Lab Story เรื่องเล่าสาววิทยาฯผักชนิดหนึ่ง มีชื่อว่าต้นหอม / Siwika Chayaworadech
[SCI-CU #6] เมื่อต้องเรียนวิชาฟิสิกส์ ฉบับ เด็กมหาวิทยาลัย
  • ตอนปี 1 เพื่อนสนิทของผู้เขียนคือ "กูเกิ้ล" กับ "เว็บวิชาการดอทคอม" มันจำเป็นมากที่เราต้องเข้าไปอ่านอัพเดทเพราะเรียนตามเพื่อนก็ไม่ทัน (แถมบ้านก็ไกล รถติดมาก ต้องรีบมารีบกลับ ตอนเย็นก็ไม่ค่อยอยากอยู่ติวกับเพื่อนเพราะรถติด) ทางกลับบ้านเปลี่ยวมาก ไม่เคยมีกลุ่มติวหนังสือกับเพื่อนจะได้ใช้คอมส่วนตัวได้ก็ต่อเมื่อกลับบ้านที่ชานเมืองเท่านั้น



    ผู้เขียนนั่งเรียนวิชาฟิสิกส์อย่างตั้งใจทุกคาบโดยปราศจากความเข้าใจทางทฤษฎีไม่ว่าบทไหนๆ ทุกครั้งที่เรียนมีแต่ตั้งคำถามมากมายมากขึ้นจนเป็นกำแพงแม้ระดับคะแนนกลางภาคจะออกมาอยู่ในระดับมาตรฐานแต่ก็พอรวมกลุ่มอยู่ได้กับคนส่วนมากบ้าง






    บางทีตัวเองก็ไม่เข้าใจเลยว่า "คลื่นเสียง...คลื่นแสง อนุภาค" มันมีตัวตนอยู่จริงๆได้ด้วยอะไรจะคิดว่าเป็นเรื่องโกหกที่คนกลุ่มหนึ่งกุขึ้นมาก็ไม่ใช่ เพราะเรานั้นมีวิทยุมีไฟฟ้าใช้กันอยู่ในชีวิตประจำวันแบบจับต้องได้



    ตึกฟิสิกส์เป็นหนึ่งในตึกเก่าอันดับต้นๆของมหาวิทยาลัย รูปทรงภายนอกของตึกออกแบบมาให้สมมาตรทั้งด้านซ้ายและด้านขวาชั้นล่างของอาคารมีทางตรงกลางที่ลอดทะลุไปด้านหลังได้ ผู้เขียนมักใช้เส้นทางนี้เดินลัดเพื่อไปเรียนคณะฝั่งอักษรศาสตร์เพราะใกล้กว่าเดินตามริมฟุตบาธผ่านคณะวิศวะ (แต่ก็ไม่ค่อยชอบผ่านบ่อยๆเพราะรู้สึกแปลกเหมือนเดินอยู่ในวัด)


    (ขอบคุณภาพจาก http://www.phys.sc.chula.ac.th )



    วันหนึ่งอาจารย์ฟิสิกส์ท่านหนึ่งนัดเรียนเพิ่มในวันเสาร์อุบัติเหตุทางการเมืองทำให้ต้องชดเชยเวลาเรียน ผู้เขียนมาสาย 15 นาทีเพราะรถติดและต้องสายเพิ่มอีก 10 นาทีเพราะหาห้องเรียนไม่เจอ นั่นเป็นครั้งแรกที่ได้เข้าไปตึกฟิสิกส์



    ผู้เขียนเดินขึ้นบันไดทางปีกซ้ายของอาคารเสียงรองเท้ากระทบดังผิดปกติถึงได้สังเกตได้ว่าบันไดเป็นเหล็ก(เก่าจนกลัวว่าหากเดินๆ อยู่แล้วจะตกลงไป) และพื้นปูหินอ่อนลายโบราณประตูไม้ของแต่ละห้องสูงเกือบสองเมตร การลงกลอนใช้ทองเหลืองเส้นยาวคล้องสายไฟสมัยใหม่พาดขนานกับสายไฟยุคแรกของประเทศไทยผู้เขียนดันประตูด้วยแรงทั้งร่างกาย ลมแอร์ต้องผิวทำให้ฉันรู้สึกประหลาดใจและประหลาดใจเข้าไปอีก เมื่อเห็นว่าอาคารนี้ก็มีห้องเลกเช่อร์แบบบันได





    ห้องเรียนนี้จุคนได้ราวสองร้อยคนสิ่งที่น่ากลัวคือโต๊ะเก้าอี้ทำจากไม้ ทุกอย่างเก่ามาก ถ้าไม่มีคนยุคปัจจุบันอย่างพวกเรากับอาจารย์นั่งอยู่จะรู้สึกเหมือนอยู่ในภาพยนตร์โบราณสมัยรุ่นพ่อรุ่นแม่ เสียงอาจารย์ที่พูดผ่านไมโครโฟนยิ่งฟังยิ่งเหมือนเสียงพากย์ฟุตบอล(ดูไม่เข้ากันสักอย่างเดียว)



    ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ผู้เขียน Impress กับวิชาฟิสิกส์... (???)



    ฟิสิกส์ก็มีแล็ป

    นอกจากเด็กวิศวะที่เรียน Section เดียวกันนั้นหล่อมากแล้วผู้เขียนก็จำเรื่องราวในวิชานี้ไม่ค่อยได้เลย ปกติแล็ปฟิสิกส์จัดเป็นกลุ่ม กลุ่มละ3 คน แล็ปวิชานี้มักจะมีอุปกรณ์มากมายที่ทำให้ผู้เขียนตื่นเต้นอยู่เสมอหน้าตามันจะเหมือนพวกเลโก้ แต่ถ้าจับผิดจุด ไฟจะดูดได้

    ผู้เขียนนึกว่ากำลังอยู่ในวิชาเล่นของเล่นไม่เห็นว่าอุปกรณ์เหล่านี้ จะเอาไปใช้การใดในชีวิตประจำวันได้เลย แม้ว่ามันจะเป็นพื้นฐานส่วนประกอบของเครื่องใช้(คงเพราะเราเป็นผู้หญิงจึงไม่รู้สึกสนุก) ระหว่างเรียนผู้เขียนก็ไม่กล้าจับมากกลัวช็อต ไหนจะเอาไดโอดมาต่อ เอาปลั๊กมาเสียบ แทบจะไม่เข้าใจหลักการแล้วยิ่งมาคำนวณค่ากระแสไฟฟ้านี่ผู้เขียนยิ่งทำตัวไม่ถูก




    อุปกรณ์ที่ประทับใจคือเครื่อง "ไกเกอร์เคาท์เตอร์"(Giger Counter) ใช้วัดรังสีจากสิ่งแวดล้อม ตัวเครื่องเป็นกัมมันตภาพรังสีถ้าเราชี้มันไปที่ใครนานๆ เพื่อนอาจจะเป็นหมันได้ แต่ถ้าเราเอาวัตถุมาวางไว้ปลายเครื่องมันจะนับรังสีที่แผ่ออกมาจากวัตถุนั้น (นับเป็นครั้ง) อะไรที่แผ่รังสีออกมามากมักจะอันตรายอาทิ พวกแกนไส้ตะเกียงหลอดไฟ เป็นต้น



    อีกอย่างที่สนุก คือ เรื่อง "คลื่นบนเส้นเชื่อก"มันทำให้เราเห็นภาพของ "คลื่น" ได้ชัดเจนขึ้น คุณสมบัติของคลื่นมีความกว้าง ความยาว และเดินทางได้ เอาเชือกขึงไว้บนอุปกรณ์ที่หน้าตาคล้ายกับเครื่องดนตรีจรเข้แล้วเปิดเครื่องกำเนิดเครื่อง เส้นเชือกก็จะสั่นเป็นริ้วๆ (คลื่นเดินทางบนเส้นเชือกเป็นอย่างนี้นี่เอง)




    อุปกรณ์อย่างหนึ่งที่ใช้กำเนิดคลื่นเสียงที่มีความถี่เท่ากันได้คือ "ส้อมเสียง" (มันคือสัญลักษณ์ของแบรนด์ยามาฮ่า- สยามกลการ ลองไปสังเกตกันดู) ถ้าเราเอาไม้ตีให้ส้อมเสียงมันสั่นแล้วเอามาวางไว้บนเชือก เชือกก็จะสั่นระริกจนกระดาษที่วางอยู่บนเชือกถูกดีดกระเด็น นี่เป็นวิธีสอนการวัดค่าความถี่ของคลื่น สนุกดี!!(ส้อมเสียงเป็นอุปกรณ์พิเศษที่สร้างความถี่ได้คงที่ เรียกว่า ความถี่เรโซแนนซ์ (เอาไว้ตั้งคีย์กีต้าร์))






    ตั้งแต่สมัยมัธยม "ฟิสิกส์"เป็นวิชาที่ต้องเรียนพิเศษเพิ่มเยอะมาก และต้องใช้เวลาอ่านมากกว่าวิชาอื่นเนื่องจากใจไม่เปิดกั้น แล้วมันต้องจำเยอะ ใช้สูตรคำนวณเยอะมาก แม้ว่าจะเคยมาเรียนกับอาจารย์ฟิสิกส์จุฬาฯแต่มันก็ยังรู้สึกว่าเราต้องพยายามอีกเยอะ



    ถ้าย้อนเวลาไปสัก 10 ปีคงจะจำเรื่องเครื่องตรวจวัตถุระเบิด GT200 ได้ ตอนนั้นเจ้าหน้าที่จากบริษัทที่ขายเครื่องนี้มาทดสอบให้ดูที่มหาวิทยาลัยโดยมีอาจารย์หลายท่านเป็นผู้ออกแบบการทดลองให้เขา Test เครื่อง


    พูดง่ายๆ ก็คืออาจารย์ต้องกั้นห้องเฉพาะไว้ และทำการทดลองเพื่อตรวจสอบว่าเครื่องนี้ใช้ได้จริงไหม? จำได้ว่าในข่าวหมอพรทิพย์ก็เป็นหนึ่งในผู้สังเกตการณ์นี้ด้วย


    ผลการทดลอง คือเครื่องนี้ไม่สามารถตรวจจับวัตถุระเบิดได้อย่างมีนัยยะสำคัญแต่ทางเจ้าของบริษัทก็ยังมั่นใจว่า "ของเขาดี!!" ระหว่างคุยๆกันอยู่ในห้องสรุปผล อาจารย์ฟิสิกส์ ตอกกลับเป็นภาษาอังกฤษว่า "หยุดเถิดครับถ้าเอาเครื่องนี้ไปใช้ในสนามรบจริง คุณคงตายกันไปแล้ว" แล้วอาจารย์ก็ควักวัตถุระเบิดออกมาจากกระเป๋าเสื้อกระเป๋ากางเกง ออกมากองไว้บนโต๊ะ (พวกประทัดระเบิดโอ่งแรงสูง) คือเครื่องนั่นมันไม่มีสัญญาณเตือนอะไรสักกระหย่อมเดียวไม่เหมือนกับคำเคลมที่ว่าถ้าเป็นประทัดก็จับเจอ Match นั้นบริษัทเก็บเครื่องใส่กระเป๋ากลับประเทศไม่มาพรีเซนต์อะไรให้กับกองทัพไทยอีกเลย

     


    [SCI-CU #1] จากสยาม - สยามย่าน   
    [SCI-CU #2] CU First Date              
    [SCI-CU #3] วิชา "ชีววิทยา"  ฉบับมหาวิทยาลัย