Lab Story เรื่องเล่าสาววิทยาฯผักชนิดหนึ่ง มีชื่อว่าต้นหอม / Siwika Chayaworadech
[SCI-CU #2] CU First Date
  • (ขออนุญาตยืมภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต)  วันแรกของชีวิตในมหาวิทยาลัยจะมีนัดพบกันที่เรียนว่าวันซียูเฟิร์สเดท (CU First Date) บรรยากาศงานรับน้องเต็มไปด้วยรุ่นพี่ที่ล้อมวงบูม (บาก้า) ต้อนรับจากเมื่อก่อนที่ยังมีระบบเอนทรานซ์ รุ่นน้องจะดูรายชื่อกันจากกระดานดำสีเขียวเมื่อมีชื่อก็จะโห่ร้องดีใจ ..แต่สมัยนี้เทคโนโลยีมันเปลี่ยนไปนอกจากสามารถรู้ผลได้จากหน้าคอมพิวเตอร์ยังสามารถยืนกรี๊ดได้บนรถเมล์หน้าร้านขายข้าวมันไก่ หรือที่ไหนก็ได้แตกต่างกันไป มีให้สมัครบริการรับข้อความ SMS ประกาศผลผ่านโทรศัพท์มือถือ



    เมื่อเราได้พบหน้าเพื่อนหรือรุ่นพี่คณะเดียวกันเรียบร้อยแล้วก็เดินเที่ยวงานซื้อเสื้อสกรีนลายมหาวิทยาลัยและเดินซึมซับบรรยากาศงานเพื่อตราตรึงไว้ในความทรงจำไว้ได้อีกด้วย ส่วนใหญ่แล้วของที่ระลึกจะขายเอาเงินเข้ากรุ๊ปหรือ ชมรม เพื่อใช้กิจกรรมรับน้อง แต่ปัจจุบันน่าจะทำเป็น Commercial ใครจะทำขายหารายได้ไว้เป็นทุนการศึกษา ก็เปิดอิสระมากขึ้น



    พอจบงาน CU First Date แล้วสักพักจะมี "วันรับน้องก้าวใหม่" ที่จะจัดขึ้น วันเสาร์อาทิตย์ วันใดวันหนึ่งหลังจากที่เฟรชชี่สัมภาษณ์และมอบตัวเสร็จแล้วซึ่งเมื่อก่อนจะเปิดโอกาสให้ค้างที่หอใน ที่อยู่ตรงแถวๆ มาบุญครองได้คืนหนึ่ง แต่ปัจจุบันน่าจะไม่อนุญาตให้ค้างคืนแล้ว เพราะช่วงปี พ.ศ.2551 ที่เหตุการณ์บ้านเมืองไม่สงบมีประท้วงกัน พ่อแม่ต้องมาตามรับลูกกลับบ้าน (เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง)



    วันรับน้องฯ นั้นจะร้อนมากๆ และส่วนใหญ่จะมีฝนตกปรอยๆ เพราะอยู่ในช่วงเดือน พฤษภาคม - มิถุนายน ที่มีพายุฤดูร้อนเข้าไทย และไม่ว่าฝนจกตก แดดจะออก พี่ๆ ก็จะไปกางร่มรอรับน้องจากจุดลงทะเบียน เรียกได้ว่าจูงมือรับกันแบบตัวต่อตัวเลยทีเดียว มันเป็น Impress แรกที่สร้างความประทับใจให้กับน้องๆ 


    (ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต)

    "บ้านรับน้อง" จะแบ่งออกเป็นหลายๆบ้าน โดยประมาณแล้วจะแบ่งออกเป็นไซส์ ไซส์ S พี่ๆ จะดูแลน้องได้แค่เพียง 10 - 15 คน ไซส์ M 15 - 30 คน ไซส์ L 30-40 คน (ไม่แน่ใจว่ามีไซส์ XL หรือไม่? เพราะผู้เขียนเคยเห็นแต่ไซส์ S กับ M)




    ปีแรกเข้าไป ผู้เขียนได้อยู่บ้านเล็กๆ ไซส์ S  แต่พอปี 2 จึงย้ายไปทำบ้านอื่นกับเพื่อน บ้านรับน้องจะเป็นด่านแรกที่ให้เราได้รู้จักเพื่อนคณะใหม่ๆและได้ผูกมิตรกับคนอื่นเป็น ช่วงเวลาปี 1 และ ปี 2 มีความสุข และ Happy มาก



    บ้านรับน้องจะมีหลายชื่อ ตั้งชื่อตามตีมต่างๆ เท่าที่จำได้ เช่น "บ้านพ่อ"  ซึ่งเป็นบ้านที่เน้นตีมพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชและสีประจำบ้านก็คือสีเหลือง, "บ้านเอช้วน" ร่ำลือกันว่าคนที่อยู่บ้านนี้ได้เกรด 4 ทุกวิชาทุกคน  (ไม่รู้จริงหรือเปล่า?) แต่สุดท้ายอย่าลืมว่ารุ่นน้องจะได้เข้าก็เพราะการสุ่มแต่จะเลือกเปลี่ยนบ้านได้ก็ต่อเมื่อขึ้นปี 2




    หลังจากที่เราเตรียมงานกันมานาน ทั้งเตรียมเพลงสันทนาการและเตรียมพิธีการบายศรี วันแรกที่เราเจอน้อง เราจะต้องกางร่มไปรับน้องมาอยู่ตรงพื้นที่ที่บ้านเราจับฉลากได้ปีนั้นบ้านเราดันจับได้ใต้ตึกคณบดี!! (จามจุรี 4 - 5)



    แน่นอนว่าเราต้องมีการเต้นๆ สันทนาการตีกลอง เพลงอาทิ "รถตุ๊กตุ๊ก บรรทุกถ่าน..." ไปจนถึง "นมเล็กๆเรียกว่านมอนุบาล ..." (เพลงเสื่อมๆ) กลายเป็นว่าปีนั้นเราตีกลองดังกันไม่ได้เลย เพราะเกรงใจคนที่ยังมาทำงานวันเสาร์



    ความแย่ ณ จุดนั้น คือแม่บ้านไม่อำนวยความสะดวกให้ เขาบอกว่าเขาจะไม่มาทำความสะอาดวัน เสาร์ อาทิตย์และวันจันทร์ไม่อยากมาเห็นสภาพห้องน้ำพังๆ งานจะหนัก (ป้าแกอายุกว่า 50 แล้วก็สงสารแกเหมือนกัน) แกจึงล็อคกุญแจห้องน้ำทุกห้องในตึกนั้น พวกเราจึงต้องเดินไปอาบน้ำแปรงฟันกันที่ตึกนิเทศเก่าคือ ต้องเดินข้ามถนนเล็กๆ ในมหาวิทยาลัย ไปอีก 2 ช่วงตึก) คือจำได้ว่าวันนั้นยกขบวนกันไปเคาะห้องน้ำทุกห้อง ตั้งแต่ครุศาสตร์ นิติศาสตร์แล้วก็เจอว่าตรงคณะนิเทศนี่เปิดอยู่ พวกเราจึงได้แปรงฟันกันที่นั่น(เข้าใจถูกแล้วว่าไม่ได้อาบน้ำกัน)




    เย็นวันนั้นเราส่งน้องๆไปเข้านอนที่หอในกัน มีน้องประมาณ 15 คน น้องจะต้องไปนอนกับพี่ประจำบ้าน 1 คน ที่หอใน(โดยส่วนตัวผู้เขียนเคยไปนอนหอในครั้งนึง จำไม่ได้แล้วว่าเนื่องในโอกาสอะไรแต่บรรยากาศทะมึนๆ น่ากลัวมาก ไม่ชอบเลย แต่ละห้องจะนอนได้ 4 คน แต่ละชั้นจะมี 1 ห้อง ที่นอนได้ 6 - 12 คน เป็นห้องรวมสำหรับช่วงเวลาที่เด็กหอในอ่านหนังสือ ด้านนอกมีราวตากผ้าที่ลมแรงมาก)



    เรื่องระทึกใจ มี 2 เรื่อง เรื่องแรกคือน้องยังไม่ทันจะได้หลับได้นอนกัน ช่วง 4 ทุ่มรู้สึกจะมีการประท้วงใช้ความรุนแรงกันอยู่แถวๆ ถนนปทุมวัน ฝั่งมาบุญครองและราชดำริ พ่อแม่ผู้ปกครอง จึงมายืนประท้วงกันหน้าหอในบอกว่ายังไงคืนนี้ต้องเอาลูกกลับบ้านให้ได้ ไม่รับน้งรับร้องแล้ว ส่วนทางมหาวิทยาลัยตอนแรกกลัวว่าเด็กจะไม่ปลอดภัยจึงจะเป็นจะต้องกักตัวนิสิตไว้ในมหาวิทยาลัยจนกว่าจะเช้า แต่สุดท้ายต่อรองกันจนถึง 23.59 น. จึงต้องอนุญาตให้เด็กที่ยืนยันผู้ปกครองตัวจริงได้ให้กลับบ้านได้



    คือต้องย้อนเวลาไปช่วงปี พ.ศ. 2551 ผู้เขียนเองยังไม่มีโทรศัพท์มือถือจอสีเลยมั้งและอย่าว่าแต่ Facebook เลย พวกเราต้องรับข้อมูลข่าวสารผ่านทางโทรทัศน์เท่านั้น แล้วตอนนั้นคือเราอยู่ใต้ตึกคณบดีที่ตัดไฟมีแต่เสียงวิทยุสื่อสารของ รปภ. เท่านั้น ที่จะอัพเดทเหตุการณ์อะไรที่เกิดขึ้นได้

    แล้ววันนั้นพวกเราแทบจะไม่ได้นอนออกไปไหนกันไม่ได้เพราะไม่รู้สถานการณ์ข้างนอก เราเหลือกันอยู่ประมาณ 10 คน ..ลืมเล่าว่าก่อนหน้านั้น มีใครสักคน ให้ผู้เขียนยกขนม นมเนบ เครื่องคาวหวาน ไปให้ รปภ. ตอนแรกผู้เขียนไม่เข้าใจว่าทำไมต้องยกไปให้ทำเหมือนไหว้เจ้าเลยแต่รุ่นพี่แนะนำว่า เผื่อมีอะไรที่เราต้องใช้บริการ เขาจะได้ดำเนินการให้



    ถัดจากนั้นไม่ถึง 3 ชั่วโมง บ้านเราต้องใช้บริการพี่รปภ. จริงๆ

    ผู้เขียนเอนหลังนอนบนเสื่อ มีเพื่อนมานอนข้างๆด้วยความที่ไม่มีผ้าห่ม ก็เลยเอาเสื่ออีกผืนมาห่มปิดหน้า นอนไปสักพักรู้สึกเหมือนมีคนมาก้มมองหน้า แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรเพราะเรามีเสื่อปิดอยู่ คงเป็นรุ่นพี่แวะเดินมาดูนอนไปสักพัก จะหลับก็ไม่หลับ รู้สึกมีอะไรกระแทกขา หันไป เพื่อนชัก!!ฟองกำลังเต็มปาก ไม่รู้เริ่มชักมากี่นาทีแล้ว ไอ้เรารีบตะโกนเรียกทุกคนตื่น"พี่!! ช่วยด้วยยยยยย"



    ณ ตรงนั้นเหลือกันอยู่ 7-8 คน ทำตัวไม่ถูกมีผู้ชายเหลือ 2 คน (บางส่วนอ้างพ่อแม่ว่ามารับน้อง แต่หนีไปเที่ยวผับ)เป็นรุ่นพี่วิศวะที่หน้าตาเหมือนจะพึ่งพาไม่ได้ แล้วตอนนั้น สิ่งที่มีอยู่รอบตัวนั้นคือรองเท้าแตะของคุณพี่วิศวะ กับเสื่อ และไม่ค่อยมีอะไรที่ดูมีประโยชน์เลยแล้วเราก็ปฐมพยาบาลคนชักกันไม่เป็น คือสุดท้ายแล้วพี่เขาจึงถอดรองเท้าแตะ(ไม่นะ!!) แล้วเอามือของตัวเองยัดปากให้เพื่อนกัด



    โชคดีที่เพื่อนกัดเพียงเบาๆ แผ่วลงแล้ว ผู้เขียนอยู่กับเพื่อนคอยเก็บของสำคัญไว้ และคอยเรียกเพื่อนให้ตื่น คนอื่นๆ ไปตามลุง รปภ.ให้เรียกรถพยาบาล



    แต่อย่าลืมว่าเมื่อคืนเพิ่งเกิดเหตุชุมนุมประท้วงกันคือไม่ทันกดเรียกรถพยาบาล รปภ. ก็นำรถที่ใช้ในทางราชการ (ปกติไว้พกที่ล็อคล้อไว้ไปจับรถจอดผิดเวลา) แล้วพาเพื่อนไปโรงพยาบาลจุฬาฯ ที่อยู่ใกล้ที่สุด(พี่วิศวะก็ไปด้วย มือก็ยังง้างไว้อยู่)



    พอได้สติ ผู้เขียนก็เอาโทรศัพท์เพื่อนกดโทรหาที่บ้าน ต้องมานั่งนึกว่าเบอร์ไหนเบอร์แม่เขา! ไม่ค่อยสนิทกันด้วย คืนนั้นผ่านไปด้วยดีสรุปคือ ไม่ได้เป็นงานรับน้องที่สมบูรณ์แบบเลย ตอนเช้าทุกคนก็แยกย้ายกลับบ้าน กลุ่มที่ไปกินเหล้ากันก็กลับมาด้วยความไร้สติ(ไม่รู้เลยว่าเมื่อคืนเขามีประท้วงกัน กลับมาเพื่อ??) ส่วนเพื่อนหมอก็สแกนสมอง ฉีดสีแต่ไม่พบอะไรผิดปกติ น่าจะพักผ่อนน้อย



    ประเพณีการรับน้องนี้มีเรื่องเล่าต่อกันมาว่า ในช่วงที่องค์หญิง (พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์) ทรงเป็นพี่บ้าน ปี 2 ทางบ้านรับน้องจะต้องส่งเพลงสันทนาการเข้าสู่พระบรมมหาราชวัง เพื่อสแกนคำหยาบ กันก่อนเพราะยังไม่บังควรอย่างยิ่งถ้าจะให้องค์หญิง ทรงร้องและเต้น แต่สุดท้ายก็อนุมัติและให้เดาเล่นๆ ว่าองค์หญิงทรงอยู่บ้านชื่ออะไร นั่นคงหนีไม่พ้นบ้านไซส์ใหญ่ที่ทุกคนอยากเข้า คือ "บ้านพ่อ"



    ปล. 1  ขออนุญาตเจ้าของรูปด้วยนะคะ พยายามหา Credit แล้ว ถ้าเป็นรุ่นพี่คณะไหนก็ขอให้เครดิตมา ณ ที่นี้
    ปล. 2  ครบทุก 500 Views จะมาอัพตอนใหม่นะคะ
    ปล. 3  ฝากกดติดตาม Subscribe  ตุ่มกดน่าจะอยู่แถวๆ นี้ (มาอัพตอนต่อแน่นอนจ้า)  ใครอยากอ่านภาคที่เป็นวาระปัจจุบันที่เรียนจบแล้ว  เดี๋ยวจะมีมาให้ติดตามค่ะ


    =========================================================================
    อ่านตอนทั้งหมด  :

    [SCI-CU #1] จากสยาม - สยามย่าน   
    [SCI-CU #2] CU First Date              
    [SCI-CU #3] วิชาชีววิทยา       

    [SCI-CU #4] "คู่แล็ป"