Lab Story เรื่องเล่าสาววิทยาฯผักชนิดหนึ่ง มีชื่อว่าต้นหอม / Siwika Chayaworadech
[SCI-CU #3] วิชาชีววิทยา ฉบับ มหาวิทยาลัย
  • ไอ้พวกสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวนี่หน้าตามันน่าสงสารมาก  และพอนึกถึงวิชาชีววิทยาภาพคางคกของเนวิลล์ ลองบัตท่อมลอยมา!!  .."ชีววิทยา"  ที่เรียนในมหาวิทยาลัย มันคนละเรื่องกับในห้องเรียนเลยนะ  อย่างแรกคือ ได้จับต้องสิ่งมีชีวิตแบบเป็นๆ อย่างที่สอง ได้ผสมน้ำยาทดลองต่างๆ  เหมือนได้อยู่ในห้องแลปฮอกวอร์ต  


    โดยปกติพวกเราต้องไปเรียนวิชาชีววิทยาที่ตึกไซน์ (MHMK ตึกมหามกุฎ) ใครที่เคยมาสอบที่อาคารนี้ (ไม่ว่าจะ CUTEP หรืออื่นๆ) จะชอบเดินสลับชื่อกับตึกคณะนิติ (มงกุฏสมมติวงศ์)  ผู้เขียนเป็นหนึ่งเด็กชานเมืองที่คุ้นเคยกับการขึ้นลิฟท์น้อยมาก  สมัยนู้นนน (ว่าซะแก่)  ลิฟท์จะมีเฉพาะที่ห้างกับโรงแรมเท่านั้น  แถวบ้านไม่เคยมี  (ขึ้นลงกระไดนั้นหายใจคล่องตัวที่สุด)



    ทุกเช้า - เที่ยง ผู้เขียนก็เป็นหนึ่งในบรรดาเด็กนับร้อยที่แย่งกันขึ้นลิฟต์  โดย 3 ชั้นแรกของอาคารเป็นห้องเรียนทรงบันได จุคนได้ 200-300 คน บางคนก็เรียกว่าห้องสามร้อย (ผู้เขียนชอบนั่งทางขวากลางห้อง โซนหลังๆ) 


    ..มีธรรมเนียมที่รู้กันว่าคนที่มาเร็วมักจะเลือกนั่งหลัง คนมาสายจึงต้องนั่งด้านหน้า



    ก่อนอื่นขอเล่าเรื่อง "วิชาชีววิทยา" เป็นวิชาแรก เพราะเป็นวิชาหลักที่เด็กวิทยาศาสตร์สายชีวภาพจะต้องเรียน  อีกทั้งยังเป็นวิชาแรกที่ต้องรีบมา 8.00 น. ต่างหาก!! 



    ถ้าไม่ได้ย้ายมาอยู่บ้านญาติผู้เขียนจะต้องนั่งรถตู้จากแถวบ้านตั้งแต่ 5.45 น. ซึ่งเป็นเที่ยวแรกๆ รถออกตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นเพื่อที่จะต่อรถมาลงที่หน้าคณะและวิ่งเข้าไปจองที่ห้องเรียนแบบบันได (ห้องเลกเช่อร์ M01)



    ห้องเรียนเลกเช่อร์ส่วนใหญ่ของคณะวิทยาจะให้อยู่ที่ตึกไซน์ห้องมีลักษณะเป็นขั้นบันได จุได้สูงสุด 200 คน  แต่รุ่นผู้เขียนนั้นเป็นเด็กเกิดปีมะโรงกัน (คนเมื่อก่อนนิยมคลอดปีมะโรง) รู้สึกจะล้นมากต้องเรียนรวมกับเด็กครุฯ  และวิทย์กีฬาฯ รวมกัน ทีนี้ใครมาถึงก่อนก็มักจะจองที่นั่งหลังห้องกันไว้เพราะหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับอาจารย์



    สิ่งที่เกิดขึ้นคือ 3แถวหน้าจะว่าง แล้วใครมานั่งรู้ไหมคะ?

    เด็ก พสวท.!!



    นั่นแหละ! อนาคตเด็กที่ลง นสพ. หน้าหนึ่งของประเทศ



    พสวท.  คือเด็ก ม.ปลาย จากโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ,  สาธิตอื่นๆ และ ต.อ. (เตรียมอุดมศึกษา) จะมานั่งอยู่ข้างหน้ากันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เนื่องจากต้องมาเรียนเก็บตัวเพื่อเตรียมสอบแข่งขันโอลิมปิกวิชาการระดับประเทศ ซึ่งไอ้ที่นั่งหัวโด่อยู่ข้างบนคือพี่โตกว่าแท้ๆ  (โชคดีที่ไม่ต้องมาสอบตัดเกรดกับน้องๆ ไม่อย่างนั้นพวกพี่ร่วงกันแน่ๆ)



    คือทุกวิชา พอเราต้องย้ายห้องไป น้องๆ  กลุ่มนี้ก็จะตามไปด้วย และเปลี่ยนกลุ่มใหม่ขึ้นอยู่กับวิชา (น้องที่เตรียมไปแข่งคณิตก็จะเข้าวิชาคณิต, น้องที่แข่งวิชาฟิสิกส์ก็จะเข้าเฉพาะวิชาฟิสิกส์) รวมไปจนถึงวิชาแล็ปบ้างแต่ส่วนใหญ่อาจารย์จะเปิดห้องพิเศษให้กับน้องๆ กลุ่มนี้โดยเฉพาะ



    แน่นอนว่าวิชาชีววิทยาต้องเรียนที่เกี่ยวกับเซลล์ทุกอย่างที่เป็นพื้นฐานของเซลล์ และต้องเรียนวิธีการดูกล้องจุลทรรศน์ ถ้าจำกันได้ตอนมัธยมปลายเราจะเห็นเซลล์ผ่านรูปในหนังสือเท่านั้น แต่นี่เราต้องมาย้อมสีเซลล์กันเองซึ่งสำหรับผู้เขียนไม่ยากเท่าไหร่ และรู้สึกสนุก 



    แต่เสียใจอยู่อย่างหนึ่งว่าทำไมสมัยเราเรียนมัธยมมันถึงไม่มีหลักสูตรนี้ในห้องเรียน  สิ่งที่เคยได้เห็นมากที่สุดในวันแสดงโครงงานวิทยาศาสตร์ที่โรงเรียน คือ "อสุจิ"  ไม่รู้รุ่นพี่ไปเอามาจากไหน



    "มีใครที่แพ้คลื่นวิทยุไหมครับ" อาจารย์ถาม 


    ลืมเล่า! เรื่องนี้ฮามาก ก่อนจะเริ่มเรียนอาจารย์สอบถามความสมัครใจก่อนว่า มีใครที่ไม่สามารถเรียนกับระบบไมโครโฟนและจอโปรเจ็กเตอร์ได้ไหม? เพราะเคยมีเด็กรุ่นก่อนๆ ที่ แอนตี้ (Anti) บอกว่าเข้าเรียนแล้วจะอ้วก เหมือนมีรังสีจากลำโพงทำให้เขาปวดหัวอยู่ตลอดเวลา สำหรับผู้เขียนเอง เฉยๆ กับคลื่นเหล่านี้เพราะเมื่อออกจากบ้านก็โดนคลื่นความร้อน UV ตีหัวจนจะเป็นบ้าแล้ว



    โชคดีของเด็ก Generation  นี้เป็นต้นมาที่ได้เรียนกับ Power Point ซึ่งผู้เขียนเองเคยเรียนกับแผ่นปิ้งสไลด์ไม่แน่ใจว่าน้องรุ่นใหม่จะรู้จักกันหรือเปล่า คือ Projector จะฉายสะท้อนตัวหนังสือที่อาจารย์เขียนผ่านแผ่นใส แล้วแผ่นใสจะสะท้อนขึ้นผนัง ขนาดของตัวอักษรจะเห็นได้ในระยะใกล้เท่านั้น



    พอเขียนจนหมดหน้า A4แผ่นปิ้งก็จะถูกเปลี่ยน เอาแผ่นใหม่มาปิ้ง



    จนมีวิวัฒนาการใช้เป็น ท่อ PVC พันแผ่นใส หมุนไปเรื่อยๆ




    นี่ดีแค่ไหนแล้วที่เราเกิดมาในยุค Projector!!



    คนที่ไม่ชอบเลือดไม่ชอบให้มือเปื้อนน้ำอะไรแหยะๆ ไม่ควรจะเลือกมาเรียนวิทยาศาสตร์ชีวภาพด้านนี้ เพราะยังมีอีกหลายด่านที่ต้องเจอไอ้เรื่อง ผ่ากบ ผ่าไตหมู อะไรเหล่านี้ผู้เขียนว่ามันเป็นเรื่องเล็กไปเลยถ้าต้องมาผ่า แมลงสาบ!!




    แม่ถามว่า "จะเอาแมลงสาบไปทำอะไร?? ตัวอื่นไม่มีเรียนหรอ?"


    บางปีอาจารย์จะไม่จับมา (ต้องไปตามจับมากันเอง) ..แล้วคือ มันบินไวขนาดนั้น ใครจะไปกล้าจับแถมสกปรกอีก รู้สึกจะอ้วก แม้ว่าใส่ถุงมือก็ตาม คิดภาพตอนเด็ดปีก แล้วเอาเข็มหมุดปัก ผู้เขียนขอโบกมือลาา(ต้องให้เพื่อนเป็นคนทำ)




    ที่ต้องผ่าแมลงสาบ เพราะนางมีหัวใจ 3 ห้อง พวกเราต้องเรียนเรื่องระบบการไหลเวียนของเลือด ระบบทางเดินหายใจจึงจำเป็นต้องรู้จัก และเรียกชื่ออวัยวะต่างๆ ให้เป็น ของทั้งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหรือแมลง ให้เล่าเรื่องที่เจอในวิชาชีววิทยาเป็นวันๆ ก็ไม่จบ! สนุกดี (ในหลายกรณี)



    นอกจากเลกเช่อร์แล้วเราก็ต้องทำแล็ปนี่แหละแล็ปชีววิทยาแรกๆ เราก็ต้องผ่ากบกันแล้ว อาจารย์ก็ยิ่งแกล้งพูดว่า ใครกลัว หรือหน้ามืดง่าย ก็อย่าฝืน (ผ่าเพื่อเรียนเรื่องระบบหมุนเวียนโลหิตและระบบประสาทอัตโนวัติ (คือจี้ไฟฟ้าไปที่เส้นประสาทต้นขาแล้วขากบมันจะกระโดดเอง))



    คืออาจารย์จะสาธิตให้ดูก่อนแล้วเราก็ค่อยส่งตัวแทนไปรับกบจากหน้าห้อง (จุดนั้นผู้เขียนรู้สึกว่าเป็นมัลฟอยที่คอยการดึงต้นแมนเดรกคือเราก็จะกลัวกบกันมาก แล้วก็จะมีคนกรี๊ดๆ อยู่ตลอดเวลา)กบของอาจารย์จะเสียชีวิตด้วยวิธีพิเศษหน่อย นั่นก็คือ การเอาตะปูกดหัว เรียกว่าการพิท (Pith) มันจะยังไม่ตายสนิท โดยกบจะถูกจับกดหัวหาบริเวณที่เป็นช่องตรงกลางหัวใช้เข็มที่ใหญ่เท่าตะปูใหญ่ๆตัวหนึ่งทิ่มลงไป ตัดเส้นประสาทจากนั้นเริ่มผ่ากบโดยวางบนถาด ตัดหนังหน้าท้อง เลาะชั้นกล้ามเนื้อออกจับเยื่อหุ้มหัวใจหยดสารละลายที่เป็นเกลือไว้เพื่อไม่ให้แห้งเพื่อดูระบบเส้นเลือดต่างๆ บันทึกอัตราการเต้นของหัวใจต่อเวลาและต่อไปศึกษาเส้นประสาทควบคุมการขยับขากบให้ลอกหนังตรงขาออกเห็นกล้ามเนื้อและเลาะเอาเส้นดายผูกไว้ใต้เส้นประสาทจะได้ใช้ไฟฟ้ากระตุกง่ายๆ



    เวลาจะดูว่ากบเป็นตัวผู้หรือตัวเมียนั้นดูที่อวัยวะสืบพันธุ์กบตัวผู้จะมีอัณฑะ (Testis) สีเหลืองๆ ขนาดเล็กๆ เหมือนหนอนจะเห็นก็ต่อเมื่อผ่าดู ปรกติมันจะโผล่ออกมานอกตัวเข้าตัวเมียเฉพาะตอนสืบพันธุ์ส่วนตัวเมียจะเห็นรังไข่ และท่อนำไข่ขนาดเล็ก ส่วนปลายท่อนำไข่จะโป่งพองออกเป็นถุงไว้เก็บพักไข่จนกว่าจะมีการจับคู่ ไข่จะออกทางโคเอก้า(ช่องที่ใช้สืบพันธุ์และขับถ่าย)

    ฟังบรรยายจบอาจารย์ก็ให้ตัวแทนแต่ละกลุ่มไปรับกบหน้าห้อง (ผู้เขียนเห็นกบแล้วรู้สึกไม่ค่อยดี)

    อาจารย์ผ่ากบสาธิตโดยแหวกหนังขากบ(หน้าตามันน่าสงสารมาก)

    “ก่อนอื่นเราต้องเปิดผิวหนัง”ทุกคนปล่อยให้อาจารย์ผ่าไป

    “ผมรู้สึกว่ากรรไกรมันไม่ค่อยคมนะ”

    “มีใครกลัวกบไหม” (ฉันไม่ได้กลัวนะแต่จะอ้วกนิดหน่อย)

    “อะนะครับเดี๋ยวจะเปิดหาเส้นประสาทคู่ที่ 7 8 9 ให้ดู” (- -“)

    “มันวิ่งมาคู่กับเส้นเลือดแดงเส้นประสาทสีครีมขาวๆ มันๆ” (- - “) ( _ _ ,,) (- - “)

    “หยดน้ำเกลือ 0.75 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้คงสรีระ มัดกล้ามเนื้อมันจะหดตัว”

    จากนั้นอาจารย์ก็ปล่อยให้ผ่ากันเองตาม

    (เหม็นมาก)

    ขาหน้ากบมี 4นิ้ว เท้าหลังมี 5 นิ้ว มีพังผืด

    “จะดูว่าตัวผู้หรือตัวเมียดูจากข้างหน้า”

    “และกบจะมีหนังตาพิเศษมันเอาไว้ดำน้ำ”

    “ส่วนข้างหลับตาเป็นส่วนที่ไว้รับเสียงไว้กะความดันเวลาดำน้ำ”

    “มีช่องเปิดไปถึงหู ไว้ปรับความดันเพดานล่างมีลิ้น วิธีการเก็บลิ้นคือกลืนลงไป” (อาจารย์รู้ได้ไง ?)

    (มีกลุ่มใกล้ๆกรี๊ด .. กบมันกระโดด)

    “ช่องลมจะมีกระดูกอ่อนอย่าสับสนระหว่างช่องลมกับช่องอาหาร”

    “เปิดช่องท้องจะได้สอดกรรไกรได้เห็นกล้ามเนื้อหน้าท้องกับเส้นเลือดไหม กลางท้องและขามีเส้นเลือดดำ ห้ามตัดโดนนะ”(ผู้จับมือกบไว้อย่างสงสารมัน)

    “เราจะดูทางเดินอาหารกัน”อาจารย์แหย่ปลายไม้เขี่ย ลงคอกบแยงไปถึงกระเพาะอาหาร

    “เราจะเห็นตับ 3พู”

    “ลำไส้เล็กตอนต้นกับตอนปลาย”

    “จะมีอวัยวะเกี่ยวข้องกับทางเดินอาหารอันดับแรก ตับอ่อน มีลักษณะเล็กๆ อยู่ระหว่าง Duodenum (ลำไส้เล็กตอนต้น)กับกระเพาะอาหาร”

    “นี่ถุงน้ำดี น้ำดีถูกสร้างจากตับ”

    “นี่คือม้าม เป็นลูกกลมๆ เม็ดสีแดงๆ”

    “ม้ามไม่ได้เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหาร”

    “ไต จะมีสีครีมๆคาดไว้”


    สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว


    เพื่อนคู่โต๊ะข้างๆ ซาดิสม์มาก เลาะหนังกบจนเหลือแต่หัวบางโต๊ะกบมันก็ยังกระโดดทั้งๆ ที่เหลือแต่แกนกล้ามกระดูก คือเป็นจุดเริ่มต้นที่(ไม่ค่อย) ประทับใจกับคณะนี้่่มากจริงๆ!!


    คนที่ผ่านวิชาชีววิทยาไปได้น่าจะจัดอยู่ในขั้นปลงอาบัติ หมดกายเนื้อก็ไม่เหลืออะไร และได้เห็นสิ่งที่เป็นจุดกำเนิดจุดเริ่มต้น อย่าง "เซลล์" และบางทีก็ทึ่งนะ พวก "สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว" มันอยู่กันได้ยังไง (น่าอิจฉา!! ชีวิตนางคงไม่คิดอะไรที่ซับซ้อนดี)



    บางคาบเราก็ต้องเอาแก้วไปตักน้ำตัวอย่างในบ่อเต่าหน้าเรือนกระจก มาส่องดู ลูกปู ลูกกุ้ง บางทีก็มีกิ้งกือและตัวหนอน ลูกแมลงปอและไฮดร้าตัวเล็กๆ แล็ปชีววิทยาทำให้เราเห็น "พารามีเซียม" ตัวเป็นๆเป็นครั้งแรก


    ความมหัศจรรย์ที่เคยเรียนแต่ในตำราภาพของสัตว์เซลล์เดียวที่เคยเห็นแต่บนหน้าหนังสือเป็นรูปภาพเซลล์กลมๆและมีอวัยวะหน้าเกลียดขยุกขยิกขดอยู่ในเซลล์ ขณะนี้มันขยับดิ้นไปดิ้นมาอยู่บนถาดแก้วภายใต้กำลังขยาย 100 เท่าอาจารย์เปิดให้ดูผ่านทางโทรทัศน์ในห้อง แม้ว่าภาคทฤษฎีจะยากกว่าภาคปฏิบัติมากแต่ทุกคาบที่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิต ก็เหมือนได้รู้จักตัวเองมากขึ้นธรรมชาตินี่ก็เนอะ! ซับซ้อน


    เจอเลือดเด็กเทพ


    มีอยู่วันหนึ่งพวกเราต้องเรียนเรื่องระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายต้องใช้เลือดตัวอย่างจากอาสาสมัคร เริ่มด้วยการจับกลุ่มๆ ละ 3– 4 คน แล้วไปรับใบรายงานมาเขียนส่งท้ายคาบเราต้องใช้ใบมีดเจาะเลือด เก็บใส่หลอดไปปั่นเหวี่ยงกับเครื่องวัดปริมาณเกล็ดเลือดเพื่อตรวจหาเซลล์เม็ดเลือดขาว และนำไปตรวจหากรุ๊ปเลือด มีอุปกรณ์ทุกอย่างวางอยู่พร้อมขาดแต่อาสาสมัคร (ผู้เขียนจะขอเป็นคนสุดท้ายจริงๆ กลัวเจ็บน่ะ!)


    “เอาเลือดของเราก็ได้นะ” วินาทีนั้นเพื่อนคนหนึ่งแมนมาก เขาเป็นชายแท้เพียงไม่กี่คนของคณะ เขายื่นนิ้วมา แล้วสาวๆก็รู้สึกประหนึ่งว่ามีเจ้าชายมาจุมพิต



    “งั้น..ทำใจดีๆไว้นะ” หลังจากศึกษาวิธีการมาเป็นอย่างดี ผู้เขียนใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์ เช็ดที่ปลายนิ้วของเขาและใช้ใบมีดเจาะลงไปบนนิ้วจนเลือดของเพื่อนค่อยๆ ไหลออก ทั้งๆที่เรายังไม่ได้แนะนำตัวกันเลยด้วยซ้ำ


    “อุ้ย.. เราขอโทษ”เลือดมันไหลออกมาไม่พอ! เพราะเจาะเบาไป (คนเรามันก็ต้องมีพลาดกันบ้าง) “ไม่เป็นไรเปลี่ยนนิ้วก็ได้”

    ผู้เขียนรู้สึกผิดที่ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บและผู้เขียนเพิ่งมารู้ภายหลังว่าเขาเป็นหนึ่งในนักเรียนเหรียญทองโอลิมปิกเหรียญทองที่เคยเห็นตามหนังสือพิมพ์(คือมันน่าตื่นเต้นมาก เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังในบทหลังๆ)



    ชีววิทยาน่ะหรอ?.. บางทีก็รู้สึกภูมิใจที่ได้เรียนวิชานี้ จนเสียดายแทนหลายคนที่ี่ีีี่ไม่ได้เรียนจึงไม่เข้าใจชีวิต ในแง่มุมของธรรมชาติ..กลับใช้ชีวิตตามพื้นฐานวัตถุนิยม

     

    ปล. เสียดายที่ทุกโรงเรียนมัธยมไม่ได้เรียนแล็ป


    อ่านตอนทั้งหมด  :

    [SCI-CU #1] จากสยาม - สยามย่าน   
    [SCI-CU #2] CU First Date              
    [SCI-CU #3] วิชาชีววิทยา  ฉบับ มหาวิทยาลัย      
    [SCI-CU #4] "คู่แล็ป"