจะตายอย่างไม่ทรมานนัก แต่ก็มีเรื่องติดค้างจนไปไหนไม่ได้

     


    เกเบรียลเปิดกล่องบุหรี่เงินที่ได้มาจากร้านของเก่าในอาล์นนิกดูอีกครั้ง มันเคยเป็นของเมย์ฮิว แต่ชื่อที่สลักอยู่ในกล่องบุหรี่กล่องนั้นไม่ใช่ชื่อของเจ้าตัว ทว่าเป็นชื่อของคนเยอรมัน


     

    B. E. Dunst... เป็นชื่อย่อของแบร์โทลด์ ดันซ์ท อดีตทหารผ่านศึกบอกเขาอย่างนั้น


     

    “แบร์โทลด์ให้ผมเป็นของขวัญวันคริสต์มาส และผมก็เอาของผมให้เขา เหมือนแลกของขวัญกัน... ที่สนามรบเมืองลาวองตี ชายแดนฝรั่งเศส เมื่อปี 1915”


     

    เจคอบสบตากับหลานชาย เกเบรียลสบตาตอบด้วยความรู้สึกอย่างเดียวกัน


     

    ในช่วงเวลานั้นสงครามโลกครั้งที่หนึ่งยังไม่สงบ แนวรบตะวันออกตึงเครียดไม่เปลี่ยนแปลง ชื่อเมืองชายแดนฝรั่งเศสที่เขาเอ่ยถึงเป็นจุดที่ทหารอังกฤษตรึงกำลังสู้กับฝ่ายตรงข้ามอย่างทหารเยอรมัน


     

    อังกฤษกับเยอรมนีเป็นศัตรู แล้วคนทั้งคู่จะแลกของกันได้อย่างไร


     

    แต่แล้วเกเบรียลก็นึกอะไรบางอย่างออก


     

    “Christmas Truce... การหยุดยิงอย่างไม่เป็นทางการในวันคริสต์มาสอย่างนั้นสินะครับ” เขาพึมพำถามวิญญาณของชาร์ลส์ เมย์ฮิว แสร้งทำเป็นพูดกับบลูทูธ เพื่อไม่ให้คนตรงข้ามมองเขาด้วยสายตาแปลก ๆ


     

    เกเบรียลเคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน และเห็นในโฆษณาช่วงคริสต์มาสของห้างค้าปลีกอย่างเซนส์บิวรี่ที่เรียกน้ำตาและความรู้สึกจุกอยู่ในอกของคนดูได้เป็นอย่างดี *


     

    โฆษณาของเซนส์บิวรี่ชุดนั้นสร้างมาจากเหตุการณ์จริงในปี 1914 ทุกอย่างเริ่มต้น เมื่อเสียงเพลง ‘Silent Night’ ในภาษาเยอรมันลอยมาตามสายลมหนาวของเดือนธันวา แม้ภาษาจะแตกต่างแต่ทำนองนั้นเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน และมีใครคนหนึ่งของฝั่งอังกฤษเริ่มร้องเพลงเดียวกันในภาษาของตัวเอง ก่อนที่พลทหารหนุ่มน้อยคนหนึ่งของอังกฤษจะลองเสี่ยงปรากฏตัวขึ้นและเดินไปหาทหารฝ่ายตรงข้าม แม้จะมีคำสั่งให้ยิง แต่ไม่มีใครทำตามคำสั่งนั้น ทั้งทหารเยอรมันและทหารอังกฤษต่างพร้อมใจกันหยุดยิง พวกเขาต่างข้ามไปหาอีกฝ่ายในดินแดนที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ แลกเปลี่ยนของขวัญ เล่นฟุตบอลด้วยกัน ก่อนที่บรรยากาศอันสงบสุขของเทศกาลคริสต์มาสในสนามรบที่เกิดขึ้นเพียงช่วงสั้นๆ จะถูกแทนด้วยเสียงปืนและคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่เตือนให้รู้ว่าช่วงเวลานั้นหมดลงแล้ว


     

    ทางการอังกฤษเคยปฏิเสธว่า นอกจากในปี1914 แล้ว ไม่เคยมีการหยุดยิงอย่างไม่เป็นทางการเกิดขึ้นอีกและการหยุดยิงโดยพลการนั้น เป็นการกระทำที่ไม่สมควร ขัดต่อกฎระเบียบของกองทัพ และการให้ความเป็นมิตรกับคนทีตนเองต้องสู้รบด้วยเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แต่แล้วบันทึกส่วนตัวของอดีตพลทหารชื่อโรเบิร์ต คีตติ้ง จากหน่วยทหารราบ Royal Welch Fusiliers (RWF) ที่ถูกค้นพบในภายหลัง กลับกลายเป็นสิ่งที่ยืนยันอย่างหนักแน่นว่าการหยุดยิงอย่างไม่เป็นทางการช่วงคริสต์มาส หรือ Christmas Truce ได้เกิดขึ้นจริงในปี 1915


     

    ชาร์ลส์ เมย์ฮิวเป็นทหารหน่วยเดียวกับคีตติ้ง และอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย


     

    อดีตนายทหารเล่าให้เกเบรียลกับเจคอบฟังว่า ในช่วงเช้าวันคริสต์มาส ค.ศ. 1915 ใครคนหนึ่งในค่ายตะโกนออกไปว่า ‘สุขสันต์วันคริสต์มาส’ และมีเสียงตอบรับกลับมาจากฝั่งเยอรมันพวกเขาร้องเพลงคริสต์มาส ผู้บังคับบัญชาของเมย์ฮิวสั่งให้ยิงคนที่ข้ามมาจากฝั่งตรงข้ามได้ทุกเมื่อ แต่ดูเหมือนคำสั่งของเขาจะไม่ได้รับการตอบสนอง เพราะสิ่งที่ทหารใต้บังคับบัญชาตอบโต้กลับไป คือ เพลงคริสต์มาสในภาษาอังกฤษเมื่อเสียงเพลงจางหาย ก็มีเสียงตะโกนตอบจากอีกฝั่งให้ร้องอีก และในที่สุด เช่นเดียวกับเหตุการณ์เมื่อปี 1914 หนึ่งปีก่อนหน้านั้น ก็มีใครบางคนที่ใจกล้ากว่าเพื่อนขึ้นจากที่กำบัง ก้าวออกไปหา ‘ศัตรู’ ในพื้นที่ตรงกลางระหว่างเขตแดนของทั้งสองฝ่าย


     

    ไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอกจากเสียงทักทาย เสียงหัวเราะ เกมกีฬาที่บางคนเสนอขึ้นมาให้ร่วมกันเล่น และเป็นตอนนั้นเองที่พลทหารชาร์ลส์ เมย์ฮิวได้พบกับสิบโทแบร์โทลด์ ดันซ์ทฺ


     

    ดันซ์ทแต่งเครื่องแบบของทหารเสนารักษ์ สิ่งที่เขาสนใจยิ่งกว่าเกมกีฬาหรือการสังสรรค์ คือ คนเจ็บและการฝังศพของผู้เคราะห์ร้ายจากการปะทะในแนวรบ ในขณะที่หลายคนเล่นฟุตบอลและนั่งสนทนากับทหารเยอรมัน เมย์ฮิวเลือกที่จะไปช่วยอีกฝ่ายขุดหลุมฝังเพื่อนร่วมสมรภูมิ

     


    เมย์ฮิวไม่รู้ภาษาเยอรมัน เช่นเดียวกับที่ดันซ์ทรู้ภาษาอังกฤษไม่มากนัก แต่ไม่จำเป็นต้องพูดอะไร พวกเขาต่างคนต่างทำสิ่งที่ควรทำเท่าที่พอจะทำให้เพื่อนผู้วายชนม์ได้ ด้วยความคิดอย่างเดียวกัน 


     

    ดวงตาสีฟ้าของแบร์โทลด์ดันซ์ทอ่อนโยน รอยยิ้มที่มอบให้เป็นมิตร และเต็มไปด้วยความขอบคุณ แต่ดวงตาสีฟ้าคู่เดียวกันนั้นกลับกลายเป็นสิ่งที่หลอกหลอนชาร์ลส์ เมย์ฮิวในเวลาชั่วข้ามคืน


     

    ช่วงเวลาแห่งความสงบสุขใน ‘ดินแดนที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ’ หรือ No Man’s Land ที่เขาอยากเรียกมันว่า ‘ดินแดนที่ทุกคนต่างร่วมกันเป็นเจ้าของ’ หรือ Every Man’s Land มากกว่านั้นแสนสั้น เมื่อเสียงของผู้บังคับบัญชาร้องเรียก และเสียงปืนจากแนวรบที่อยู่ห่างพวกเขาออกไปย้ำเตือนว่า พวกเขาจำเป็นต้องกลับมาเป็นศัตรูต่อกันดังเดิม


     

    แบร์โทลด์ ดันซ์ทยื่นกล่องบุหรี่ของตนเองให้ ชาร์ลส์ เมย์ฮิวรับมันมา ให้กล่องบุหรี่ของเขาเป็นสิ่งแลกเปลี่ยน และหักช็อกโกแลตแท่งที่ร้านค้าปลีกในอังกฤษแจกให้ทหารเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้อีกฝ่ายไปครึ่งหนึ่ง

     


    ทหารเยอรมันเอื้อมมือมาดึงเอาไปกอดไว้ชั่ววินาที ความอบอุ่นของร่างกายมนุษย์แผ่ผ่านแทรกเครื่องแบบที่เขาสวมอยู่ ก่อนที่อีกฝ่ายจะคลายมือ แล้วโบกมือลา


     

    เป็นการพบกันครั้งแรกและครั้งสุดท้าย ก่อนลาจากกันตลอดกาล


     

    ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากการหยุดยิงอย่างไม่เป็นทางการ เมย์ฮิวก็ต้องกลับไปประจำตำแหน่งอยู่หลังปืนใหญ่ และยิงต่อสู้กับฝ่ายตรงข้าม เขาไม่มีสิทธิถามไม่มีสิทธิสงสัย และไม่มีวันรู้เลยว่า อีกฝ่ายจะได้รับความเสียหายมากมายขนาดไหน เพราะสงครามคือการเอาชนะอีกฝ่ายหนึ่งด้วยความหวังว่าสงครามนั้นจะจบลงได้ ** แต่มันเลื่อนลอยสิ้นดี เหมือนกับความหวังว่าพวกเขายังจะพอมีเวลาที่จะหยุดยิงไปถึงวันบ็อกซิ่งเดย์ ที่สลายหายไปชั่วพริบตา


     

    หลังการต่อสู้สงบลงฝ่ายอังกฤษออกไปสำรวจความเสียหาย และในสนามรบ เขาก็พบคนที่เขาเคยรู้จัก


     

    “ผมเป็นคนฆ่าเขา...”


     

    แบร์โทลด์ ดันซ์ทตายเพราะสะเก็ดระเบิดจากแรงกระสุนที่เขาส่งไปให้ฝ่ายตรงข้าม ร่างของคนที่เคยยิ้มให้เขาและช่วยกันขุดหลุมฝังศพให้กับเพื่อนที่ตายจากโดยไม่แบ่งแยกฝ่ายโชกเลือด ดวงตาสีฟ้าที่เคยมีชีวิตชีวาเบิกโพลงและขุ่นมัวไร้แวว แบร์โทลด์เหลือเพียงร่างไร้วิญญาณ ไม่ต่างอะไรจากเพื่อนทหารทั้งสองฝ่ายที่พวกเขาช่วยกันขุดหลุมฝังอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้


     

    หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งหรือ มหาสงคราม *** ครั้งนั้นจบลง   ชาร์ลส์ เมย์ฮิวยังคงเป็นทหาร เหตุผลหนึ่งก็เพื่อเลี้ยงชีพ และกองทัพต้องการช่างเครื่องฝีมือดีอย่างเขา แต่ภาพของทหารเสนารักษ์ผู้นั้นยังคงติดตาเขาไม่เคยจางหายไปไหน ฝังแน่นอยู่ในความทรงจำ และทำให้วันคริสต์มาสของเขาต่างไปจากเดิมตลอดกาล

     


    “ผมรู้ว่านั่นเป็นเรื่องธรรมดาของสงคราม แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็อยากขอโทษเขาอยู่ดี” ผู้หมวดเมย์ฮิวเอ่ยดวงตาของเขาสลดลงทุกครั้งที่เอ่ยถึงเรื่องราวที่ผ่านมาและยังคงค้างคาอยู่ในใจ


     

    เกเบรียล มาห์เลอร์ฟังแล้วก็ได้แต่ถอนใจเป็นรอบที่สิบเอ็ด


     

    ชาร์ลส์ เมย์ฮิวมีความต้องการชัดเจน แต่ช่วยได้ยาก เพราะการตามหาหรือสืบประวัติคนธรรมดาสามัญ โดยเฉพาะชาวต่างประเทศไม่ใช่เรื่องง่ายยกเว้นกรณีที่โชคช่วย หรือมีอะไรมาบันดาลใจให้เขาหาคนที่อีกฝ่ายต้องการพบจนเจอ


     

    โทรศัพท์ในกระเป๋าเสื้อโค้ตของเขาสั่นและคราวนี้ เขาได้ใช้บลูทูธในการคุยกับ ‘คนจริง ๆ’ เสียที


     

    “เก๊บ ถึงไหนแล้ว” เสียงนั้นไม่ได้ถามเพราะอยากรู้ว่าเขาอยู่ไหน แต่เพราะมีอะไรอย่างอื่นมากกว่า


     

    “ถึงดอนคาสเตอร์แล้ว อีกชั่วโมงครึ่งจะถึงคิงส์ครอส มีอะไรหรือเปล่า”


     

    “ต้องการคนพูดเยอรมันได้น่ะ เกิดเหตุนิดหน่อย แต่ฉันไม่อยากใช้กูเกิลทรานสเลตคุยกับผี”


     

    ถึงจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างมืออาชีพ และไม่มีปัญหาในร้านเรื่องไหนที่เขารับมือไม่ไหว แต่ถึงอย่างนั้น สแตนลีย์ พาร์คเกอร์ก็มีข้อจำกัดบางอย่างอยู่เหมือนกัน และไม่เคยลังเลที่จะบอกเขา ถ้าหากรู้ว่าเขาช่วยได้


     

    ลางสังหรณ์บางอย่างทำให้เขาเหลือบมองชาร์ลส์ เมย์ฮิว... ปกติแล้ว เขาไม่เชื่อเรื่องอะไรพรรค์นี้พอ ๆกับเรื่องที่ปีศาจคริสต์มาสแห่งอดีต ปัจจุบัน และอนาคตในเรื่องของชาร์ลส์ ดิกเคนส์ทำให้คนเห็นแก่ตัวอย่างอีเบเนเซอร์ สครูจกลับใจได้นั่นละ **** 


     

    จะว่าไปแล้ว คริสต์มาส 1915 ถึงคริสต์มาส 2015 ... ครบหนึ่งร้อยปีพอดี นับจากเหตุการณ์ในวันนั้น ไม่แน่ว่าปาฏิหาริย์วันคริสต์มาสอาจมีจริงก็เป็นได้


     

    “นายต้องเซอร์ไพรส์แน่ ๆ เพราะฉันมีของจะให้นายดูเหมือนกัน” เขาบอก “อือฮึ... ทำจากโลหะ สลักชื่อไว้ด้วยไม่ใหญ่มากหรอก แต่ราคาประเมินพอดู”


     

    หญิงสูงวัยท่าทางใจดีที่นั่งฝั่งตรงข้ามกับเขาเหลือบตาขึ้นจากหนังสือขึ้นมามองเขานิดหนึ่งด้วยความสนใจ เหมือนเธอจะแอบฟังบทสนทนาของเขาอยู่เงียบ ๆ และเหมือนจะตีความไปแล้วว่า เป็นข่าวดีบางอย่าง


     

    เขาไม่อยากโทษเธอ หากเธอจะคิดอย่างนั้น เพราะคริสต์มาสเป็นช่วงเวลาที่ทำให้คนสุขมากกว่าปกติอย่างช่วยไม่ได้


     

    “เจอกันนะ สแตนลีย์”


     

    ชื่อของคนที่เสนอตัวมารับเขา (กับปู่เจคอบ และผีจากนอร์ทธัมเบรีย) สะกิดความสนใจของคุณผู้หญิงอีกรอบ เธอทำตาโต ความรู้สึกที่อยู่ในดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความยินดี จนเขารู้สึกผิดที่จะบอกความจริงว่า เธอเข้าใจผิดไปไกล


     

    ปู่เจคอบกลั้นยิ้มสุดชีวิต (ถ้าปู่มี) เมื่อเขาได้แต่ตอบรับการแสดงความยินดีจากคุณผู้หญิงแสนที่เป็นมิตร กล่าวขอบคุณและอวยพรให้เธอมีความสุขในวันคริสต์มาส ยังดีที่เมย์ฮิวใจลอยไม่ทันฟังไม่อย่างนั้น คงมีเรื่องต้องอธิบายกันอีกยาว


     

    สแตนลีย์ พาร์คเกอร์ขับรถมารับเกเบรียลที่สถานีรถไฟบรรยากาศของเมืองหลวงช่วงเทศกาลสว่างไสวด้วยแสงไฟประดับเหนือท้องถนน ถึงสว่างไสวเกินไปหน่อย แต่เขาก็ค่อนข้างชอบคริสต์มาสปีนี้อยู่พอสมควร เพราะปีนี้เป็นอีกปีหนึ่งที่คริสต์มาสไร้หิมะ อากาศจึงไม่ค่อยหนาว สิ่งที่แย่ที่สุดก็คือหมอกหนาที่ลงหนัก แต่ก็ไม่กระทบกับการเดินทางทางรถไฟสักเท่าไหร่ และเพราะรถไฟเที่ยวที่เขานั่งมาเป็นเที่ยวค่ำกว่าจะถึงปลายทางก็เกือบห้าทุ่ม และคนส่วนใหญ่ก็ไปโบสถ์และฉลองกับครอบครัว ถนนในเมืองจึงค่อนข้างจะว่างโล่ง ตัวคนขับเองจึงขับรถไปเรื่อย ๆ อย่างไม่รีบร้อนสมกับนิสัยใจเย็นของเจ้าตัว


     

    แน่นอนว่า สแตนลีย์รู้ดีว่าเขามีใครมาด้วย เพียงแต่เจ้าตัวทักทายปู่เจคอบและชาร์ลส์ เมย์ฮิวพอเป็นพิธี ถามไถ่เกี่ยวกับเรื่องที่ค้างคาใจของวิญญาณที่ติดมากับกล่องบุหรี่สลักชื่อทหารเยอรมัน เขารับฟังเรื่องคร่าว ๆ จนจบ โดยที่ยังไม่เอ่ยถึงประเด็นที่เขาต้องการความช่วยเหลือ แต่ท่าทีไม่ทุกข์ไม่ร้อนหรือวิตกกังวลอะไรของเขา แถมยังขับรถไปพลาง ฮัมเพลง ‘Good King Wenceslas’ ไปพลาง ทำให้เพื่อนร่วมงานเก่าแก่อย่างเกเบรียลมองออกว่า อีกฝ่ายมีคำตอบบางอย่าง ที่อาจเป็นข่าวดีสำหรับอดีตทหารจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง


     

    “แฟลตไวท์ของนาย” เจ้าของรถชี้ไปทางแก้วกาแฟที่ซื้อมาจากคาเฟ่ที่เปิดยี่สิบชั่วโมง ไม่เว้นวันคริสต์มาสซึ่งมีอยู่ไม่กี่ร้าน แก้วหนึ่งของตัวเอง และอีกแก้วซื้อเผื่อคนที่ตัวเองมารับกลับไปที่ร้าน “ตอนนี้ ดึกเกินไปสำหรับลองแบล็ค”


     

    “ขอบใจ” เกเบรียลหยิบแก้วที่อีกฝ่ายซื้อเผื่อขึ้นมาจิบ เขาต้องการเครื่องดื่มร้อน ๆ ที่ไม่ใช่ชา แฟลตไวท์ดูจะเป็นกาแฟที่อ่อนที่สุดที่สแตนลีย์จะเลือกมาให้ได้


     

    สแตนลีย์พูดถูก เขาไม่ได้ชอบแฟลตไวท์ แต่ชอบกาแฟดำแบบลองแบล็ก แถมยังดื่มได้ทั้งวัน ในตอนที่เพิ่งรู้จักกัน  สแตนลีย์เคยถามเขาด้วยซ้ำไปว่า นายดื่มมันลงไปได้ยังไง และเลิกถามเมื่อเขาตอบกลับไปว่า ก็เพราะชอบน่ะสิ เขาไม่ได้มองว่าอีกฝ่ายก้าวก่ายความชอบของเขาและสแตนลีย์เองก็ไม่ได้ถือว่าคำตอบนั้นกวนประสาท ทุกอย่างตรงไปตรงมาเสมอ


     

    เกเบรียลไม่ได้ถามว่าเป็นอย่างไรมาอย่างไรสแตนลีย์ถึงได้ ‘ของที่มีวิญญาณชาวเยอรมันติดมาด้วย’ มาถ้าอีกฝ่ายไม่เล่า เขาเองก็ไม่คิดจะถาม แค่รอดูต่อไปจนกว่าจะถึงเวลาเฉลยก็เท่านั้นเอง

     


    ถึงจะขับรถมาเรื่อย ๆแต่ก็ใช้เวลาเดินทางไม่นานนัก


     

    ‘เด็น ออฟ แอนทิควิตี้ส์’ อยู่สุดปลายถนนในย่านการค้าเก่าแก่ เป็นร้านที่อยู่ในตึกสีอิฐที่ใครหลายคนมองข้าม ไม่ว่าจะเพราะไม่ทันสังเกตหรือเพราะเหตุผลอื่น แต่เมื่อได้รู้จักสักครั้งแล้ว ดูเหมือนว่าคนที่มีโอกาสเข้ามาจะไม่มีวันลืมตำแหน่งของร้านอีกเลยในชีวิต


     

    ร้านขายของเก่าแห่งนี้เป็นร้านที่สงวนท่าทีในการเฉลิมฉลองเทศกาลอันรื่นเริงก่อนก้าวย่างเข้าสู่ปีใหม่ที่สุดในบรรดาทุกร้านที่มีที่ตั้งอยู่บนถนนสายเดียวกัน เคลย์ตัน เดอร์แรมพนักงานประจำและเป็นญาติตัวจริงของเจ้าของร้านคนเก่าใช้สเปรย์หิมะเทียมพ่นกระจกและโรยผงเกลือสีขาวไว้ริมหน้าต่างแทนหิมะ แต่ความจริงแล้ว เกลือคือสิ่งที่ใช้ป้องกันสิ่งชั่วร้ายและภูตผีวิญญาณทั้งหลายไม่ให้กล้ำกรายเข้ามารวมถึงป้องกันไม่ให้ออกไปทำความวุ่นวายภายนอก


     

    เหตุผลของการโรยเกลือเอาไว้ทั่วร้านมีเฉพาะพนักงานประจำเท่านั้นที่รู้


     

    เกเบรียลขมวดคิ้ว เมื่อเห็นช่อมิสเซิลโทแขวนไว้เหนือประตู และที่มัดเป็นช่อประดับอยู่เหนือหน้าต่าง “นายจะทำให้ลูกค้าหยุดยืนจูบกันที่ประตูร้านแทนที่จะรีบเข้ามาซื้อของในร้านนะ สแตนลีย์”


     

    ข้อสังเกตนั้นทำให้เจ้าของร้านหัวเราะสอดมือเข้าใต้ชายสเวตเตอร์ เกี่ยวนิ้วเข้ากับสายรั้งกางเกงซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้าที่คุ้นตาของเจ้าตัวไปแล้ว “นายต้องโทษเคลย์ตันแล้ว”


     

    คำตอบนั้นทำให้เกเบรียลอดหัวเราะไม่ได้ เคลย์ตันอาจจะดูเหมือนคนขี้บ่น และน่าชวนทะเลาะด้วยที่สุด แต่เขารู้ว่าหลานชายห่าง ๆ ของอดีตเจ้าของร้านละเอียดอ่อนรอบคอบกว่าใคร โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับสวัสดิภาพของคนในร้าน และมิสเซิลโทเหล่านั้นก็ไม่ได้มีไว้สำหรับเป็นเครื่องหมายอนุญาตให้คนจูบกัน แต่เป็น ‘เครื่องราง’ สำหรับปกป้องทุกคนในร้านจากสิ่งชั่วร้าย นำโชคดีมาให้ และเป็นเครื่องหมายของความสงบสุขและสันติภาพ


     

    พนักงานฝ่ายบัญชีและประเมินราคาสินค้าของร้านมองนาฬิกาคุณปู่เรือนใหญ่มรดกที่เจ้าของร้านคนเก่ามอบให้หลานชายอย่างเคลย์ตัน แต่ใหญ่เกินกว่าจะขนกลับจึงต้องเอาไว้ที่ร้าน อีกชั่วโมงเดียวก็จะถึงเวลาเที่ยงคืน และผ่านพ้นวันคริสต์มาส


     

    “ไหน...คนที่นายอยากให้ฉันกับปู่พูดภาษาเยอรมันด้วย”


     

    เจ้าของร้านทำสัญญาณมือบอกให้รอสักครู่ เดินเข้าไปยังห้องทำงานที่อยู่ด้านหลัง และกลับมาพร้อมกับบางสิ่ง ที่ทำให้เกเบรียล มาห์เลอร์ต้องหยิบเอาของที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อโค้ตของตัวเองออกมา


     

    สิ่งที่อยู่ในมือของเขาทั้งสองคือ หีบใส่บุหรี่ทำจากเงิน แบบเรียบ ๆ อย่างที่คนธรรมดาทั่วไปใช้กัน

     


    “เมื่อวานนี้ ตอนที่ฉันกำลังจะปิดร้าน มีลูกค้ารายสุดท้ายเอามาขายให้” สแตนลีย์บอก “หีบบุหรี่เงินทำขึ้นช่วงต้นศตวรรษที่ยี่สิบ เขาซื้อมาจากตลาดของเก่าที่ไหนสักที่ในเบอร์ลิน เพราะเห็นว่าสวยดีและตั้งราคาไว้ไม่แพง แต่พอได้มาแล้วกลับรู้สึกแปลก ๆ เหมือนไม่ได้อยู่คนเดียว เลยตัดสินใจเอามาขาย”


     

    หีบบุหรี่ที่อยู่ในมือของสแตนลีย์มีชื่อย่ออักษรสามตัวสลักไขว้กัน... C. J. M. ในขณะที่ด้านในของหีบบุหรี่ที่เกเบรียลได้มาจากอาล์นนิกสลักว่า B. E. Dunst


     

    “ปู่คิดว่าเราไม่จำเป็นต้องพูดอะไรเลย เกเบรียลที่รัก”


     

    เจคอบ มาห์เลอร์เอ่ย แตะมือเย็น ๆ ของตนเองบนบ่าของเจ้าของและพนักงานร้านของเก่าอย่างนุ่มนวลแทนคำบอกให้พวกเขาถอยออกมา


     

    ในห้องแสดงสินค้าปิดสนิท แต่ชายทั้งสองสัมผัสได้ถึงสายลมเย็นเยือกที่พัดวูบอยู่ในห้อง


     

    สายลมนั้นให้ความรู้สึกเหมือนสายลมที่พัดผ่านทุ่งกว้างและที่ราบ และมีกลิ่นอายของหิมะใหม่ ๆ ที่เพิ่งตกลงมาปกคลุมผืนดินสีน้ำตาลจนขาวโพลน แต่ความหนาวชวนยะเยือกนั้นกลับมีกลิ่นหอมหวาน และอบอุ่นของช็อกโกแลตนมเจือปนอยู่ด้วย


     

    ร่างโปร่งแสงของชาร์ลส์ เมย์ฮิวยืนนิ่ง แววตาของเขาไหวระริกเหมือนจะร้องไห้ ในขณะที่ยืนอยู่ต่อหน้าร่างอีกร่างหนึ่ง ซึ่งอยู่ในเครื่องแบบของทหารเยอรมันติดยศนายสิบ มีปลอกแขนสีขาวและกากบาทสีแดงที่บ่งบอกหน้าที่ของทหารเสนารักษ์ 



    ผู้หมวดแห่งกองทัพอังกฤษแทบจะหัวเราะออกมาทั้งน้ำตา เมื่ออดีตคู่สงครามยิ้มกว้างให้เขา และยกมือขึ้นวันทยหัตถ์ กึ่งทักทายกึ่งกระเซ้าที่ได้เห็นเขาได้เลื่อนยศนำหน้าจนเป็นนายร้อย

     


    “แบร์โทลด์... ผมขอโทษ...”


     

    คนที่เขาเรียกชื่อยังคงยิ้ม ยกนิ้วชี้ขึ้นแตะที่ริมฝีปากปรามไม่ให้พูดอะไรอีก ก่อนจะอ้าสองแขนออกเปิดรับฝ่ายที่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาต้องจบชีวิตลงในสนามรบมาไว้ในอ้อมกอด


     

    “ผมเข้าใจ” 



    เป็นภาษาอังกฤษสำเนียงแปลกแปร่ง แต่นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญเลยแม้แต่น้อย 



    “ผมให้อภัย แต่เสียดายที่ผมยังไม่รู้เลยว่า ช็อกโกแลตของอังกฤษอร่อยขนาดไหน”

     


    ชายที่เคยเป็นทหารฝ่ายตรงข้ามต่างหัวเราะออกมา พวกเขาโอบกอดกันอีกครั้ง เหมือนในวันแรกและวันสุดท้ายที่พวกเขาได้พบเจอกันในดินแดนที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ อย่างไม่มีสิ่งใดหลงเหลือติดค้างกันอีกต่อไปแล้ว 



    และก่อนที่นาฬิกาคุณปู่ที่ตั้งอยู่ในร้านของเก่าจะตีบอกเวลาเที่ยงคืน พวกเขายิ้มให้กัน หันหน้ามาทางคนที่เป็นสื่อให้พวกเขาได้กลับมาพบกันอีกครั้งแล้วยกมือขึ้นวันทยหัตถ์ แทนคำขอบคุณและบอกลา

     



    “Happy Christmas, gentlemen.”


    “Frohe Weihnachten”

     



    สุขสันต์วันคริสต์มาสในสองภาษา แต่มีความหมายเดียวกันและความตั้งใจเดียวกัน เช่นเดียวกับเสียงเพลง Stille Nacht และ Silent Night ที่ถูกขับขานผ่านแนวรบตะวันตกในคืนคริสต์มาสเมื่อร้อยปีก่อนหน้านี้ ในสงครามที่ต่างคนต่างรับรู้ว่า อีกฝ่ายคือศัตรู

     


    พวกเขาจางหายไปพร้อมกับเสียงนาฬิกาที่บอกเวลาเที่ยงคืนกลิ่นสดชื่นของหิมะและช็อกโกแลตอวลไออยู่ในห้องก่อนที่ทุกอย่างจะกลับคืนสู่สภาพปกติ ราวกับไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น


     

    สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับ‘เด็น ออฟ แอนทิควิตี้ส์’แต่ความรู้สึกต่อสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าแตกต่างกันไปทุกครั้ง

     


    สแตนลีย์กับเกเบรียลยืนมองความว่างเปล่าตรงหน้าจนกระทั่งเสียงนาฬิกาบอกเวลาเที่ยงคืนสิ้นสุดลงก่อนพบว่าแขนของพวกเขาต่างโอบบ่าของอีกฝ่ายเอาไว้โดยไม่รู้ตัว และแขนของเจคอบมาห์เลอร์โอบบ่าพวกเขาเอาไว้พร้อมกันทั้งสองคนอย่างตั้งใจ


     

    “ไม่มีของขวัญวันคริสต์มาสและคำอวยพรอะไรที่ดีไปกว่านี้อีกแล้ว”


     

    รอยยิ้มของปู่เจคอบทำให้หลานชายของเขาและเพื่อนร่วมงานที่สนิทกันมานานยิ้มตอบ แม้จะสัมผัสร่างของวิญญาณไม่ได้ แต่พวกเขาแน่ใจว่าเจคอบอยู่ระหว่างอ้อมแขนของพวกเขาที่โอบกอดกัน และตบหลังของอีกฝ่ายเบา ๆ


     

    ปู่เจคอบพูดถูกไม่มีสิ่งใดมีค่ายิ่งกว่าการให้อภัยและแบ่งปันความสุขแก่กันในคืนวันคล้ายวันคริสตสมภพ


     

    “พวกหลานกลับบ้านเถอะ พรุ่งนี้ต้องเปิดร้านวันบ็อกซิ่งเดย์อยู่ไม่ใช่เหรอ”

     


    สแตนลีย์มองเกเบรียล และฝ่ายหลังก็เห็นพ้อง พร้อมส่งสมุดปกหนังของปู่เจคอบให้อีกฝ่ายแรกไปเก็บไว้ที่ห้องทำงานชั่วคราว เพื่อที่ปู่จะได้อยู่ในร้านต่อไป ในขณะที่พวกเขาต่างกลับบ้านเพื่อไปพักผ่อนและเตรียมพร้อมสำหรับงานในวันรุ่งขึ้น


     

    “ไปนอนบ้านฉันไหม พรุ่งนี้จะได้มาพร้อมกัน” เจ้าของร้านเสนอ และเพื่อนร่วมงานของเขาก็ไม่ปฏิเสธ


     

    ทั้งคู่บอกลาเจคอบ แล้วเดินไปที่ประตูพร้อมกัน


     

    เกเบรียล มาห์เลอร์เหลือบมองช่อมิสเซิลโทที่แขวนอยู่เหนือประตูแวบหนึ่ง และเมื่อละสายตาไปเขาก็พบว่า สแตนลีย์ก็กำลังยืนมองสิ่งเดียวกันอยู่ ก่อนจะเบนสายตามายังเขา


     

    ตามธรรมเนียมแล้ว คนที่อยู่ใต้ช่อมิสเซิลโทจะปฏิเสธคำขอของอีกฝ่ายที่ต้องการจูบตนเองไม่ได้ และเมื่อจูบแล้ว ต้องปลิดผลมิสเซิลโทสีขาวออกลูกหนึ่ง เมื่อใดที่ผลหมดไปจากกิ่ง การจูบใต้ช่อมิสเซิลโทนั้นต้องยุติลง

     


    เกเบรียลเอื้อมมือขึ้นไปยังช่อกาฝากสีเขียวและขาวเหนือประตูโดยที่สายตาไม่ได้ละไปจากใบหน้าของสแตนลีย์ เขายิ้ม เมื่ออีกฝ่ายมีท่าทีสงสัย แต่ก็ไม่ได้ขยับไปไหน


     

    “สุขสันต์วันคริสต์มาส เพื่อนรัก หวังว่าจะยังไม่สายไป” 



    เขาเอ่ย พลางเสียบกิ่งมิสเซิลโทเล็ก ๆ ที่ปลิดออกมาจากช่อใหญ่เข้ากับรังดุมของเสื้อแจ็ตเก็ตผ้าทวี้ดของคนตรงหน้า และใช้หลังมือตบเบา ๆ ที่กลางหน้าอกของอีกฝ่าย 



    “ขอให้นายโชคดี”


     

    การมอบกิ่งมิสเซิลโทหรือถุงผ้าเล็ก ๆ ใส่กิ่ง ใบ หรือผลมิสเซิลโทให้เป็นเครื่องหมายแทนคำอวยพรให้พบแต่สิ่งดี

     


    “นายก็เหมือนกัน เก๊บ สุขสันต์วันคริสต์มาส” สแตนลีย์ พาร์คเกอร์เอื้อมมือไปเด็ดกิ่งมิสเซิลโทเล็ก ๆเหนือประตูมาเสียบกระเป๋าเสื้อโค้ตของเขา และทำให้เขาหัวเราะพรืดด้วยคำพูดประโยคถัดมา


     


    “เคลย์ตันคงไม่ทันสังเกตว่า ช่อมิสเซิลโทของเขาแหว่งไปหน่อยนึงหรอกเนอะ” 





    ====================== (The End) ===================== 






    หมายเหตุ

    ** โฆษณาของ Sainsbury สร้างจากเหตุการณ์ Christmas Truce ในปี 1914 



    ** การเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่หนึ่งของหลายประเทศก็ด้วยความเชื่อว่า ทำสงครามเพื่อยุติสงคราม 


    *** สงครามโลกครั้งที่หนึ่งมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า the Great War


    **** ปีศาจอดีต ปัจจุบัน และอนาคตมาจากเรื่อง The Christmas Carol ของ Charles Dickens นักประพันธ์ชาวอังกฤษ 

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in