เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
ไปเที่ยวกันจ้าแม่squarrium
Louder in Laos-der ไปเที่ยวลาวกันเด้อ! - Day 2-3 วิงเวียนใน วังเวียง
  • Louder in Laos-der ไปเที่ยวลาวกันเด้อ! - Day 1 เวียงจันทร์ เมืองหลวงสุดเงียบเหงา


    จากที่ทิ้งท้ายไว้ตอนแรก ว่ารสชาติของชีวิตมันเริ่มหลังจากเที่ยวเวียงจันทร์เสร็จ คือไม่เกินความจริง

    ลงจากรถตุ๊กๆ ที่วิ่งผ่านถนนลูกรังกันมาหลายสิบนาที ก็มาเดินหารถตู้ไปวังเวียงต่อ พอเดินไปถึงคิวรถตู้ปุ๊ป ทุกคนก็พร้อมจะเข้าชาร์จเราทันที ตัดสินใจให้เสร็จสรรพว่า วังเวียงใช่มั้ย ขึ้นคันนี้แหละ ไปเลย ไอ้เราก็ยึกๆ ยักๆ ดูจากสภาพรถแล้วกลัวจะไม่ถึงจุดหมาย คือไม่ได้แย่มาก แต่ไม่ใช่รถตู้ที่ดีเหมือนขามาจากอุดรฯ พอดูแล้วจะไม่มีทางเลือกเลยต้องขึ้นๆ ไป

    ตลอดทางนั้นเป็นการนั่งรถตู้ที่อนาถที่สุดในชีวิต

    คนขับรถตู้จอดแวะบ่อยที่สุดที่เคยเจอ จนอยากบันทึกลงกินเนสส์เวิลด์เลคคอร์ด ตั้งแต่ปากทางออกจากสายเหนือ จอดรับของอะไรไม่รู้ แล้วก็จอดส่งคน รับคน หยิบกระเป๋า แวะร้านขายสี(?)เอาของไปส่ง ซื้อของแล้วไปส่งอีกที่นึง รับคนอีกรอบ ส่งคนอีกหลายรอบ คือเรียกว่าคุ้มอะ วิ่งรถเที่ยวนึงพร้อมกับรับจ๊อบเสริมส่งของไปด้วย

    ไอ้ที่พีคกว่านั้นคือในรถตู้เนี่ยนั่งกันแถวละ 4 คนเลยนะ..

    ปกติมันจะมีสองแถวที่ต้องนั่ง 3 คน แต่นี่คนขับใจดีไง กลัวคนจะไม่ได้ไปถึงจุดหมายเลยเอาเก้าอี้พลาสติกแดงๆ ใช่ อ่านไม่ผิดค่ะ เก้าอี้พลาสติกมาตั้งตรงช่องว่างๆ ที่เอาไว้ให้คนเดินให้คนขึ้นทีหลังมานั่ง!

    โอ้แม่เจ้า พีคมากก

    สงสารคนที่ต้องนั่งตรงนั้นมาก ความสบายหาไม่ได้เลย คนที่นั่งข้างๆ เราตอนแรกเค้าก็นั่งตัวตรงดีหรอกนะ แต่หลังๆ เริ่มเอนตัวมาพิงตรงช่องว่าง แล้วก็เอาไหล่สองข้างแพะกับเบาะข้างๆ ไว้ เพราะไม่มีที่พิงหลัง อะไรมันจะเศร้าขนาดนี้

    แล้วเดินทางกัน 3-4 ชั่วโมง ความจริงมันไม่ควรถึงหรอก แต่พี่แกเล่นแวะทุกมุมเมืองขนาดนั้น

    ก็ต้องทนไปอะนะ ทำอะไรไม่ได้ คนจีนข้างหลังก็โช้งเช้งกันเหมือนไม่ได้คุยกันมา 5 ปี ข้างหน้าก็มีคนอ้วกเพราะสภาพรถสภาพถนนที่ต้องขับขึ้นเขา ฟีลเหมือนนั่งรถจากเชียงใหม่ไปเชียงรายไปแม่ฮ่องสอน แอร์ก็ไม่เย็น แดดก็ส่อง นั่งไปเหงื่อไหลไป แม่งโคตรจะประสบการณ์ชีวิต

    แต่สุดท้ายก็ถึงวังเวียงโดยสวัสดิภาพนะ ไม่มีอะไรแตกหักบุบสลายแต่อย่างใด 

    พอถึงแล้วถึงได้รู้ว่าเราจองที่พักไว้ไกลปืนเที่ยงมากๆ คือติดแม่น้ำซอง แต่เดินไกลจากความเจริญสุดๆ ข้าวปลาอาหารไม่มี ต้องเดินออกมาไกลพอสมควร แต่เห็นวิวที่พักแล้วต้องบอกว่าคุ้มมากกกก ตื่นเต้นกันอยู่พักใหญ่ 

    Simon Riverside น่าจะเป็นโรงแรมเปิดใหม่ สะอาดและใหม่มากๆ พนักงานก็พูดจาดีดูแลดี แถมยังได้ห้องทำเลดีอีกต่างหาก แฮปปี้

    มองจากระเบียงห้องพักเป็นแบบนี้


    วันแรกที่วังเวียงผ่านไปแบบไม่มีอะไรมาก เพราะมาถึงก็เย็นแล้ว เลยหมดเวลาไปกับการเดินทัวร์หาที่กินข้าวเย็น 

    ร้านที่เลือกเป็นร้านแพริมแม่น้ำซองที่ต้องเดินไกลจากที่พักมาก ร้านอยู่แถวๆ โรงแรม Amari เป็นมื้อแรกที่ได้กินจริงจัง (ถ้าไม่นับเฝอที่เวียงจันทร์) อาหารบ้านเค้ารสจัดมากๆ ขนาดข้าวผัดทะเลธรรมดายังรสจัด ตำบักหุ่งนี่กินไม่ได้เลยจ้า เผ็ดน้ำตาไหล จากใจคนไม่กินเผ็ด 

    ร้านอาหารริมแม่น้ำชิลๆ กินไปแกว่งขาไป

    แล้วก็ไปต่อกันที่ Sakura Bar ที่คนชอบรีวิวกัน แว๊บแรกที่รู้สีกคือ ไปผิดร้านปะวะ? เพราะทั้งร้านมีคนนั่งอยู่โต๊ะเดียว เหงามากกกก เลยพูดกับเพื่อนแบบปลอบใจว่า เอ้อ สงสัยคงเป็นคืนวันศุกร์ คนไม่ค่อยมาเที่ยวมั้ง พรุ่งนี้น่าจะเยอะกว่านี้

    ด้วยความที่วิ่งหนีฝนกันมาด้วย เลยนั่งๆ ไปอย่างน้อยก็ถือว่ารอฝนหยุด

    ถือว่าบรรยากาศก็ดีแหละ แต่เหงาไปหน่อย เหมือนมานั่งดูเจ้าของร้านเล่นเบียร์ปองกัน แต่ซักพักคนก็เข้ามากันคึกคักอยู่ เพราะเป็นเวลาฟรีดริ๊งค์

    จบคืนแรกกันไปด้วยความมึนๆ แบบฉ่ำๆ ฝน

    เริ่มต้นวันที่สองด้วยการเดินออกไปหาทัวร์ One Day Trip เพื่อเที่ยวที่สำคัญในวังเวียง
    สิ่งแรกที่เพื่อนเดินไปบอกกับคนขายทัวร์ก็คือ เอาอันที่ถูกที่สุดอ่าค่ะพี่ 55555  เลยได้ทัวร์ที่ไปถ้ำช้าง ถ้ำน้ำ พายคายัค แล้วก็จบที่บลูลากูน

    ในทัวร์เดียวกันก็เจอน้องๆ คนไทยที่มาจากม.ขอนแก่นด้วย 

    ที่ถ้ำช้างก็ไม่มีอะไร เหมือนเป็นแค่โพรง ไม่ได้มีทางเข้าไป แต่ถ้ำน้ำนี่ของจริง เป็นการนั่งลอดห่วงยางเข้าไปในถ้ำที่มีน้ำ ตอนแรกกระมิดกระเมี้ยนมากเพราะไม่ได้เอาชุดไปเปลี่ยน พอเห็นคนลงกันแล้วก็แบบ เออ มาทั้งทีปะวะ สรุปก็นั่นแหละ เปียกทั้งตัวจ้า 



    ระหว่างทางในทริปก็มีโอกาสคุยแลกเปลี่ยนภาษากับไกด์ชาวลาวด้วย เค้าสอนภาษาลาวหลายๆ สำเนียงให้ฟัง พูดแล้วก็เพลินดี ถ้าลาวกลางทั่วไปก็จะเหมือนภาษาอีสานบ้านเรา แต่ถ้าเริ่มขึ้นเหนือหน่อยก็จะเปลี่ยน จำไม่ได้แล้วว่ามีคำว่าอะไรบ้าง แต่สนุกดี

    อีกกิจกรรมที่รอคอยคือพายคายัค ด้วยความที่โนแพลนมาตั้งแต่แรก ไม่รู้ระยะทางเลย มีแต่ลุยอย่างเดียว ขอบอกว่าสวยมากๆๆ เหมือนเราล่องอยู่ท่ามกลางภูเขา มองไปรอบๆ ก็มีแต่ภูเขา สวยมากกกก มีบางโมเม้นคือปล่อยเรือไปเฉยๆ เพราะอยากจะดื่มดั่ม แต่ด้วยความที่น้ำตื้น ปล่อยได้ไม่นานเพราะเรือจะไปผิดทิศ สุดท้ายก็เรือติดหิน เพื่อนต้องลุกขึ้นไปขยับเรือเป็นประสบการณ์ชีวิตอีกรอบ 



    แล้วด้วยความไม่เคยดูแลร่างกายอะเนอะ คิดดูว่าพายคายัคตอนบ่ายๆ แบบไม่ทากันแดด ตัวเลยดำมากๆ มาจนถึงตอนนี้ (แต่ก็ขอบคุณตัวเองที่ไปวิ่งออกกำลังกายมาบ้างทำให้วันเดย์ทริปแบบนี้ไม่ระคายเคืองร่างกายเลย ฮิฮิ)

    จบจากคายัคก็ไป Blue Lagoon ต่อ ไกด์เตือนไว้ว่าน้ำเย็นมาก ถึงจะเป็นหน้าร้อนก็เถอะ ไอ้เราก็ยังไม่เชื่อ จะเบอร์ไหนกันเชียว พอลงไปเท่านั้นแหละ รู้เรื่อง อยู่ได้แปปเดียวก็ต้องขึ้นเพราะน้ำลึกมาก ถึงจะมีชูชีพแต่ก็ยังเหนื่อย แถมน้ำเย็นอีกต่างหาก เลยมานั่งกินมาม่าดูคนอื่นโดดน้ำเล่นดีกว่า 



    แล้วก็จบทริปด้วยการได้มิตรภาพเล็กๆ น้อยๆ จากน้องๆ คนไทยที่ไปกันเป็นกลุ่ม แล้วก็ชาวเกาหลีที่ไปคนเดียว ไปเจอกันที่ร้านกินข้าวก็ได้ทักทายเซย์ไฮ ถือเป็นรอยยิ้มเล็กๆ ที่ได้จากวังเวียง

    หมดวันหมดแพลนในวังเวียงไปด้วยความคุ้ม ใครที่ไปวังเวียงก็ควรจะซื้อทัวร์ One Day Trip ไปเที่ยวกันดู จ่ายเงินซื้อประสบการณ์ไปในราคา 480 บาท (ถูกสุด) ถือว่าดีมากๆ ที่ได้ไป

    วันรุ่งขึ้นก็ออกจากวังเวียงกันด้วยรถที่จองไว้กับโรงแรม 

    ได้แต่ภาวนา ขออย่าให้เป็นแบบขามาเลยเถ้อะ สาธุ! 

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in