ลุงบัคแอบชอบพ่อผมเหรอNippa
7. ความลับอีกข้อ
  •           สิ่งแรกที่ผมจำได้ก็คือนิ้วมือของเขา มันไล่ไปตามสันกรามของผมเบา ๆ ราวกับกำลังลูบคมมีด เรากำลังนอนอยู่บนทุ่งหญ้าที่มีดอกเดซี่สีเหลืองแทรกอยู่ประปราย ห่างจากบ้านคุณยายของผมไปไม่ไกล เงาของเขาที่ยันตัวขึ้นมาจากข้าง ๆ ทาบทับลงมาที่ตัวผม บดบังพระอาทิตย์ที่กำลังส่องแสงมาจากด้านบน เส้นผมของเขาขยับไหวไปตามทิศทางลมเหมือนกับใบหญ้ารอบ ๆ ตัวเรา “ฉันชอบนายตรงนี้” สตีฟวัยสิบหกปีพูดขึ้น ยังคงไล่นิ้วไปตามสันกราม ตั้งแต่หูของผมฝั่งหนึ่ง ไปยังอีกฝั่งหนึ่ง สัมผัสอ่อนโยนกับเสียงกระซิบทำให้ผมต้องลืมตาขึ้นมา สบเข้ากับดวงตาสีฟ้าประกายเขียวของเขา “นายบอกฉันเป็นพันครั้งแล้ว” ผมว่า ทำเป็นจะกัดมือของเขาที่ไล่มาที่คางจนเขาต้องชักหลบพร้อมเสียงหัวเราะ ผมยิ้ม ละมือข้างหนึ่งออกมาจากหลังศีรษะเพื่อยกขึ้นไปลูบกระดูกตรงคิ้วของเขาที่นูนขึ้นมาชัดเจน มันทำให้ดวงตาของเขาลึกลงไปราวกับแอ่งทะเลสาบ “ฉันก็ชอบนายตรงนี้” ผมบอกเขา มุมริมฝีปากของเขาขยับขึ้นหลังจากได้ยินอย่างนั้น “นายบอกฉันเป็นพันครั้งแล้ว” เขาว่า

              มันเป็นตอนนั้นเองที่ผมรู้สึกอะไรกับเขาขึ้นมา






              กระจกบานสุดท้ายถูกเช็ด และบ้านก็พร้อมอยู่อีกครั้ง ยังโชคดีที่ของใช้ส่วนมากยังคงอยู่ที่เดิม จาน ชาม ช้อนส้อม โคมไฟ เครื่องเล่นเพลง ฟูก และอื่น ๆ คนดูแลยายบอกให้ผมมาเก็บมันไป แต่ผมไม่มีโอกาสทำแบบนั้นเสียที และตอนนี้ผมดีใจที่มันเป็นอย่างนั้น

              ผมกับสตีฟช่วยกันดึงผ้าที่ใช้คลุมเตียงออกเพื่อให้เพ็กกี้เอาผ้าปูที่อยู่ข้างใต้นั้นไปซัก ตะวันเริ่มคล้อยแล้ว เธอรับมันไปอย่างเร่งรีบก่อนที่แสงอาทิตย์จะหมดไปจนผ้าปูไม่ทันได้แห้ง

              สตีฟเอามือเท้าเอวและถอนหายใจออกมาเพราะความสบายใจที่งานสุดท้ายในการเก็บกวาดบ้านได้จบลงเสียที เขาทิ้งตัวลงบนฟูกที่ไร้ผ้าปู มันสะอาดไร้ฝุ่นเพราะก่อนหน้านี้ถูกผ้าหนาสองชั้นคลุมเอาไว้อย่างดี

              “นายจำได้ไหม ตอนนั้นเราอยากจะแอบเข้ามาสำรวจห้องนี้หลายต่อหลายครั้งเลย” เขาพูดด้วยรอยยิ้ม มองเพดานด้านบนที่มีรอยแตกอยู่เล็กน้อยเพราะความเก่าของมัน “แต่ยายของนายหวงมันมาก จนเราสองคนแอบคิดมาตลอดเลยว่าท่านซ่อนศพใครไว้ในนี้หรือเปล่า” 

              ผมหัวเราะออกมาเบา ๆ กับความคิดเด็ก ๆ ของเราทั้งคู่ มองย้อนกลับไปตอนนั้นสิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดที่นี่ไม่ใช่การปีนภูเขา หรือตามหาน้ำตก แต่เป็นการสืบให้รู้ว่ายายซ่อนอะไรไว้ในห้องนี้ “และตอนนี้ยอดนักสืบอย่างเราก็ได้รู้เสียทีว่ามันก็แค่มีของของคุณตาที่เสียไปแล้วอยู่ในห้องเท่านั้นเอง สงสัยท่านจะกลัวเราทำพัง”

              “ไม่แน่ มันอาจจะมีศพอยู่จริง ๆ แต่ซ่อนอยู่จนเราหาไม่เจอก็ได้นะ” เขายักคิ้ว

              “จะเอาให้ได้เลยนะ — นอนห้องนี้ไปเลยไปถ้าชอบมันขนาดนั้น” ผมหยิบลูกบอลเก่า ๆ ที่อยู่บนชั้นวางของปาไปที่เขา

              เขารับมันไว้ในมือพร้อมเสียหัวเราะ ริมฝีปากของเขาฉีกออกกว้าง เส้นผมของเขาสะท้อนแสงจากหน้าต่างจนเหมือนทุ่งข้าวบาเลย์ยามฟ้าโปร่ง เขาดูเหมือนพระอาทิตย์ นั่นทำให้ผมรู้สึกใจเต้นขึ้นมาเล็กน้อย และการใจเต้นกับเขาในห้องที่มีแค่เราสองคนไม่ใช่เรื่องดี ผมจึงอ้างขอตัวออกไปดูความเรียบร้อยข้างนอก กระนั้น ในจังหวะที่ผมกำลังจะเดินออกไปจากห้อง — ด้วยกำลังที่มากกว่าหลายเท่า — เขาดึงแขนของผมไว้ ผมแทบลืมหายใจเมื่อเขาฉุดผมให้ลงไปนอนด้วยข้าง ๆ ตัวของผมหล่นลงไปบนเตียงแข็ง ๆ พร้อมเสียงหัวเราะที่ดังมากขึ้นกว่าเดิมของเขา มันทำให้ผมรู้ว่าเขารู้สึกขบขันแค่ไหนที่ทำให้ผมหล่นตุบลงมาได้แบบนี้ หัวของผมถูกทำให้มึนชา — ไม่ใช่เพราะเตียงมันแข็งเกินไป ไม่ใช่เพราะร่างกายผมทิ้งตัวลงเร็วเกินไป — แต่เป็นเพราะเสียงของเขาที่ดังสะท้อนอยู่ในหู และดวงตาสีฟ้าสวยคู่นั่นที่กำลังมองมาทางนี้ มันทำให้ผมคิดอะไรไม่ออก มันทำให้สมองผมชาไปหมด

              ผมมองภาพตรงหน้าที่สวยงามราวกับภาพวาด เขากับหน้าต่างบานใหญ่ด้านหลังที่มีทุ่งหญ้าและภูเขาอยู่ไกลออกไป หน้าผาก สันจมูก ริมฝีปากของเขาตัดกับแสงที่ส่องเข้ามาจนเหมือนมีใครเอาปากกาไปลากเส้นตัดเอาไว้

              เขาอยู่ใกล้แค่นี้เอง ผมคิด

              แต่ผมชินกับมัน ชินกับการที่หัวสมองประมวลผลไม่ได้เพราะมีเขาอยู่ใกล้มากเกินไป ชินที่จะต้องยิ้มตอบกลับไปให้เขาเมื่อเขาส่งยิ้มแบบนั้นมาให้ ชินที่จะต้องเล่นไปตามบทเพื่อนสนิท เพื่อนที่ไม่ได้คิดอะไรเกินไปมากกว่าเพื่อน ชินที่จะต้องหาคำตอบให้คำถามของเขาทั้ง ๆ ที่เขาทำให้หัวของผมวุ่นวายไปหมด ชินที่จะหักห้ามไม่ให้พูดอะไรออกไป อะไรที่ผมไม่ควรพูด อะไรที่คนที่แอบรักเพื่อนสนิทตัวเองอยากจะพูด 

              ผมจะไม่พูดมัน ไม่มีวัน

              ผมส่งยิ้มให้เขา ยิ้มที่หลอกเขาได้ทุกครั้งว่าผมไม่ได้คิดอะไร และผลักแขนของเขาจนตัวเขาโยกไปอีกทาง “เจ็บ เตียงก็แข็งยังกับปูน” ผมพูดแบบนั้นทั้ง ๆ ที่ยังยิ้มอยู่ เขาหัวเราะให้กับมัน นี่ก็เป็นอีกครั้งที่เขาไม่เห็นความผิดปกติอะไร

              “‘โทษที” เขาว่า เราเงียบกันไปสักพักเหมือนกำลังจะพักเหนื่อยจากทุกอย่างที่ผ่านมา เหมือนกำลังคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น และสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น คิดถึงการตัดสินใจของพวกเราเองที่สุดท้ายพาเรามาถึงจุดนี้ ผมคิดว่าเขากำลังคิดแบบนั้นอยู่ แต่ประโยคถัดไปที่ออกมาจากปากของเขากลับไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับอันตรายใด ๆ ที่กำลังจะเข้ามาเลย เขาหันมามองในดวงตาของผม ผมเกร็งตัวอย่างไม่ได้ตั้งใจเมื่อเขาทำแบบนั้น “เราเคยนอนจ้องตากันแบบนี้จำได้ไหม” ใจของผมหายไปแวบหนึ่งเมื่อเขาพูดถึงสิ่งที่เราชอบทำเมื่อมาอยู่ที่นี่ด้วยกัน เกมแข่งจ้องตางี่เง่านั่น — เกมที่ทำให้ผมรู้ตัวว่าคิดยังไงกับเขา “แล้วนายก็แพ้ แพ้ตลอดเลย —นี่ไง นายหลบตาฉันอีกแล้ว ชนะอีกแล้วเหรอเนี่ย” เขาว่าพลางหัวเราะทันทีที่ผมหลบตาเขาออกมามองนิ้วของตัวเองที่วางอยู่บนผ้าปู มันจิกเกร็งลงไปบนนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ผมก็ไม่ทราบ แต่ผมรีบผ่อนคลายมันออกเพราะไม่อยากให้เขาสังเกตเห็นมัน

              “นายก็ชนะได้แค่นั้นแหละ —นายในตอนนั้นน่ะ” ผมว่า พูดถึงตอนที่เขายังเป็นแค่ไอ้เปี๊ยกที่โดนเตะตูดอยู่แถว ๆ ตรอกในบรุกลิน 

              เขายิ้ม ดูไม่ได้หัวเสียอะไรกับคำพูดของผม “แต่ตอนนี้นอกจากจะชนะเกมแข่งจ้องตาแล้วยังชนะนายเรื่องอื่นด้วยนะ อย่างเช่นงัดข้อน่ะ” เขาว่าด้วยน้ำเสียงภูมิใจ

              “ขี้โกง” ผมว่าเขา

              “โชคดีต่างหาก” เขาพูดกลับ

              ผมมองดูประกายแห่งความสุขในตาเขา มันน่าแปลกที่เขายังคงมีประกายแบบนั้นได้ในสถานการณ์แบบนี้ สตีฟเปลี่ยนไปเล็กน้อย ผมรู้สึกได้ว่าเขาเปลี่ยนไป สตีฟคนเดิมเคร่งขรึมและจริงจังอยู่เสมอ สตีฟคนเดิมจะไม่มานอนหัวเราะอยู่ตรงนี้ เขาจะออกไปนั่งข้างนอก สำรวจทุกอย่าง ทำราวกับว่าจะมีใครโผล่ออกมาจากก้อนหินหลังบ้านได้ทุกเมื่อ ผมไม่รู้ว่าเพราะเขาอายุมากขึ้น หรือเพราะเขาอยากจะปล่อยวางบ้างกันแน่ แต่ผมชอบเขาตอนนี้ — ชอบมากกว่าเดิม เขาทำให้ผมชอบเขามากกว่าเดิม และผมไม่ชอบที่เขาทำให้ผมชอบเขามากกว่าเดิม

              “นายดูมีความสุขมากขึ้นนะ จากตอนเด็ก ๆ” ผมพูดขึ้น เบาราวกับเสียงกระซิบ แต่แน่นอนว่าเขาต้องได้ยินมัน เพราะในห้องนี้มีเพียงเราสองคน เสียงลมพัดต้นหญ้าจากนอกหน้าต่าง และเสียงนกที่อยู่ตรงระเบียง

              เขาหลับตาลง ยังไม่คลายรอยยิ้มที่มีอยู่บนหน้า “แน่นอน เพราะเพ็กกี้กับไอ้ตัวแสบนั่นแหละมั้ง ที่ทำให้มันเป็นแบบนี้” 

              ราวกับว่าจู่ ๆ เสียงรอบข้างของผมก็เงียบไป ความรู้สึกเจ็บแปล่บกลางหน้าอกเริ่มแผ่ซ่านขึ้นมา เข็ม—มันคือเข็ม เป็นร้อย ที่กำลังจิ้มลงมาข้างใน มือของผมที่คลายจากผ้าปูที่นอนไปแล้ว คลายมันยิ่งขึ้นไปอีก ผมไร้เรี่ยวแรง ถัดจากอาการเจ็บที่หน้าอกคืออาการโหวงตรงนั้น มันราวกับว่ามีใครมาเสกสิ่งที่อยู่ตรงกลางอกของผมให้หายไป ทำให้เหมือนมีรูโหว่อยู่ตรงนั้น — เขาหลับตาอยู่ นั่นคือโชคดีของผม เพราะตอนนี้ผมรู้ดีว่าผมคงกำลังทำสีหน้าเจ็บปวดเหมือนโดนบดด้วยภูเขาออกไป และเขาจะต้องจับมันได้แน่คราวนี้ ถึงเขาจะไม่เคยสังเกตเห็นมันเลย แต่เขาจับมันได้แน่ ๆ คราวนี้ ผมมั่นใจ ผมจึงหันหน้าไปอีกทางเผื่อว่าเขาจะลืมตาขึ้นมาแล้วเห็นน้ำตาที่อยู่ตรงหางตาของผมเข้า และผมเกลียดที่จะต้องโกหกเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าทั้ง ๆ ที่อยากจะบอกเขาเหลือเกินว่าเขานั่นแหละคือคนที่ทำให้ผมเป็นแบบนี้ เป็นเขามาตลอด เป็นเขาคนเดียว

              ในจังหวะที่ผมหันหน้าไปอีกฝั่งของเตียง สายตาผมก็ปะทะเข้ากับคนที่ยืนพิงอยู่ตรงประตู คนที่หน้าตาเหมือน สตีฟ โรเจอร์ ราวกับคนเดียวกัน เขามองมาที่ผมด้วยสายตาที่ผมอ่านไม่ออก แต่เขามองผม มองโดยไม่เปลี่ยนสายตาไปทางอื่นเลยแม้แต่น้อย 

              ผมยกมือขึ้นปาดน้ำตาที่ไหลลงมาอย่างลวก ๆ ผมไม่รู้ว่าทำไมมันต้องเป็นเขาทุกทีที่เห็นผมเป็นแบบนี้ ทำไมทุกครั้งที่ผมละสายตาจากสตีฟไปมองที่อื่น จะต้องเป็นเขาทุกครั้งที่กำลังมองมา ผมไม่เคยเข้าใจสิ่งที่เขากำลังคิด ไม่เคยเข้าใจสายตาของเขายามที่มองผม ผมไม่เคยเข้าใจเขาเลย

              ผมหลบสายตาที่มองมาและซุกหน้าลงกับเตียง ห้องยังคงเงียบเช่นเดิม มีเพียงเสียงลมหายใจเบา ๆ ของสตีฟเท่านั้นที่ทำให้ผมรู้ว่าเขาคงเผลอหลับไปด้วยความเหนื่อยล้าแล้ว ผมไม่รู้ว่าคนที่อยู่ตรงประตูเขายังคงมองผมต่อไปอีกหรือไม่ ผมไม่ได้สนใจ เขาไม่ได้พูดอะไร ผมก็ไม่ เราไม่ มันมีเพียงความเงียบที่กลืนกินทั้งภายนอกและภายในจิตใจ และผมรู้สึกดีกับมัน เพราะความเงียบนี่แหละที่ยังทำให้ผมกับสตีฟได้อยู่ด้วยกัน







              ความมืดเข้าปกคลุมบ้านของเราเรียบร้อยแล้วตอนที่ผมสะดุ้งตื่น เพ็กกี้ตะโกนขึ้นมาจากชั้นล่างว่าอาหารเย็นพร้อมแล้ว กลิ่นไข่ดาวและซุปมะเขือเทศลอยฟุ้งไปทั่ว ผมลุกขึ้นบิดขี้เกียจ รู้สึกถึงความตึงแน่นที่หลังส่วนล่างเพราะการนอนคว่ำเป็นเวลานาน ผมเหลือบมองสตีฟที่ยังคงนอนหลับอยู่ข้าง ๆ ลมหายใจของเขาสม่ำเสมอจนผมไม่อยากจะปลุกเขาขึ้นมา ผมจ้องมองใบหน้ายามหลับของเขาอยู่พักหนึ่ง แล้วก็ต้องสะบัดหัวให้กับความคิดที่เกิดขึ้นเมื่อตอนเย็น เป็นเรื่องงี่เง่าสิ้นดีที่ผมมาน้อยใจกับคำพูดของเขา ครอบครัวของเขาก็ต้องเป็นคนนำความสุขมาให้กับเขามากที่สุดอยู่แล้ว 

              ท้องของผมร้องเสียงดังเหมือนทักท้วงหาข้าวเย็น ทำให้ผมหลุดออกจากภวังค์ความคิดของตัวเอง ผมหันไปมองสตีฟอีกครั้ง คิดว่าท้องของเขาก็คงต้องการอาหารเช่นเดียวกัน ผมจึงเอื้อมไปเขย่าแขนเขาเบา ๆ จนเขารู้สึกตัวและหาวออกมาวอดใหญ่ ผมหันไปมองตรงประตูก็ต้องพบว่ามันยังคงถูกเปิดอ้าไว้เหมือนเดิม แต่ไร้คนที่เคยยืนอยู่ตรงนั้น 




              เพ็กกี้ไม่ใช่ผู้หญิงประเภทที่สัดทัดเรื่องการทำงานบ้านหรือการทำอาหาร เธอเคยบอกผมไว้แบบนั้นตั้งนานแล้ว แต่ซุปมะเขือเทศที่เธอทำให้ก็จัดว่ามีรสชาติใช้ได้เลยทีเดียว เธอทำหน้าโล่งใจที่เราไม่ได้สำรอกมันออกมาทันทีที่ทานเข้าไปคำแรก ตามปกติ เธอจะมีแม่บ้านเข้ามาเก็บกวาดบ้านให้อาทิตย์ละสามถึงสี่ครั้ง ส่วนเรื่องอาหารการกินส่วนมากจะออกไปทานข้างนอก หรือให้แม่บ้านจัดเตรียมไว้ให้ในตอนเช้า แน่นอนว่าแม่บ้านของเธอคงไม่ถ่อมาถึงที่นี่ และแน่นอนว่ามันต้องไม่ใช่เธอคนเดียวที่คอยทำอาหารและเก็บกวาดบ้าน “ถ้าฉันรับใช้ชาติได้ พวกหนุ่ม ๆ ที่นี่ก็รับใช้บ้านหลังนี้ได้เหมือนกัน” เธอว่า และไม่มีใครกล้าเถียงข้อเท็จจริงข้อนั้น

              ไม่มีวี่แววของคนที่ผมเจอเมื่อตอนเย็นบนโต๊ะอาหาร เพ็กกี้บอกว่าเขาทานข้าวเสร็จเรียบร้อยแล้วตอนที่เรายังนอนอยู่ และกำลังเอาผ้าปูที่แห้งแล้วขึ้นไปจัดการใส่ฟูกให้เรียบร้อย

              ท่ามกลางเสียงช้อนกระทบจานเป็นพัก ๆ และเสียงหลอดไฟที่ห้อยอยู่เหนือหัว บทสนทนาบนโต๊ะกินข้าวของเราไม่ได้ตึงเครียดอย่างที่คิดเอาไว้ พวกเราคุยเรื่องอาหารการกินของที่นี่ และเห็นร่วมกันว่าของสดและขนมปังคงจะอยู่ไม่ถึงอาทิตย์ ผมบอกพวกเขาเรื่องฟาร์มซึ่งห่างออกไปไม่ไกล และเราตัดสินใจกันว่าจะออกไปที่นั่นกันในวันพรุ่งนี้ นอกจากนี้พวกเขายังพูดถึงเรื่องงานที่พวกเขาทิ้งเอาไว้ที่บรุกลินแบบติดตลกว่ากว่าจะกลับไปก็คงโดนไล่ออกไปแล้ว มีครั้งหนึ่งเพ็กกี้ถามขึ้นมาว่าเราจะอยู่ที่นี่ถึงเมื่อไหร่ แต่เมื่อไม่ได้รับคำตอบจากใคร เราก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องนั้นกันอีก

              “นายนอนกับลูกฉันได้จริง ๆ ใช่ไหม” สตีฟถามขึ้นมาเมื่อรวบช้อนส้อมลงกับจานหลังจากที่จัดการอาหารตรงหน้าเสร็จ ผมเงยหน้าขึ้นมาจากซุปมะเขือเทศที่ใกล้หมดตรงหน้า และพยักหน้าออกมาเบา ๆ พูดแบบติดตลกว่าจะให้เจ้าแสบไปนอนกับแม่ก็คงจะโดนเพื่อนล้อตายถ้ารู้เรื่องเข้า สตีฟพยักหน้าเห็นด้วยพร้อมรอยยิ้ม “ถ้ามันก่อกวนนายมากนัก ก็มาบอกฉัน เดี๋ยวจะกำหนดเตียงใหม่ลูกฉันให้เอง” เขาพยักพเยิดไปที่โซฟาที่อยู่ห่างไปจากโต๊ะกินข้าวไปไม่ไกล มันเป็นเพียงโซฟาสำหรับสองคนเท่านั้น และผมก็ต้องแอบขำออกมาเมื่อจินตนาการถึงเจ้าเด็กยักษ์ที่ต้องมานอนคุดคู้อย่างยากลำบากอยู่บนนั้น




              ผมเดินขึ้นมาที่ชั้นสองหลังจากเก็บกวาดจานชามเรียบร้อยแล้ว ประตูห้องนอนถูกเปิดแง้มอยู่เล็กน้อยทำให้แสงไฟสีส้มจากข้างในส่องผ่านช่องเล็ก ๆ นั่นออกมา เสียงกุกกักที่ได้ยินก็ทำให้รู้ว่ามีคนอยู่ข้างใน และสิ่งแรกที่เห็นหลังจากที่ผมผลักประตูเข้าไปก็คือคนที่หายหน้าหายตาไปจากโต๊ะทานอาหารเมื่อตอนเย็น เขาอยู่ในชุดเสื้อยืดสีขาวกางเกงขายาว เส้นผมมีหยดน้ำเกาะอยู่แพรวพราวสะท้อนแสงไฟสีส้มจากโคมไฟที่อยู่ตรงหัวเตียงทำให้ผมรู้ว่าเขาอาบน้ำเรียบร้อยแล้ว ผมคิดว่าเขายังไม่ทันได้เห็นผม ผมมองเขาที่กำลังสวมผ้าปูที่นอนเข้ากับฟูก มือของเขาดึงผ้าให้เข้าไปอยู่ด้านใต้อย่างทุลักทุเล กล้ามเนื้อตรงแขนนั่นกำลังต่อสู้กับความตึงของผ้าที่ผมคิดว่าอาจจะหดลงเพราะการซักและผ้าชนิดเลว

              จู่ ๆ ก็เกิดเสียงดัง แควก ขึ้น และคนที่กำลังปลุกปล้ำกับผ้าปูที่นอนอยู่ก็เกือบจะก้นจ้ำเบ้าหากไม่รีบก้าวเท้าไปด้านหลังเพื่อทรงตัว เป็นจังหวะนั้นเองที่เขาเห็นผมเข้า ผมมองหน้าเขาสลับกับเศษผ้าที่อยู่ในมือหนา ๆ นั่นและหวังว่ามันจะไม่ใช่แขนของผมหากเขารำคาญที่ผมนอนดิ้นไปถีบเขาในคืนนี้ “แรงเยอะขนาดนั้นมันก็ต้องขาดอยู่แล้วล่ะ ผ้าก็เก่าแล้วด้วย” ผมเอ่ยขึ้นและออกไปเอาผ้าปูอีกผืนที่ซักสำรองเอาไว้มาใส่ให้ เขาทำท่าจะเดินเข้ามาช่วยอีกแต่ผมหยุดเอาไว้ได้ทันและเตือนให้เขาอยู่เฉย ๆ “ไม่งั้นเราอาจจะได้นอนบนฟูกเปล่า ๆ แทน” ผมว่า เขาจึงยอมไปนั่งอยู่บนเก้าอี้หวายที่อยู่มุมห้องแทน

              ผมรู้สึกถึงสายตาของเขาที่มองมาเงียบ ๆ ตอนที่ผมกำลังยุ่งอยู่กับการยกฟูกขึ้นมาเพื่อใส่ผ้าปูที่มุมแรกของเตียง  ขอบอกตรง ๆ ว่าผมชักจะชินกับสายตาของเขาที่มองมาเสียแล้ว ผมจึงไม่ว่าอะไรหากเขาต้องการจะมอง กระนั้นเอง จู่ ๆ เขาก็พูดมันขึ้นมา “ลุงรู้ใช่ปะว่าที่เขามีความสุขอยู่ทุกวันนี้มันไม่ใช่เพราะแค่แม่กับผม” เสียงของเขาทำให้มือของผมชะงัก มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับบทสนทนาที่ผมกับสตีฟมีเมื่อตอนเย็น เขาได้ยินมัน และตอนนี้เขาอยากจะพูดถึงมันเพื่อปลอบใจ

              ผมเหม่อมองฟูกที่ไร้อาภรณ์ด้วยสายตาว่างเปล่าเพียงไม่กี่วิ ก่อนที่จะทำสิ่งตรงหน้าต่อโดยไร้คำพูดเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาเงียบไปสักพักหนึ่งเมื่อไม่เห็นว่าผมจะหันไปหา แต่เมื่อคนเราใช้หูในการฟังไม่ใช่ตา เขาจึงว่าต่อ “ที่พ่อมีความสุขเพราะตอนนี้มีลุงอยู่ด้วยต่างหาก — มันต้องมีลุงอยู่ด้วย”

              น่าตลก เขาคือคนที่ผมไม่อยากให้ได้ยินบทสนทนาที่เกิดขึ้นกับผมและสตีฟเมื่อเย็นวันนี้มากที่สุด มันให้ความรู้สึกเหมือนตอนที่คุณกำลังเล่าเรื่องโกหกในวงเหล้า และภาวนาไม่ให้คนที่เดินผ่านมาดันเป็นคนที่รู้ดีว่าเรื่องที่คุณเล่าเป็นเรื่องโกหกทั้งเพ — แต่แล้วเขาก็เดินผ่านมา และรู้ว่าผมพยายามเล่นบทเพื่อนซื่อ ๆ ของสตีฟอยู่ เขาจับมันได้ และเขาก็ตัดสินใจที่จะไม่บอกใครในวงเหล้านั้น แต่เลือกที่จะมาบอกผมคนเดียวว่าเขารู้เรื่องโกหกทั้งหมดของผม

              “ลุงเกลียดผมปะ” อาจจะเพราะว่าผมทำเป็นไม่ได้ยินหรือไม่สนใจสิ่งที่เขาพูดขึ้นมาเมื่อครู่ เขาก็เลยถามคำถามนี้ขึ้นมา เสียงของเขาดูปกติ ไม่ได้เจือความน้อยใจหรือแกล้งกวนแต่อย่างใด ทำให้ผมต้องสะบัดเรื่องที่เขาพูดเมื่อกี้ออกไปจากหัวเสียก่อนและขมวดคิ้วให้กับคำถามใหม่ของเขาแทน “ทำไมต้องเกลียดด้วยล่ะ” ผมถาม ละมือจากผ้าปูที่นอนซึ่งถูกทำให้คลุมทุกพื้นที่ของเตียงเรียบร้อยแล้วขึ้นไปมองเขาที่นั่งอยู่ตรงเก้าอี้ที่มุมห้อง สีหน้าของเขาเรียบเฉยเหมือนตอนที่ผมเห็นเขาเมื่อตอนเย็น

              “ไม่รู้สิ” เขาว่า ก้มลงมองมือตัวเองที่วางอยู่บนที่วางแขนของเก้าอี้ เคาะนิ้วชี้ลงเบา ๆ จนเกิดเป็นจังหวะเดียวกับนาฬิกาที่แขวนเอาไว้ที่ข้างพนัง “ก็ผมเป็นลูกของพวกเขามั้ง”

              ทันใดนั้นความรู้สึกผิดก็ซึมซาบเข้ามาข้างใน

              ประโยคสั้น ๆ ประโยคนั้นของเขาเหมือนตุ้มถ่วงที่แขวนลงมาในห้วงความคิดของผม และผมก็ได้ตระหนักขึ้นมาว่าสิ่งที่ผมทำอยู่ — ทั้งการแอบรักคนคนนั้น ทั้งการอยากอยู่ใกล้กับคนคนนั้น — มันทำให้เขารู้สึกผิดขึ้นมา ทั้ง ๆ ที่คนผิดก็คือผมเอง ผมที่ไม่ยอมเก็บอาการให้ดีกว่านี้ ไม่ยอมถอยห่างมามากกว่านี้ ไม่ยอมเลิกรักคนคนนั้นสักทีจนเขาจับสังเกตได้ และเขาไม่ผิดเลยที่จะบอกคนโกหกไม่เนียนอย่างผมว่าเขาจับสังเกตมันได้ ซ้ำยังใจดี ยอมเก็บคำโป้ปดของผมเอาไว้แทนที่จะเผยมันออกมาในวงเหล้าวงนั้น

              และตอนนี้เขาก็กำลังเป็นทุกข์เพราะล่วงรู้คำโกหกของผม มันไม่ใช่ความคิดของเขาหรือเพ็กกี้เลยด้วยซ้ำที่จะเป็นครอบครัวของสตีฟ แต่ผมกลับมาทำแบบนี้เสียได้
    ผมหลุบตาลงต่ำ รู้สึกเจ็บที่ริมฝีปากล่างขึ้นมาเพราะเผลอกัดมันไว้ตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่อาจทราบได้ “ไม่” ผมตอบ และไม่รู้ว่าอะไรที่ทำให้ผมถามคำถามต่อไปขึ้นมา อาจจะเป็นความรู้สึกผิดที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ อาจจะเป็นความขุ่นมัวที่ก่อขึ้นในใจ หรืออาจจะเป็นแค่ความต้องการที่จะได้รับคำตอบที่ตัวเองถึงพอใจเท่านั้น “แล้วเราล่ะ เกลียดฉันไหม”

              เหมือนผมเผลอไปกดถูกปุ่มอะไรเข้า คนที่นั่งอยู่ตรงเก้าอี้รีบลุกขึ้นมาเร็วจนเก้าอี้ถอยกลับไปชนกำแพง ผมตกใจกับเสียงดังที่เขาทำจนต้องหันไปหาเขาอย่างเต็มตัว และก็ได้เห็นว่าเขากำลังเดินเข้ามาหาผมพร้อมกับคิ้วที่ขมวดเข้าหากันจนผมต้องถอยหลังกลับไปสองก้าว เขาคว้าแขนผมเอาไว้ได้ก่อนที่ผมจะถอยห่างไปมากกว่านี้และดึงเข้าไปหาตัวเองจนตัวผมแทบจะเข้าไปกระแทกเข้ากับเขา “ถามจริง” เขาพูดขึ้น เสียงของเขาทุ้มต่ำ และเยือกเย็นอย่างที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อน “หลังจากทั้งหมดที่ผ่านมาลุงคิดว่าผมเกลียดลุงปะล่ะ”

              ผมรู้สึกถึงความโกรธของเขาที่แผ่ซ่านมาจากตรงที่ที่เขากำลังจับอยู่ แขนด้านบนของเขาเกร็ง นั่นทำให้ผมรู้ว่าเขายังพยายามที่จะไม่บีบผมแรงจนเกินไป เขารู้แรงของตัวเองดี รู้ดีว่าต้องควบคุมมันยังไงไม่ให้ของทุกอย่างที่เขาจับอย่างแรงติดมือเขาออกมาหมด แต่ในบรรดาท่าทางโกรธเกรี้ยวที่เขามีอยู่ สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมรู้ว่าเขาไม่ได้แค่โกรธแต่กำลังน้อยใจด้วยก็คือดวงตาของเขา มันฉายแววผิดหวังอย่างชัดเจน

              ก่อนที่ผมหรือเขาจะได้พูดอะไรต่อเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น

              “ข้างในนั้นโอเคไหม” 

              นั่นสตีฟ และมันทำให้อีกคนปล่อยมือออกจากผม 

              “เรากำลังจะนอนกัน” ผมว่าด้วยน้ำเสียงที่เป็นปกติที่สุด

              “อ่า— งั้นไม่กวนแล้ว ถ้ามีอะไรก็ไปเคาะที่ห้องได้ตลอดเลยนะ” เขาว่าแบบนั้นก่อนที่ผมจะได้ยินเสียงเปิดและปิดประตูที่ห้องฝั่งตรงข้าม ความเงียบเข้าปกคลุมเราอยู่พักหนึ่ง มีเพียงเสียงนาฬิกาตรงพนังเท่านั้นที่ทำให้รู้ว่าโลกนี้ไม่ได้กลายเป็นละครเงียบไปเสียเฉย ๆ

              “ผมขอโทษ” จู่ ๆ คนที่ยืนอยู่ตรงข้ามผมก็พูดขึ้นมา ผมละสายตาจากพื้นขึ้นไปมองเขาที่กำลังมองไปยังข้อมือของผมซึ่งเป็นรอยแดงจากมือของเขา “เจ็บไหม”

              น้ำเสียงของเขาเจือด้วยความรู้สึกผิดอย่างเห็นได้ชัด เขามองข้อมือของผมเหมือนเด็กกำลังมองจานที่ตัวเองเผลอทำแตกและรอให้แม่เข้ามาเอ็ด ผมเห็นว่าเขาทำท่าเหมือนจะคว้ามันขึ้นไปดู แต่ก็เห็นความลังเลที่จะทำแบบนั้น ราวกับกลัวว่ากระดูกของผมจะหักทันทีที่เขาจับมัน แต่เอาเข้าจริง มันไม่ได้เจ็บเลยสักนิดเดียว เขาไม่ได้จับมันแรงขนาดนั้น ดูเหมือนเขาจะคิดไปแล้วว่าตัวเองเผลอบีบมันแรงจนเกินไป ผมจึงส่ายหน้าออกมาเบา ๆ และส่งยิ้มให้เขา ทำให้เขาผ่อนคลายกล้ามเนื้อช่วงไหล่ที่เกร็งอยู่ลง “ผมขอโทษนะ” เขาพูดอีกครั้ง และมันมีความอ่อนโยนอยู่ในนั้น ทำให้ผมรู้สึกอุ่นขึ้นมาในหัวใจแปลก ๆ ที่เขาคิดถึงความรู้สึกของผมมากขนาดนั้น ถ้าเขาคิดว่านี่จะทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นมาได้หลังจากเรื่องเมื่อตอนเย็นล่ะก็ เขาทำมันสำเร็จแล้ว “ไปนอนเถอะ เดินทางมาเหนื่อยจะตาย ฉันขอไปอาบน้ำก่อนนะ” ผมว่า ใช้มือตบไปที่หน้าอกเขาเบา ๆ ก่อนที่จะผ่านเขาเข้าไปในห้องน้ำ








              ผมรู้สึกถึงความอุ่นจากร่างกายของคนที่นอนอยู่ข้าง ๆ แขนของผมเฉียดผ่านแขนของเขาทุกทีที่เขาหรือผมขยับตัว ขาก็ด้วย นิ้วก้อยเท้าของผมเหมือนจะแตะกับของเขาอยู่นิด ๆ เมื่อเหยียดขาตรง ผมได้ยินเสียงลมหายใจเบา ๆ ของเขาที่ดังอยู่ตรงหูข้างขวา เตียงไม่ได้เล็กขนาดที่จะนอนสองคนไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไรสำหรับผู้ชายสองคน โดยเฉพาะเจ้าเด็กยักษ์ที่อยู่ข้าง ๆ ผมตอนนี้

              ห้องเงียบกริบ มีเพียงเสียงนาฬิกาเหมือนเคย ผมเห็นเขาเข้านอนแล้วตอนผมออกมาจากห้องน้ำ แต่ผมรู้ดีว่าเขายังไม่หลับ ผมก็ด้วย เรานอนหลับตาอยู่เงียบ ๆ ไม่ได้พูดคุยอะไรกัน เหมือนเฝ้ารอให้มีบางอย่างเกิดขึ้นก่อน แต่เมื่อมันดูเหมือนจะไม่มีอะไรขยับเขยื้อนนอกจากพวกเราสองคน “นอนไม่หลับ” เราก็พูดมันขึ้นมาพร้อมกัน นั่นทำให้ผมรู้ว่าเขาก็รู้เช่นเดียวกันว่าผมยังไม่ได้นอน

              เขาขยับมานอนตะแคง หันหน้ามาทางผม ลมหายใจของผมสะดุดเล็กน้อยเมื่อหน้าของเขาอยู่ใกล้กว่าที่คิด “แล้ว— ตอนที่ลุงกับพ่อมาอยู่ที่นี่แล้วนอนไม่หลับ ทำอะไรกัน” เขาถาม ชันแขนขึ้นไปรองบนหัว ทำให้เขาอยู่สูงกว่าผมเล็กน้อย ดูเหมือนเขาจะไม่ได้คิดมากกับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อตอนหัวค่ำแล้ว หรือเขาอาจจะคิดแต่ผมไม่สามารถจับสังเกตมันได้ — ใครจะไปเก่งเรื่องการมองคนออกเท่าเขาล่ะ ผมเหลือบมองทรงผมของเขาที่ยุ่งเหยิงจากการนอน และละสายตาขึ้นไปมองเพดานแทนเพื่อคิดคำตอบของคำถามของเขา สมองย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่ยังเด็ก คิดถึงภาพสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องนี้เมื่อผมกับสตีฟนอนไม่หลับ และรู้สึกถึงรอยยิ้มเล็ก ๆ ที่มุมปากของผมเมื่อเห็นภาพเด็กสองคนซ้อนทับอยู่ในห้องนี้ “เราก็— เล่นกัน” ผมตอบ

              “เล่น?”

              “เล่นสร้างฐานทัพกันคนละมุมห้องบ้าง เล่นทายชื่อดาวข้างนอกบ้าง” ผมว่า เห็นหน้าของเขาที่สื่อได้ชัดเจนว่า ช่างเป็นเกมที่น่าเบื่ออะไรขนาดนั้น ที่หางตาของผม ช่วยไม่ได้ที่บ้านกลางหุบเขาขนาดนี้จะไม่มีเกมกระดานให้เขาเล่น “แต่ส่วนใหญ่จะเล่นทายชื่อคน” ผมว่าต่อ

              “ทายชื่อคน?”

              “เราผลัดกันเลียนแบบท่าทางของคนดังหรือคนที่เรารู้จักแล้วให้อีกคนทายว่าคือใคร”

              เขาทำเสียงในลำคอเหมือนสนใจมันขึ้นมา ผมเหลือบมองลูกกระเดือกของเขาที่ขยับนิด ๆ “เราเล่นมันบ้างได้ไหม” เขาถาม ก้มลงมามองผมที่กำลังมองเขาอยู่เช่นเดียวกัน ผมเปลี่ยนสายตาไปหยุดอยู่ที่มุมห้องแทน พลางคิดถึงข้อเท็จจริงที่ว่าเราควรจะระวังตัวกันอยู่ตลอดมากกว่าที่จะมานั่งเล่นอะไรเด็ก ๆ แบบนั้น แต่เมื่อเขายังคงจ้องมองมาที่ใบหน้าของผมอย่างไม่ลดละ ผมจึงต้องถอนหายใจออกมา “ก็ได้ ใครจะเริ่มก่อนล่ะ”

              เขาระบายยิ้มออกมานิด ๆ ก่อนที่จะชี้มาที่ผม ผมทำหน้าที่สื่อได้ว่า “ว่าแล้วล่ะ” ก่อนจะชันตัวลุกขึ้นนั่งและดึงผ้าห่มออกจากตัวไปไว้ที่ปลายเตียงพลางคิดถึงบุคคลที่มีท่าทางอันเป็นเอกลักษณ์คนหนึ่งขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว

              ผมเอามือพาดไปกับหัวเตียง ชันเข่าข้างหนึ่งขึ้นมาเพื่อที่จะยกอีกข้างขึ้นมาไขว้ห้างก่อนที่จะฮัมเพลง “Where The Blue And Lonely Go” ออกมา มือจับไปที่ตรงกลางอกทำเหมือนกำลังจัดโบว์กระต่ายล่องหน สลับกับมองที่มืออีกข้างซึ่งทำเหมือนกำลังถือบุหรี่อยู่

              เขาหัวเราะออกมาทันทีที่เห็นผมทำแบบนั้น หน้าของผมรู้สึกร้อนขึ้นมานิด ๆ แต่รอยยิ้มของเขาที่ดูจริงใจไร้การล้อเลียนก็ทำให้ผมรู้สึกสนุกไปด้วย “ดีน มาร์ติน” เขาตอบ ผมพยักหน้าและดีดนิ้วให้เป็นเชิงบอกว่าเขาทายถูก ก่อนที่จะกลับมานั่งตัวตรงอีกครั้ง “ตาเราละ” ผมว่า

              เขาทำท่าคิดอยู่สักครู่ก่อนที่จะลุกออกจากเตียงและตรงไปที่กระเป๋าเดินทาง ผมมองตามเขาไปด้วยสายตางุนงง แต่สักพักหนึ่งเขาก็เดินกลับมาพร้อมสวมแจ็คเก็ตสีแดงตัวหนึ่งทับเสื้อยืดสีขาวของเขาและดึงกางเกงขายาวของเขาขึ้นมาทับแจ็คเก็ตสีแดงตัวนั้นอีกที เขาใช้สองมือจัดผมให้ตั้งไปด้านหลังก่อนที่จะพูดบางอย่างออกมาแบบงึมงำ เหมือนเสียงคนเมาหรือไม่ก็เพิ่งตื่นนอน

              ผมนั่งจับอยู่สักพักว่าเขากำลังพูดอะไรอยู่ แต่ทันทีที่คิดขึ้นได้ว่าใครกันที่พูดจาด้วยน้ำเสียงเหมือนคนเมาได้เช่นนี้ ผมขำก๊ากออกมาทันที ผมก้มไปซุกหน้าลงกับหมอนเพื่ออุดไม่ให้เสียงหัวเราะดังเกินจนไปปลุกสตีฟกับเพ็กกี้ที่อยู่ในห้องฝั่งตรงข้ามเข้า เขาหัวเราะตามผมออกมาเบา ๆ และจัดทรงผมให้กลับไปเป็นเหมือนเดิมพร้อมโยนเสื้อแจ็คเก็ตกลับไปที่กระเป๋าเดินทางเมื่อผมทายถูกว่านั่นคือ “เจมส์ ดีน”

              เกมของเราดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ ส่วนมากเราจะทายกันถูกเพราะท่าทีเลียนแบบที่แสดงออกมานั้นมันช่างเป็นเอกลักษณ์ของคนดังคนนั้นเสียเหลือเกิน มีเพียงสิ่งเดียวที่ทำให้ผมแอบรู้สึกขัดใจ ก็คือด้วยอายุที่ต่างกันไปรุ่นหนึ่งมันทำให้เขาไม่รู้จักคนดังเก่า ๆ ที่ผมรู้จัก และผมก็ไม่รู้จักคนดังใหม่ ๆ ที่เขารู้จักเช่นกัน เราก็เลยพยายามคิดถึงแต่คนดังที่อยู่ในระหว่างนั้น นั่นทำให้ส่วนที่ยากที่สุดของเกมไม่ใช่การทายว่าคนคนนั้นคือใคร แต่เป็นการเลือกว่าจะเอาใครดีต่างหาก 

              “สเตล่า! สเตล่าาา!” ผมพยายามตะโกนให้เงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ คนตรงหน้าขำพรืดออกมาทันทีที่ผมเลียนแบบตัวละครตัวหนึ่งในหนังที่ผมจำได้ว่าแม่เขาชอบดู

              “มาร์ลอน แบรนโด” เขาตอบ ทำท่าจะปรบมือให้คำตอบของตัวเอง แต่ผมกลับส่ายหน้าออกไปเสียก่อน

              “สแตนเลย์ต่างหาก” ผมว่ายิ้ม ๆ

              “แต่ตัวละครสแตนเลย์ แสดงโดย มาร์ลอน แบรนโด ไง” เขาเถียงกลับ แต่ผมยักไหล่ให้ ทำเป็นไม่สนใจเหตุผลของเขา และยึดมั่นในคำตอบที่ถูกต้องของตัวเอง

              เขาดูหัวเสียนิด ๆ เจ้าเด็กนี่ดูจะอินกับเกมนี้มากเกินไปหน่อย แต่นั่นทำให้ผมรู้สึกสนุกกับมันมากกว่าเดิม และดีใจที่มันทำให้เราลืมเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อหัวค่ำไปได้ เขาเอามือข้างหนึ่งขยุ้มผมของตัวเองเบา ๆ เมื่อกำลังคิดถึงบุคคลดังคนถัดไปที่จะเอามาให้ผมทาย ผมเอนตัวลงพิงกับหัวเตียงอย่างสบาย ๆ หาวออกมาเบา ๆ เมื่อรู้สึกถึงความง่วงที่เริ่มแทรกตัวเข้ามาหา

              แต่ทันใดนั้น ตอนที่ผมกำลังจะพักสายตา เขาก็เขยิบเข้ามาใกล้ มือข้างหนึ่งจับที่ข้างแก้มผมไว้ทำให้ผมต้องสะดุ้ง ลืมตามองบุคคลที่ตอนนี้หน้าแนบชิดเข้ามาใกล้จนผมรับรู้ได้ถึงลมหายใจของเขาที่ข้างแก้ม ดวงตาสีสวยของเขามองเข้ามาในดวงตาของผมจนเหมือนเชือกที่ตรึงผมเอาไว้ให้อยู่กับที่ เขาเผยอปากออก ก่อนที่จะกระซิบเบา ๆ “ตาของนายเหมือนแท่งน้ำแข็งย้อยสะท้อนแสงอาทิตย์เลยนะ”

              ผมเกร็งตัวขึ้นมา รู้ดีว่าใครกันที่ชอบพูดประโยคนั้น เขายังคงมองเข้ามาในดวงตาของผม มือที่อยู่ตรงแก้มลากขึ้นไป ทำเป็นจัดปอยผมของผมให้มันไปอยู่ที่หลังหูทั้ง ๆ ที่มันไม่ได้ยาวจนลงมาปรกหน้าเหมือนก่อนหน้าที่ผมจะไปตัดมัน เขาวางมือไว้ตรงหลังหัวของผม ค้างไว้แบบนั้น ลมหายใจของผมกระตุกเมื่อรู้สึกถึงปลายจมูกของเขาที่จะมาแทบชนกับปลายจมูกของผม สิ่งที่อยู่ในอกเต้นแรงจนเหมือนจะทะลุออกมาข้างนอก ใบหน้าของผมร้อนผ่าวไปหมด และตอนนั้นเองที่เขาเอนตัวเข้ามาใกล้ขึ้นอีก ริมฝีปากของเขาอยู่บนหูของผม ลมหายใจรดอยู่ตรงไรผมข้างขมับ “บัคกี้” เขากระซิบ

              เหมือนโดนไฟช็อต ผมสะดุ้ง ตัวสั่นสะท้าน ยกไหล่ข้างที่หูของผมโดนริมฝีปากของเขากดลงเบา ๆ ขึ้นมาเพื่อป้องกันไม่ให้เขาเข้ามาใกล้กว่านี้อีก เขายอมถอยห่างออกไปแต่โดยดี ผมรู้สึกถึงความร้อนตั้งแต่ใบหูมาจนถึงแก้ม และตอนนั้นเอง ในตอนที่ผมกำลังจะเปิดปากพูดอะไรสักอย่างออกไป ความอ่อนนุ่มของริมฝีปากของเขาก็เข้ามากดทับบนริมฝีปากของผมเบา ๆ โดยที่ผมไม่ทันได้ตั้งตัว 

              ผมเบิกตาโพลง รู้สึกเหมือนโดนไฟช็อตยิ่งกว่าก่อนหน้านี้ หัวใจของผมแทบจะขึ้นมาอยู่ที่ลำคอเมื่อรับรู้ถึงริมฝีปากที่เปียกชื้นและร้อนพราวของเขาผิดกับอากาศรอบตัวเราที่เย็นและแห้ง ผมส่งเสียงตกใจออกไปเมื่อมันเบียดเข้ามาหาผมมากขึ้น มือของเขาที่อยู่ด้านหลังหัวของผมเลื่อนมาจับบริเวณแก้มผมให้เอียงหน้ารับองศาของริมฝีปากของเขาจนผมรู้สึกถึงมันได้มากขึ้น เขากดน้ำหนักลงมาขบเม้มที่ริมฝีปากล่างของผมเหมือนมันเป็นขนมหวานที่เขาชอบ ผมสั่นสะท้านเมื่อเขาใช้ฟันของเขากับตรงนั้นเบา ๆ และวินาทีถัดมา ผมก็สัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่ลื่นชื้นกำลังดุนเข้ามาทางริมฝีปากของผม มันทำให้ผมระงับลมหายใจตัวเองเอาไว้ด้วยความตกใจ และผลักอกเขาออกให้พ้นตัว

              “เราไม่ควรทำแบบนี้” ผมว่า เสียงปนไปด้วยลมหายใจที่ผมพยายามจะจับมันให้ได้ ผมชันขาขึ้นมือจับไว้ที่ใต้เข่าราวกับว่ามันเป็นกำแพงไม่ให้เขาเข้ามาหา

              เขามองมาที่ผม แสงจากดวงจันทร์ด้านนอกสาดส่องเข้ามาที่ใบหน้าครึ่งหนึ่งของเขา อาจจะเป็นเพราะความมืดและแสงที่ตีกันมั่วผสมกับความมึนงงจากเหตุการณ์เมื่อครู่และความง่วงนอน ผมจึงเห็นว่าใบหน้าของเขาเหมือนกับของสตีฟยิ่งกว่าตอนไหน ๆ ทั้งตา จมูก — ปากที่เป็นสีแดงกว่าปกติเพราะเขาเพิ่งใช้มัน ผมกัดริมฝีปากล่างทันทีที่สายตาของผมไปปะทะเข้ากับมัน

              “ลุงจูบผมตอบนะเมื่อกี้” เขาว่าด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ และนั่นทำให้ผมตัวแข็งขึ้นมาราวกับกำลังมองไปที่ดวงตาของกอร์กอน

              เขาจับมือของผมที่อยู่ใต้หัวเข่าให้ออกไปจากตรงนั้นก่อนที่จะดันเข่าของผมให้พ้นตัว ร่างกายของผมที่ยังคงคิดอะไรไม่ได้อยู่ตรงนั้นยอมทำตามมือของเขาแต่โดยดีจนตอนนี้ใบหน้าของเขาเข้ามาใกล้กับผมอีกครั้ง เขาพูดเสียงเบา “ตรงนี้มีแค่ลุงกับผม” เขาว่า มือที่จับมือของผมอยู่ข้างหนึ่งบีบมันเบา ๆ “ผมเก็บความลับให้ลุงเยอะแล้ว ลุงก็เก็บความลับให้ผมเยอะแล้ว เราจะมีความลับของเราอีกข้อก็คงไม่เป็นไรใช่ไหม”

              ผมรับรู้ถึงลมหายใจที่สั่นเทาของตัวเอง จับจ้องไปที่หน้าของเขาที่ยังคงอยู่ใกล้ชิดหน้าของผมแต่ไม่ชิดมากจนเกินไปราวกับกำลังรอคำอนุญาต ผมรู้สึกได้ว่าเขาพร้อมที่จะถอยออกไปถ้าผมพูดว่า “ไม่” และ— พร้อมจะถลาเข้ามาทันทีที่ผมพูดออกไปว่า “ใช่” ดวงตาของเขาตอนนี้เป็นดวงตาที่ผมเคยอ่านไม่ออกอยู่บ่อย ๆ แต่เขามักจะใช้มันมองมาที่ผมมากที่สุด — ตอนนี้ผมรู้แล้วว่ามันเป็นดวงตาแบบไหน มันคือดวงตาที่ใช้ร้องขอความรัก — ดวงตาของคนที่กำลังขอความรักจากคนที่ตัวเองไม่รู้ว่าจะมีวันได้รับมันไหม มันเป็นดวงตาที่สตีฟเคยใช้มองเพ็กกี้ มันเป็นดวงตาที่ผมอาจจะใช้มองสตีฟ และตอนนี้ มันเป็นดวงตาที่เขาใช้มองผม — ดวงตาของคนที่กำลังขอความรัก

              ผมเผยอริมฝีปากออก รู้สึกเหมือนโดนตรึงไว้ด้วยสายตาแบบนั้นของเขา มันมองเข้ามาลึก ลึกข้างในตัวผม เหมือนกำลังมองหาเศษเสี้ยวของความรักที่ผมอาจจะมีให้กับเขา และเขากำลังขอมัน ครั้งนี้ เขาขอมันเสียงดังยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ 

              และผมรู้สึกว่าผมสามารถให้มันกับเขาได้

              “ใช่” ผมว่า ด้วยน้ำเสียงเบาหวิวราวกับเสียงขนนกตกลงพื้น

              แต่มันก็มากพอที่จะทำให้เขาได้ยินมัน เขาดึงผมเข้าไปใกล้ ใช้มือข้างหนึ่งรองที่หลังคอผมเอาไว้ก่อนที่จะค่อย ๆ ประกบปากของเขาลงมา ตัวผมสะท้านเมื่อความเปียกชื้นของริมผีปากของเขาทาบทับมาบนริมฝีปากของผม ผมรู้สึกมวนและวาบหวิวในท้องตอนที่เขาดูดดึงมัน และเมื่อผมทำอย่างเดียวกันตอบเขากลับไป — ดูดดึงริมฝีปากของเขา — เขาก็ส่งเสียในลำคอที่ทำให้ผมต้องจิกเกร็งมือที่อยู่บนแขนของเขาจนเนื้อผิวบริเวณนั้นของเขากลายเป็นรอยแดง สิ่งที่ลื่นและเปียกชื้นเมื่อครู่กลับเข้ามาดุลริมฝีปากของผมอีกครั้ง ริมฝีปากของผมสั่นเพราะความกลัวและความไม่แน่ใจกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น แต่เมื่อเขาเปลี่ยนมาขบเม้มริมฝีปากของผมซ้ำ ๆ ราบกับกำลังขอความเห็นใจ ผมก็ค่อย ๆ ผ่อนปรน และสุดท้ายก็ยอมรับมันไว้แต่โดยดี ลิ้นของเขาเข้ามาสำรวจข้างในของผมราวกับกำลังตักตวงน้ำหวานที่เขารอคอยออกไปให้หมด ผมได้ยินเสียงน่าอายจากตรงที่ริมฝีปากของเราเชื่อมต่อกันจนต้องเกร็งนิ้วเท้าขึ้นมาด้วยความไม่เคยชิน เขาลูบที่หลังคอผมเบา ๆ ราวกับจะทำให้ผมผ่อนคลายและใช้ลิ้นที่อยู่ข้างในเกี่ยวกระหวัดกับลิ้นของผมอย่างอ่อนโยน เขาดูดดึงมันเหมือนกับลูกอมที่หอมหวาน ก่อนที่จะค่อย ๆ ถอยออกมา ประทับริมฝีปากของเขาเข้ากับผมอีกครั้งเบา ๆ และใช้หน้าผากของเขาชนเข้ากับหน้าผากของผม “อย่าถามอีกว่าผมเกลียดลุงไหม” เขาว่าลมหายใจของเขาก็สั่นจากการจูบเมื่อครู่เช่นเดียวกัน หน้าของเขาเป็นสีแดงอย่างที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน ดวงตาของเขาเหมือนกำลังฝันอยู่ “เพราะถึงลุงจะใจร้ายกับผมแทบตายผมก็คงเกลียดไม่ลง — จะให้เกลียดลงได้ยังไงเมื่อลุงเป็นแบบนี้” 

              และเขาก็ประกบจูบลงมาอีกครั้งทั้ง ๆ ที่ยังจับลมหายใจของตัวเองไม่ทัน เขาทำแบบนั้นอีกครั้ง อีกครั้ง และอีกครั้ง เหมือนกำลังทำให้แน่ใจว่าไม่ได้กำลังฝันไป



    TBC


    __________________________________________

    Hi! Talk to me on Twitter - @uchihanippa or #ลุงบัคแอบชอบพ่อผมเหรอ

    เขาว่ากันว่าหากอิงอิงบอกว่าจะลงฟิคเย็นนั้น คุณจะได้ฟิคตอนตีสอง เขาว่ากันว่าหากอิงอิงบอกจะลงฟิคตอนเที่ยงคุณจะได้ฟิคตอนสี่โมง 555555555 เราขอโทษนะทุกคนกับการไม่ตรงเวลาของเราฮือ ๆๆๆๆ ยังไงดีล่ะ อยากจะเอาตัวเองไปลงโทษในข้อหาเด็กเลี้ยงแกะเสียเหลือเกิน TT ขอโทษน้าาา ตอนแรกกะว่าตอนนี้คงเขียนไม่นานหรอก แปบเดียวก็เสร็จละ วางเรื่องไว้ว่าตอนนี้จะต้องเป็นงี้ ๆๆ แต่เขียนไป ๆ มา ๆ อารมณ์มันมาอ่ะ มันแบบละเลงคีย์บอร์ดมาก และสุดท้ายมันก็กลายเป็นตอนที่ยาวที่สุดตั้งแต่เคยเขียนมา อมก5555555 // สัปดาห์นี้ได้อ่านหนังสือที่ชอบมาก ๆ เรื่องหนึ่งมา นั่นอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้รู้สึกอยากจะเขียนเยอะ ๆ มาก ๆ (ก็เลยลงฟิคสายอีกแล้ว แง) ทุกคนชอบอ่านหนังสือกันไหมมม มาแนะนำหนังสือกันได้เลยนะ หรืออยากจะให้เราแนะนำก็ทักมาถามกันได้ อยากคุยกับคนอ่านเยอะ ๆ เลย ไม่ต้องเขินนะ เราใจดีย์ T___T ทุกคนสามารถเข้าไปคอมเมนต์เพิ่มเติมได้ในใต้ทวิตที่ลงฟิค หรือในแท็ก #ลุงบัคแอบชอบพ่อผมเหรอ ในทวิตเตอร์ได้เลย นะ เหมือนเช่นเคย! ขอบคุณทุกกำลังใจมาก ๆ เลยค่ะ รักทุกคนนนนนน <3




    จนกว่าจะพบกันใหม่

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
paparkro9er (@papark_baka)
เราว่ามันเจ็บปวดนะ ทั้งกับตัวบัคหรือตัวจูเนียร์เอง จูเนียร์ใช้ความเอาแต่ใจของตัวเองเรียกร้องความรัก ใช้ความที่ตัวเองเหมือนพ่อราวกับแกะมาทำให้บัคหวั่นไหว และใช่.. ทุกอย่างเลยเกิดขึ้น

ในช่วงวินาทีนั้นเราว่าบัคอาจจะนึกถึงสตีฟ อาจจะเผลอจินตนาการว่ากำลังจูบกับสตีฟ อาจมองจูเนียร์เป็นตัวแทนของสตีฟไปชั่วขณะหนึ่ง แต่ท้ายที่สุดบัคเองนั่นแหละที่ยินยอมให้จูเนียร์จูบตัวเอง

อาจจะมองว่าเป็นผลประโยชน์กับทั้งสองคนก็ได้ แต่ไม่น่าจะใช่ในทางความรู้สึกหรอก

แต่ก็ถามจริง สตีฟมันซื่อบื้อขนาดนั้นได้ยังไง......................
chowmeth (@chowmeth)
มัน...แบ่บว่า กรื้ดดดดดดดดดดจิกหมอนขาดกระจุยไปเลย เขินมากตอนบอกว่า’ใช่’ คือแบ่บฮือออ ไหนจะทำซ้ำๆอีก เช้ามาปรากฏว่าบัคปากบวม ทีนี้หล่ะ!/&/฿:&—&?,฿:/& แอบมีจุกๆตอนที่ความสุขของสตีฟต้องมีลุงบัคด้วย อ่าาเจ้าแสบช่วยฮีลหัวใจลุงหน่อยนะค้าบบ
kuronbucky (@kuronbucky)
คนมีประวัติแบบเดียวกันกับลุงบัคนี่อ่านตอนนี้ไม่จบในครั้งเดียวจริงๆนะคะ ฮืออ
นี่อ่านไปต้องพักเบรคกันไปเช็ดน้ำตากันไป

ชอบภาษาของคุณอิงมากเลยนะคะสำหรับตอนนี้
อยากวนไปอ่านซ้ำอีกซักรอบแต่หมอนเปียกหมดแล้ว แง

ไม่เคยมีคำอธิบายความรู้สึกที่เหมาะสมอะไรเลยกับการหล่อเลี้ยงมิตรภาพเกินเลยที่ยาวนานแบบนี้
การยอมอยู่ข้างๆไปเรื่อยๆกับความรู้สึกที่ไม่เคยเปลี่ยนหน้าตามันเหมือนคนเอาเข็มมาทิ่มตัวเองจริงๆนั่นแหล่ะ

เราเปลี่ยนใจตัวเรายังไม่ได้แต่ขอเชียร์เจ้าแสบเต็มกำลังเลยนะลูก
สู้เค้าลูก สู้พ่อเค้าให้ได้ เป็นความสุขให้ลุงบัคที
เอ็นดูหนูลูก เอ็นดูเด็กยักษ์จอมรุกขี้เขินเหลือเกิง

#มาร์เวลคลจัยร้ายทำต้องมาวิ่งร้องไห้ในทุ่งดอกเดซี่ แง
rangirlz (@rangirlz)
ไม่รู้จะเม้นอะไรแล้วค่ะ เราไม่ไหว ฮืออออออ มันแบบ ฮืออออออ ดีมากๆๆๆๆๆๆ!!!!!
thitapa06957195 (@thitapa06957195)
คุณลูกรุกแรงมากค่าา​ เกินเบอร์มาก​5555​ คุณลุงเค้าจะหัวใจวายเอานะ