เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
Books Memovarious_memo
ชวนอ่านหนังสือ Call Me Oppa ล้วงลึกวิถีชีวิตคนเกาหลีใต้ โดยคุณปรุงโอปป้า
  • เรารู้จักคุณปรุงโอปป้า ทัชระ ล่องประเสริฐ ครั้งแรกจากบทสัมภาษณ์ในเพจของ The Cloud ที่แชร์เอาไว้บนเฟสบุค ซึ่งคุณปรุงโอปป้าเป็นคนไทยเพียงหนึ่งเดียวที่ได้ทำงานในบริษัท SM Entertainment ที่มีวงไอดอลเกาหลีใต้ยอดนิยมที่เป็นที่รู้จักกันอย่างมากมาย เช่น TVXQ, Super Junior และล่าสุด EXO เป็นต้น

    หากเพื่อนๆ อยากรู้ว่าตัวตนของคุณปรุงเป็นแบบใด มีทัศนคติในการใช้ชีวิตที่น่าสนใจอย่างไร จบจากที่ไหนแล้วเข้าไปทำงานในบริษัท SM ได้อย่างไร และตอนนี้ทำหน้าที่อะไรอยู่บ้าง สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://readthecloud.co/talk-proong-sm/ 

    รายละเอียดหนังสือ Call Me Oppa 
    สำนักพิมพ์ Banlue Books
    จำนวนหน้า 176 หน้า 
    ราคา 210 บาท (เราได้จากงานสัปดาห์หนังสือตุลาคม 2561 ลดเหลือเพียง 178 บาท)

    วกกลับมาที่หนังสือ Call Me Oppa เล่มนี้ คุณปรุงโอปป้าเลือกใช้ภาษาที่อ่านง่าย กระชับและล้วงลึกวิถีชีวิตคนเกาหลีใต้ในหลากหลายแง่มุมแบบเน้นๆ ไม่มีน้ำเจือปนจริงๆ อาทิเช่น เรื่องของการศึกษา, การทำงาน, อาหารการกิน, ที่พักอาศัย, ความรัก, กลุ่มเพื่อนและการคบหา, สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ, วิถี Night Life เรต 18+, เพื่อนร่วมคลายเหงาแบบดิจิตอล เป็นต้น และสำคัญที่สุดที่จะขาดไม่ได้คือเรื่อง “อุตสาหกรรมบันเทิงเกาหลีใต้” ที่คุณปรุงไปใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่ในวงการนี้นั่นเอง …  

    เราขอขยายความถึงเรื่อง “อุตสาหกรรมบันเทิงเกาหลีใต้” ที่คุณปรุงโอปป้าเล่าถึงสักนิด … เป็นเรื่องราวการเกี่ยวกับก้าวสู่สังเวียนไอดอลเกาหลีใต้ ขั้นแรกเด็กๆเกาหลีใต้จะเริ่มเข้าโรงเรียนฝึกการเป็นไอดอลตั้งแต่อายุ 7-8 ขวบ หลังจากนั้นเมื่อก้าวเข้าสู่วัยมัธยมยันวัยมหาวิทยาลัย ก็จะมีการสั่งสมประสบการณ์ด้วยการไปโชว์ความสามารถแถวย่านฮงแดหรือสร้าง Channel ของตนเองบน Youtube และ Afreeca TV เพื่อเป็น Portfolio ของตนเอง จากนั้นเมื่อมีการเปิด Audition ก็จะเข้าไป Casting ซึ่งมีกระบวนขั้นตอนยุบยิบมาก สุดท้ายเมื่อผ่านด่านนี้ได้ก็จะเป็น Trainee ซึ่งใช้ระยะเวลาประมาณ 3-4 ปี … แต่หากระหว่างที่เป็น Trainee ยังติดอยู่แถวสี่แยกพัฒนาการไม่ถึงศรีนครินทร์สักที ก็หมดสิทธิ์ที่จะขึ้นเดบิว (Debut) เป็นตัวจริงของค่าย … แลดูโหดร้ายมาก เพราะหากไม่ได้เดบิว เหมือนทิ้งครึ่งชีวิตของตนเองที่ต้องจมอยู่บนเส้นทางนี้โดยแต่แทบจะไม่ได้อะไรกลับคืนมาเลย !!!

    ในส่วนของความแตกต่างที่เราเห็นค่อนข้างชัดระหว่างสังคมเกาหลีใต้และไทยหลังจากอ่านหนังสือ Call Me Oppa เล่มนี้จบ อาทิเช่น
      
    ด้านแนวคิด: คนเกาหลีใต้เป็นประเภทสุดโต่งรักแรงเกลียดแรง ส่วนคนไทยเป็นประเภทประนีประนอม ยอมได้ก็ยอมไปเถอะ อย่าไปมีเรื่องมีราวกันเลย

    ด้านความรัก: คนเกาหลีใต้เมื่อผ่านการนัดบอดแล้วก็เริ่มความสัมพันธ์เป็นแฟนกันเลย ส่วนคนไทยจะเริ่มจากคบแบบเพื่อนไปก่อนแล้วค่อยๆพัฒนาความสัมพันธ์เป็นแฟน … และคนเกาหลีใต้ระยะเวลาการคบเป็นแฟนจะสั้นกว่าคนไทยมาก มาในแนว "เริ่มเร็ว-เคลมเร็ว-เลิกเร็ว"  
     
    ด้านการทำงาน: การคัดคนเข้าทำงานของบริษัทในเกาหลีใต้นั้นจะเปิดรับเพียงแค่ 2 ช่วง คือ ฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วงเท่านั้น และมีขั้นตอนในการคัดเลือกยุบยิบมาก เราอ่านแล้วถึงกับ “จ๊าก” เลย และที่แปลกแตกต่างจากบริษัทสัญชาติไทยมาก คือ บริษัทสัญชาติเกาหลีใต้จะนิยมรับคนที่ยังเรียนไม่จบมากกว่าคนเรียนจบ โดยให้เหตุผลว่าคนจบแล้วเพิ่งสมัครงานถือว่าเป็นคนที่ไม่เตรียมการ ไม่มีความพร้อม !! เมื่อได้เข้าไปทำงานแล้ว แต่ละบริษัทจะเน้นเรื่อง Seniority ชนิดเข้มข้นและสูงมาก วิถีชีวิตเวลาทำงานและหลังเลิกงานเหมือนคนญี่ปุ่น รวมถึงการให้คุณค่าความสำคัญกับ “การตรงต่อเวลา” เป็นอย่างมาก ซึ่งแตกต่างจากการคัดคนเข้าทำงานในบริษัทสัญชาติไทยที่เปิดรับสมัครงานอยู่ตลอดเวลา, ไม่ค่อยเน้น Seniority ชนิดเข้มข้น และมาก่อนเวลานัดหมายคือแปลก มาทันเวลานัดหมายคือเรื่องปกติ และมาช้ากว่าเวลานัดหมาย เออไม่เป็นไร ชิวๆ (ไม่ค่อยดีจริงๆนะ)   

    ด้านสิ่งอำนวยความสะดวก: คนเกาหลีใต้มีบัตรสารพัดประโยชน์ “T-Money” ใช้ในการชำระสินค้าและใช้สำหรับการเดินทางด้วยขนส่งสาธารณทุกประเภท ส่วนคนไทยมีทั้งบัตร 7-Eleven, The One Card, M-Card, Rabbit Card, MRT Card, ATM Card ….. อื่นๆอีกเยอะมากมายอยู่ในกระเป๋าสตางค์ ถ้าหายทั้งหมดก็ต้องไปแจ้งบัตรหาย และเสียค่าธรรมเนียมออกบัตรเป็นจำนวนเงินค่อนข้างมาก (ไม่ค่อยดีอีกแล้ว)

    อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากความสนุกและสาระที่ได้เกี่ยวกับวิถีชีวิตคนเกาหลีใต้จากหนังสือ Call Me Oppa เล่มนี้แล้ว คุณปรุงโอปป้ายังฝากถึงคุณผู้อ่านอีกว่า เมื่ออ่านจบแล้ว สิ่งไหนที่เป็นข้อดีของคนเกาหลีใต้ทั้งชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว การนำข้อดีบางส่วนมาปรับใช้ก็สามารถสร้างแรงกระตุ้นที่ดีให้กับคุณผู้อ่าน ... และสำหรับเราเองเห็นด้วยกับข้อคิดเห็นนี้ เพราะเมื่อเราปรับปรุงตนเองไปในทางที่ดีขึ้น โอกาสต่างๆที่ดีก็จะวิ่งเข้ามาหาเรา เป็นไปตามกฎแรงดึงดูดนั่นเอง 안녕히 계세요

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in