All about #Marvelgffnms
Sweet Stranger (AU Stony) #5
  • Paring: Steve Rogers x Tony Stark

    Rate: PG 

    #SweetStrangerTH

    Chapter 5/??


     Note: ตัวละครไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับเนื้อเรื่องทั้งหมดเป็นเพียงจินตนาการของผู้แต่งเท่านั้น





    .

    .

    .

    “จาร์วิส วันนี้มีอะไรรึเปล่า”



    โทนี่เอนหลังพิงพนักโซฟา เอ่ยถามขึ้นพร้อมกับไล่สายตาอ่านข่าวหน้าหนึ่งในวันนี้ 



    เขากลับมาจากโรงพยาบาลอาทิตย์กว่าแล้ว และตอนนี้ไม่รู้ว่าเขาควรจะรู้สึกโล่งใจหรือเปล่าที่ไม่เห็นชื่อของตัวเองในหน้าเว็บและหนังสือพิมพ์



    หลังจากที่เขาเข้าโรงพยาบาลสตีฟก็ไม่ได้ติดต่อมาอีกเลย กล่องข้อความเข้านั้นโล่งขึ้นมากตั้งแต่อีกฝ่ายหายไปจากชีวิต 



    หลาย ๆ ครั้งที่เขาต้องทนกับการนึกถึงทั้ง ๆ ที่ไม่ต้องการ โทนี่ไม่เคยรู้สึกว่าคิดผิดที่ได้รู้จักกับใครซักคนมากเท่านี้มาก่อน..



    โทนี่โกรธ เขายอมรับว่าโกรธมาก แต่ความโกรธที่มีเทียบไม่ได้เลยกับความเสียใจของเขาเอง



    ทั้ง ๆ ที่เขาควรจะเกลียดอีกฝ่ายไปแล้วแต่โทนี่รู้ตัวว่าคงทำไม่ได้..



    “ไม่มีครับ ช่วงนี้ผมเคลียร์ให้คุณได้พักผ่อน..“



    จาร์วิสพูดเพียงสั้น ๆ เขารู้ว่าไม่ใช่เวลาที่ควรจะมาพูดถึงตารางงานยาวเหยียดหลังช่วงวันหยุดยาวนี้ เขาไม่รู้ว่าทั้งสองคนมีปัญหาอะไรกันแต่จาร์วิสรู้ดีว่าเรื่องระหว่างคนสองคนยังไงเขาก็ไม่ควรเข้าไปยุ่งด้วยมากเกินไปโดยเฉพาะในขณะที่โทนี่ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ได้ตลอดเวลาแบบนี้



    ..แต่ถ้ายุ่งนิดหน่อยคงไม่เป็นไร



    “มีปัญหาอะไรก็ค่อย ๆ คุยกันนะครับ”



    จาร์วิสพูดขึ้นลอย ๆ เขาไม่ทันได้หันไปมองเจ้านายตัวเองด้วยซ้ำก่อนจะเดินออกไปจากห้องปล่อยให้โทนี่ได้มีเวลาส่วนตัว



    “แย่หน่อยที่ปัญหาคือเราไม่ได้คุยกันแล้ว..” โทนี่พูดขึ้นเบาๆเหมือนตอบสิ่งที่ผู้จัดการตัวเองพูดไว้เมื่อครู่ก่อนแค่นหัวเราะ นึกสมเพชตัวเองที่รู้สึกมากขนาดนี้และยังคงคิดถึงกอดนั่นแทบบ้า..



    ————————————


    02.45



    เสียงของสายเรียกเข้าที่ดังขึ้นหลายครั้งดังเข้ามาในโสตประสาทของโทนี่ เขาขมวดคิ้วแทบไม่อยากจะลุกขึ้นไปรับสาย จนกระทั่งเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นเป็นครั้งที่หกนั่นเป็นจังหวะที่เขาตัดสินใจแล้วว่าจะกดรับสายแล้วด่าปลายสายซะไม่ว่าจะเรื่องคอขาดบาดตายแค่ไหนก็ตาม



    แต่ชื่อที่สว่างอยู่บนหน้าจอทำให้โทนี่ตื่นอย่างเต็มตาพร้อมกับความรู้สึกอย่างอื่นที่ตีขึ้นมาจุกอยู่ที่คอ เขาตกใจจนกดตัดสายทิ้งไปในครั้งแรก ไม่ได้เตรียมใจจะต้องตื่นขึ้นมาเพื่อเจอกับอะไรแบบนี้ เขาไม่พร้อมคุย



    โดยเฉพาะเมื่อปลายสายเป็นสตีฟ โรเจอร์ส..



    ตัดสินใจทำได้เพียงแค่พิมพ์ถามไป ปลายสายดังขึ้นอีกครั้งอย่างไม่ทันตั้งแต่นิ้วของเขาเผลอกดตัดสาย ฉับพลันความรู้สึกผิดก็มาจากไหนไม่รู้ 



    ถ้าหากว่าสตีฟกำลังจะเป็นอะไรจริง ๆ ? ถ้าเขาต้องการความช่วยเหลือ ถ้าเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง.. ความกังวลทั้งหลายกลั่นตัวในใจโทนี่ให้เขากดรับทันทีที่สายเรียกเข้าถัดไปดังขึ้น



    “ฮัลโหล..”



    โทนี่ได้ยินเสียงของตัวเอง เขาไม่เคยรู้ว่าเสียงเขาจะสั่นได้มากแบบนี้มาก่อน



    “โทนี่..โทนี่ยกโทษให้ผมที ได้โปรดอย่าเกลียดกันเลย”



    เสียงอีกฝ่ายฟังเหมือนคนที่เมาไม่ได้สติ เสียงเพลงที่ดังลอดเข้ามาในโทรศัพท์ทำให้เขาพอเดาได้ว่าอีกฝ่ายคงนั่งดื่มอยู่ที่บาร์จนเมาแล้วรัวโทรหาเขาขนาดนี้



    “..อะไรของนาย สตีฟ นายเมาเหรอ”



    ผมรู้ว่าผมทำผิด..ผมแม่งโคตรแย่ ทำไมผมถึงทำแบบนี้กับคุณวะ แต่คุณอย่าโกรธอย่าเกลียดผมได้รึเปล่า โทนี่..ผมกลับไปได้รึเปล่า”



    โทนี่เงียบฟังสิ่งที่อีกฝ่ายพูดออกมา มือเขาสั่นไม่รู้เพราะว่าอากาศในห้องที่เย็นจนเกินไปหรือเพราะคนปลายสายกันแน่



    “..นายคิดว่าฉันเกลียดนายได้ลง? ต่อให้สิ่งที่นายทำมันทำให้ฉันรู้สึกแย่กับตัวเองที่ต้องไปรู้จักคนอย่างนายมากแค่ไหน ต่อให้ฉันด่านายในใจกี่ครั้ง แต่ฉันก็ยังเอานายออกไปจากหัวของฉันไม่ได้เลย มันบ้าแค่ไหนรู้บ้างมั้ย มันมีแค่ฉันคนเดียวรึเปล่าที่ต้องรู้สึกมากขนาดนี้ สตีฟ ช่วยบอกให้รู้หน่อยได้รึเปล่า บอกฉันซักครั้งก็ยังดีว่านายไม่เคยคิดอะไรด้วยเลย ได้โปรด...”



    เขาระบายความรู้สึกกรอกลงไปผ่านสัญญาณโทรศัพท์ น้ำตาที่เหมือนถูกกักไว้ทั้งหมดเอ่อคลอบดบังการมองเห็นตรงหน้าก่อนไหลลงมากลั่นจากความเสียใจตลอดหลายวัน ต่อให้อีกฝ่ายจะตื่นขึ้นมาจำสิ่งที่พูดทั้งหมดไม่ได้ก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยเขาก็ได้พูดในสิ่งที่อยากพูดออกไปหมดแล้ว



    “......ชู่ว ทำไมโทนี่ถึงสะอื้นแบบนั้น คุณร้องไห้เหรอ คุณอย่าร้องไห้ได้มั้ย มันทำให้ผมรู้สึกเจ็บ”



    เสียงปลอบประโลมที่เขาคุ้นเคยเอ่ยขึ้น แวบหนึ่งเขารู้สึกเหมือนอีกฝ่ายอยู่ตรงนี้ข้าง ๆ กัน เหมือนตอนที่เขาไม่สบายและปวดหัว หรือตอนที่งานของเขาไม่ราบรื่นเสียงของสตีฟก็มักจะปลอบประโลมแบบนี้อยู่เสมอข้างๆเขา ในขณะนั้นเองที่โทนี่รู้แล้วว่าขอแค่ได้เจอหน้ากันอีกครั้งเดียวเขาก็คงยอมยกโทษให้สตีฟหมดทุกอย่าง..



    “กลับบ้านได้แล้ว ไอ้บ้าเอ้ย”



    คุณยกโทษให้ผมรึยัง..คุณไม่โกรธผมแล้วรึเปล่า..”



    “อือ..ไม่โกรธแล้ว กลับได้แล้ว ดึกแล้ว”



    เฮ้..”



    “มีอะไรก็พูด ฉันจะวางสายแล้ว”



    “..ผมรัก—”



    เป็นจังหวะเดียวกันกับที่โทนี่กดตัดสายทันที ต่อให้เขาจะให้อภัยแล้วแต่เขาไม่พร้อมฟังมัน ไม่ใช่ในขณะที่สตีฟกำลังเมามายไม่ได้สติแบบนี้..



    เขาก้มมองจอโทรศัพท์ที่เปิดค้างแชทของสตีฟไว้ก่อนจะไล่อีกคนให้รีบกลับบ้านเหมือนที่พูดเมื่อครู่ ก่อนที่อีกฝ่ายจะพร่ำเพ้อถึงความรู้สึกคิดถึงที่เหมือนเจ้าตัวจะไม่ได้พูดมันออกมาตอนโทรคุยกัน 



    เขาไม่รู้ว่าทำไมทุกการกระทำของอีกคนถึงส่งผลให้เขาใจสั่นได้มากขนาดนี้ มากจนโทนี่กลัวตัวเอง



    บทสนทนาเหมือนจะจบลงเพราะอีกฝ่ายที่หายไปไม่อ่านข้อความแล้ว โทนี่เม้มริมฝีปากนิ้วเรียวรัวแป้นพิมพ์เพื่อจะบอกความรู้สึกคิดถึงที่มีไม่น้อยกว่าอีกฝ่าย 



    การกดส่งเป็นเรื่องง่ายเกินไป แต่สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจลบข้อความนั้นออกไปแทบจะในเวลาเดียวกัน..



    ...อยู่ ๆ โทนี่ก็คิดว่าเขาน่าจะไปเที่ยวบรู๊คลินซักวันสองวัน



    ——————————

    .

    .

    .

    “คุณสตาร์ค! ดูเพนกวินจักรพรรดิสิครับ! สูงเท่าเอวผมแน่ะ!”



    หลังจากที่จาร์วิสทำการหาข้อมูลภายในเวลาไม่กี่นาทีหลังจากเขาบอกว่าอยากไปเที่ยวบรู๊คลินในเช้าวันเดียวกันกับที่สตีฟโทรมาเมื่อคืนก็เจอกับอควาเรียมในบรู๊คลินที่น่าจะเข้าท่าอยู่ไม่น้อยสำหรับการพักผ่อน



    โทนี่ตัดสินใจชวนปีเตอร์มาด้วยซึ่งน่าจะทำให้การทัวร์อควาเรียมครั้งนี้ไม่เหงาเท่าการจะต้องไล่ดูสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลในแต่ละตู้เพียงคนเดียว เพราะครั้งนี้จาร์วิสไม่ได้ตามเขามาด้วย



    “ตกลงคนที่มาส่งชื่ออะไรนะพีท ?“



    โทนี่ถามขึ้นถึงคนที่ปีเตอร์บอกว่าจะมาส่งเขาโดยที่เขาไม่ต้องส่งแท็กซี่หรืออะไรไปรับถึงควีนส์ เท่าที่เขารู้ปีเตอร์ไม่มีญาติคนอื่นนอกจากป้าของเขาทำให้โทนี่อดแปลกใจไม่ได้ว่าใครกันที่ยอมถ่อมาไกลถึงบรู๊คลินเพื่อส่งเจ้าเด็กนี่



    “อ อ๋อ เขาชื่อเวดฮะคุณสตาร์ค..ถามทำไมเหรอฮะ?”



    ข้างแก้มทั้งสองข้างรวมถึงใบหูของปีเตอร์แดงเป็นลูกมะเขือเทศ โทนี่พอจะตีความได้ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่เขาก็ไม่ได้ถามต่อ เขาคิดว่าปีเตอร์คงโตพอที่จะมีความคิดเป็นของตัวเอง..



    “เปล่า แค่สงสัยนิดหน่อยว่าทำไมถึงไม่ให้ฉันเรียกคนไปรับ”



    “ผมไม่อยากรบกวนคุณสตาร์คน่ะครับ..“ เด็กพาร์คเกอร์ดูจะจ๋อยขึ้นทันทีที่เขาเผลอใช้เสียงดุใส่โดยไม่ได้ตั้งใจ



    “ไม่ได้จะว่าอะไร”



    ปีเตอร์ฉีกยิ้มกว้างทันทีที่ได้ยินก่อนจะชวนเขาดูนู่นดูนี่เป็นเด็กช่างสงสัย นั่นทำให้เขายิ้มได้เล็กน้อยด้วยความรู้สึกเอ็นดู ทั้งโซนสัตว์ใต้ทะเลลึก โซนสัตว์ป่าดิบชื้น และปลาอีกหลากหลายสายพันธุ์ที่จะทำให้เด็กวัยรุ่นกับผู้ใหญ่ซักคนรู้สึกตื่นเต้นได้



    กระจกแผ่นหนาใสกั้นระหว่างเขากับโลกใต้ทะเลสมมติที่ถูกตกแต่งจนเหมือนกับกำลังอยู่ใต้ทะเลและมองฝูงปลาหลากหลายสายพันธุ์ต่างสีสันแหวกว่ายวนอยู่ในใต้มหาสมุทรจำลองนี้รวมถึงปะการังสีสวยสดที่ถึงแม้จะเป็นของปลอมก็ทำให้เขาประทับใจกับภาพที่เห็นไม่น้อยเลย



    ผู้คนหลายกลุ่มเดินผ่านไปมาในอควาเรียมโดยที่เขายังคงยืนอยู่ที่เดิมพักใหญ่ โทนี่หันไปมองรอบด้านกับบรรยากาศที่มืดสลัวคล้ายกับใต้ทะเลลึก น่าแปลกที่อยู่ ๆ เขาก็รู้สึกว่าสถานที่แบบนี้มันโรแมนติกไม่น้อย



    เขากับปีเตอร์เดินผ่านหลาย ๆ โซน แต่ดูเหมือนว่าเด็กนี่จะไม่ชอบงูในโซนสัตว์ป่าดิบชื้นซักเท่าไหร่



    ไม่รู้ทำไมว่าในทุกช่วงที่เขาเดินอยู่จะทำให้นึกถึงคนคนหนึ่ง เขาอดคิดไม่ได้ว่าถ้าสตีฟอยู่ตรงนี้มันจะรู้สึกดีมากแค่ไหน โทนี่ทำได้เพียงแค่อมยิ้มเมื่อนึกถึง เหตุผลที่เขาไม่ได้บอกสตีฟก็เพราะเขายังไม่พร้อมจะเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายในตอนนี้



    เขาไม่รู้ว่าควรแสดงออกยังไง ต้องทำตัวเฉยชา หรือต้องทำตัวเหมือนเดิมที่เขารู้ว่าทำยังไงก็คงจะกลับไปเป็นไม่ได้ เขากลัวว่าสายตาของเขาจะฟ้องทุกอย่างที่เขาตั้งใจเก็บมันไว้ เขาไม่กล้ามั่นใจว่าสิ่งที่อีกฝ่ายพูดในขณะที่เมาจะเป็นความจริง..



    “คุณสตาร์ค! นั่นมาสคอต!” ทันทีที่เด็กข้าง ๆ สะกิดเขายิก ๆ ทำให้เขาหลุดจากห้วงความคิดของตัวเขาเอง



    มาสคอตฉลามและเพนกวินแถมด้วยเต่ากำลังเดินตรงมาทางนี้ เขาเบี่ยงตัวไปอีกทาง พูดตรงๆก็คือเขาไม่ค่อยชอบพวกตุ๊กตาปลอมพวกนี้เท่าไหร่นักเพราะคนใส่มักจะตัวใหญ่ผิดกับรูปลักษณ์ของตุ๊กตาที่เจ้าตัวใส่อยู่มากโขนัก 



    ปีเตอร์วิ่งเข้าไปถ่ายรูปกับพวกมาสคอตและเด็กคนอื่น ๆ โทนี่ทำเพียงยืนมองอยู่ไม่ไกล ก่อนที่มาสคอตฉลามจะหันมามองทางเขาหลังจากถ่ายรูปและกอดเด็ก ๆ ทีละคนเสร็จแล้ว



    มาสคอตนั้นกางครีบ(?)ของตัวเองพร้อมกับเดินมาทางเขา โทนี่ถอยเล็กน้อยแต่ช้ากว่าการจู่โจมของมาสคอตฉลามตรงหน้า



    “อ อะไรของนายเนี่ย”



    โทนี่ทำตัวไม่ถูกเมื่อจู่ ๆ ก็ถูกกอดจนรู้สึกได้ว่าจมลงไปกับอกของฉลามขาวตัวใหญ่ตรงหน้า เขารู้สึกคุ้นกับสัมผัสอย่างประหลาด เจ้าฉลามกอดแน่นขึ้นเหมือนกลัวว่าเขาจะผลักออกในขณะใดขณะหนึ่ง เหมือนเป็นเกือบนาทีที่ยาวนานมากสำหรับโทนี่



    เป็นกอดที่เหมือนจะไม่รู้จัก แต่ในความรู้สึกกลับคุ้นเคยเป็นอย่างดี



    ...ฉับพลันเขาผละออกจากมาสคอตตรงหน้า



    “พีท กลับกัน”



    เขามองหน้าฉลามขาวเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะเดินนำปีเตอร์ที่ยังคงสนุกกับเด็ก ๆ ไปยังทางออก



    “ค คุณสตาร์ครอผมด้วย !”


    .

    .

    .

    .

    “จาร์วิส นายได้บอกใครรึเปล่าว่าฉันมาที่บรู๊คลิน?”



    โทนี่กดโทรศัพท์โทรหาผู้จัดการส่วนตัวทันทีที่ออกมาจากอควาเรียม ความรู้สึกอบอุ่นของกอดนั้นยังคงติดอยู่ในใจเขา ทั้ง ๆ ที่ควรจะรู้สึกรังเกียจถ้าหากคนหลังชุดมาสคอตนั่นเป็นคนแปลกหน้าตัวใหญ่คนหนึ่ง



    เปล่านะครับ คุณมีอะไรรึเปล่า?”



    “ไม่เหรอ...” ฉับพลันในใจของเขากลับรู้สึกผิดหวังขึ้นมาแทนที่จะโล่งอกว่าสตีฟไม่ได้มาที่นี่.. ความรู้สึกเขาตอนนี้มันน่าหงุดหงิดเกินไปหน่อยแล้ว



    “ไม่มีอะไร ขอบใจมาก..”



    .

    .

    .


    ในวันถัดมาพีทกับเขาพากันไปเที่ยวรอบบรู๊คลินซึ่งมีรายการร้านอาหารและคาเฟ่ต่าง ๆ จากที่เด็กพาร์คเกอร์ช่างสรรหามาจากที่ไหนไม่รู้เยอะแยะเป็นสิบ ๆ ร้านแถมบอกว่าเลือกมาเยอะ ๆ เผื่อให้โทนี่เลือกซะอีก เขาจึงทำได้แค่บอกพีทว่าเลือกแทนเขาไปเลยก็ได้



    สุดท้ายก็เลยมาจบที่ร้านคาเฟ่หนึ่งตรงหัวมุมถนน เขาสั่งมอคค่าร้อนในขณะที่พีทสั่งโกโก้เย็นไป เขานั่งฟังเรื่องเล่าของเด็กวัยรุ่นตรงหน้าที่ดูเหมือนจะมีเรื่องมาเล่าได้ตลอดเวลา แต่นั่นก็เป็นข้อดีเหมือนกันที่ทำให้บรรยากาศไม่เงียบจนเกินไป



    โทนี่ยกมอคค่าร้อนขึ้นจิบในขณะที่มองออกนอกหน้าต่างไปเรื่อยเปื่อยขณะที่ฟังปีเตอร์พูดไปด้วย



    ขณะนั้นสายตาของเขาก็ไปสะดุดกับร่างหนึ่งที่กำลังเดินอย่างช้า ๆ ริมถนน 



    โทนี่จำได้ทันทีถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะอยู่ตรงอีกหัวมุมถนนก็ตาม ใจของเขาเต้นเร็วอย่างที่เหมือนจะระเบิดออกมาจากอกเอาให้ได้



    สตีฟหันซ้ายแลขวาเหมือนกับกำลังมองหาอะไรซักอย่าง 



    ในตอนนั้นที่อีกฝ่ายกำลังจะหันมาแล้วเห็นเขา หญิงสาวคนหนึ่งก็โผล่มาจากซอยข้างทางที่สตีฟเดินเมื่อครู่ก่อนที่สองแขนเรียวนั่นจะคล้องคอสตีฟ โรเจอร์สที่เขารู้จัก



    แล้วทั้งคู่ก็จูบกันเต็มสองตาของเขา..



    หัวใจโทนี่เหมือนเป็นแจกันกระเบื้องที่โดนปัดตกลงบนพื้น


    .

    .

    .

    มันแตกสลายเป็นเสี่ยง ๆ ไม่เหลือชิ้นดี



Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in