Lab Story เรื่องเล่าสาววิทยาฯผักชนิดหนึ่ง มีชื่อว่าต้นหอม / Siwika Chayaworadech
[SCI-CU #1] จากสยาม - สามย่าน
  • อั๊ยย่ะ!!.. ถ้าย้อนเวลากลับไปได้  นั่นมัน 10 ปีผ่านมาแล้วหรือเนี่ยะ!  บอกอายุไป ใครก็จะเรียกว่าป้า  รหัสตอนนี้คงจะรันอยู่ที่ 60  จากสมัยที่ผู้เขียนขึ้นต้นด้วย 50  (ตาม พุทธศักราช)  ...

    ย่อ.. ย่นน.. ย่ออ  เหมือนตัวเองค่อยๆ หดไปเหลือตัวนิดเดียว ผ่านภาพลางๆ แบบ ซีเปีย ส้มๆ แดงๆ หน่อย ย้อนฟิล์มไปยัง ลุคกระโปรงพลีท จีบรอบตัว ยาวประหนึ่งสุ่มไก่ ใส่เดินขึ้นรถเมล์แล้วโดนเหยียบๆๆๆ  ต้องถกวิ่งเป็นนางซินฯ  กลัวรองเท้าแก้วกระเด็น

    แถมรองเท้าก็ยังบังคับเป็นสีขาว (ต้องยี่ห้อ Peppermint ด้วยนะ)  ทรงรองเท้านางพยาบาล  ราคาคู่ละ 495 บาท (จำได้เป๊ะเพราะติดใจว่าแพงมาก)  ทั้งตัวพ่อต้องให้ป้าเป็นผู้อุปถัมภ์  แค่รองเท้าเพียงคู่เดียว ซื้อชุดนักเรียนได้ตั้ง3 ปี  (ขึ้น ม. 4 ซืื้อเผื่อ ม. 6  ไม่ต้องกลัวไซส์ขยาย  เน้นแฟชั่นฮิปปี้)

    นี่ถ้ายังเป็นสมัยประถมยังได้ชุดนักเรียนฟรี ตั้งหลายตัว เรียนโรงเรียนวัดด้วย  สวัสดิการเพียบ  กระติกน้ำนี่ก็ได้มาจากประกวดแต่งกลอนและร้อยมาลัย  นิสัยติดการเขียน (บล็อก ฯลฯ)  ก็ได้มาจากเวทีเขียนเรียงความเพื่อชิงกระติกน้ำ (นี่ถ้ารู้ว่าโตขึ้นแล้วอยากเป็นนักเขียนน่าจะเรียนอักษรฯ  มาตั้งแต่แรก)  เปลี่ยนโรงเรียนมา 6 ครั้ง ตามการย้ายที่อยู่ทำมาหากินของครอบครัว  จนสอบติดโครงการพิเศษ วพ. ของคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ  

    "สอบติดแบบไม่มีค่าเทอม"

    เอาจริงๆ ตอนนั้นที่บ้านไม่มีค่าเทอมส่งแม้แต่บาทเดียว (ที่บ้านทำงานหาเงินได้รายวัน)  เงินหมื่นนี่เยอะมาก  ค่าเทอม 18,000 นี่ไม่ต้องพูดถึง  นี่ก็ยังทึ่งอยู่ว่าพ่อกับแม่ทำได้ยังไง  และต้องขอบคุณป้าที่ช่วยเหลือค่าเทอม และค่าเรียนพิเศษ


    ก็เห็นมีบางคนลงทุนเรียนพิเศษรวมเป็น 100,000 ก็มี  ผู้เขียนเองก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าต้องเรียนพิเศษเหมือนกัน   แต่ไหวแค่เทอมละ 3,000 บาท   หนังสือเตรียมสอบเดินไปซื้อที่วัดสวนแก้ว  (เหมา 200 บาท  นี่ได้มาเป็น 10 เล่ม )

    "อ่านหนังสือ 'เตรียมสอบ' มือสอง"

    เคล็ดลับการอ่านหนังสือไม่ให้หลับต้องทำอย่างไรนะหรอ?  ก็นี่แหละ หลับลงไหมถามใจเธอดู ด้วยความรู้สึกที่น่าจะเข้าใจกันอยู่ว่า  ของเก่าที่เอามาบริจาควัด  ถ้าไม่เป็นของที่เจ้าของไม่ได้ใช้  ก็ต้องเป็นของคนที่ไปโลกหน้าแล้ว  อย่างหนังสือนี่ถ้ารับมาดูแลแล้วต้องตั้งใจอ่านและส่งต่อให้กับคนที่ต้องการ ส่งต่อเวียนกันไปจะได้บุญ  

    เสน่ห์ของหนังสือมือสอง คือจะถูกทำไฮไลท์เอาไว้แล้ว  ไม่ต้องมาเสียเวลาหาเองว่าตรงไหนสำคัญ  เราก็จำไปสอบ Textbook ดีๆ แพงๆ หรือหนังสือต่างประเทศนี้มีเกลื่อน  คนจัดหนังสือเองก็อ่านไม่ออก  ไม่ได้เป็นหมวดหมู่เหมือนร้านหนังสือดีๆ  คือทุกอย่างจะวางกองรวมกันหมด  ตาดีได้  ตาร้ายเสีย  บางเล่มถ้าเอามาปล่อย มือ 2 ขายกันเซ็ตละ 10K ยังพอมี  (แฮร์รี่พอตเตอร์เหลือ 10% จากราคาปก)

    อินเตอร์เน็ต 56 Kbps

    ล้ำยิ่งกว่ายุคสายแลนอีก  ต่อเน็ตกับโทรศัพท์บ้าน  ขูดบัตรอินเตอร์เน็ตมากมายมหาศาล  เว็บแรกที่เคยเข้าบ่อยๆ คือ Sanook.com  กับ  Vchakarn.com ตามมาด้วย Dek-d.com  (ยังไม่รู้จัก pantip.com)  ทุกวันกลับบ้านต้อง ออนเอ็ม! (ไม่รู้ทำเพื่อ?)  ทุกวันนี้ Chat Facebook ก็ไม่ค่อยเล่น Line ก็ไม่ค่อยอ่าน ตาลาย!   เริ่มเขียนบล็อกตั้งแต่เป็น myspace  ส่วน เย็นตาโฟดอทคอม ตอนนั้นดังมาก  แต่ผู้เขียนยังใช้ไม่เป็น  ติดนวนิยายอยู่พักใหญ่ กลับมาอีกทีก็เป็นยุคใกล้จะตายของ Hi5  และตามมาด้วยยุคพี่มาร์กซัค กับ Facebook.com  ส่วนใหญ่ออนไลน์เพื่อเขียนบล็อก exteen.com ซึ่งหลังจากเปลี่ยนมือเป็นของนาฟแนง ก็ไม่ได้เข้าไปอัพเดทอะไรอีกเลย (ลบของเก่าออกหมดด้วย) 


    "มหาวิทยาลัย ไกลบ้าน 30 กิโล+"

    สมัยนั้นได้เงินไปเรียนวันละ 220 บาท เป็นค่ารถก็ปาไป 90 บาท  นั่งรถตู้ ต่อรถเมล์ กลับเรือ ต่อรถตู้ จนเพื่อนทึ่งว่าสู้มาก! (แต่ก็มีหลายคนเดินทางแบบนี้)  ปัจจุบันนี้  ค่าเดินทางและรถติดถือว่าพีคมาก  เมื่อก่อนไม่มีรถไฟฟ้า  ผู้เขียนใช้บริการรถเมล์กับรถตู้เป็นหลัก  นั่งรถตู้มาลงงามวงศ์วาน ต่อแถวนานชาติกว่าจะได้ขึ้น (โดยเฉพาะเช้าวันจันทร์) เคยคิดเหมือนกันว่าทำไมต้องเดินทางเหนื่อยขนาดนี้ (เพื่อนบางคนขึ้นรถเมล์จากคิว นั่งหลับมาชั่วโมงครึ่ง) 

    ได้ยินอาจารย์ (ดอกเตอร์ภาคเคมี) ท่านหนึ่งเคยเล่าว่า สมัยก่อน บ้านท่านอยู่จังหวัดปทุมธานี  สอบติดจุฬาฯ  ตื่น 4.00 น. เดินออกมาหลายกิโลเพื่อขึ้นรถเมล์หวานเย็น  เพื่อต่อมาสามย่าน  ฟังแล้วเลิกท้อกับรถตู้เลย!! 


    เพื่อนสนิท คือ "โรคกระเพาะอาหาร"
    ด้วยความที่โง่กว่าเพื่อน ต้องอ่านหนังสือทวนซ้ำหลายรอบ  กินไปด้วย อ่านไปด้วย  จึงได้เพื่อนสนิทมาเป็นโรคกระเพาะอาหารและยาเคลือบกระเพาะ   เผลอไปกินมะม่วงเปรี้ยวที่จตุจักร  วันเดียวรู้เรื่องเลย  ห้ามไปฉีดยาแก้กระเพาะเกร็ง  หลังจากนั้นก็ยังไม่สำเหนียกตัว  ดูแลตัวเองไม่เป็น!


    "อาหารอร่อย..." ต้องโรงอาหารคณะอื่นเท่านั้น!

    ร้านอาหารเช้าประจำ คือ "ข้าวหน้าเป็ดสามย่าน" อยู่ข้างจีฉ่อย  (ปัจจุบันย้ายไปไหนแล้วไม่รู้  ใครเจอบอกด้วย)  และร้านส้มตำร้านโปรดคือ "ร้านเจ๊แดง"  โรงอาหารที่ไปประจำคือ "นิเทศ"  น้ำปั่นที่กินบ่อย ร้านซ้ายสุดที่ "เศรษฐศาสตร์ (ตึกมหิตฯ)"  ก๋วยเตี๋ยวที่อร่อยที่สุด "ก๋วยเตี๋ยวน่องไก่ตุ๋น จามฯ 5 (ตึกอธิการบดี)"  ข้าวแกงปักษ์ใต้อร่อยสุด "โรงอาหารหอใน (ตึกพุดตาน)"   โรงอาหารที่ไม่จำเป็นจะไม่กินเลย คือ โรงอาหารตึกจุลฯ  (สมัยนั้นไม่มีที่กั้นนก  รู้สึกว่ากินข้าวราดแกงแล้วท้องเสีย) ปัจจุบันน่าจะดีขึ้น

    "จีฉ่อย" มีทุกอย่างจริงๆ

    ร้านโชว์ห่วยที่อยู่หน้าถนนสามย่าน  ผู้เขียนเกิดทัน  แต่ไม่ค่อยมีธุระได้ไปซื้ออะไร  เล่ากันว่าอาม่าฟันทอง จะเป็นผู้ให้บริการอยู่ 24 ชั่วโมง  จนลูกค้าตกใจว่าแกไม่หลับไม่นอนเลยหรอ? หรือแกเป็น เดอะ มัมมี่ รีเทิร์น!  ที่ไหนได้ แก่มีฝาแฝด และผลัดเวรกัน  

    (ขออนุญาตยืมภาพจากอินเตอร์เน็ต / twiitter)

    ของในร้านแคบมาก  เดินได้เพียงช่วงตัวเดียวเท่านั้น  การเก็บของ Stock นี้เป็นงานศิลป์มาก มีแต่อาม่าคนเดียวที่รู้ว่าของแต่ละชิ้นอยู่ที่ไหน

    สมัยก่อน ร่ำลือกันว่ามีทุกอย่างจริงๆ  ใครอยากได้เก้าอี้หมอฟัน หรือ ขันราดส้วม ที่นี่ก็มีให้ขาย  อันไหนไม่มีเปิดพรีออเดอร์ แล้ววันหลังค่อยมาเอา (นี่ร้านสะดวกซื้อหรือ LAZADA???)  แม้กระทั่งใบคำขอต่างๆ ของคณะ  ใบจ่ายค่าเทอม  ใบถอน  ที่นี่ก็มีครบ  ไม่ต้องต่อแถวที่ห้องธุรการ  ขายใบละ 2 บาท บ้าง  (อาจารย์เล่าให้ฟัง)  นี่ถ้าไม่พัฒนามาเป็นระบบอินเตอร์เน็ต reg.chula อาม่าจีฉ่อยคงจะรวยกว่านี้  (ปัจจุบันร้านย้ายไปอยู่ตรงหอยูเซ็นเตอร์)

    ซึมเศร้า จาก "ยาแก้แพ้"

    มาอยู่บ้านญาติในเมืองแป๊บนึง  แต่ระยะเวลาการเดินทางนี่ก็ไม่ดีขึ้นเลย  แถมแพ้อะไรสักอย่างในกรุงเทพฯ ผื่นลมพิษขึ้นทุกวัน ต้องกินยาแก้แพ้ติดกันหลายวัน  สมัยนั้นยาแก้แพ้ก็ไม่ใช่ Zyntec ผสม Histamine เหมือนสมัยนี้ (แถม Pseudoephidine ก็ยังไม่ถูกจัดเป็นยาอันตรายเหมือนทุกวันนี้) กินมั่วไปหมด ไม่รู้ว่ามันมีผลข้างเคียงคือ ซึมเศร้าจากยา  เป็นคนสนุกแบบเศร้าๆ  คนละอาการกับโรคซึมเศร้าที่เป็นแล้วหายอย่าง

    ติสท์แตก อยากเรียน "อักษรฯ"

    เพิ่งรู้ว่าตัวเองเป็นคน Type นั้น แต่ก็ไม่ทันแล้ว  ไม่เคยรู้เลยว่ามีคณะนี้อยู่ด้วย  และไม่เคยรู้ว่าเป็นคณะที่เรียนเกี่ยวกับอะไร  หลังจากที่ไปลงเรียนวิชาเรื่อง (วรรณกรรมฝรั่งเศส, นักเขียนเอกกับวรรณกรรม) แล้วดันค้นพบตัวเอง ชอบมาก  ลงวิชาอักษรไปกว่า 15 หน่วยกิต  พอกับวิชาเฉพาะของภาค   

    ดาวจุฬาฯ - คฑากร

    สมัยนั้นแฟชั่นยังไม่จัดขนาดนี้ ร้อยละ 80 ของนิสิตหญิงก็ไม่ได้พึ่งพา Make Up เลย  (เรียกได้ว่าดูแลตัวเองกันน้อยมาก)  โชว์หน้าสดมาเรียนกันได้ไ่ม่ต้องกลัวอะไร (เดี๋ยวนี้ไม่ได้ละ)  ปีแรกที่ได้รู้จักกับประเพณีงานบอล จุฬาฯ - ธรรมศาสตร์ ผู้อัญเชิญพระเกี้ยวคือ พระองค์เจ้าสิริวัณณวลีนารีรัตน์ (เคยเจอพระองค์สมัยผู้เขียนปี 1 พระองค์ท่านทรงพระสิริโฉม So Smart มาก) ส่วน เน็ตไอดอล ดาวจุฬาฯ - คฑากร รุ่นผู้เขียน คือ แต้ว ณฐพร กับน้อง กุ๊กกิ๊ก อภิศรา ทัตติ  กับน้องมายด์ มิสอุทัยทิพย์ (รุ่นต่อจากน้องเต้ย จรินทร์) ยังพอทัน อเล็กซ์ - เรนเดล (นิเทศอินเตอร์) กับ อาเล็ก ธีรเดช (วิทย์กีฬา) ซึ่งเป็นรุ่นน้องผู้เขียน 1 ปี 

    เจอกับ "แลปกริ๊ง" ครั้งแรก

    ทั้งชีวิตไม่เคยเอาหน้าไปใกล้แมลงสาบขนาดนี้  อาจารย์ก็สรรหาแมลงหัวใจ 3 ห้อง มาให้ส่องดู เอาเข็มหมุดปักเนื้อเยื่อ แล้วถามชื่อว่าเรียกว่าอะไร  สะกดผิดคำเดียวก็ไม่ได้  (น้ำตาไหลพราก)  จากนั้นก็มีแลปฯ พืช  เข็มหมุดเช่นเดิม เพิ่มเติมคือ ปักอยู่บนรังไข่ดอกไม้  แล้วถามว่า "นี่ดอกอะไร?"  เรียนจบมายังแยก "ใบเลี้ยงเดี่ยว" กับ "ใบเลี้ยงคู่" ไม่ถนัด  แยกได้แต่ "ไม้ยืนต้น" กับ "ไม้ล้มลุก"


    "คีย์ผิด"  ชีวิตเปลี่ยน

    ธุรการคณะคีย์สังกัดผิด  ตามหลักสูตร เข้ามาในสาขาวิชาพันธุศาสตร์  แต่ถูกคีย์ไปอยู่พฤกษศาสตร์   (คนที่อยู่พฤกษศาสตร์ก็ถูกคีย์สลับมาเหมือนกัน)  ต้องไปย้ายหลักสูตรรอบที่ 1  รอบต่อมาเป็นความสมัครใจของผู้เขียน ที่จะไปเปลี่ยนเป็นหลักสูตร ค. แบบ เพิ่มวิชาโท (Minor)  จะไปขอเปลี่ยนเป็นโทอักษร แต่ทำไม่ได้เพราะคาบเรียนชนแลป  ลองจะเป็น " นิเทศ" เพราะคาบเรียนไม่ติดแลปฯ  สุดท้ายลืมส่งเอกสาร  ต้องไปยื่นตอน ปี 3  ได้ Minor Forensic Science นิติวิทยาศาสตร์ !!

    (**หมายเห็ด หลักสูตร ก. ไก่ คือการเรียนแบบวิชาเอกเดี่ยวๆ เพรียวๆ  อยู่สาขาอะไรก็เรียนย้ำแต่อันนั้น 135 หน่วยกิต , หลักสูตร ข. ไข่ คือเพิ่มวิชาเน้นบางตัว สำหรับเด็กโครงการพิเศษเน้นเกียรตินิยม  หลักสูตร ค. ควาย  คือเอาวิชาหลักของสาขาออก  แล้วเพิ่ม วิชาโท ได้ 15 หน่วยกิต  ตามประกาศรายปี)

    น้อยคนจะรู้ว่า คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ  เลือกเรียนแบบลดวิชายากออก แล้วเพิ่มวิชาโทของคณะอื่นได้  เสียดายที่รู้สึกว่าเดี๋ยวนี้จะไม่มีแบบนี้แล้ว (หวังว่าอนาคตอันใกล้จะเปิดอีก)

    ฝึกงานกับศพ  
    "สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ" 

    สัปดาห์แรกกินข้าวหน้าเป็ดไม่ได้เลย   .. เป็นคนละหน่วยงานกับของ หมอพรทิพย์ แต่ที่นี่เป็นของตำรวจดูแล  ผู้เขียนมีหน้าที่ตรวจหาเอกลักษณ์บุคคลจากกระดูก  เพื่อขูดหาสารพันธุกรรมไปเพิ่มปริมาณ ตรวจความสัมพันธ์ พ่อ แม่ ลูก (และยืนยันสัญชาติ)  อื่นๆ อีกมากมายสนุกมาก เดี๋ยวจะมาเล่าให้ฟัง  .. คือกลายเป็นคนที่แทะไก่ทอดด้วยช้อนส้อมและมีดได้สะอาดเขากระดูกมาก จนเพื่อนตกใจ!


    เคยเป็นนักวิทยาศาสตร์
    ในห้อง "แลปฯทำกิ๊ฟท์" แปบหนึ่ง แล้วมันไม่ใช่ตัวเองเลยลาออก

    เรียนจบ วท.บ.  สมัคร กอง บอกอ ไป 42 ที่  (ใครที่ไหนจะรับ)  คือให้เลือกได้  เจ้านายก็อยากได้เด็กที่จบอักษร และมีประสบการณ์ทางวารสาร   ผู้เขียนยื่นพอร์ต ที่เคยฝึกงานแบบไม่เอาค่าจ้าง กับรายการทีวีช่อง 11 (โบมาก! เดี๋ยวนี้ต้องกดเลขไหน?)  เกือบ 2 ปี  และพอร์ตงานประกวด   จึงได้มีโอกาสเข้าทำงานกับสำนักพิมพ์เล็กๆ แห่งหนึ่ง (คุณลุงผู้ติดตั้งแท่นพิมพ์เครื่องแรกของโรงพิมพ์แกเรียกแทนตัวว่าอย่างนั้น)   

    เรียนจบทำงานไม่ตรงสายไม่เป็นไร "ไม่ทำตัวเดือดร้อนใคร" ก็พอ

    สมัยนั้นไม่รู้ว่ามีอาชีพที่เรียกว่า  "Content Editor / Content Writer" นึกว่าตัวเองอยากเป็นนักเขียน  ไปลงเรียนวิชาโลก มหาสมุทร (เหลือเอกภพ ที่ภาคฟิสิกส์ไม่ได้เปิดสอนกับนิสิตทั่วไป) เผื่ออนาคตจะได้เขียนเรื่องน้ำท่า พออธิบายเพื่อนจะได้เข้าใจ  ส่งงานเขียนประกวดทั้งหมด หลาย 10 ครั้ง ตกรอบแรกบ้าง  ผ่านได้ไกลสุดก็รอบคัดเลือก   ตั้งใจว่าวันหนึ่งจะเขียนเรื่องราวของตัวเองเล่าให้คนอื่นฟัง  เพื่อนเป็นกำลังใจให้รุ่นน้อง (ที่บ้านไม่ได้มีกะตังค์อย่างเรา)  ให้ได้ ฮึ่บ ฮึ่บ  อดทนรอวันที่ You จะ Play in Your Game!  (วันหนึ่งที่ชีวิตจะเป็นของคุณ)


    ปล. 1 ต้นฉบับนี้แก้เป็นล้านครั้ง 
    ปล. 2 ฝากกดติดตาม Subscribe  ตุ่มกดน่าจะอยู่แถวๆ นี้ (มาอัพตอนต่อแน่นอนจ้า)  ใครอยากอ่านภาคที่เป็นวาระปัจจุบันที่เรียนจบแล้ว  เดี๋ยวจะมีมาให้ติดตามค่ะ

    *******************