เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
บ่นเรื่อยเปื่อยJan A E-nee Kitsada
ความเหงา
  • ในที่สุดเราสองคนก็ได้เป็นแฟนกันจริง ๆ เสียที ผมดีใจจนบอกไม่ถูกยิ้มแก้มปริทุกครั้งที่นึกถึงช่วงเวลาที่ตะปูขอผมเป็นแฟน นับเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขที่ไม่สามารถแลกด้วยสิ่งของล้ำค่าใดๆ บนโลกนี้ได้ ผมค่อนข้างแปลกใจระคนงง ๆ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้น นึกว่าชาตินี้คงไม่มีโอกาสได้เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์เสียแล้วเพราะตะปูไม่เคยแสดงความรู้สึกใด ๆ ออกมาเลยเหมือนคลื่นความรักของผมไม่สามารถจับคลื่นชนิดเดียวกันได้จากตะปู แต่ถึงกระนั้นตอนนี้มันก็เป็นความจริงและมันเกิดขึ้นแล้ว 

    ตะปูเป็นผู้หญิงน่ารัก ร่าเริง จิตใจดีห่วงใยและแคร์ความรู้สึกคนรอบข้างมากกว่าตัวเอง มีความคิดและมุมมองในการดำเนินชีวิตที่ดีแตกต่างจากเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันมาก ยิ่งได้คุยยิ่งได้สัมผัสมุมมองความคิดและความเป็นตัวตนของเธอแล้ว ยิ่งทำให้ผมมั่นใจว่าตะปูเป็นผู้หญิงที่เฝ้าตามหามาตลอดชีวิต

    ผมรู้สึกเสียดายที่เราเจอกันช้าเกินไป เสียดายวันเวลาที่สูญเสียไปกับการตามหารักแท้ในอดีตที่ไม่เคยหาเจอและประสบความสำเร็จเลย เสียดายเวลาในปัจจุบันที่จะได้ใช้ชีวิตดูแลและปกป้องตะปูได้ไม่มากเท่าที่ควร เพราะอายุอานามของผมก็เยอะขึ้นไปทุกปีหวั่นใจว่าจะดูแลเธอได้ไม่ดีพอและเวลาชีวิตที่เหลืออยู่ก็สั้นลงตามนาฬิกาชีวิต ผมพยายามดูแลตัวเองให้มากขึ้นด้วยการออกกำลังกาย งดปาร์ตี้ กินอาหารที่มีประโยชน์ตั้งใจไว้ว่าจะต้องมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ให้นานขึ้นเพื่อดูแลตะปูให้มีความสุขสมกับสิ่งที่เธอไว้ใจในตัวผม

    “คิดยังไงถึงขอพี่เป็นแฟน” ผมถามตะปูในวันหนึ่งหลังจากเลิกงานและกำลังขับรถกลับบ้าน 

    “พี่เป็นคนใจดีมาก รู้สึกอบอุ่นทุกครั้งที่คุยกัน  สนุก มีความคิดดีช่วยแนะนำตะปูได้เสมอไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ใจเย็นและไม่เคยบังคับตะปูให้ต้องทำโน่นทำนี่เลยกลับตามใจเสียด้วยซ้ำ และที่สำคัญพี่เข้าใจอะไรง่าย รู้ว่าตะปูรู้สึกและคิดอะไร ขนาดพูดขึ้นมานิดเดียว พี่ก็รู้แล้วว่าตะปูต้องการอะไร ไม่ต้องมานั่งอธิบายให้เสียเวลา ตอนแรกที่ไม่กล้าตอบรับคำขอของพี่เป็นเพราะว่าตะปูไม่เคยรู้จักพี่มาก่อน ไม่เคยเห็นกันตัวเป็น ๆ เลย จึงทำให้ตะปูไม่มั่นใจ แต่ตอนนี้ตะปูเชื่อมั่นในตัวพี่นะคะ”

    "เชื่อมั่นยังไงคะ"

    "มั่นใจว่า...พี่ดูแลตะปูได้ดี เชื่อแม้เราไม่เคยเจอกันค่ะ"

    จากความรู้สึกดี ๆ เริ่มก่อตัวเป็นความรักที่แสนอบอุ่น ห่วงใยซึ่งกันและกัน ยิ่งสองเราคุยกันมากขึ้นเท่าไหร่ความรู้สึกดีก็ยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้นเท่านั้น จนครั้งหนึ่งผมเผลอหลุดคำพูดออกไป  

    “พี่รักตะปูนะ”

    ตะปูเงียบ “พี่รู้ว่าไม่ควรพูดเรื่องนี้ในเวลานี้ มันเร็วเกินไป แต่พี่ไม่อยากเสียใจถ้าวันหนึ่งเกิดอะไรขึ้นกับพี่แล้วยังไม่ได้บอกความรู้สึกออกไป ชีวิตคนมันไม่แน่นอนนะคะ”

    “พูดในสิ่งที่พี่รู้สึกเลยค่ะ ตะปูเข้าใจ”

    ความรักอาจทำให้คนตาบอด  แต่สำหรับตัวผมแล้วความรักไม่เคยทำให้ตาบอดจนมองไม่เห็นความจริง นี่ถ้าผมอายุน้อยกว่านี้อาจยอมรับว่าด้อยประสบการณ์และอ่อนต่อโลก โดยเฉพาะเรื่องของความรัก แต่ปัจจุบันชีวิตผ่านเรื่องราวเหล่านี้มามากนักจนเรียนรู้เข้าใจและแยกแยะออกว่าความรักคืออะไร ความหลงคืออะไร ผมบอกตะปูเสมอว่าผมไม่ได้หลงเธอ แต่เป็นความรู้สึกดี ๆ ที่มีให้เธอจริง ๆ

    ความคิดถึงเริ่มออกอาละวาดเราสองคนอย่างซื่อสัตย์ ยิ่งคุยกันบ่อยขึ้นยิ่งทำให้รู้สึกคิดถึงกันมากขึ้น มันเป็นความคิดถึงที่มีความสุขระคนปนหงาบ้างจนบางครั้งอยากนัดเจอตัวเป็น ๆ   กินข้าว ดูหนัง แต่ทำได้เพียงคิดเท่านั้น เพราะชีวิตจริงเราสองคนอยู่ไกลกันมาก แต่ระยะทางก็เป็นเพียงตัวเลขไม่ใช่อุปสรรค ถ้าใจเราสองคนมั่นคงต่อกัน

    “ตะปูจะกลับไทยอีกเมื่อไหร่”

    “คงอีกนานเลยค่ะ น่าจะปีสองปี เพราะต้นปีนี้เพิ่งกลับไทยเอง”

    “คิดถึงตะปูนะ”

    “คิดถึงก็มาหาซิ “ คำตอบของตะปูทำผมใจแทบขาด อยากไปหาเธอมาก เธอคงไม่รู้หรอกว่าผมอยากเจอเธอขนาดไหน ถ้าตอนนี้ผมเป็นผู้วิเศษหายตัวไปหาเธอได้คงทำไปแล้ว ไม่มานั่งรำพึงรำพันอย่างนี้ 

    “งั้นเดี๋ยวพี่ทำวีซ่าไปหานะคะ”


เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in