All about #Marvelgffnms
Sweet Stranger (AU Stony) #Final
  • Paring: Steve Rogers x Tony Stark

    Rate: PG 

    #SweetStrangerTH

    Chapter 7/7 🍂


     Note: ตัวละครไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับเนื้อเรื่องทั้งหมดเป็นเพียงจินตนาการของผู้แต่งเท่านั้น





    เราเจอกันอีกครั้งในคืนฤดูใบไม้ร่วงใจกลางบรู๊คลิน 



    สายตาสอดประสานกันจากอีกฟากหนึ่งบนถนนเส้นเล็ก ๆ มีเพียงสัญญาณไฟแดงที่ขวางกั้นเราออกจากกัน 



    ผมทำเพียงแค่รอเวลาที่สัญญาณไฟจะเปลี่ยนเป็นสีเขียว เวลาที่จะได้กลับไปหาหัวใจของตัวเองอีกครั้ง



    .

    .

    .

    .


    “สตีฟ เดี๋ยวงานนี้พี่ฝากหน่อย พอดีตอนบ่ายมีธุระ”



    พี่ผู้หญิงฝ่ายตีพิมพ์ที่อายุมากกว่าเขา วางเอกสารกองโตลงบนโต๊ะทำงานของเขาเอง สตีฟผงกหัวรับพร้อมกับพูดตอบรับในคอ



    เนื่องจากยังมีงานตรงหน้าเขาอีกเป็นกองที่ต้องจัดการ ช่วงหลังมานี้สตีฟทำงานอย่างไม่ขาดสายทั้งงานที่ต้องออกข้างนอกหรืองานในออฟฟิศ



    บางครั้งบางวันเขาก็ต้องกลับบ้านดึก ๆ ดื่น ๆแล้วต้องกลับมาทำงานอีกในอีก 5 ชั่วโมงถัดไป



    เขาคาดหวังว่าการที่ทำตัวยุ่ง ๆ จะทำให้เขาไม่ต้องฟุ้งซ่านกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากเกิน



    “เฮ้ สตีฟ นายไม่คิดจะไปนัดบอดหน่อยเหรอ เพื่อนฉันว่างอยู่นะ คนนี้นิสัยดีสุดๆเลย”



    หลาย ๆ ครั้งก็มักจะมีคนสงสัยในการยังเป็นโสดของเขาเพราะทั้งรูปร่างหน้าตาและหน้าที่การงานก็ไม่น่าจะไม่ฮอตในหมู่สาว ๆ ได้



    สตีฟเงยมองรูปที่เพื่อนร่วมงานอีกคนยื่นมาให้เขาดู เธอเป็นคนสวย แถมยังน่ารัก แต่น่าแปลกที่เขาไม่คิดจะใส่ใจ



    “ขอบคุณครับ แต่ไม่เป็นไรดีกว่า” สตีฟเคยพยายามอยู่หลายครั้ง เขาค้นพบว่าเขาไม่สามารถมองผู้หญิงคนไหนได้เลย หรือแม้แต่ผู้ชายก็ตาม เขาพยายามแต่ก็ไร้ผล



    วันเวลาผ่านไป กว่าเขาจะรู้ตัวเรื่องนั้นก็ผ่านมาเกือบสองปี ในตอนแรกเขาพยายามอย่างมากในการติดต่อโทนี่ เป็นเรื่องยากเพราะอีกฝ่ายดูจะไม่ออกสื่ออะไรเลย แถมจาร์วิสก็ตัดขาดการติดต่อเขาเหมือนกัน



    สุดท้ายเขาก็เลิกพยายามที่จะออกตามหาโทนี่ และทำได้เพียงกวังว่าอีกฝ่ายจะมีความสุข..



    เขาคิดว่าเขาคงจะตัดใจได้ในเร็ว ๆ นี้



    หวังว่าจะเป็นแบบนั้น..




    ————————————————-



    .

    .

    .

    .

    โทนี่ไม่ได้ออกสื่อมาปีกว่า ๆ จวนจะสองปีแล้วนับจากการแสดงครั้งล่าสุดของเขา เขาง่วนอยู่กับการทำเพลง ออกสังคมบ้างเป็นบางครั้งบางคราวแต่หลีกเลี่ยงสื่อทุกอย่าง



    พยายามอยู่เงียบ ๆ ท่ามกลางสิ่งที่เขาชอบ และแทบไม่ได้คุยกับใครเลยนอกจากจาร์วิสและเพพเพอร์



    เย็นวันนึงที่โทนี่กำลังนั่งหน้าเปียโนหลังใหญ่ แสงแดดสอดส่องเข้ามาอ่อน ๆ ผ่านกระจกบานใหญ่ที่มองเห็นทะเล กระดาษที่เต็มไปด้วยตัวโน๊ตกระจัดกระจายอยู่บนพื้นรอบกายเขา 



    โทนี่หงุดหงิดไม่น้อยที่เพลงทั้งหมดนั่นเต็มไปด้วยเพลงเศร้าที่เขาเขียนเท่าไหร่ๆก็ไม่สามารถที่จะทำให้มันสดใสกว่านั้นได้เลย



    มือที่เขียนตัวโน๊ตบนเส้นห้าบรรทัดชะงักหยุดลงเมื่อมีความคิดหนึ่งแทรกเข้ามา เมื่อเขาเขียนเนื้อเพลงท่อนหนึ่งภาพของสตีฟก็โผล่เข้ามาในหัวของเขา 



    ช่วงหลังนี้ไม่บ่อยนักที่เขานึกถึงสตีฟ ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีอยู่บ้างเพราะเทียบกับตอนแรกแล้วมันจะหนักหนาสาหัสมากกับการที่นึกถึงแทบจะตลอดเวลา แล้วนั่นมันทำให้อารมณ์เขาดิ่งจนกินอะไรแทบจะไม่ลง



    วันแล้ววันเล่าที่ผ่านไป จนเขาไม่รู้ตัวเลยว่ามันผ่านไปนานมากขนาดนี้ แต่เขาก็ยังคงลืมอีกคนไม่ได้ซักที



    อีกอย่างหนึ่งกับสิ่งที่สตีฟทำกับเขา เขาไม่มั่นใจว่ามันคืออะไร



    แต่เขาไม่ได้มีอะไรกับใครมาเกือบสองปีแล้ว.. 



    นั่นเป็นอีกเรื่องที่เขารู้สึกซีเรียสนิดหน่อย มันดูแปลก ๆ ไปหน่อยสำหรับคนอายุอานามประมาณเขา 



    และตอนนั้นเองที่โทนี่คิดว่าเขาพร้อมแล้วที่จะกลับไป



    ในเมื่อเวลาไม่ช่วยอะไรซักอย่างโทนี่ก็คิดว่าเขาคงต้องไปยืนยันด้วยตาตัวเองอีกครั้ง



    จัดการสิ่งที่ค้างคาอยู่ให้มันจบ ๆ ไปซะ เขาจะยอมเดินกลับไปเห็นว่าสตีฟมีใคร ยืนยันกับตัวเอง ต่อให้อีกฝ่ายจะมีใครหรือมีครอบครัวไปแล้วก็ตาม โทนี่จะยิ้มให้สตีฟ ยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น



    ความจริงแล้วเขาก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงยังไม่เชื่อตาตัวเองอย่างสนิทใจ.. ทั้ง ๆ ที่สตีฟจูบกับคนอื่นต่อหน้าเขาขนาดนั้น มันก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าอีกฝ่ายไม่ต้องการเขา แต่สายตาของสตีฟที่มองก่อนเขาจะจากมามันยังคงติดอยู่ในหัวของเขาไม่หายไป



    เขานั่งคิดพอดีกับจาร์วิสที่เดินเข้ามาในห้อง



    “อาทิตย์หน้าวันเกิดปีเตอร์ พอดีเพพเพอร์เจอเขาแล้วฝากมาถามพอดี จะไปมั้ยครับ?”



    โทนี่หันไปมองพร้อมกับพยักหน้าอย่างไม่ต้องคิดต่อให้มากนัก



    “ก็ดีเหมือนกัน..แต่ไปบรู๊คลินก่อนได้มั้ย”



    แววตาจาร์วิสมีประกายตื่นเต้นขึ้นมา “งั้นผมจองตั๋วเลยนะครับ”



    “ฝากด้วยแล้วกัน..”



    .

    .

    .

    ——————————————-




    ท่ามกลางแสงไฟสลัวจากถนนในตอนค่ำที่ซึ่งรถราบนถนนเริ่มน้อยลงจากตอนเย็น ๆ มากแล้ว สตีฟเดินตามทางหลังกลับมาจากร้านขายเครื่องเขียน สีน้ำมันหลายขวดถูกรวมอยู่ในถุงผ้าใบโปรด เขาเดินอย่างไม่รีบร้อนรับกับอากาศเย็นสบายในคืนที่สงบแบบนี้



    สตีฟรู้สึกสบายใจอย่างประหลาด เขาไม่มั่นใจนักแต่เมื่อคิดว่าจะกลับไปนั่งวาดรูปซึ่งเขาไปเรียนกับชารอนมาบ้างแล้วก็รู้สึกกระตือรือร้นแปลก ๆ



    เขารู้สึกว่าวันนี้จะเป็นวันที่ดี



    โทรศัพท์ในกระเป๋าเสื้อสั่นขึ้น เขาหยิบขึ้นมามองหน้าจอบ่งบอกว่าปลายสายคือเพื่อนที่ไม่ใช่เพื่อนร่วมงานของเขา 



    เวดวิลสันคงโทรเข้ามาปรึกษาเกี่ยวกับของขวัญให้ปีเตอร์วันพรุ่งนี้



    “ฮัลโหล มีไร”



    “มึง พรุ่งนี้มางานวันเกิดพีทมั้ย”



    “ตามแต่เจ้าภาพจะเมตตา พรุ่งนี้กูว่างอยู่”



    “มาดิ มาเหอะกูบังคับ ไม่ว่างก็ต้องมา”



    “กูควรซึ้งใจใช่มั้ย มึงไม่ได้จะแกล้งอะไรกูนะ”



    สตีฟยกยิ้มเล็กน้อย นึกขำสารพัดวิธีที่เขาพอจะนึกออกว่าเวดจะแกล้งอะไรเขาได้บ้างถึงต้องการตัวกันขนาดนั้น เขาเดินมาจนถึงแยก สัญญาณไฟบ่งบอกว่าห้ามคนเดินข้ามในเวลานี้



    “กูก็นึกว่ามึงจะอยากเจอเขา ตั้งสองปี”



    “หืม? ใครวะ”



    “เขาไม่ได้บอกมึงเหรอว่าเขาจะมา”



    ในขณะนั้นสายตาเขาก็จับโฟกัสไปที่คนคนหนึ่งตรงข้ามกันของฝั่งถนน รถขับผ่านไปคันแล้วคันเล่ากลับไม่สามารถบดบังร่างนั้นให้หายไปความทรงจำของเขาได้เลย 



    ถึงแม้อีกฝ่ายจะซูบผอมลงหน่อยแต่เขายังคงจำได้ดีว่าคนคนนั้นคือใคร



    เสี้ยววินาทีที่โทนี่หันหน้ากลับมาสายตาเราทั้งคู่สบกัน เขาไม่สามารถบอกได้ว่าในแววตาอีกฝ่ายเป็นยังไงเพราะเราอยู่ไกลกัน 



    แต่นั่นไม่ไกลเท่าสองปีที่ผ่านมาอีกแล้ว



    เขายิ้มจาง ๆ ส่งให้อีกฝ่าย และรอยยิ้มจริงใจของโทนี่ที่ตอบกลับมาก็เหมือนทำให้เข็มนาฬิกาของเราที่เคยหยุดเดินไปแล้วกลับมาเดินใหม่อีกครั้งอย่างง่ายดาย



    “แค่นี้ก่อนนะมึง จะข้ามถนน”



    อ้าว—“



    สตีฟกดวางสายก่อนจะเก็บโทรศัพท์กลับเข้าไปในกระเป๋าเสื้อตามเดิม วินาทีที่รอสัญญาณไฟแดงกระพริบ ใจของเขาเต้นถี่ขึ้นพร้อมกับพองจนเต็มอก ในตอนที่สัญญาณเปลี่ยนเป็นสีเขียวเขาก้าวเท้าออกไปทันที



    เขาพยายามจะใจเย็นให้มากที่สุดทั้ง ๆ ที่หัวใจเต้นแรงจนจะระเบิดออกมาอยู่รอมร่อ โทนี่เดินตรงเข้ามาหาเขา เราเดินเข้าหากัน อีกฝ่ายคงรู้ว่าเรามีเวลามากพอที่หยุดมองตากันกลางถนนแบบนี้



    “เฮ้..โทนี่” เขาตัดสินใจทักออกไป ไม่สามารถสรรหาคำไหนที่ดีกว่าในตอนนี้ได้ทัน



    “เฮ้.. นายรู้จักชื่อฉันด้วยนี่” อีกฝ่ายเหมือนกับล้อเลียนนั่นทำให้สตีฟหลุดยิ้มกว้างออกมาอย่างช่วยไม่ได้ เขาอธิบายไม่ถูกว่าดีใจขนาดไหน



    “ผมกอดคุณได้มั้ย”



    “อยากทำอะไรก็รีบทำก่อนสัญญาณไฟจะเปลี่ยน”



    เขาถือว่านั่นเป็นคำอนุญาต สตีฟโผกอดเข้าหาอีกคน ความรู้สึกเดิมที่เขาคิดว่าลืมไปแล้วย้อนกลับมาและชัดเจนทุกอย่างเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน เขาแทบไม่เชื่อว่านี่เป็นเรื่องจริง



    “นี่คุณจริง ๆ รึเปล่า..”



    “กอดขนาดนี้แล้วยังไม่ได้คำตอบอีกเหรอปู่” โทนี่ส่งเสียงพึมพำอยู่ข้าง ๆ เขา อีกฝ่ายกอดแน่นพอ ๆ กับความโหยหาในใจเขา



    สตีฟค่อยๆผละออกมามองหน้าอีกฝ่ายให้ชัด มือหนึ่งประคองข้างแก้มโทนี่ เขามองลึกเข้าไปในตาอีกฝ่ายโดยใบหน้าของเราห่างกันไม่ถึงคืบจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจของอีกคน 



    ในตอนแรกสตีฟนึกสงสัยว่าทำไมอีกฝ่ายดูไม่โกรธเขาแล้วหรือคิดว่าเขามีใครอยู่ 



    และนึกสงสัยว่าทำไมตัวเองถึงไม่กังวลอีกแล้วว่าคนอื่นจะมองอีกฝ่ายยังไง



    แต่ตอนนี้ความสงสัยพวกนั้นหายไปทันทีที่ได้เห็นอีกฝ่ายอยู่ตรงหน้า



    เขาทิ้งความกังวลทั้งหมดไปขอเพียงแค่ได้ตระกองกอดโทนี่ไว้ สิ่งเดียวที่เขาต้องการแม้มันจะดูเห็นแก่ตัวแค่ไหนก็ตาม



    .

    .

    ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม โทนี่ยังอยู่ตรงนั้น และเขาก็ยังไม่เคยจากไปไหน เราสองคนเป็นของกันและกันตั้งนานแล้วโดยที่เราทั้งคู่ไม่รู้ตัวเลย

    .

    .



    “รออะไรอยู่..จะจูบมั้ย”



    โทนี่ถามขึ้นแผ่วเบาในตอนที่ยังมองตากันอยู่แบบนั้น ทันทีที่ฟังจบเขาก้มลงจรดริมฝีปากกดลงประทับจูบกับริมฝีปากบางของอีกคน มือหนาเลื่อนไปประคองท้ายทอยโทนี่ อีกมือหนึ่งรั้งเอวคนตัวเล็กกว่าเข้าหา



    โทนี่กำเสื้อเขาไว้แน่นก่อนจะจูบตอบอย่างโหยหาไม่แพ้กัน



    เหมือนหัวใจที่ถูกเติมเต็มได้ด้วยหัวใจอีกดวงหนึ่ง



    หลังจากนั้นโลกภายนอกก็ไม่สำคัญสำหรับเขาสองคนอีกแล้ว


    .

    .

    .

    .

    Talk: แฮ่ จบไปแล้ว จริงๆตอนนี้อยากให้เห็นความคิดของทั้งสองคนค่ะว่าเวลาทำให้พวกเขาเข้าใจอะไรๆมากขึ้น เหลือตอนพิเศษอีกหนึ่งตอนจะลงให้คืนนี้นะคะ ขอบคุณคนที่ตามกันมาตลอดมากๆค่ะ ☺️ 

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in