Lab Story เรื่องเล่าสาววิทยาฯผักชนิดหนึ่ง มีชื่อว่าต้นหอม / Siwika Chayaworadech
[SCI-CU #14] เรื่องลึกลับ ตอน 1 ตำนานตึกขาว
  • อยู่คณะวิทยาศาสตร์ จะไม่พูดถึงตึกนี้ไม่ได้"ตึกขาว" ตึกขาว เป็น 1 ในอาคารเรียนทรงโบราณที่สร้างพร้อมกับเทวาลัยคณะอักษรศาสตร์ เราไม่อิจฉาคณะอักษรศาสตร์ที่มีตึกสวยๆอย่างเทวาลัยไว้เป็นห้องสมุด เพราะเด็กวิทยาศาสตร์เราก็มี "พิพิธภัณฑ์ชีววิทยา"ที่ตึกขาว เป็นห้องสมุดสิ่งมีชีวิตเช่นกัน และด้านล่างตรงชั้น 1 เราก็มีโถเก็บไลบราเรี่ยม ของสิ่งมีชีวิต 2 - 3 สปีชี่ส์ เก็บมาตั้งแต่ศาสตราจารย์ยุคก่อนที่เสียชีวิตไปแล้วเหลือไว้ยังอาจารย์ยุคใหม่สืบทอดถ้านึกภาพไม่ออก ให้นึกถึงกลิ่นอาย เหมือนเวลาที่แฮร์รี่ พอตเตอร์เจอเมอร์เทิลจอมคร่ำครวญในห้องน้ำ ตอนขึ้นปี 3 ต้องเปลี่ยนห้องเรียน บรรยากาศทึมๆจะสว่างได้ก็ด้วยแสงธรรมชาติ (ขนาดห้องน้ำเองยังน่ากลัว) และพี่ๆมักจะเอาตำนานเรื่องลี้ลับมาหลอกน้องๆ กัน




    เรื่องแรก เล่าต่อกันว่า "เด็กปี1 ห้ามเดินขึ้นลงบันไดหน้าตึกขาว ไม่อย่างนั้นจะเรียนไม่จบ" ข้อนี้ไม่รู้ว่าปรับเพี้ยนมาจากกุศโลบายอะไรหรือเปล่า(ผู้เขียนไม่กล้าพิสูจน์) แต่มีคนบอกว่าเพราะเมื่อก่อนห้องพักครูอยู่ใกล้บันได และครูบาอาจารย์มักจะเป็นเจ้าเป็นนาย และท่านดุมาก หากใครเกเรเล่นกันเสียงดัง ท่านก็จะเรียกไปตำหนิ



    (ปัจจุบันห้องพักครูย้ายไปที่ชั้น 4 ตึกไซน์กับที่ตึกคลุ้ม วัชโรบล)



    เรื่องที่สอง เล่ากันว่า"หากมองไปที่ช่องใต้บันได มองหาห้องใต้ดิน จะเห็นอ่างอาบน้ำซึ่งเมื่อก่อนใช้ล้างอาจารย์ใหญ่ก่อนดองฟอร์มาลีน ให้กับนักศึกษาแพทย์ฝึกหัด"เรื่องนี้ผู้เขียนเคยลองมองดู เนื่องจากตึกทรงเก่านี้เคยสร้างช่องสำหรับระบายน้ำและป้องกันสัตว์มีพิษเลื้อยขึ้นตึก ช่องนี้จึงจะใหญ่มาก มองลอดเห็นห้องภายใน (ผู้เขียนลองตอนกลางวัน) มองไปเห็นอ่างอาบน้ำจริงๆ แต่ไม่รู้ว่าใช่ของยุคนั้นไหม





    ตึกขาวเป็น 1 ในตึกที่มีเรื่องผีเล่าต่อกันมาเยอะมาก มีอยู่วันหนึ่งผู้เขียนเลิกเรียนแถวตึกขาวและต้องเดินผ่านเพื่อกลับบ้านก็เลยหาห้องน้ำเข้าถ้าไม่นับงูเหลือมขนาดประมาณ 3 เมตร ตัวสีเหลืองที่ดองอยู่หน้าห้องน้ำกับซากเต่ายักษ์แล้ว ห้องน้ำน่ากลัวเป็นพิเศษอะไหล่ กลอน ยังเป็นทองเหลือง ทำให้นึกถึงไปว่าเป็นห้องเรียนสมัย 60 - 70 ปีก่อนที่คนใช้งานเป็นรุ่นปู่รุ่นย่าไปหมดแล้ว และพื้นก็เป็นหินอ่อนแบบโบราณ มีเพียงชักโครกเท่านั้นที่ดูเป็นองค์ประกอบที่ทันยุคสมัยเวลาเข้าห้องน้ำรู้สึกมีคนมองตลอดเวลา และไม่มีใครเขามาใช้ห้องน้ำชั้น 1 ใต้ตึกขาวตรงนี้กัน



    ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะ มีอยู่ปีนึงที่ รปภ. เกิดน้อยใจอะไรที่บ้านไม่รู้ มาใช้ห้องน้ำนี้เป็นที่ผูกคอตาย ผ่านไปเป็นคืนจึงมีคนพบศพ



    ถ้านับถึงปัจจุบันเรื่อง รปภ.น่าจะผ่านไปกว่า 20 ปีแล้ว และห้องน้ำก็ได้รับการปรับปรุงใหม่หัวก๊อกแบบทองเหลืองไม่มีให้เห็นอีกแล้ว แต่ทุกพื้นที่ในตึกนี้ล้วนมีเรื่องราวเดินผ่านแค่ราวบันได ยังรู้สึกเหมือนมีคนตามอยู่ตลอดเวลา





    ตึกขาว มี 2 ชั้น ด้านนอกทำจากปูนพื้นเป็นไม้ขัด ถ้าไม่ได้อยู่่ในพื้นที่มหาวิทยาลัยกรมศิลปากรน่าจะจัดเข้าสู่โบราณสถานที่ควรอนุรักษ์ไว้ สิ่งที่ทำให้ตึกขาวแตกต่างกับตึกร่วมสมัยคือ โครงสร้างสถาปัตยกรรมแบบโบราณล้วนๆ โดยเฉพาะ เหล็กดัดตรงบันไดทางเข้า ใครผ่านเข้าออกต้องปิดทุกครั้งเพราะมีไว้กันสุนัขเข้ามานอนในอาคาร





    ตึกขาว เป็นตึกที่สมมาตรกัน มีปีกซ้ายกับปีกขวา ฝากหนึ่งเป็นของภาคชีววิทยา และอีกฝากมีห้องแลปฯ ไมโครไบโอ และห้องเรียนห้องเรียนที่เรียกว่าห้อง 100 นี่ก็ขลังไม่แพ้ห้องอื่นๆ ในจุฬาฯ



    ห้อง 100 มีชื่อนี้เพราะนั่งได้ 100 คนเก้าอี้เลกเชอร์ทำมาจากไม้สัก (หรือเปล่าไม่แน่ใจ แต่ปลวกไม่ขึ้น)  หากโต๊ะตัวไหนชำรุดก็ต้องปล่อยเป็นไปตามธรรมชาติเพราะไม่มีช่างที่ซ่อมได้แล้ว แต่ละคนนั่งอยู่ตรงไหนให้จินตนาการไปได้ว่า เมื่อเกือบ 100 ปีก่อนห้องนี้เคยเป็นห้องเรียนของนิสิตแพทย์ฝึกหัด ตั้งแต่ยังเป็นโรงเรียนแพทย์ฝึกหัดเกิดมาพร้อมกับวังวินเซอร์ตรงสนามศุภชลาศัยที่คณะราษฎร์ทุบทิ้งไปแล้ว



    ที่ตึกขาวนี้ยังมีห้องเก็บซากงูดองเยอะมาก (เยอะถึงขั้นว่าเห็นแล้วขยะแขยง) คาดว่าน่าจะเป็นไลบราเลี่ยมงูไทยที่เจอโดยศาสตราจารย์รุ่นก่อนๆ (บางวันก็จะเห็นพี่ป.โท-ดอกเตอร์ เอางูมาดอง) ส่วนชั้น2 จะเป็นห้องเก็บโหลดองซากหอยและพิพิธภัณฑ์ชีววิทยา มีกระดูกสัตว์และคนเก็บไว้ โดยปกติแล้วจะเปิดให้นิสิตหรือบุคคลทั่วไปเข้าชมในเวลาราชการ จะมาเป็นหมู่คณะเพื่อทัศนศึกษาหรือเดินเข้ามาเฉยๆ ก็ได้ โดยแค่ลงชื่อแทนค่าเข้าชมเท่านั้น และจะมีนิสิตคอนเฝ้าอยู่ด้านหน้าผลัดเวรกันเพื่อนของผู้เขียนก็เคยเฝ้า เพื่อหารายได้พิเศษ (เพื่อนคนนี้แหละมาเล่าให้ฟังว่าได้ยินเสียงคนเดินในวันที่ไม่มีใครลงชื่นเข้าชมเป็นเรื่องปกติ) หนึ่งในวิชาที่ต้องมาเรียนที่นึกขาวบ้างคือ วิชาอนุกรมวิธาน และวิชาอื่นอย่าง ANATOMY (ผ่าสัตว์ เรียงกระดูก), Taxonomy (อนุกรมวิธาน เรียนจำแนกชื่อสัตว์) (อื่นๆ ก็จะมี วิชาฟังเสียงนกอย่างที่เคยเล่าไป, วิชาแมลง, วิชาสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ฯลฯ) ในบรรดาแขนงเหล่านี้ผู้เขียนชอบว่าTaxonomy มากที่สุดในที่นี้เรียนทั้งจำแนกชื่อพืช และ สัตว์ แยกกัน



    ทายชื่อพันธุ์พืชสัตว์ผ่านคำบอกใบ้ใต้กล้องจุลทรรศน์กำลังขยาย 100X ที่บางทีคนอื่นมาหมุนภาพก็ผิดมุมเห็นแล้วเครียด ทายถูกบ้าง ไม่ถูกบ้าง เป็นแล็ปกริ๊งอีกมีเวลาไม่กี่วินาทีคิดคำตอบ






    เราจะเรียกชื่อ พืช หรือ สัตว์ ได้มันต้องมีชื่อ คนตั้งกฎตั้งชื่อวิทยาศาสตร์นี่ ชื่อว่า คาโรลัส ลินเนียส

    พวกสิ่งมีชีวิตทุกอย่าง ที่ถูกค้นพบและมี "ชื่อวิทยาศาสตร์" ต้องมีตัวอย่างของมันเก็บไว้อย่างน้อย 3 ชิ้น ชิ้นที่ 1 กับ 2 เก็บไว้ที่ Librarium ระดับโลกและในประเทศนั้นๆ ชิ้นที่ 3 เก็บไว้ที่ตัวผู้เจอเอง ไลบราเรี่ยม (Librarium) นี้ไม่ใช่ห้องสมุดเก็บหนังสือ แต่เอาไว้เก็บตัวอย่างสิ่งมีชีวิตเพื่อให้คนที่พบเจอใหม่ๆ จะได้เอามาเทียบว่า สิ่งที่เขาเจอ มันคือตัวอะไร (ทั้งพืชและสัตว์)



    เพราะฉะนั้นแสดงว่า ต้องมี คน 3 คน ถูกเก็บไว้ 3 ที่ เพื่อเป็นตัวแทนชื่อวิทยาศาสตร์ของมนุษย์ว่า

    "Homo sapiens sapiens" ซึ่ง 1 ใน 3 คนนั้น ก็คือ"คาโรลัส ลินเนียส" ผู้คิดค้นวิธีตั้งชื่อวิทยาศาสตร์นั่นเอง (อีก 2 คนไม่แน่ใจว่าเป็นใคร แต่คาดว่าจะเป็นลูกศิษย์คนสนิทของเขา)





    บนตึกขาว ชั้น 2 ในห้องพิพิธภัณฑ์มีโครงกระดูกหนึ่ง (ของจริง) ถ้ามีโอกาสว่างลองไปดูว่าเป็นของใคร



    (**คาโรลัส ลินเนียส ตามประวัติศาสตร์มี 2 คน เป็นพ่อกับลูกที่ชื่อเหมือนกัน ผู้เป็นลูกมาสืบทอดงานต่อจากพ่อได้5 ปี ก็เสียชีวิต)



    อย่าลืมอ่านเรื่องทั้งหมดได้ที่นี่ > https://minimore.com/b/Tyitn
    และตามไปกดติดตามหรือพูดคุยกันได้ที่ FB > https://www.facebook.com/tonhomsiwika
    TW > https://twitter.com/Tonhom_siwika