THE EXPLORER STORYTHEEXPLORER
10.5 KM : A DAY OF FINISHER

  • เมื่อเกิดความอยากที่จะท้าทายตัวเองด้วย "ความเชื่อ-ความบ้า" ดูสักครั้ง การทรมานร่างกายด้วยการสับเท้าไปบนถนนในระยะ 10.5 KM จึงเริ่มต้นขึ้น
    .
    ย้อนกลับไปเมื่อสองเดือนก่อน ผลการตรวจร่างกายประจำปีชวนให้ผมเริ่มตระหนักถึงความอ่อนแอของร่างกายตัวเอง แม้จะเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ กินวิตามินบำรุงทุกวัน รวมถึงการทำสุขภาพจิตให้ดีเยี่ยมสักแค่ไหน มันไม่เคยเพียงพอต่อการเปลียนแปลงของกลไกภายในร่างกายของคนเราเอาเสียเลย
    .
    น้ำหนักยังคงเพิ่มแม้จะลดข้าวมื้อเย็น ปริมาณน้ำตาลยังคงอยุ่ในเกณฑ์ติดเพดานที่สมควรลดลงได้แล้ว ไขมันดียังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง-พร้อมๆกับไขมันเลวที่เพิ่มปริมาณขึ้นทุกวัน เมื่อได้รับคำติเตียนจากคุณหมอมากมายตั้งแต่วันนั้น วันนี้ผมจึงต้องลุกขึ้นมาท้าทายขีดจำกัดของตัวเองดูสักตั้ง
    .
    ข้ออ้างที่ใช้มาเสมอ ว่าขี้เกียจออกไปวิ่งเพราะกลัวจะกลับดึก จึงได้ถูกสลัดทิ้งออกไป
    .
    จากการเริ่มต้นฝึกด้วยระยะทาง 3 KM ค่อยๆเพิ่มไปจนถึง 7 KM ได้ในสองสัปดาห์
    .
    จากวิ่งแล้วหยุดเดิน กลายเป็นการวิ่งเหยาะๆ เพื่อพยายามค้นหาวิธีการหายใจอย่างไรที่ทำให้ไม่เหนื่อย วิธีการผ่อนเท้าอย่างไรไม่ให้เจ็บ วิธีการยืดเหยียดอย่างไรที่จำเป็นต้องทำทั้งก่อนและหลังการออกตัว สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้คือบททดสอบที่ผมจำต้องฝึกฝนและผ่านพ้นมันให้ได้ ก่อนงานวิ่งที่จับจองไว้จะมาถึง
    .
    "วินาทีที่ค้นพบจังหวะการหายใจของตัวเองได้นั้นช่างมีความหมาย"
    .
    จากปกติที่วิ่งได้ 1 KM เศษๆแล้วหยุดพัก กลับกลายเป็นค้นพบวิธีการวิ่งผ่อนเท้าโดยไม่หยุดก้าวตามแบบฉบับของตัวเอง ไม่ต้องไปเร่งรีบตามใคร รักษาช่วงจังหวะลมหายใจและกำลังใจให้คงทน ประคับประคองการตบเท้าให้สมดุลอย่างไม่สิ้นสุด ไม่ว่าจะใกล้แค่ 3 KM 5 KM หรือยาวไปจนสุด 10 KM หากเราค้นหาจังหวะวิ่งของตัวเองเจอ เมื่อนั้นเราจะ "หลงรัก" การวิ่งขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว
    .
    หนึ่งอาทิตย์ก่อนการแข่งขันจะเริ่มต้น ผมยังคงรักษาระดับการวิ่งด้วยความเร็วคงที่ ติดอยู่อย่างเดียวที่อาการบาดเจ็บมักจะมาเยี่ยมเยือนในกิโลเมตรที่ 7
    .
    เมื่อข้อเข่าที่ถูกลงย้ำน้ำหนักลงอย่างต่อเนื่อง ได้เกิดอาการเจ็บ ทำให้เรี่ยวแรงการก้าวเท้านั้นทรุด จนต้องหยุดแล้วประคองระยะก้าวด้วยการเดินทดแทน ด้วยอาการบาดเจ็บที่สะสม ทำให้ผมจำต้องหยุดพักรักษากล้ามเนื้อเพื่อให้ยังลงแข่งในอีก 5 วันข้างหน้าให้ได้
    .
    ด้วยข้อจำกัดที่เรื่องเวลาการฝึกซ้อม การเร่งรีบไปก็มีหวังแต่จะทำให้ร่างกายบาดเจ็บและกำลังใจคงล้มไม่เป็นท่าแน่ๆ
    .
    และแล้วการแข่งขันก็มาถึง นักวิ่งผู้พกอาการบาดเจ็บมาจากบ้าน ได้แต่เกรงกลัวถึงสถานการณ์ข้างหน้าที่ไม่อาจคาดเดาได้ ทันทีที่เสียงแตรของผู้จัดส่งสัญญาณปล่อยตัว ก็คงไม่มีสิทธิให้คิดกังวลอะไรอีกต่อไป แค่มองไปข้างหน้า และกล้าที่จะก้าวไปให้ถึงยังเส้นขัย
    .
    ระยะทาง 1 KM ช่างดูรื่นรมย์ ด้วยวิวทิวทัศน์สองข้างทางที่ดูมืดมิด ทำให้มองเห็นดาวเต็มฟ้าระยิบระยับจนปลดความกังวลจากทุกสิ่งอย่าง อีกทั้งผู้วิ่งนำหน้าก็ยังไม่เริ่มทำความเร็วเพื่อทิ้งห่างในระยะแรกเท่าไร การวิ่งในระยะนี้ถือว่าชิวกว่าตอนฝึกซ้อมเป็นไหนๆ
    .
    ระยะทางที่ 2-3 KM นั้นช่างสนุกสนาน เมื่อเหล่าบรรดา "นักวิ่งสายโพสต์" จะพบเจอกับตากล้องที่แอบอยุ่ตามหัวมุมถนน แชะภาพกันไปมาอย่างสุขสันต์ ลืมความเหนื่อยล้ากันไปได้ช่วงประเดี๋ยวประด๋าว ก่อนที่ร่างกายที่เราจะเริ่มอ่อนล้าเมื่อก้าวสู่กิโลเมตรถัดไป
    .
    KM ที่ 4 เริ่มมีซุ้มน้ำจุดใหญ่ให้ดับกระหาย นักวิ่งหลายต่อหลายคนค่อยๆชะลอตัวเอง แล้วยืนหยุดพักอยู่ที่ซุ้มน้ำเพื่อผ่อนคลาย ด้วยอากาศที่ไม่ร้อนจัด ผนวกกับการเตรียมพร้อมจิบน้ำมาตั้งแต่หนึ่งชั่วโมงก่อนวิ่ง ทำให้ผมรักษาความเร็วต่อไปได้อย่างสมดุล
    .
    จวนจะจบการวิ่งครบรอบแรกที่กิโลเมตร 5 สมองกำลังทำการประมวลผล ว่าร่างกายของเราจะสามารถวิ่งซ้ำไปในเส้นทางเดิมไปอีกหนึ่งรอบได้หรือไม่ ซุ้มน้ำ ซุ้มอาหาร ซุ้มไมโลเย็นๆ ข้างทาง ชวนให้อยากหยุดพักเพื่อหาอะไรรองท้องก่อนจะวิ่งต่อไป แต่ฉับพลันทันใดที่สายรัดข้อมือสั่นเตือนว่า เพซกำลังตกลง ผมจึงกลับมาได้สติ แล้วกลับเข้ามาสุ่เส้นทางข้างหน้าเพื่อก้าวไปให้ครบรอบอีกครั้ง
    .
    KM ที่ 5-6 เพื่อนข้างๆที่วิ่งมาด้วยกันเริ่มเหือดหาย เหตุเพราะความทนทานของร่างกายคนมีไม่เท่ากัน เราจึงจำเป็นต้องทิ้งเพื่อนไว้ข้างหลังเพื่อให้เดินตามมา ความเร็วของผมเริ่มตกเมื่อก้าวเข้าสู่ถนนขรุขระที่ทำให้การลงน้ำหนักของเราเกิดความไม่สมดุล อาการเจ็บแปลบๆที่ข้อเข่าเริ่มกระซิบหามาแบบเบาๆ หวังว่าอาการคงทุเลาลง เมื่อผ่านโค้งหน้า ถนนจะเริ่มกลับไปเป็นทางเรียบเหมือนเดิม
    .
    ข้อเข่าขวาดูอาการไม่ค่อยดีที่กิโลเมตรที่ 7 ความเร็วลดต่ำลงไป เพราะจังหวะก้าวเท้าที่ดูเหมือนจะเหยียดได้ไม่สุด ด้วยความที่ไม่อยากหยุดพักเพื่อเหยียดกล้ามเนื้อขา ผมจึงได้แต่วิ่งเหยาะๆ โดยพยายามลงน้ำหนักที่ข้อเขาซ้าย และหาจังหวะยกขาขวาเหยือดขึ้นไปให้สุด อาการที่น่ากังวลจึงพอทุเลาไปได้ แต่นั่นก็ทำให้สายรัดข้อมือสั่นเตือนว่าความเร็วของผม กำลังตกลงเกินกว่าที่ตั้งเป้าอยู่ทุกนาที
    .
    KM ที่ 8-9 หลังจากอาการทุเลาผมจึงกลับมาทำความเร็วอีกครั้ง ในขณะที่นักวิ่งส่วนใหญ่เริ่มเดิน ผมจึงถือโอกาสวิ่งแซงเพื่อเก็บแต้มกำลังใจเล็กๆน้อยๆ เหมือนการได้เอาชนะ แซงนักวิ่งคนแล้วคนเล่า แซงต่อเนื่องไปอย่างไม่หยุดยั้ง คล้ายว่าผมจะลืมอาการที่เคยบาดเจ็บก่อนหน้านั้นเสียจนหมดสิ้น ระยะทางที่เหลือคือสิ่งที่เราจะต้องกู้เวลากลับคืนมา
    .
    KM ที่ 10.5 คือกิโลเมตรสุดท้ายที่นักวิ่งทั้งหลายมักจะทำความเร็ว ไม่รู้ด้วย "ความเชื่อ-หรือ-ความบ้า" ที่ไม่อาจล่วงรู้ได้ ว่าไปขุดขุมกำลังกันออกมาจากไหนในห้วงระยะทางสุดท้าย ความเร็วค่อยๆพุ่งทะยานพร้อมๆกับการก้าวไปพุ่งชนเสียงเชียร์ที่ดังอยู่ตรงเส้นชัย ความเร็วเฮือกสุดท้ายที่มีถูกใส่จนหมด เพื่อที่จะก้าวไปให้ถึงยังจุดหมายด้วยความสะใจเล็กๆของตัวเอง
    .
    10.5 KM วันนี้ชวนให้ผมทลายความเชื่อผิดๆบางอย่างไป จากอาการบาดเจ็บที่เป็นปัญหา กลับทุเลาได้เพียงเพราะเราไม่หมดกำลังใจ หรือหยุดพักกำลังกายที่ล้นเหลือเพื่อที่จะก้าวไปต่อ
    .
    แค่เชื่อว่า "เราทำได้" แล้วเราจะก้าวไปถึงยังเส้นชัยด้วยกำลังแข้งของตัวเองอย่างแน่นอน
    .
    จากคนที่เอาแต่ตั้งข้อแม้ ว่าไม่อยากวิ่งเพราะกลัวจะกลับบ้านดึกและไม่มีเวลาพักผ่อน วันหนึ่งผมก็ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่า ความคิดเหล่านั้นมันก็เป็นแค่ข้ออ้างที่เราพยายามหาเหตุผลมันขึ้นมาเอง
    .
    เราออกวิ่งเพื่อที่จะทดสอบ "ความเชื่อ" ในตัวเอง เราออกวิ่งเพื่อเสาะแสวงหาวิธีการวิ่งที่เหมาะสมต่อการหายใจและเคลื่อนไหวของร่างกายตัวเอง เราออกวิ่งเพื่อที่จะเข้าใจ "ความบ้า" ของตัวเองให้มากขึ้น และเชื่อเถอะว่าไม่มีอะไรที่เราพยายามฝึกฝนแล้วทำไม่ได้ มันอยุ่ที่ว่าเราจะกล้าลงมือทำมันเมื่อไร
    .
    ก็แค่ก้าวเท้าออกจากความจำเจอันคุ้นเคย ก้าวเท้าออกไปเผชิญกับความท้าทายที่อยู่ตรงหน้า ก้าวเท้าออกไปเอาชนะ 10.5 KM แรกของตัวเองให้ได้ เก็บแต้มความสำเร็จจากการได้เป็น FINISHER ในงานเล็กๆ เพื่อเป็นขุมพลังให้ก้าวไปสู่การเป็น FINISHER ในชีวิตอันแสนสุขของเราต่อไป
    .
    .
    📍สามารถติดตาม " Theexplorer " ได้หลายช่องทางดังนี้
    ( ฝากกด Like & Share & See first กันด้วยน้า )
    - IG : theexplorer.photographer
    - FB Page : Theexplorer
    https://www.facebook.com/Theexplorerphotographer
    - Web blog : https://theexplorer-photographer.blogspot.com/
    ------------
    อ่านบทความก่อนหน้า The First Kilometer | กิโลเมตรแรก ได้ที่
    https://bit.ly/2Qfl3Rv

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in