Movie Review | ดูแล้วมาเล่าtortuewaii
[Review (มั้ง)] The Shack | กระท่อมเหนือปาฏิหาริย์ (8.5/10)


  • เหตุผลที่เราเลือกดูหนังเรื่องนี้มีอยู่ 2 อย่าง

    1. มันสร้างมาจากนิยายขายดี (ที่เรายังไม่เคยอ่าน)
    2. ออคตาเวีย สเปนเซอร์เล่น

    เราพยายามหาทริลเลอร์หนังที่มีซับไทยมาแปะให้แต่หาไม่ได้จริงๆ เอาเป็นว่าเดี๋ยวเราจะเล่าไว้ประมาณหนึ่งก็แล้วกันค่ะ

    แมคเคนซี ฟิลลิปส์ (แซม เวิร์ธทิงตัน) เป็นชายที่เติบโตมาในครอบครัวที่ไม่อบอุ่นนักเนื่องจากโดนพ่อขี้เมาทุบตี แต่เขามีครอบครัวที่น่ารักและอบอุ่น เขาแต่งงานกับแนน (ราดาห์ มิตเชลล์) และมีลูกๆ ที่น่ารักด้วยกันสามคน คือ เคท (เมแกน ชาร์เพนเทียร์) จอช (เกจ มุนโรว์) และมิสซี่ (เอมิลี่ อีฟ) ครอบครัวของเขาเป็นคริสเตียนทั่วไปที่เข้าโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ แต่แมคนั้นไม่ค่อยเชื่อในพระเจ้าเท่าไหร่ ไม่เหมือนกับ แนนที่มีสายสัมพันธ์แน่นแฟ้นถึงกับตั้งชื่อเล่นให้พระเจ้าว่า "ปาป้า" เลยทีเดียว

    วันหนึ่งขณะที่ตั้งแคมป์กันอยู่ เรือที่เคทกับจอชเอาออกไปพายในทะเลสาบเกิดล่ม แมคที่กำลังเก็บของโดยมีมิสซี่นั่งระบายสีอยู่ใกล้ๆ จึงรีบวางมือแล้ววิ่งไปช่วยลูกทันที เขาสามารถช่วยลูกทั้งสองคนได้อย่างปลอดภัย แต่พอกลับไปที่รถก็พบว่ามิสซี่หายตัวไป แมคพยายามตามหา แต่ก็ไม่พบ เขาแจ้งตำรวจให้ช่วยออกตามหา ก่อนที่สุดท้ายจะพบว่ามิสซี่ถูกชายคนหนึ่งซึ่งหลบหนีการจับคุมของ FBI มาอยู่ในบริเวณนั้นลักพาตัวไปยังกระท่อมร้างกลางเขา ตอนที่แมคกับเจ้าหน้าที่ไปถึง ก็พบเพียงแค่คราบเลือดบนพื้นกับชุดของมิสซี่ที่เปื้อนเลือดอยู่เท่านั้น

    ตั้งแต่วันนั้นครอบครัวที่แสนอบอุ่นก็ได้เปลี่ยนไป แมคโทษตัวเองว่านั่นเป็นความผิดของเขา เช่นเดียวกับเคทที่ก็โทษตัวเองเช่นกันเพราะเธอเป็นคนทำให้เรือล่ม พ่อลูกที่เคยสนิทสนมกลมเกลียวกลายเป็นห่างเหิน แมคจมอยู่กับความทุกข์ทรมานจนกระทั่งวันหนึ่งเขาได้รับจดหมายปริศนาซึ่งถูกนำมาใส่ไว้ในกล่องไปรษณีย์หน้าบ้าน ใจความในจดหมายเป็นการเชิญชวนให้แวะเวียนไปเยี่ยมหาที่ "กระท่อม" ในช่วงสุดสัปดาห์และลงชื่อว่า "ปาป้า"

    ตอนแรกแมคคิดว่านี่เป็นตลกร้ายที่เพื่อนบ้านเป็นคนแกล้ง แต่ก็พบว่าไม่ใช่ เขาคิดว่านี่เป็นเรื่องไร้สาระแต่สุดท้ายแล้วก็ไปยังกระท่อมที่ว่าตามที่บอกในจดหมาย และที่กระท่อมแห่งนั้น เขาก็ได้พบว่าคนที่รออยู่ ไม่ได้มีแค่หนึ่ง แต่เป็นถึงสามเลยทีเดียว

    ไหนๆ ก็เล่ามาซะขนาดนี้แล้ว คงจะรู้แล้วสินะคะว่าคนที่รอเจอแมคอยู่นั้นคือ "ปาป้า" ซึ่งสามารถปรากฎกายได้หลากหลาย และจากประสบการณ์อันเลวร้ายที่แมคมีกับพอ เขาจึงเลือกมาในร่างของผู้หญิงที่ชื่ออีลูเชียซึ่งรับบทโดยออคตาเวีย สเปนเซอร์ ส่วนพระบุตรหรือพระเยซูนั้นรับบทโดยอัฟราฮัม อาวีฟ และพระจิตก็มาในร่างของหญิงสาวชื่อซารายูซึ่งรับบทโดยซูมิเระ

    อาจจะเป็นเพราะว่าเราเป็นคนที่อินกับเรื่องเซนสิทีฟหรือพวกความทุกข์ความเศร้า เรื่องราวดราม่าทั้งหลายแหล่ได้ง่าย เราถึงได้อินไปกับความรู้สึกของแมคอย่างเต็มที่ พอเราอินมากๆ เข้าระหว่างที่เราดูไป เราก็จะรู้สึกเช่นเดียวกับเขาคือ "อะไรวะ" "ไม่ใช่อ่ะ" "ไม่เอา" "ไม่เชื่อ" "ไม่อิน" คือไม่ทุกอย่าง เรียกได้ว่า against กันแบบหัวชนฝาเลยทีเดียว

    ตอนที่ดูทริลเลอร์ทีแรกเราก็ไม่ได้คิดว่ามันจะศาสนาขนาดนี้ พอเข้าไปดูตอนแรกเลยเซ็งมาก รู้สึกเหมือนถูกหลอกเข้ามาดูหนังคลั่งศาสนาอะไรสักอย่าง เพราะศาสนาคริสต์นั้นสอนให้คนมีความรักและเชื่อในพระเจ้า ถึงเราจะชอบคำสอนหลายๆ อย่างของศาสนาคริสต์แต่ก็ต้องบอกตามตรงว่าเราเป็นคนที่ไม่ค่อยมีศรัทธาหรือว่าความเชื่อในพระเจ้าเลยค่ะ และเผอิญว่าแมค ตัวเอกของเรื่องก็ไม่ได้เชื่อด้วยเหมือนกัน ยิ่งพอเกิดเรื่องเลวร้ายขึ้นในชีวิตเขาเลยยิ่งทำให้เขาไม่เชื่อในพระเจ้าเข้าไปใหญ่ เพราะงั้นการที่จู่ๆ พระเจ้าก็มาอยู่ตรงหน้า (แถมยังมาครบทั้งพระบิดา พระบุตรและพระจิตด้วย) แล้วก็พยายามกล่อมให้เขาปล่อยวาง มีความเชื่อ ความรัก ความไว้ใจ ก็แน่นอนว่าเขายิ่งต้องไม่เปิดใจรับอย่างแน่นอน (และเราเองก็ด้วยเหมือนกัน)

    ตอนแรกเราคิดว่าคงเรทคะแนนเรื่องนี้อยู่แค่ที่ 6 ไม่เกินนี้ เพราะมันดูเป็นโฆษณาชวนเชื่อ เหมือนพวกขายฝันที่เอาแต่กล่าวอ้างให้เชื่อและศรัทธา และเราก็ไม่ชอบอะไรที่มันเกี่ยวกับศาสนาจัดๆ ขนาดนี้ด้วย แต่พอดูไปเรื่อยๆ และเริ่มจับสาระสำคัญที่หนังต้องการพยายามจะสื่อได้ พอเราเริ่มเข้าใจว่า "ปาป้า" ต้องการที่จะบอกและสอนอะไร รู้ตัวอีกทีก็นั่งร้องไห้น้ำตาไหลไม่หยุดแล้วค่ะ 555555555555 (อันนี้เพราะมีเรื่องส่วนตัวมาบวกด้วย คิดว่าคนอื่นคงไม่ร้องไห้เหมือนเรากันหรอกค่ะ xD)

    จริงอยู่ที่ว่า The Shack เป็นหนังที่พูดถึงเรื่องศาสนาเยอะมากแล้วก็พยายามหนักมากที่จะเกลี้ยกล่อมให้คนมีความรัก ความเชื่อ ความศรัทธาในพระเจ้า แต่ในขณะเดียวกันมันก็เป็นหนังที่สอนให้เรารู้จักปล่อยวางอดีตและก้าวออกมาจากความทุกข์ที่กำลังจมอยู่ มีประโยคหนึ่งจากในหนังที่เราชอบมากบอกไว้ประมาณว่า "ที่เรายังคงจมอยู่กับความทุกแบบนี้ไม่ใช่เพราะเราออกมาจากมันไม่ได้ แต่เป็นเพราะเราไม่ยอมทำ" ซึ่งนั่นก็จริงนะคะ จริงซะยิ่งกว่าจริงอีก

    ส่วนอีกประโยคที่กระแทกใจเรามากๆ เลยก็คือตอนที่ "ปาป้า" สอนเรื่องการให้อภัยและการปล่อยวาง ซึ่งเราจะขอยก quote มาจากในหนังสือเลยก็แล้วกัน

    “Forgiveness is not about forgetting. It is about letting go of another person's throat...

    Forgiveness does not create a relationship. Unless people speak the truth about what they have done and change their mind and behavior, a relationship of trust is not possible. When you forgive someone you certainly release them from judgment, but without true change, no real relationship can be established...
    Forgiveness in no way requires that you trust the one you forgive. But should they finally confess and repent, you will discover a miracle in your own heart that allows you to reach out and begin to build between you a bridge of reconciliation...
    Forgiveness does not excuse anything... You may have to declare your forgiveness a hundred times the first day and the second day, but the third day will be less and each day after, until one day you will realize that you have forgiven completely. And then one day you will pray for his wholeness...” 

    ― William Paul Young, The Shack

    "การให้อภัยไม่ได้แปลว่าจะต้องลืม มันคือการปล่อยมือที่บีบคอเขาอยู่ออก...
    การให้อภัยไม่ได้สร้างความสัมพันธ์ ถ้าคนเราไม่พูดความจริงถึงสิ่งที่พวกเขาได้ทำและเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม ความสัมพันธ์ของความจริงก็จะไม่มีวันเกิดขึ้น เมื่อเธอให้อภัยใครสักคน แน่นอนว่าเธอปลดปล่อยเขาจากการพิพากษา แต่ความจริงก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลง ไม่มีความสัมพันธ์จริงๆ เกิดขึ้นมา...
    การให้อภัยไม่ได้แปลว่าเธอต้องเชื่อใจคนที่เธอให้อภัย แต่พวกเขาควรจะได้สารภาพและสำนึกผิด เธอจะได้ค้นพบปาฎิหาริย์ในหัวใจตัวเองที่ยอมปล่อยให้ตัวเองได้เอื้อมมือออกไปและเริ่มสร้างสะพานแห่งการปรองดองระหว่างตัวเธอขึ้นมา...
    การให้อภัยไม่ใช่การแก้ตัวใดๆ... เธออาจจะบอกว่าให้อภัยเป็นร้อยครั้งในวันแรกและวันที่สอง แต่วันที่สามและวันต่อๆ ไปมันจะน้อยลง จนกระทั่งวันหนึ่ง เธอจะพบว่าเธอให้อภัยได้แล้วจริงๆ และวันนั้น เธอจะภาวนาเพื่อเขาโดยสมบูรณ์......"

    ― วิลเลียม พอล ยัง, The Shack

    ภาษาไทยนี่เราแปลเอง อาจจะไม่ได้ตรงเป๊ะๆ หรือมีผิดเพี้ยนไปบ้างยังไงก็ขออภัยด้วยนะคะ

    ถ้าถามว่าใครที่เหมาะจะดู The Shack... เราก็อยากจะแนะนำให้กับคนที่กำลังจมอยู่กับความทุกข์ ติดอยู่กับอดีตและไม่สามารถปล่อยวางได้ค่ะ มันไม่เกี่ยวหรอกว่าคุณจะนับถือศาสนาอะไร คุณอาจจะอึดอัดใจอยู่บ้างที่ต้องมาดูและฟังในสิ่งที่คุณเห็นต่าง แต่พอเรากรองเอาแต่สาระสำคัญจริงๆ ออกมาแล้ว คุณจะพบว่านี่เป็นหนังที่สร้างแรงบันดาลใจและให้กำลังใจชั้นดีเลยทีเดียว

    คุณไม่จำเป็นจะต้องเชื่อในพระเจ้าค่ะ คุณแค่เชื่อว่าคุณเป็นคนที่สมควรจะได้รับความรัก และมีคนที่พร้อมจะอยู่เคียงข้างคุณเสมอแค่นั้นพอ :)

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in