ดินแดนมหัศจรรย์ของเจ้าหญิงผักตบPaktobPrincess_
[OS] One Kiss For Goodbye — Bufan x Muziyang
  • BGM: 《你,好不好?How Have You Been?》- Eric周興哲 (ที่จริงก็ฟังหลายเพลงเลยแต่เราชอบเพลงนี้เลยเลือกเพลงนี้มาให้ฟังกัน) อ่านคำแปลของเพลงก่อนก็ได้นะคะ เผื่อจะทำให้อินได้มากขึ้น รึเปล่า.....?


    Mission: One moment, One OS

    Note: บ้าาาาาา มันไม่ดราม่าขนาดนั้นหรอก เธออะคิดมาก // คนกากก็คือคนกากค่ะ ดั้ยป่ดอย่าคาดหวังอะไรกับนุ้เรย
    .

    .

    .

    .
    แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าลอดผ่านผ้าม่านที่ปิดไม่สนิทเข้ามากระทบกับเปลือกตาของเจ้าของห้องที่นอนอยู่บนเตียงขนาดใหญ่พอที่จะสามารถนอนกันสองคนได้สบายๆ แต่บนนั้นมันก็มีเพียงตัวเขา ผ่าห่ม และหมอนข้างก็เท่านั้น ปู่ฝานกระพริบตาถี่ๆ เพื่อปรับโฟกัสแล้วใช้เพดานห้องเป็นที่ยึดสายตาสักพักก่อนจะละสายตาไปยังโทรศัพท์ที่วางอยู่ข้างๆ เตียง มันสั่นไม่หยุดมาตั้งแต่เมื่อกี้นี้แล้ว

    "ว่า"

    [พี่ พรุ่งนี้พี่ว่างไหม]

    "พรุ่งนี้เหรอ...."

    [....]

    "ก็ว่าง มีอะไร"

    [เยี่ยม ผมจะจ้างพี่มาทำขนมในงานเลี้ยงของผมหน่อย]

    "ห๊ะ?"

    [ไม่ต้องห๊ะ รายละเอียดผมส่งไปให้ในเมลแล้ว ขาดเหลืออะไรพี่โทรบอกผมได้เลย ขอบคุณครับ]


    เขาหายงัวเงียทันทีหลังจากวางสายจากรุ่นน้องตัวดี ส่ายหัวเบาๆ พร้อมกับโยนเจ้าจอสี่เหลี่ยมในมือไปข้างๆ ตัว ก่อนจะยืนเต็มความสูงแล้วพาตัวเองไปที่ห้องน้ำ

    ปู่ฝานเป็นพนักงานบริษัทธรรมดาๆ คนนึง ที่มีงานอดิเรกเป็นการทำขนม พี่ๆ ที่ทำงานชอบบอกกับเขาว่าฝีมือของเขานั้นเทียบเท่ากับของพวกโรงแรมห้าดาวในเมือง ไม่แปลกที่เขามักจะถูกคนนู้นคนนี้ไหว้วานอยู่บ่อยๆ ส่วนใหญ่ก็งานเลี้ยง งานวันเกิดไม่ก็งานแต่งงานนี่แหละ
    .

    .

    .
    ขายาวก้าวสลับกันในความเร็วที่คงที่ เขาพาตัวเองมายังร้านกาแฟเล็กๆ ร้านนึงที่อยู่ไม่ไกลจากที่พักของเขามากนัก เอื้อมมือเปิดประตูก่อนจะก้มหัวและส่งยิ้มทักทายพี่เจ้าของร้านอย่างสุภาพ

    เจ้าของความสูงหนึ่งร้อยเก้าสิบสองเซนติเมตรเดินผ่านโต๊ะที่ตั้งอยู่ตรงนั่งริมหน้าต่างที่ซึ่งเคยเป็นมุมประจำของเขาไปยังโต๊ะตัวในสุดของร้านที่ค่อนข้างเป็นมุมอับเล็กน้อย

    กลิ่นหอมอ่อนๆ ของกาแฟที่พี่เจ้าของร้านยกมาวางไว้เมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้ทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย นานแค่ไหนแล้วก็ไม่รู้ที่ปู่ฝานไม่ได้รู้สึกแบบนี้ หลายปีที่ผ่านมานี้เขาต้้งใจทำงานหนักมาตลอด

    หนักเสียจนทำให้เขาละเลยบางอย่างที่สำคัญ

    และเขาก็สูญเสียมันไปในที่สุด. . .
    .

    .

    .
    ขายาวคู่เดิมพาเขากลับมาที่ห้องพักหลังจากที่ไปนั่งแช่อยู่ที่ร้านกาแฟอยู่นานร่วมสามชั่วโมง วันนี้เขาตั้งใจว่าจะลองทำเมนูใหม่ที่บังเอิญเจอในอินเทอร์เน็ต อุปกรณ์และวัตถุดิบต่างๆ ถูกหยิบมาจัดวางตรงเคาเตอร์ครัวภายในเวลาไม่กี่นาที เขาอ่านวิธีทำอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนจะเริ่มลงมือทำ

    ตลกดีเหมือนกันที่ผู้ชายแบบเขามีงานอดิเรกเป็นเรื่องหยุมหยิมแบบนี้ แต่ที่ตลกยิ่งกว่าคือเขามีความฝันที่อยากจะเปิดร้านขนมเป็นของตัวเอง

    มันเคยเป็นฝันร่วมกับใครอีกคนหนึ่ง

    ทว่าตอนนี้กลับเหลือเพียงแต่เขาแค่คนเดียวกับความฝันที่ยังไม่สำเร็จ

    หรือความจริง ... มันอาจจะหายไปพร้อมกับคนนั้นแล้วก็ได้


    ผ่านมาตั้งหลายปี ไม่รู้ว่าป่านนี้จะเป็นยังไงบ้าง


    เขาสบัดหัวไล่ความคิดก่อนจะตั้งหน้าตั้งตาผสมแป้งเค้กต่อ
    .

    .

    .
    ปู่ฝานถึงที่หมายก่อนเวลานัดหลายชั่วโมงเพื่อมาเตรียมการต่างๆ โชคดีที่พี่เจ้าของร้านกาแฟให้ยืมสถานที่อุปกรณ์รวมถึงลูกมือที่ให้มาช่วยเขาในวันนี้ ขนมจำนวนหนึ่งที่เขาทำมาล่วงหน้าจึงถูกนำไปจัดวางอย่างสวยงามอยู่บนโต๊ะที่ตั้งอยู่ตรงกลางงาน

    หน้าที่ของปู่ฝานในวันนี้ก็แค่ยืนทำขนมหล่อๆ ให้แขกเหรื่อในงานได้ลิ้มลองก็เท่านั้น ซึ่งมันง่ายกว่าการอบขนมไม่ให้ไหม้เสียอีก ตัวเขาคิดว่าอย่างนั้นน่ะนะ

    เมื่อถึงเวลาตามกำหนดการผู้คนก็เริ่มทยอยกันเข้ามาในงาน ปู่ฝานง่วนอยู่กับการตกแต่งหน้าเค้กและพูดคุยกับแขกที่มาถามถึงงานอดิเรกของเขา ความคิดก่อนหน้านี้ของปู่ฝานลอยหายไปกับอากาศ...
    .

    .

    .
    เจ้าหลินข่ายรุ่นน้องตัวดีของเขาบอกว่าไฮไลท์ของงานวันนี้จะมีการเดินแฟชั่นโชว์เล็กๆ ซึ่งคนที่จะมาก็น่าจะเป็นคนที่เขาเคยเห็นมาแล้วในทีวี หรืออาจจะไม่เคยเลยเพราะปู่ฝานไม่ได้ให้ความสนใจในสายอาชีพนี้เท่าไหร่นัก

    คนตัวสูงยังคนยืนทำหน้าที่ของตัวเองไม่ได้ไปไหน คนที่เดินมาหยิบของกินเริ่มน้อยลงทำให้ปู่ฝานได้มีเวลาพักหายใจและกวาดตามองสำรวจสิ่งต่างๆ ภายในงาน 

    "ขอโทษนะครับ ขอทีรามิสุอันนึงได้ไหมครับ"

    "ครับ...."

    "..."

    ราวกับทุกสิ่งรอบกายหยุดเคลื่อนไหว ต่างฝ่ายต่างยืนนิ่งและปล่อยให้นัยน์ตาสะท้อนภาพของกันและกัน

    "เจิ้น--"

    ยังไม่ทันที่ปู่ฝานจะเอ่ยปากพูดอะไร ชายที่มาใหม่ก็แทรกตัวหายไปกับกลุ่มคนที่อยู่ๆ ก็กรูกันเข้ามาจากไหนไม่รู้

    หายไปอีกแล้ว

    เหมือนกับสามปีก่อน. . .
    .

    .

    .
    พอคิดว่าจะปล่อยให้เป็นแบบสามปีก่อนไม่ได้ขาทั้งสองข้างของเขาก็ออกแรงเดินตามหาคนๆ นั้นจนทั่วงาน

    และในที่สุดก็เจอ

    "เจิ้นหยาง..."

    ปู่ฝานเปล่งเสียงเรียกคนที่ยืนหันหลังอยู่อย่างกล้าๆ กลัวๆ มือทั้งสองข้างเย็นเฉียบเพราะความประหม่า

    เจ้าของชื่อค่อยๆ หันมาตามเสียงเรียกพร้อมกับยิ้มรับเบาๆ

    "สบายดีไหม"

    "ก็ดี นายล่ะปู่ฝาน"

    "เหมือนเดิม.."


    เหมือนเดิมทุกอย่าง


    ปู่ฝานเคยคิดว่าตัวเองไม่ได้คิดถึงคนตรงหน้าอีกแล้วกระทั่งได้เจอกันอีกครั้ง ภาพความทรงจำเก่าๆ เริ่มย้อนกลับมา ภาพเก่าๆ ที่เคยถ่ายเล่นด้วยกัน สถานที่เก่าๆ ที่เคยไปด้วยกัน ทุกอย่างวนซ้ำอยู่ในความทรงจำ จะเหลือก็แต่ความรักของคนทั้งสองที่ไม่ได้ย้อนกลับมา

    ทั้งที่คิดว่าตัวเองเดินนำหน้าอีกคนมาไกลแล้ว ทว่าเขากลับเดินวนซ้ำอยู่ที่เดิม

    ความเงียบทำหน้าที่ของมันได้เป็นอย่างดีในเวลานี้ มีคำพูดมากมายที่ปู่ฝานอยากจะพูดกับเจิ้นหยางทั้งเรื่องเมื่อสามปีที่แล้วและเรื่องในตอนนี้ แต่ก็เหมือนมีใครมาปิดปากไว้เสียอย่างนั้น


    อยากกลับไปเป็นเหมือนเมื่อก่อน แต่ก็รู้ตัวดีว่าตัวเองไม่สมควรได้รับโอกาสนั้นแล้ว


    แต่เขาก็อยากจะลองดูสักครั้ง. . .


    ปู่ฝานก้าวขาเพียงไม่กี่ก้าวก็ประชิดตัวอีกคน นับว่ายังโชคดีที่อีกฝ่ายไม่ได้ถอยหนีไปไหน

    "เจิ้นหยาง..ฉันขอโทษ"

    "..."

    "ถ้ามันเป็นไปได้ ฉันอยากขอโอกาส--"

    "อย่าเลยปู่ฝาน"

    ภาพห้องนอนที่ว่างเปล่าย้อนกลับเข้ามาในความทรงจำของปู่ฝานอีกครั้ง

    วันนั้นเขากลับมากจากที่ทำงานและเห็นว่าเจิ้นหยางเก็บของทุกอย่างออกไปจากห้องเขาจนหมด เมื่อติดต่อกับเพื่อนสนิทของเจิ้นหยางก็ถึงได้รู้ว่าอีกคนไปเรียนต่อด้านแฟชั่นที่มิลาน และเราก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลยหลังจากนั้นเพราะแค่คำว่าทิฐิและอีโก้ที่แขวนคออยู่

    ปู่ฝานวางแผนในอนาคตไว้มากมายหลายอย่าง แต่บางครั้งมันก็ทำให้เขาละเลยที่จะให้ความสำคัญกับคนที่อยู่ข้างๆ เขาในช่วงเวลานั้นไป

    ในหลายๆ ครั้งเวลาที่เจิ้นหยางต้องการปู่ฝานมากที่สุด เขากลับไม่เคยอยู่ตรงนั้น

    และหลายต่อหลายครั้งเราทะเลาะกันมากกว่าบอกรักกันเสียอีก

    คำขอโทษและคำพูดอื่นๆ จึงถูกเก็บเอาไว้มาตลอดสามปี แต่เมื่อถึงเวลาที่ได้พูด. . .


    มันกลับสายไปเสียแล้ว


    "ตั้งแต่เมื่อไหร่"

    ปู่ฝานเอ่ยถามพลางมองสิ่งที่ถูกสวมอยู่บนนิ้วนางข้างซ้ายของอีกคน

    "สองเดือนที่แล้ว"

    ก้อนความรู้สึกตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอของปู่ฝาน หยาดน้ำใสๆ คลอหน่วงอยู่ที่ขอบตาและใกล้จะร่วงหล่นเต็มที

    เป็นครั้งที่สองที่เขาต้องเผชิญกับความรู้สึกเหล่านี้อีกครั้ง

    ครั้งแรกก็ตอนที่ตืนขึ้นมาและพบว่าเขามันไม่ใช่ความฝัน คนที่เคยนอนอยู่ข้างกายได้หายไปแล้วจริงๆ


    "อย่าร้องไห้สิ ฉันไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะปลอบนายได้เหมือนแต่ก่อนแล้วนะ

    เจิ้นหยางเอื้อมมือไปเกลี่ยความอ่อนแอที่ไหลรินบนใบหน้าของอีกคนเบาๆ

    "ทำไมไม่รอกันก่อน..."

    "ปู่ฝาน...ถ้านายอยู่ในจุดเดียวกับฉัน นายจะไม่ถามฉันแบบนี้"

    เจิ้นหยางตอบกลับอีกคนด้วยน้ำเสียงเรียบ ซ้ำยังกรีดลึกลงไปในหัวใจของคนฟัง


    "ฉันต้องปะ--"

    ร่างของเจิ้นหยางถูกดึงให้เข้าสู่อ้อมแขนของปู่ฝาน ปู่ฝานกระชับอ้อมแขนแน่นราวกับจะรั้งให้คนที่อยู่ในอ้อมกอดไม่จากเขาไปไหนอีก


    แต่มันทำได้เสียที่ไหนกันล่ะ


    "ปู่ฝานปล่อยเถอะ ฉันต้องไปแล้ว"

    "ขอเวลาฉันอีกหน่อยได้ไหมเจิ้นหยาง..."

    "ฉัน..."

    "ขอให้ฉันได้ทำในสิ่งที่สามปีที่แล้วฉันไม่มีโอกาสได้ทำ...ได้ไหม"

    "..."

    เจิ้นหยางไม่ได้ตอบอะไร เพียงปล่อยให้ปู่ฝานทำในสิ่งที่ร้องขอโดยไม่ผลักไส

    ปู่ฝานเกยคางลงบนไหล่กว้างของเจิ้นหยาง น้ำตาหยดที่เท่าไหร่ไม่รู้ร่วงหลนลงบนบ่าของอีกคนราวกับไร้ซึ่งแรงต้านทานใดๆ ตอนที่อดีตคนรักตวัดแขนโอบกอดร่างที่สั่นเทาของเขาเอาไว้หลวมๆ อย่างปลอบประโลม


    ทัั้งที่รู้ว่าไม่ควรแต่ก็ทำไปแล้ว


    ทั้งคู่ผละออกจากกันช้าๆ ปู่ฝานจ้องมองไปยังใบหน้าที่เขาคิดว่ามันงดงามราวกับงานศิลปะ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยบอกกับคนที่อยู่ตรงหน้าเลยสักครั้ง

    ปู่ฝานค่อยๆ โน้มใบหน้าเขาไปหาอีกคนช้าๆ หวังจะทำอย่างที่ใจคิดแล้วก็ต้องหยุดชะงักเมื่ออีกฝ่ายเลือกที่จะหันหน้าหลบแต่ปู่ฝานก็ยังคงดื้อดึง เขาเชยคางอีกคนเพื่อให้กลับมาสบตากันอีกครั้งก่อนจะพบว่า


    หลี่เจิ้นหยางกำลังร้องไห้. . .


    น้ำตาที่รื้นขึ้นมาที่ขอบตาของเจิ้นหยางไหลอาบแก้มเขาลงมาโดยไร้เสียงใดๆ

    อันที่จริงเขาเป็นคนเก็บอาการไม่เก่ง การยืนคุยกับอดีตคนรักที่เขายังคงคิดถึงเป็นเรื่องที่ยากสำหรับเขาในตอนนี้ เชื่อเถอะว่าเขาพยามแล้วทว่าก็ไม่อาจจะฝืนความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ภายในได้


    หากในความทรงจำของปู่ฝานยังคงมีเจิ้นหยางอยู่ฉันท์ใด

    ปู่ฝานเองก็ไม่เคยจางหายไปจากความทรงจำของเจิ้นหยางฉันท์นั้น

    เพียงแต่มันไม่อาจกลับไปเป็นเหมือนเดิม. . .


    สุดท้ายความรู้สึกเหล่านั้นก็ถูกกลั่นออกมาในรูปแบบของน้ำตาในที่สุด


    "พอเถอะปู่ฝาน ฉันต้องไปแล้วจริงๆ"

    มันคงจะดีกว่าถ้าหากว่าเราไม่ทำในสิ่งที่ต่างฝ่ายต่างคิดอยู่ เพราะถ้าเป็นแบบนั้น...ก็รังแต่จะทำให้เจ็บหนักทั้งสองฝ่าย

    "ปู่ฝาน..."

    "ไม่ได้แล้วจริงๆ เหรอเจิ้นหยาง ฉันไม่ได้รับโอกาสนั้นแล้วจริงๆ ใช่ไหม.."

    "อย่าถามในสิ่งที่นายเองก็รู้คำตอบอยู่แล้ว"

    "ฉัน..."


     我只需要你在身边 陪我吵 陪我闹
    ฉันแค่ต้องการเธออยู่ข้างกาย ทะเลาะกับฉัน โวยวายกับฉัน


    "ฉันเดินมาไกลเกินกว่าจะกลับไปแล้วนะปู่ฝาน นายเองก็ควรจะทำแบบนั้นบ้าง"


    别用离开教我失去的人最重要
    อย่าใช้การจากไปสอนฉันถึงการสูญเสียคนที่สำคัญที่สุด


    เจิ้นหยางก้าวถอยหลังออกห่างจากปู่ฝานช้าๆ ทีละก้าว


    别说你曾经爱过我
    อย่าพูดว่าอดีตเธอเคยรักฉัน


    ปู่ฝานเอื้อมมือไปจนสุดความยาวแขนเพื่อคว้าโอกาสสุดท้ายของเขา


    让我们回到那一秒
    ให้พวกเราย้อนกลับไปยังวินาทีนั้น


    รั้งให้อีกคนกลับมาอยู่ในอ้อมกอดของเขาอีกครั้ง


    แค่อีกเพียงครั้งเดียวก็พอ. . .


    "ฉันขอโทษ"

    "..."

    "ขอโทษกับสิ่งที่ฉันทำลงไป"

    "..."

    "ขอโทษที่ใช้เวลานานเกินไปกว่าจะได้พูดมันออกมา"

    "..."

    "ถ้าหากครั้งนี้มันเป็นครั้งสุดท้าย...ฉันอยากจะขอให้ฉันได้ทำในสิ่งที่ตัวฉันเมื่อสามปีที่แล้วไม่ได้ทำจะได้หรือเปล่า"

    ปู่ฝานผละออกจากคนในอ้อมแขนแล้วเปลี่ยนมาเป็นกุมมือทั้งสองข้างของอีกฝ่ายไว้หลวมๆ พลางจ้องเข้าไปในดวงตาเรียวคู่นั้น

    เจิ้นหยางเม้มริมฝีปากเข้าหากันเบาๆ มองใบหน้าของปู่ฝานที่กำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ เหมือนครั้งก่อนหน้า

    เพียงแต่ครั้งนี้เขาเลือกที่จะไม่หลบ


    . . .เป็นอีกครั้งที่เจิ้นหยางพ่ายแพ้ให้กับความรู้สึกของตัวเอง


    เจิ้นหยางหลับตาลงช้าๆ ปู่ฝานพินิตทุกส่วนที่อยู่บนใบหน้าของอีกฝ่ายก่อนที่ความอบอุ่นจะถูกประทับลงบนหน้าผากกว้างของคนตัวบางอย่างแผ่วเบา

    "โชคดีนะเจิ้นหยาง..."

    บอกพลางถอนจุมพิตออกอย่างอ้อยอิ่ง ราวกลับจะยื้อเวลา

    "สิ่งที่ตัวฉันเมื่อสามปีที่แล้วอยากจะทำ...คือขอให้นายโชคดี"

    "..."

    "มีความสุขให้มากกว่าตอนที่อยู่กับฉันนะ"

    พูดพลางคลี่ยิ้มให้กับคนตรงหน้า แต่ภายใต้รอยยิ้มนั้นเขากำลังแตกสลาย

    เจิ้นหยางพยักหน้ารับเบาๆ


    可惜回不去那一秒
    น่าเสียดายที่ย้อนกลับไปวินาทีนั้นไม่ได้


    ดูเหมือนว่าถึงเวลาที่จะต้องปล่อยให้คนตรงหน้าไปจริงๆ แล้ว แต่ถึงจะอยากให้อยู่มากแค่ไหนก็คงรั้งเอาไว้ไม่ได้อยู่ดี

    เขาฝืนยืนมองแผ่นหลังของเจิ้นหยางที่ไกลออกไปเรื่อยๆ ก่อนที่อดีตคนรักของเขาเดินกุมมือหายไปกับผู้ชายอีกคนที่มีแหวนที่นิ้วนางข้างซ้ายเช่นเดียวกัน

    มิลานคือจุดหมายที่เจิ้นหยางกำลังจะไปและดูเหมือนว่าอีกนานกว่าจะกลับมา...หรืออาจจะไม่กลับมาอีกเลย
    .

    .

    .

    .
    พระอาทิตย์ก็ยังคงทำงานอย่างตรงเวลาเช่นเดิม เวลาหกโมงเช้าวันอาทิตย์เพดานขาวคือสิ่งที่ปู่ฝานมองมันมาได้สักพักแล้ว ปกติเขาไม่ใช่คนที่ตื่นเช้าขนาดนั้นในวันหยุดแบบนี้ ใช่..เขายังไม่ได้นอน เพราะทุกครั้งที่หลับตา ภาพรอยยิ้มรวมถึงภาพที่เจิ้นหยางร้องไห้ก็จะแวบเข้ามาในหัว เสียงของเจิ้นหยางที่บอกให้เขาโชคดียังดังก้องอยู่ในโสตประสาท กลิ่นประจำตัวของเจิ้นหยาง ทุกอย่างที่เกี่ยวกับบเจิ้นหยาง เขาลืมมันไม่ลงสักอย่าง



    บางที...ระยะห่างจากกรุงเทพกับมิลานคงไม่ไกลกันมากนักหรอก

    ที่ไกลกันคือวงโคจรของเขาทั้งสองคนต่างหากมันยากที่จะกลับมาเจอกันอีกครั้ง
    .

    .

    .
    เขาหวังว่าวันหนึ่งตัวเขาจะสามารถเดินไปข้างหน้าได้อย่างที่อีกคนบอก


    เรื่องราวของอดีตคนรักอย่างหลี่เจิ้นหยางถูกเก็บเอาไว้ในลิ้นชักชั้นในสุดของความทรงจำและความรู้สึกของปู่ฝานอีกครั้ง และมันจะคงอยู่ในนั้นตลอดไป
    .
    .
    .
    .
    .
    .
    E N D
    .
    .
    .
    .
    .
    .
    ปาดเหงื่อกันอีกรอบ


    ในที่สุด OS แก้บนที่เป็น OS จริงๆ ก็ออกมาสักที กัปตันก็คือจะทุ่มสมอเรือใส่นุ้อยู่แร้วจ้า


    ใจนึงก็คิดว่ามันแปร่งๆ แต่อีกใจก็คิดว่าเอ่อออออ มันก็น่าจะได้อยู่หนา


    ความจริงฟิคเรื่องนี้ก็ไม่ได้ตั้งใจให้ค้างนานขนาดนี้ แต่ด้วยอะไรหลายๆ อย่างก็เลยดองจนเกือบหมดฟิลและส่วนที่แต่งนานที่สุดก็ยังคงเป็นตอนจบเช่นเดิม เพิ่มเติมคือเรื่องนี้ดันคิดตอนจบไว้สองแบบแต่ไปๆ มาๆ ก็ได้ตอบจบแบบนี้มาแทน ซึ่งคิิดว่ามันน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีให้กับทั้งคู่ ((หรืออาจจะไม่วะ....))


    เอนี่เว ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านฟิคกากๆ ของคนกากๆ นะคะ ติชมกันได้ ด่าได้แต่อย่าแรงเพราะนุ้บอบบาง เริ้บ.


    ♥ @genonerzou_

    ps. ยังไม่ได้แก้คำผิด ง่วง จานอนนนนนนนน

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in