U Kould be SCOTtyWIDEWORLDtinyme
Undesirable No.1
  • หลังจากเดินทางย้อนเวลามาอนาคตจนถึงสนามบิน London Gatwick ซึ่งอยู่ห่างจากในกลางลอนดอนประมาณ 28 กิโลเมตร เรียกว่าห่างจากลอนดอนเป็นสองเท่าของสนามบินฮีทโทรว์ ทางเลือกในการเข้ากรุงลอนดอน ฉันก็มองไปที่ Gatwick Express ที่เป็นรถไฟที่วิ่งตรงจากสนามบินแกทวิคเข้าไปที่สถานีลอนดอนวิคตอเรียโดยไม่แวะจอดที่ไหนเลย ฉันตัดสินใจซื้อตั๋วไปกลับของ Gatwick Express ล่วงหน้าออนไลน์ ซึ่งก็ได้ลดราคาจากปกติ 10% เราจะพิมพตั๋วออกมาเป็นกระดาษหรือจะเซฟเก็บไว้เป็นภาพในมือถือก็ได้ แต่ฉันเลือกพิมพ์ออกมาเพื่อเผื่อจะเอาไว้ถามเจ้าหน้าที่ได้สะดวกๆ (อะไรคือ paperless ขอพักไว้ก่อน) เราต้องใช้ตั๋วที่ได้มา สแกนเข้าออกตรงประตูสถานี แล้วก็เอาไว้ให้ทางคุณเจ้าหน้าที่ตรวจบนรถไฟด้วย

    เอมิเรตส์พาเรามาลงที่ North Terminal แต่ตัว Gatwick Express ต้องไปขึ้นจาก South Terminal ซึ่งเราก็สามารถขึ้นรถไฟเชื่อมระหว่างสองเทอร์มินัลได้ เมื่อมาถึง South Terminal ก็เดินไปตามป้ายจนถึงทางขึ้นรถไฟต่อไปตามเมืองต่างๆของอังกฤษ สำหรับ Gatwick Express นั้นไม่ได้มีสถานีพิเศษแยกออกไป แต่ใช้ชานชาลาร่วมกับรถไฟอื่น ดังนั้นตอนจะขึ้นก็ดูให้ดีๆ อย่างไรก็ตามตัวรถของ Gatwick Express ก็มีตัวหนังสือและสีสันเขียนไว้ชัดเจนว่านี่คือ Gatwick Express นะจ๊ะ ยังไงก็ไม่น่าจะขึ้นผิด (เหรอ)

    ฉันเดินลงมารอที่ชานชาลาที่ตารางเวลาบอกว่าเอ็กเพรซจะเข้ามาจอดและออกจากที่นี่ ตอนฉันลงไปก็มีมาจอดอยู่ขบวน แต่คนก็แน่น ฉันเลยรอก่อน รอไปสักไม่เกินสิบห้านาที ขบวนต่อมาก็เข้า ฉันขึ้นไปหาที่วางกระเป๋าเดินทาง และไปนั่งไม่ไกลจากที่วางกระเป๋านัก แล้วรถไฟก็เคลื่อนออกจากชานชาลา ฉันมองไปที่ตัวหนังสือวิ่งตรงประตูเชื่อมระหว่างตู้รถไฟ ซึ่งธรรมดาจะแสดงว่ารถไฟผ่านและจอดที่ไหนบ้าง คือคิดเอาเองว่าน่าจะเหมือนรถไฟของญี่ปุ่น แต่พอมองแล้วก็เห็นว่ารถกำลังวิ่งไป Hassocks ซึ่งก็ตกใจเพราะทำไมมันไม่ขึ้นว่า London Victoria ล่ะ แล้ว Hassocks คืออะไร เลยหันไปถามผู้ชายที่นั่งข้างหลังว่ารถคันนี้ไป London Victoria ไหมคะ เขาก็บอกว่าใช่ครับ เลยสบายใจ ไม่งั้นก็จะกลายเป็นว่าหลงตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มเที่ยวจริงๆเลยนะ

    ฉันนัดเจอแหนดที่สถานีวิคตอเรีย แหนดเป็นน้องที่เคยทำงานอยู่ที่ที่ฉันทำงานอยู่ในปัจจุบันนี่แหละ เธอลาออกเพื่อมาเรียนปริญญาโทที่อังกฤษ ความบังเอิญอย่างหนึ่งคือ ตอนที่แหนดเข้ามาทำงานสัปดาห์แรกที่บริษัท ฉันก็ไม่ได้เจอแหนดหรอก เพราะฉันลางานมาเที่ยวอังกฤษกับฝรั่งเศสพอดิบพอดีเลย แล้วชีวิตพวกเราก็ดำเนินมาถึงวันที่ฉันกับแหนดจะได้มาเที่ยวอังกฤษสก๊อตแลนด์ด้วยกัน ก็เป็นเรื่องราวดีๆของชีวิตคนเราน่ะนะ

    แหนดมาเจอฉันเพื่อช่วยกันขนกระเป๋าไปเก็บไว้ที่ห้องแหนด เพราะกะว่าตอนไปสก๊อตแลนด์ จะเอากระเป๋าย่อยไป ดังนั้นเพื่อไม่ต้องขนกระเป๋าไปมาจากที่พักในลอนดอนไปห้องแหนด ก็เลยว่าจะเอากระเป๋าไปฝากไว้ตั้งแต่วันแรก แล้วฉันก็จะแยกเอาข้าวของที่จะใช้ในลอนดอนสามวันสองคืนออกมา แล้วก็ค่อยเอามาสลับอีกรอบตอนวันก่อนจะไปสก๊อตแลนด์

    จากลอนดอนวิคตอเรียเรานั่งรถไฟใต้ดินที่เขาชอบเรียกกันว่า Tube มาลงที่สถานีพัทนีย์บริดจ์ (Putney  Bridge) แล้วก็ขึ้นรถเมล์สองชั้นสาย 14 ไปลงตรงป้ายแถวอพาร์เมนท์ที่แหนดเช่าแบ่งห้องของเขาอยู่ คือนอกจากจะเอากระเป๋าไปเก็บ ก็ตั้งใจจจะขออาบน้ำและกินข้าวกลางวันด้วยเลย เพราะตั้งแต่เดินทางจากกรุงเทพไปแวะดูไบแล้วมาลงที่ลอนดอนนี่ ร่างกายยังไม่ได้ผ่านน้ำเลย

    ช่วงเช้าไปจนถึงบ่ายๆ เราก็ใช้เวลาไปกับกิจกรรมส่วนตัวต่างๆ โดยกะว่าวันแรกนี้การเที่ยวของเราจะเริ่มต้นเอาตอนบ่ายแก่ๆละกัน ข้อดีของการเที่ยวยุโรปหน้าร้อนคือ พระอาทิตย์ขึ้นเร็ว ตกช้า ทำให้เรารู้สึกว่าเราได้เวลากลางวันมาเพิ่มขึ้น อย่างตอนที่ฉันไปเนี่ยกว่าพระอาทิตย์จะตกก็สองทุ่มกว่าๆไปแล้ว จะมืดสนิทก็โน่นสามทุ่มได้ แต่ความไม่คาดคิดอย่างหนึ่งก็คือก่อนที่ฉันจะมา อังกฤษก็ยังแดดออก อากาศอุ่นไปทางร้อนของเขา แต่สัปดาห์ที่ฉันมาถึงเนี่ย อยู่ดีๆ อังกฤษก็ฝนตก และอากาศมีความเย็นและหนาวสำหรับฉัน ถึงบอกว่าที่คิดว่าจะใส่กางเกงขาสั้นเสื้อแขนสั้นสบายๆ ก็กลายเป็นต้องใส่เสื้อแขนยาวมีแจ็คเก็ตทับ เพิ่มด้วยผ้าพันคอ เพราะความเป็นคนขี้หนาวของตัวเอง งืม แถมก็ต้องคอยดูอากาศตลอด เพื่อปรับเปลี่ยนแผน อย่างวันที่มาถึงวันแรกนี้ ฝนก็ตกแบบเดี๋ยวตก เดี๋ยวหยุดในกรุงลอนดอนแห่งนี้ ร่มก็เป็นอาวุธที่ขาดไม่ได้ในการเดินเที่ยวอังกฤษ เสื้อกันฝนกันลมถ้ามีก็จะดีไม่ใช่น้อย เอาเป็นว่าฉันเตรียมมาทุกอย่างเพื่อสู้กับอากาศเปลี่ยนไปมาของประเทศนี้ให้ได้ (จะไปออกรบที่ไหนบอกหน่อย เธอ)

    เราออกจากที่พักแหนดเพื่อเอากระเป๋าย่อยของฉันไปเก็บที่พักในลอนดอนของฉันก่อน เราไปถึง LSE Carr-Saunders Hall ซึ่งเป็นการเอาหอพักของนักศึกษา London School of Economics มาทำเป็นโรงแรมในช่วงปิดภาคร้อน ตัวที่พักนี้ไม่ไกลจากสถานีรถไฟใต้ดิน Warren Street เท่าไร เราเดินจาก Tube ไป และแม้จะไปถึงก่อนเวลาเช็คอินแต่ก็แค่สิบนาที เขาก็เลยให้เราเช็คอินแล้วเอากระเป๋าขึ้นไปเก็บได้ ห้องที่ฉันจองมาเป็นห้องนอนเดี่ยว มีเตียงหนึ่งเตียง โต๊ะเขียนหนังสือ เก้าอี้ ตู้เสื้อผ้า ชั้นวางของ และอ่างล้างหน้าในห้อง สำหรับห้องส้วมกับห้องน้ำจะแยกต่างหากเป็นส่วนใช้ร่วมกัน โดยห้องส้วมจะแยกชายหญิง แต่ห้องน้ำนั้นผู้ชายผู้หญิงใช้ร่วมกัน แบ่งเป็นห้องน้ำสามห้องย่อยให้ส่วนที่ฉันพัก เท่าที่อยู่สองคืนสามวัน ก็ไม่เคยเจอช่วงที่ห้องน้ำหรือห้องส้วมไม่พอนะ ทั้งๆที่คิดว่าคนน่าจะพักเต็ม แต่ห้องส้วมจะมีปัญหาเรื่องระบบชักโครกที่เหมือนน้ำจะไม่ค่อยพอ บางทีก็กดไม่ค่อยลง ต้องรอกดสองสามครั้ง

    เมื่อทำภารกิจที่ตั้งใจไว้ทั้งหมดเสร็จแล้ว ฉันกับแหนดก็ไปเป้าหมายแรกของวันนี้ได้สักที ซึ่งก็คือ House of MinaLima มินาลิมา คือนามสกุลของนักออกแบบสองคนนามว่า Miraphora Mina และ Eduardo Lima ซึ่งรวมกันออกแบบโลกของกราฟฟิค ตัวหนังสือ ที่ใช้ในภาพยนตร์แฟรนไชส์ Harry Potter รวมถึงที่ใช้ในสวนสนุก The Wizarding World of Harry Potter - Diagon Alley ที่ Universal Studio Orlando นอกจากนี้เขาสองคนยังมีส่วนร่วมในการออกแบบของหนังที่แตกออกมาอย่าง Fantastic Beasts and Where to Find Them

    ใครที่ดูภาพยนตร์ Harry Potter จะต้องจำตัวหนังสือที่ใช้ในหนังสือพิมพ์ที่เอาไว้ประกาศเรื่องราวต่างๆในโลกวิซาร์ดได้ รวมถึงป้ายที่ประกาศจับคนโน้นคนนี้ ซึ่งนั่นก็คือฝีมือของเขาสองคนนี้ และ House of MinaLima ก็เป็นที่ที่เขาเอางานที่เขาได้ออกแบบมาแสดงให้พวกเราได้ดูกันฟรีๆแบบไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยตึกนี้อยู่แถว Soho ซึ่งไม่ไกลจากที่พักของฉันในลอนดอน พวกเราจึงเดินจากที่ัพักไป

    House of MinaLima เป็นตึกสี่ชั้น โดยชั้นล่างหน้าร้านมีกระจกแสดงงานที่มาจาก Harry Potter คู่กับสีชมพู เดินมาเจอก็ต้องสะดุดตาแน่นอน เมื่อเราเข้าไปในตึก ชั้นกราวด์เราจะเจอส่วนที่ขายของ แต่เราก็ควรขึ้นไปดูงานต่างๆด้านบนก่อน โดยความเก๋ไก๋ของการขึ้นในแต่ละชั้นคือ ตรงบันไดจะมีเป็นลายเหมือนซองจดหมายที่แฮรี่มักจะได้ในแต่ละภาค แสดงอยู่ตรงพื้นบันได และตรงกำแพงก็จะติดไปด้วยโปสเตอร์ต่างๆ ที่แบบเห็นแล้วกรีดร้องด้วยความติ่งก็คือเป็นโปสเตอร์ประกาศจับ ซึ่งฉันชอบอันที่ประกาศจับ Sirius ที่ปรากฏตัวในภาคสาม

    ชั้นหนึ่ง สอง สาม ก็เป็นงานที่ปรากฏในแฮรี่พอตเตอร์ภาคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตัวหนังสือที่ใช้ในหนัง หนังสือพิมพ์ The Daily Prophet แผนที่ เป็นต้น สำหรับชั้นสามที่เป็นชั้นบนสุด จะมีงานที่ใช้ใน Fantastic Beasts and Where to Find Them ด้วย และมีส่วนที่เป็นเตาผิงที่จะมีจดหมายส่งถึง Harry Potter ออกมาเยอะแยะ เห็นแล้วกรี๊ดด้วยความชอบ 

    หลัังจากดูครบทั้งสามชั้นบน ก็ถึงเวลาเสียทรัพย์เมื่อลงมาดูตรงส่วนร้านค้า ตอนแรกตั้งใจจะเสียแค่ไม่มาก แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ต่อ โปสการ์ดที่เอาโปสเตอร์ประกาศจับ Sirius และหน้าหนังสือพิมพ์ที่กล่าวหาว่า Harry Potter เป็นพ่อมดที่ไม่ควรจะข้องเกี่ยวด้วยอันดับหนึ่ง โดยรูปของ Sirius กับ Harry Potter ถูกทำให้เหมือนมันขยับได้ เหมือนภาพสามมิติที่เราปรับมุมมอง หน้าในภาพก็จะเปลี่ยนไป คือของมันต้องมี บอกเลย

    เอาจริงๆนะ ฉันว่าจะอายุเท่าไร ถ้าเป็นแฟนแฮรี่ พอตเตอร์ มาเห็นอะไรแบบนี้ ความชื่นชอบ เต็มตื้น เหมือนเราได้เห็นอะไรที่เราชอบมากๆ ต่อหน้า ให้เราสัมผัส มันนำมาซึ่งความสุขแบบหนึ่งจริงๆ และถึงลอนดอนจะต้อนรับฉันด้วยความเป็นอังกฤษ คือชื้น ฝน เย็น แต่หัวใจก็เต็มอิ่มเพราะมาเจอสิ่งเติมเต็มความรักในแฮรี่พอตเตอร์ หัวใจก็พองได้นิดๆ สมกับการตามอ่าน ตามดูแฮรี่พอตเตอร์จนครบเจ็ดภาค คือความ desirable no.1 ในใจค่ะ










Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in