ลุงบัคแอบชอบพ่อผมเหรอNippa
6. ที่ที่มีกลิ่นหอมอยู่ตลอดและภูเขาลูกใหญ่
  •           สตีฟกับเพ็กกี้กลับมาดึกกว่าที่พวกเขาว่าไว้ และประโยคแรกที่พวกเขาพูดตั้งแต่เปิดประตูเข้ามาก็คือ “คุณจะบ้าเหรอ!” ผมไม่ได้เห็นพวกเขาทะเลาะกันบ่อยนัก โดยเฉพาะต่อหน้าผม โดยเฉพาะต่อหน้าเจ้าแสบ พวกเขายืนกอดอกพูดกันแบบนั้นมาเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว ผมนั่งฟังพวกเขาที่พยายามจะยกเหตุผลมาสู้กันซ้ำ ๆ เหมือนแผ่นเสียงตกร่อง และแกล้งทำเป็นอ่านอะไรบางอย่างไปด้วยเพราะไม่อยากจะให้มันโจ่งแจ้งจนเกินไปว่าผมกำลังมองพวกเขาทะเลาะกันอยู่ ส่วนเจ้าแสบก็ได้แต่นั่งเงียบ ๆ อยู่ตรงโต๊ะกินข้าว มองพ่อกับแม่ของเขาด้วยสายตาเบื่อหน่ายปากก็เคี้ยวขนมปังมื้อเย็นของเขาไปด้วย

              “คุณไม่เห็นเหรอว่ามันอันตรายแค่ไหน เรานอนอยู่ดี ๆ แล้วจู่ ๆ ก็มีใครที่ไหนไม่รู้บุกเข้ามาถึงในห้องนอน!” เพ็กกี้พูดประโยคนั้นมาสี่รอบแล้วตั้งแต่เธอเข้าบ้านมา

              “แล้วคุณรู้ได้ไงว่าคนพวกนี้ไม่ใช่คนของสมิธเองที่เขาเอามาขู่ให้พวกเรากลัวแล้วจะได้ย้ายไปอยู่ในฐานบ้า ๆ ของเขาที่ — เมื่อผมฟังข้อตกลงที่เขาพูดไว้แล้วนะ — ทำหน้าที่เหมือนคุกสะมากกว่าน่ะ” สตีฟก็พูดประโยคนั้นซ้ำมาหลายรอบแล้วเช่นกัน

              ผมเม้มปาก ในใจก็คิดอยู่ว่าจะแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องนี้ดีไหม แต่เมื่อเห็นสงครามย่อม ๆ ตรงหน้าเริ่มจะรุนแรงขึ้นเมื่อวัดจากระดับเสียงในการใช้พูดคุยกัน ผมก็ตัดสินใจที่จะอยู่เงียบ ๆ แบบนี้ต่อไปดีกว่า

              ในขณะที่บทสนทนาที่ไม่มีจุดสิ้นสุดดำเนินต่อไป เจ้าแสบที่ดูเหมือนจะไม่เห็นประโยชน์ในการถกเถียงกันครั้งนี้ก็ลุกออกจากเก้าอี้ที่นั่งอยู่ หยิบขนมปังเนยคำสุดท้ายขึ้นมายัดใส่ปากแล้วตรงไปที่บันได เมื่อปลายเท้าของเขาแตะไปที่บันไดขั้นแรกเพียงนิดเดียว เพ็กกี้ก็หยุดเขาไว้ด้วยชื่อเสียก่อน ผมได้ยินเสียงถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายของเขาดังชัดเจนและคิดว่าเขาตั้งใจจะให้ทุกคนได้ยินมัน เขาหันกลับไปมองพ่อกับแม่ของเขาและเลิกคิ้วขึ้นแทนคำว่า “อะไรครับ”

              “ให้ลูกตัดสินใจดีกว่าว่าลูกอยากจะอยู่ที่นี่หรือจะไปอยู่ที่ที่ปลอดภัยกว่านี้” เพ็กกี้ว่า สีหน้าของเธอบ่งบอกว่าไม่ได้ถามคำถามนั้นเล่น ๆ

              ผมเห็นคิ้วของสตีฟชนกันทันทีที่ได้ยินแบบนั้น “แน่นอนว่าลูกก็ต้องทำตามที่คุณบอกอยู่แล้ว เขากลัวคุณคนเดียวหนิ”

              เพ็กกี้หันขวับไปหาเขา ปากของเธออ้าออกอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง “นี่คุณว่าฉันน่ากลัวแล้วเหรอ สตีฟ”

              ผมรู้สึกว่าเจ้าแสบก็คงจะมองเห็นมวยยกใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นเช่นเดียวกันจึงกระแอมกระไอออกมา ดึงความสนใจของนักโต้วาทีสองคนให้หันมาสนใจตัวเองอีกครั้ง เขาเท้าตัวกับราวบันได และพูดด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย “พ่อกับแม่ขอความคิดเห็นผมทั้ง ๆ ที่ไม่เคยบอกอะไรผมเลยเนี่ยนะ”

              สิ้นประโยคนั้นสตีฟและเพ็กกี้ก็นิ่งไปพักหนึ่ง มันคงจะแทงใจดำพวกเขาอยู่ไม่น้อยแม้เจ้าแสบจะดูไม่ได้จริงจังกับสิ่งที่ตัวเองพูดออกไปเท่าไหร่นัก เจ้าเด็กคนนี้อาจจะชินกับการอยู่ในครอบครัวที่มีแต่ความลับทางราชการแล้วล่ะมั้ง สตีฟยกมือขึ้นนวดหลังคอตัวเอง เพ็กกี้กอดอกและมองไปทางอื่น ก่อนที่จะถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาพร้อมกัน

              “ได้ เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังแต่—” 

              “ห้ามไปเล่าให้คนอื่นฟัง ผมรู้แล้ว” เจ้าแสบแทรกสตีฟขึ้นมา 

              ทั้งสามคนย้ายไปนั่งกระจุกกันอยู่ตรงบริเวณโซฟา สตีฟกวักมือเรียกผม (ที่เพิ่งรู้ตัวว่าอ่านนิตยสารกลับด้านมาโดยตลอด) ให้เข้าไปร่วมวงด้วย ผมจึงวางของที่อยู่ในมือลงและเดินเข้าไปสมทบกับพวกเขา เราผู้ใหญ่นั่งกันอยู่บนโซฟายาวสามคน ส่วนเจ้าแสบก็นั่งอยู่ตรงข้ามบนเก้าอี้โต๊ะกินข้าวที่ถูกลากมาวางไว้ตั้งแต่คืนที่แล้ว สตีฟเริ่มพูดเรื่องการสะสมอาวุธของพวกโซเวียตและข่าวลือเรื่องการลอบสังหารกัปตันอเมริกาของพวกมันเพื่อชัยชนะใน “สงครามที่ไม่มีสนามรบ” เพราะการทำลายอาวุธที่มีชีวิตและสัญลักษณ์กองทัพของชาติย่อมให้ผลดีกว่าการขู่ด้วยอาวุธที่พวกมันสะสมไว้  เขาพูดไปเรื่อย ๆ ราวกับเจ้าแสบเป็นผู้บังคับบัญชาการสูงสุดที่กำลังรับรายงาน เขาเล่าทุกรายละเอียดลามไปจนถึงข่าวลือเรื่องการไปถึงดวงจันทร์ของยานลูนา2 ของโซเวียตเมื่อไม่กี่ปีที่แล้ว และเรื่องโครงการที่สหรัฐจะส่งมนุษย์กลุ่มแรกไปดวงจันทร์เพื่อกดดันโซเวียตกลับ เพ็กกี้สะกิดแขนสตีฟเพราะเขาชักจะให้ข้อมูลที่ไม่จำเป็นเยอะเกินไปแล้ว สตีฟเม้มริมฝีปากและพยักหน้าเห็นด้วยกับเธอ ผมคิดว่าเขาคงจะรู้สึกผิดอยู่ลึก ๆ จากคำพูดของลูกตัวเองเมื่อครู่นี้จนปล่อยข้อมูลลับออกมาเป็นเขื่อนแตก การไม่รู้อะไรสักอย่างอยู่คนเดียวในบ้านก็คงให้ความรู้สึกที่ไม่ต่างอะไรไปจากการถูกล็อคประตูไม่ให้เข้าไปในห้องที่ทุกคนในบ้านมีสิทธิ์เข้าไปนักหรอก

              เพ็กกี้พูดเสริมออกมาว่ามันไม่ใช่ความผิดของสตีฟที่เรื่องมันเป็นแบบนี้ พวกของสมิธและรัฐบาลกลัวว่าครอบครัวของกัปตันอเมริกาจะโดนจับเป็นตัวประกัน และพูดว่าจุดอ่อนของสตีฟถือว่าเป็นจุดอ่อนของกองทัพสหรัฐด้วยเช่นกัน พวกเขาจึงจำเป็นต้องย้ายที่อยู่ของครอบครัวนี้ไปฐานทัพที่ที่ปลอดภัยกว่า เจ้าแสบได้ยินแบบนั้นก็ขมวดคิ้วเข้าหากันจนแทบไม่เหลือพื้นที่ระหว่างคิ้วไว้ เขาคงจะไม่พอใจที่โดนมองว่าเป็นจุดอ่อนของใคร “แล้วคำถามคืออะไรนะครับ” เขาว่า

              “คำถามคือลูกคิดว่าเราควรอยู่ที่นี่ต่อไปหรือควรไปอยู่ที่นั่น — ซึ่งปลอดภัยกว่านี้” เพ็กกี้ว่า ศอกของเธอตั้งอยู่บนแขนอีกข้างที่กอดอกอยู่ มือของเธอลูบอยู่บนปากสีแดงแสดงความกังวลออกมาชัดเจน

              “ใช่ ‘ปลอดภัย’ แต่จะออกไปไหนไม่ได้อีกเลย เหมือนคุก ไปดูหนังก็ไม่ได้นะ การ์ตูนใหม่ออกก็ต้องฝากคนซื้อเอา” สตีฟพูดขึ้นมายังไม่ทันจบดีเพ็กกี้ก็ตีแขนเขาเข้าอย่างจังจนเขาต้องสะดุ้งพร้อม เธอเอ็ดเขาว่ามันใช่เรื่องที่จะต้องกังวลตอนนี้ไหม และนั่นทำให้ผมหลุดหัวเราะออกมานิด ๆ 

              บรรยากาศในห้องดูผ่อนคลายลง สตีฟหันมายิ้มให้ทันทีที่ได้ยินเสียงหัวเราะของผม และจู่ ๆ ผมก็รู้สึกเหมือนโดนไฟช็อตเมื่อเขาใช้กำปั้นชกเข้าที่แขนเบา ๆ ต่อด้วยการใช้มือข้างนั้นปิดปากผมให้หยุดหัวเราะ “ขำอะไร” เขาว่าแบบนั้น ความอุ่นจากมือของเขาทำให้ผมรู้สึกแปลก ๆ ขึ้นมาอีกแล้ว

              “ผมไม่ไป” เจ้าแสบพูดขึ้นมา ทำเอาทุกคนต้องหันไปสนใจเขาอีกครั้ง ผมสบตากับเขาเข้าพอดีเพราะก่อนหน้านี้เขากำลังมองมาทางนี้ กระนั้นเขาก็หลบตาผมอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน นั่นสร้างความแปลกใจให้ผมขึ้นมาเล็ก ๆ

              สตีฟดูมีสีหน้าสดใสขึ้นมาเมื่อได้ยินลูกชายตัวเองพูดแบบนั้น เขากำลังจะพูดอะไรบางอย่างด้วยใบหน้าที่เปี่ยมความหวัง แต่เจ้าแสบกลับดักเอาไว้ได้ทัน “และผมก็ไม่อยากอยู่ที่นี่ด้วย — เพื่อนบ้าน เราทำให้เขากลัว ถ้ามีใครมาบุกที่นี่ซ้ำสองรับรองเลยว่าพวกเขาต้องย้ายบ้านหนีกันกระเจิงแน่ คราวนี้แม่ก็จะไปขอยืมแยมจากบ้านแมรี่ไม่ได้เพราะพวกเขาขายบ้านทิ้ง ส่วนแถวนี้ก็คงจะไม่มีลุงวิลสันมาให้คำแนะนำเรื่องรถกับพ่อแล้วล่ะ” 

              ผมเกือบลืมไปว่าเจ้าเด็กคนนี้ทั้งฉลาดและนิสัยไม่ดี เขามักเลือกที่จะทิ้งปัญหาไว้เหมือนเดิม มันเป็นแบบนี้เกือบทุกครั้ง เมื่อพ่อกับแม่ของเขามีความเห็นต่างกันไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม และตัดสินใจที่จะใช้เขาเป็น “คำตอบที่ถูกต้อง” เขาก็จะพยายามไม่เลือกมันทั้งคู่ สุดท้ายสตีฟกับเพ็กกี้ก็ต้องเถียงกันจนได้คำตอบออกมาเองอยู่ดี ไม่รู้ว่าพวกเขาลืมไปว่าลูกชายตัวเองมีนิสัยแบบนี้ หรือหวังอยู่ลึก ๆ ว่าเจ้าเด็กคนนี้จะทิ้งนิสัยนี้ไป ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคต

              สตีฟกับเพ็กกี้ถอนหายใจออกมาอีกครั้งจนผมคิดว่าหากการถอนหายใจทำให้เกิดเงินได้ ห้องนี้คงเต็มไปด้วยทองแล้วกระมัง

              ผมรู้สึกว่าคงต้องพูดอะไรบางอย่างออกมาบ้าง เพราะหากยังปล่อยให้ครอบครัวนี้นั่งเถียงกันอยู่แบบนี้แล้วล่ะก็ คงจะกินเวลายาวไปจนเช้า และพวกสมิธก็คงจะมาลากเราเข้าไปอยู่ในฐานบ้า ๆ ของเขาเป็นแน่ — ผมยิ่งไม่ชอบหน้าเขาอยู่เสียด้วยสิ ผมพยายามคิดถึงทางออกที่น่าจะเป็นกลางมากที่สุดสำหรับทั้งสองคน สตีฟอยากอยู่ที่ที่ให้ความรู้สึกเหมือนบ้าน ส่วนเพ็กกี้ก็อยากจะอยู่ในที่ที่ปลอดภัยมากกว่านี้ เมื่อคิดทบทวนดูดี ๆ แล้ว มีเพียงสถานที่เดียวที่ผุดขึ้นมาในหัวของผม “จำบ้านยายของฉันที่ฉันเคยพานายไปครั้งหนึ่งตอนเรายังเด็กได้ไหม สตีฟ” ผมพูดขึ้นมา เรียกสายตาสามคู่ให้หันมองมาเป็นทางเดียว

              สตีฟทำท่าคิดสักพักหนึ่งก่อนจะพยักหน้าออกมา “ที่ที่มีกลิ่นหอมอยู่ตลอดและภูเขาลูกใหญ่”

              “ใช่ ที่ที่มีกลิ่นหอมอยู่ตลอดและภูเขาลูกใหญ่ — ฉันเคยอธิบายมันไว้แบบนั้น” ผมยิ้มออกมา คิดไปถึงตอนนั้นที่ผมชวนเขาไปเยี่ยมยายของผมที่นอกเมืองในวันหยุดฤดูร้อนอย่างเช่นตอนนี้ คิดถึงแดดอุ่น ๆ ที่สาดส่องลงมาบนดอกเดซี่สีเหลือง คิดถึงลมที่พัดโชยมาจนเสื้อผ้าลู่ไปตามแรงลม คิดถึงภูเขาลูกใหญ่หลังบ้านและท้องฟ้าโปร่ง — คิดถึงเวลาเกือบเดือนที่สตีฟกับผมใช้ร่วมกันตอนนั้น “ถ้าเป็นที่ที่พอจะปลอดภัย เป็นส่วนตัว เงียบสงบ และเป็นอิสระ — บ้านยายของฉันก็ได้นะ ท่านเสียไปเมื่อปลายปีที่แล้ว และตอนนี้ฉันเป็นเจ้าของมัน” ผมว่า

              และทันใดนั้นผมก็เห็นประกายแห่งความหวังฉายออกมาจากดวงตาของทั้งสตีฟและเพ็กกี้




              “เราต้องออกไปคืนนี้ เดี๋ยวนี้” คือสิ่งที่สตีฟบอกกับพวกเรา สตีฟกับเพ็กกี้เล่าว่าพวกเขาได้ขอเวลาคิดทบทวนเรื่องข้อเสนอของสมิธอีกทีเมื่อเช้าที่ผ่านมา พวกสมิธจึงตกลงจะมาเอาคำตอบของพวกเขาในเช้าวันที่จะถึงนี้ และการ “มาเอาคำตอบ” นั้นก็เกรงว่าจะไม่ใช่การมาเอาคำตอบที่น่าดูชมเสียเท่าไหร่หากพวกเขาปฏิเสธมัน ด้วยเหตุนั้นเอง ตอนนี้ผมก็เลยต้องยกกระเป๋าเดินทางของผมที่เพิ่งจะขนมาที่นี่ได้ไม่กี่วันเข้ากระโปรงหลัง Continental Mark II สีดำของสตีฟอีกครั้งอย่างเงียบเชียบที่สุด เราเอาของไปเท่าที่จำเป็นเท่านั้น และคิดว่าจะต้องออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุดและเงียบที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

              มันไม่ใช่เรื่องยากที่จะขนย้ายข้าวของและออกไปจากที่นี่อย่างเงียบ ๆ โดยไม่มีใครเห็นในเวลาตีสามเช่นนี้ หากแต่วินาทีต่อมาดันมีเสียงเรียกของเด็กสาวดังขึ้นมาจากริมรั้วของบ้านที่อยู่หลังข้าง ๆ จนผมต้องสะดุ้งออกมาด้วยความตกใจ

              “พี่สายฟ้า” แมรี่เรียกเสียงเบา ยังดีที่เธอยังเรียนรู้ที่จะมองเห็นสถานการณ์ว่าเรากำลังทำทุกอย่างด้วยความเงียบและเลียนแบบ เธอยืนอยู่ตรงรั้วที่เดิมที่เธอมายืนรอเจ้าแสบทุกวัน ดวงตากลมโตของเธอที่สะท้อนกับแสงพระจันทร์กำลังจับจ้องมาทางเราด้วยความสงสัย เจ้าแสบรีบเดินไปหาเธอพร้อมทำท่าให้เธออย่าเสียงดัง แมรี่ยกมือขึ้นปิดปากตัวเองทันทีที่เห็นแบบนั้น

              “นี่มันตีสามนะแมรี่ มาทำอะไรตรงนี้” เขากระซิบ

              “หนูนอนไม่หลับ มองออกมาจากหน้าต่างเห็นพี่กำลังขนของ” เธอชะเง้อดูสัมภาระที่อยู่ท้ายรถอย่างสนอกสนใจ “กำลังจะไปไหนเหรอคะ” 

              เจ้าแสบหันไปมองสตีฟกับเพ็กกี้ที่กำลังวุ่นอยู่ข้างในบ้าน พวกเขาไม่ทันเห็นแมรี่ที่กำลังยืนตาแป๋วอยู่ตรงนี้ ก่อนที่จะเหลือบตามามองผมที่ยืนมองเขาและแมรี่อยู่ท้ายรถ ผมส่ายหน้าเบา ๆ ไม่ให้เขาพูดอะไรออกไป แม้แมรี่จะเป็นเพียงเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ — ไม่สิ เพราะเธอเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ นี่แหละ เราเลยบอกอะไรเธอไม่ได้  พวกสมิธจะต้องมาสืบสวนที่อยู่ของพวกเราจากเพื่อนบ้านเป็นแน่

              เจ้าแสบหันกลับไปหาแมรี่ก่อนจะกระซิบเสียงเบากว่าเดิมจนผมแทบจะไม่ได้ยิน “พี่ไปเที่ยวแปบเดียว เดี๋ยวกลับมา” เขาโกหกคำโต

              “ต้องไปตอนกลางดึกขนาดนี้เลยเหรอคะ” เธอยังคงถามอย่างเด็กฉลาดต่อไป

              พี่สายฟ้าของเธอยกมือขึ้นสางผมของเขา ผมรู้ว่าเขาทำมันเพื่อถ่วงเวลาคิดหาคำโกหกคำถัดไปอยู่ เจ้าแสบเลียริมฝีปากแห้งผากของตัวเองก่อนที่จะพยักหน้าออกมา “ใช่ จะไปให้ถึงที่นั่นตอนเช้าน่ะ ดูพระอาทิตย์ขึ้นไง” 

              โกหกเก่งไม่ใช่เล่น

              “แล้วจะกลับมาเมื่อไหร่ล่ะค่ะ” แมรี่ถามต่อ ผมเพิ่งสังเกตว่าในมือของเธอถือตุ๊กตาลิงตัวหนึ่งอยู่

              “ยังไม่รู้เลย — พี่ไม่เคยรู้หรอกว่าเวลาไปไหนจะไปกี่วัน ปล่อยเรื่องวางแผนเที่ยวน่าเบื่อพวกนี้ให้พ่อกับแม่จัดการตลอดแหละ” เขาว่า “เออ แล้วอย่าบอกใครนะว่าเห็นพี่ขนของออกไปน่ะ”

              แมรี่ขมวดคิ้วเข้าหากัน “แต่ว่า—“

              เสียงเปิดประตูบ้านดังขึ้น เจ้าแสบรีบเอื้อมมือข้ามรั้วเพื่อดันเด็กหญิงให้ห่างออกไป “เข้าบ้านไป เดี๋ยวไม่สบาย ถ้าพ่อกับแม่พี่เห็นเข้าก็ได้ฟ้องแม่แมรี่เอาหรอก” เขาว่า แมรี่ที่ดูกลัวขึ้นมาจับใจพยักหน้าหงึกหงักก่อนที่จะวิ่งอย่างเงียบเชียบราวกับหนูไปที่ประตูบ้านของเธอ เธอเปิดและปิดมันอย่างเบามือ

              “เรียบร้อยกันหรือยัง” สตีฟเดินมาพร้อมกระเป๋าเดินทางสองใบ เขายัดมันใส่เข้ากระโปรงหลังของรถก่อนที่จะปิดมันลงเบา ๆ “เอาล่ะ หวังว่าน้ำมันจะอยู่ไปจนถึงที่หมายนะ” เขาพึมพำกับตัวเอง






              น้ำมันไม่ได้อยู่ไปจนถึงที่หมาย ผมสะดุ้งตื่นเมื่อได้ยินเสียงดับเครื่องยนต์ และต้องกระพริบตาถี่ ๆ เพื่อปรับสายตาเมื่อแสงแดดจากนอกรถแยงเข้ามาบนใบหน้าพอดี เสียงนกร้องดังแว่วมาไม่ไกลทำให้ผมรู้ว่านี่เป็นเวลาเช้าตรู่ ผมรู้สึกถึงกล้ามเนื้อที่ปวดล้าเนื่องจากการอยู่ในท่าเดิมเป็นเวลานาน 

              ความอุ่นที่ข้างหูทำให้ผมรู้สึกตัวว่ากำลังเอนซบไหล่ใครคนหนึ่งอยู่ตอนที่เผลอหลับไป 

              ผมเหลือบตาขึ้นมอง มันจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเจ้าแสบที่นั่งเบาะหลังคู่กับผมมาตั้งแต่ขึ้นรถ เขากำลังมองออกไปนอกหน้าต่าง ดูถนนข้างทางที่ว่างเปล่าไร้รถยนต์ ขนตาของเขาหนาเป็นแพเหมือนของสตีฟ มันถูกเคลือบด้วยสีส้มจากแดดยามเช้าเช่นเดียวกับใบหน้าของเขา 

              ผมไม่รู้ว่าตัวเองหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ มันคงจะเป็นความเหนื่อยล้าซึ่งสะสมมาหลายวันที่ทำให้คนนอนยากอย่างผมเผลอหลับบนรถขึ้นมาเสียได้ สตีฟกับเพ็กกี้ลงไปจากรถเมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ พวกเขายืนด้อม ๆ มอง ๆ อยู่แถว ๆ หัวเติมน้ำมัน บนหัวมีหมวกและบนหน้ามีแว่นดำขนาดใหญ่คอยอำพรางตัว เป็นภาพที่ตลกอยู่ไม่ใช่น้อย ผมหาววอดใหญ่ ก่อนที่จะค่อย ๆ เอนตัวกลับขึ้นมานั่งตัวตรงและพิงหัวเข้ากับเบาะข้างหลังแทน “ขอบใจนะ” ผมพูดขึ้นเบา ๆ กล่าวขอบคุณคนข้าง ๆ ที่ยอมให้ผมนอนพิงไหล่ของเขาที่อาจจะชาไปแล้วแทนที่จะปลุกผมขึ้นมา

              “ไม่เป็นไร” เขาว่า สายตายังไม่ละไปจากถนนที่ว่างเปล่านั่นจนผมอดสงสัยไม่ได้ว่ามีอะไรให้น่ามองหนักหนา

              มีบางอย่างแปลกไป

              ปกติเจ้าตัวจะต้องพูดหรือหยอกล้ออะไรสักอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่เราอยู่ด้วยกันสองคนแบบนี้ แต่ตอนนี้เขากลับนั่งนิ่งไม่หือไม่อืออะไร ตายังไม่มองมาที่ผมเสียด้วยซ้ำ มันเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ตั้งแต่ตอนที่เขาหลบตาผมอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน หรือตอนที่เขาเจอแมรี่ เขาก็แค่เหลือบตามามองผมเล็กน้อยเท่านั้น

              มีบางอย่างแปลกไปจริง ๆ

              เสียงเคาะกระจกดังขึ้นในตอนที่ผมกำลังนั่งจมอยู่ในความคิดของตัวเอง พยายามหาคำตอบให้กับท่าทีแปลก ๆ ของคนที่อยู่ข้าง ๆ เมื่อหันไปมองก็พบสตีฟกำลังก้มลงมองลอดกระจกเข้ามา ผมเอื้อมตัวไปที่เบาะหน้าเพื่อลดกระจกลงมาเล็กน้อยให้พอได้ยินสิ่งที่เขาจะพูด “ไปซื้อของกินมาตุนให้หน่อย” เขาว่า ชี้ไปที่ร้านสะดวกซื้อเก่า ๆ ที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล “ขอหมากฝรั่งมาเคี้ยวแก้ง่วงด้วยนะ — ออกไปช่วยลุงเขาขนด้วยล่ะเรา” ประโยคหลังสตีฟหันไปพูดกับเจ้าแสบ และเดินออกไปวุ่นวายกับหัวเติมน้ำมันอีกครั้ง

              ผมเหล่ตามองคนที่ได้รับภารกิจให้ไปล่าเสบียงด้วยกัน เขาไม่ได้พูดอะไร แต่หยิบหมวกขึ้นมาสวมและปรับเบาะข้างหน้าให้เอนลงไป ก่อนที่จะเปิดประตูก้าวออกจากรถไปเงียบ ๆ 

              มีบางอย่างแปลกไปแน่นอน

              เสียงกระดิ่งคือสิ่งแรกที่ส่งเสียงเมื่อเราก้าวเข้าไปในร้านสะดวกซื้อ มันเป็นร้านเล็ก ๆ มาตรฐานตามปั๊มน้ำมันทั่วไป แสงแดดสีเหลืองส้มที่ส่องเข้ามาภายในร้านทำให้เห็นฝุ่นจาง ๆ ที่ลอยอยู่ในอากาศ ชั้นวางของเต็มไปด้วยอาหารกระป๋องและขนมขบเคี้ยว พัดลมที่อยู่ตรงเคาน์เตอร์ส่งเสียง กึ่ง ๆ คล้ายกำลังจะพัง เสียงของมันคลอไปพร้อมเสียงดนตรีเบา ๆ จากวิทยุที่กำลังเปิดเพลง She’s Got You ของ Patsy Cline “ตู้เย็นเสีย” คนขายที่นั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่หลังเคาน์เตอร์พูดโดยไม่ได้สนใจที่จะเงยหน้าขึ้นมามองเราด้วยซ้ำ

              เจ้าแสบเดินตรงไปที่ชั้นวางขนมและกวาดรัฟเฟิลส์ทีเดียวสามห่อไว้ในมือก่อนที่จะเดินหายไปตรงช่องขนมจำพวกช็อกโกแลตอย่างรวดเร็ว

              หัวคิ้วของผมกระตุกขึ้นมานิด ๆ กับท่าทีเมินเฉยของเขา ขอยอมรับว่าบางครั้งบางคราวผมก็แอบหลีกเลี่ยงการอยู่ด้วยกันแบบสองต่อสองกับเขา แต่ก็ขอยอมรับเช่นกันว่ามันไม่ชินเอาเสียเลยที่มันจะเงียบและเมินเฉยกันขนาดนี้ ผมเดินเข้าไปตรงชั้นวางหนังสือและแกล้งหยิบนิตยสารเล่มหนึ่งที่มี ดอร์ลิส เดย์ ยิ้มแช่งอยู่บนหน้าปกขึ้นมาอ่าน ตาก็เหลือบมองเจ้าคนที่ตั้งอกตั้งใจเลือกขนมบนชั้นเพิ่มทั้ง ๆ ที่ในมือก็มีขนมเยอะเกินจะกินไหวแล้ว 

              บอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าอย่ากินขนมเยอะ

              ผมคิดถึงความเป็นไปได้ทั้งหมดที่สามารถทำให้เด็กผู้ชายมัธยมปลายคนหนึ่งโกรธบุคคลที่เข้าไปอยู่ในบ้านเขาได้ไม่กี่วัน ผมกินขนมของเขาไปเหรอ? ครั้งสุดท้ายที่ผมจำได้ก็คือผมปฏิเสธรัฟเฟิลส์ที่เขายื่นให้ด้วยซ้ำ ผมมือเลอะและไปจับหนังสือการ์ตูนสุดรักสุดหวงของเขาเหรอ? ผมจำได้ว่าครั้งสุดท้ายผมแทบจะเอามือไปลนไฟเพื่อล้างเชื้อก่อนที่จะกล้าแตะมันด้วยซ้ำ หรือ— เดี๋ยวนะ

              ผมวางนิตยสารในมือลงเสียงดังจนเจ้าของร้านที่นั่งอยู่ตรงเคาน์เตอร์ถึงกับต้องเงยหน้าขึ้นมามองแวบหนึ่ง

              ทำไมผมต้องมานั่งคิดมากเหมือนพวกแฟนหนุ่มที่กำลังหาทางง้อแฟนของเขาทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ว่าทำอะไรให้อีกคนโกรธด้วย ผมโตจะตายอยู่แล้ว และคนโตจะตายอยู่แล้วย่อมมีวิธีจัดการกับสถานการณ์ตอนนี้ได้อย่างคนที่โตจะตายอยู่แล้วเขาทำกัน 

              ผมเดินตรงไปหาเขาที่ก้ม ๆ เงย ๆ อยู่ตรงชั้นวางของด้านหลังสุดของร้าน จับแขนเขาให้หันมาอย่างรวดเร็วจนขนมที่อยู่ในมือของเขาแทบหล่นลงพื้น สีหน้าของเขามีความตกใจฉาบอยู่ชัดเจน “โกรธอะไร” ผมว่า และละมือที่อยู่บนแขนของเขาขึ้นมากอดอกแทน

              เขาเลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจ และค่อย ๆ เสมองไปทางอื่น ผมเห็นดวงตาสีฟ้านั่นขยับไปมาซ้ายทีขวาทีเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ มันอาจจะเป็นข้อแก้ตัวอย่าง “ไม่ได้โกรธสักหน่อย” หรืออาจจะเป็นการคิดคำนวณอยู่ว่าตัวเองโกรธผมเรื่องอะไรกันแน่เพราะผมเองก็คิดไม่ออกเหมือนกัน เขายกมืออีกข้างที่ไม่ได้ถือขนมไว้ขึ้นมาเกาหน้าผากเบา ๆ “ลุงไม่ใช่เหรอที่โกรธผม” เขาว่า

              ผมขมวดคิ้ว และชี้ตัวเอง

              เขาพยักหน้า

              นั่นทำให้ผมต้องขมวดคิ้วมากขึ้นไปอีกจนแทบจะพันกัน

              “โกรธอะไร?” ไหนเป็นผมล่ะที่โกรธเขา ในเมื่อคนที่ไม่คุยกับผมและถามคำตอบคำก็คือเขาเองทั้งนั้น “ทำอะไรผิดมาให้โกรธหรือไง?” 

              เขาแสดงสีหน้าสับสนน่าดู ผมแอบเห็นเหงื่อที่ผุดขึ้นมาบนขมับของเขา ตัวเขาที่สับสนดูแปลกตาไม่น้อย  “ก็— เรื่องเมื่อคืนตอนที่เรานั่งคุยกันที่ม้านั่ง” เสียงของเขาเบาลงเรื่อย ๆ “ผมคิดว่าลุงโกรธ เพราะลุงเดินเข้าไปในบ้านแบบนั้นไง”

              ผมร้อง “อ่อ” ขึ้นมาในใจ คิดย้อนไปถึงบทสนทนาสั้น ๆ ตรงม้านั่งที่เกิดขึ้นจากกระดาษแผ่นหนึ่งซึ่งผมได้รับมาจากเจ้าหน้าที่ในทีมเก็บหลักฐาน รายละเอียดในกระดาษมีทั้งจำนวนผู้ร้ายและชนิดอาวุธของพวกมัน หากดูผ่าน ๆ ก็อาจจะไม่ทันสังเกตรายละเอียดบางอย่างที่แปลกพิลึก อาทิ จำนวนคนที่ใช้บุกเข้าไปในห้องของโรเจอร์คนลูกมีมากกว่ากว่าโรเจอร์คนพ่อถึงห้าคน อาวุธที่ตกอยู่ในห้องของเจ้าแสบมีอนุภาพร้ายแรงกว่ามากโข รวมถึงสิ่งที่สร้างความประหลาดใจมากที่สุดอย่างสุดท้ายซึ่งก็คือ มีอาวุธหน้าตาแปลกประหลาดชนิดหนึ่งที่ทีมเก็บหลักฐานไม่สามารถระบุได้ว่ามันเอาไว้ใช้ทำอะไร แต่ดูเหมือนจะเป็นเครื่องดูดซับพลังงานบางอย่างของโซเวียต — มันไม่ใช่อาวุธด้วยซ้ำ และไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาเอามันมาทำไม หลักฐานพวกนั้นทำให้ผมเกิดสงสัยว่าคนตรงหน้าผมคงไม่ได้ทำได้แค่บีบแจกันให้แตก เขามีความลับอะไรบางอย่าง ความลับที่ยังบอกมาไม่หมด และผมก็ลองถามดูเผื่อเขาจะบอกก็เท่านั้นเอง

              “ไม่ได้โกรธสักหน่อย” ผมพูดขึ้น เลียนแบบประโยคของเขา “ถ้าไม่อยากจะบอกตอนนี้ก็ไม่เป็นไรหรอก แต่ขอเดาเลยนะว่าเราน่ะคงเก่งสุด ๆ ไปเลยล่ะสิพวกศัตรูมันถึงได้เป็นสะแบบนั้น — เอาเถอะ แค่ปลอดภัยก็พอแล้วล่ะ พร้อมเมื่อไหร่ก็เล่าให้ฟังด้วยละกัน ฉันไม่ใช่ สตีฟ โรเจอร์ นะ” ผมพยักพเยิดหน้าไปทางหน้าต่างร้านที่พอมองออกไปแล้วเห็นโรเจอร์คนพ่อกำลังรอเติมน้ำมันให้เต็มถังอยู่

              เขามองผมอย่างอึ้ง ๆ หลังจากผมพูดประโยคยาวยืดนั่นจบ ราวกับว่ามันเป็นสิ่งที่เขาไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าจะได้ยิน และไม่เคยได้ยินประโยคแนวนี้มาก่อนสักครั้งในชีวิต ริมฝีปากของเขาค่อย ๆ ระบายยิ้มออกมา และผมรู้สึกว่าผมต้องแกล้งมองไปทางอื่นแทนที่มองรอยยิ้มนั่นตรง ๆ เพราะมุมปากของผมมันกระตุกขึ้นมาราวกับจะยิ้มไปตามเขาให้ได้ จะบ้าเหรอเจมส์

              “งั้นเราก็ดีกัน?” เขาพูดขึ้นมา

              “เราไม่เคยโกรธกัน” ผมว่า เหลือบตาเพียงแวบเดียวไปมองรอยยิ้มที่กว้างขึ้นอีกของเขา

              ผมรีบหันหลังกลับ เดินหนีไปเลือกของที่จะเอาไปกินบนรถต่อเมื่อผมเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้ว ผมเลิกสงสัย เขาเลิกคิดมาก ผมสบายใจ เขามีความสุข แค่นั้นจบ ผมคว้าอาหารกระป๋องสองสามอย่าง ขนมปัง เบียร์ น้ำเปล่า และไม้ขีดไฟมาไว้เต็มมือ เพราะหากคุณจะต้องไปอยู่ท่ามกลางความไม่มีอะไรเลย ไม่มีเพื่อนบ้าน ไม่มีรถประจำทางผ่าน และไม่มีร้านสะดวกซื้อแล้วล่ะก็ สิ่งฉลาดที่สุดที่คุณควรทำคือการตุนของกินและความอบอุ่นเอาไว้ให้ได้มากที่สุด

              ผมไม่ลืมที่จะคว้าหมากฝรั่งไปให้สตีฟเมื่อเดินไปถึงเคาน์เตอร์ คนขายแทบจะไม่มองหน้าเราด้วยซ้ำตอนที่คิดเงินให้ สีหน้าเขาดูเบื่อหน่ายโลกเต็มแก่ และผมเดาได้ว่าเขาอาจจะขอเปลี่ยนงานเร็ว ๆ นี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีสำหรับเราเพราะไม่มีใครควรรู้ว่าเราอยู่ที่ไหน หรือจะไปไหน

              ผมเห็นสตีฟกับเพ็กกี้ขึ้นไปรออยู่บนรถแล้วเมื่อเราเดินออกมาจากร้านสะดวกซื้อ พวกเขากำลังช่วยกันดูแผนที่อยู่ที่เบาะหน้าอย่างเคร่งเครียดจนไม่ทันสังเกตว่าผมกับเจ้าแสบเดินออกมาแล้ว ในจังหวะที่ผมกำลังจะเดินตรงไปที่รถ เจ้าแสบก็เรียกผมเอาไว้จนผมต้องหยุดเดินและหันไปตามเสียงเรียก “มานี่หน่อย” เขาว่า กวักมือเรียกผมจากใต้เงาแดดข้าง ๆ ร้านสะดวกซื้อ ผมขมวดคิ้วมุ่น อยากจะสั่งสอนมารยาทเขาสักหน่อยว่าไม่ควรเรียกคนโตกว่าด้วยท่าทางแบบนั้น แต่สุดท้ายความอยากรู้อยากเห็นของผมก็ทำให้ผมต้องพ่ายแพ้ ลืมเรื่องเด็กเรื่องผู้ใหญ่ไปพักหนึ่งและเดินตรงไปหาเขาพร้อมถุงกระดาษที่พะรุงพะรังในอ้อมแขนทั้งสองข้าง

              “อะไร” ผมถาม กระชับถุงในมือที่ดูจะตกมิตกแหล่

              “เอาหูมาเดี๋ยวจะบอกความลับที่เหลือให้” เขาว่า ผมทำตาโตอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง ในเมื่อเมื่อคืนผมถามเขาด้วยสีหน้าจริงจังและคาดหวังขนาดนั้น เขากลับไม่อยากจะพูดเรื่องนี้ขึ้นมา แต่วันนี้หลังจากที่ปรับความเข้าใจกันไป จู่ ๆ เขาก็อยากจะพูดมันออกมาสะงั้น หรือความใจดีและความเป็นผู้ใหญ่ของผมไปทำให้เขาคิดขึ้นมาได้ว่าไม่ควรมีความลับกับคนอย่างผมเอาเสียเลย

              ผมรีบหันข้างยื่นหูออกไปให้เขา หัวใจเต้นแรงขึ้นเพราะความตื่นเต้น เขาเขยิบเข้ามาใกล้ ยื่นหน้าเข้ามาจนลมหายใจรดอยู่ที่ข้างหูผม 

              และทันใดนั้นเขาก็เอียงหน้ามาฝังจมูกลงบนแก้มผมดัง ฟอด

              “เฮ้ย!” ผมร้องออกมาด้วยความตกใจ เผลอปล่อยของในแขนทั้งสองข้างจนมันหล่นลงบนพื้น และใช้มือจับเข้าที่ข้างแก้มของตัวเอง

              “โทษฐานที่ทำตัวโคตรน่ารัก” เขาพูด รอยยิ้มซุกซนนั่นกลับมาอีกแล้ว

              ผมอ้าปากออกก่อนจะปิด และอ้าออกใหม่อยู่แบบนั้นเหมือนปลาขาดน้ำเพราะรวบรวมคำพูดออกมาจากสมองไม่ได้ เจ้าแสบขมวดคิ้วเข้าหากันในขณะที่ปากยังคงยิ้มอยู่ เขาอ้าปากและหุบปากตามผมอย่างล้อเลียน ผมรู้สึกถึงใบหน้าที่ร้อนขึ้นเรื่อย ๆ ร้อนยิ่งกว่าแดดในฤดูร้อนตอนนี้ ร้อนยิ่งกว่าขนมปังปิ้งที่ผมกินเมื่อสองสามวันก่อน โดยเฉพาะบริเวณแก้มข้างขวาที่เขาเพิ่งเข้ามาฉกไปเหมือนงูที่จู่ ๆ ก็โผล่มาจากพงหญ้า และผมมั่นใจว่ามันต้องเป็นงูมีพิษแน่นอน เพราะตอนนี้หัวใจผมเต้นแรงยิ่งกว่าตอนที่ดูเบสบอลแมตช์ชิงชนะเลิศเสียอีก 

              สิ่งแรกที่ผมทำเมื่อได้สติก็คือการหันไปดูที่รถ ก่อนจะพบว่าทั้งสตีฟและเพ็กกี้ยังคงวุ่นกับการลากดินสอไปมาบนแผนที่อยู่ นั่นทำให้ผมใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนที่จะต้องตัวแข็งอีกครั้งเมื่อเจ้าแสบพูดประโยคถัดไปออกมา “เออแล้วก็อย่าทำแบบนั้นอีกนะ — แบบตอนอยู่บนรถ” ผมคิดว่าเขากำลังพูดถึงตอนที่ผมหลับและเอนไปซบไหล่ของเขา “เพราะมันทำให้ผมอยากจูบลุงจะแย่”

              ผมรู้สึกเหมือนมีใครเอาถ่านร้อน ๆ มาอังที่หน้า รีบเม้มปากเข้าหากันทันทีราวกับนั่นจะช่วยปกป้องมันจากคนตรงหน้าได้ 

              ผมรีบหันหลังเดินจ้ำอ้าวไปที่รถอย่างไม่ได้สนใจจะหันไปมองหน้าเจ้าตัวปัญหาที่ยืนยิ้มอย่างร้ายกาจอยู่ที่เดิมหรือข้าวของที่ตกอยู่บนพื้นนั่นเลยสักนิด ผมอยากจะถามสตีฟเหลือเกินว่าที่ประโปรงหลังยังมีพื้นที่เหลืออยู่ไหม เพราะผมอยากจะมุดเข้าไปอยู่ในนั้นและไม่ออกมาอีกเลย!




              แน่นอนว่าของที่ถูกลืมอยู่บนพื้นตอนที่ผมกำลังสติแตกถูกเก็บขึ้นมาไว้ที่หลังรถเรียบร้อยด้วยฝีมือของเจ้าตัวการที่ทำให้ผมต้องทิ้งของไว้แบบนั้นเอง ผมพยายามนั่งให้ชิดอีกฝั่งของรถให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เจ้าตัวแสบข้าง ๆ ก็ดูไม่ได้สะทกสะท้านอะไรกับผลแห่งการกระทำของตัวเอง นั่งเคี้ยวรัฟเฟิลส์เสียงดังจนเพ็กกี้ต้องหันมาเอ็ดเป็นพัก ๆ ส่วนสตีฟก็บ่นอุบตลอดทางว่าเจ้าลูกตัวแสบจะทำให้เบาะของเขามีเศษมันฝรั่งทอดกรอบตกอยู่

              และในที่สุด เราก็เดินทางมาถึงที่หมาย ณ เวลาบ่ายโมง ทันทีที่เราก้าวลงจากรถ กลิ่นของหญ้าและดอกไม้ฤดูร้อนก็โชยมาแตะจมูกทันที สายลมที่พัดมา ปะทะเข้ากับร่างกายของเราจนชายกระโปรงสีกรมของเพ็กกี้ปลิวไปตามลม เสื้อของสตีฟกลายเป็นคลื่นราวกับชายทะเล และผมเผ้าของพวกเราก็ดูเหมือนจะต้องการการจัดทรงใหม่โดยไว ผมมองบ้านหลังเล็ก ๆ ที่อยู่ตรงหน้า มันอยู่ท่ามกลางสีเขียวของพื้นหญ้าและสีฟ้าจากด้านบน หากมองไปไกลกว่าปล่องไฟเล็ก ๆ และหลังคาสีแดงของบ้านหลังนี้ เราก็จะเห็นภูเขาลูกใหญ่ที่อยู่ห่างออกไปราวกับภาพที่ซีดแดดเนื่องจากมันถูกแขวนอยู่ข้างหน้าต่างมาเป็นเวลานาน ทุกคนทยอยนำของลงมาจากรถและขนมันเข้าไปในบ้าน ทันทีที่ประตูบ้านเปิดออก จมูกของเราก็ได้รับรู้ถึงกลิ่นไม้เก่า ๆ และเมื่อผมก้าวเข้าไปเป็นคนแรก ฝุ่นจากพรมที่อยู่ใกล้กับประตูหน้าบ้านก็ลอยฟุ้งขึ้นมาทันที “เราต้องทำความสะอาดที่นี่กันยกใหญ่เลย” เพ็กกี้ว่าและมองไปรอบ ๆ “แต่มันน่ารักกว่าที่คิดไว้มาก แค่เช็ดถูนิดหน่อยก็คงจะอยู่ได้สบาย ๆ แล้ว ขอบใจนะเจมส์” เธอหันมายิ้มให้ผม และผมก็ยิ้มตอบเธอด้วยความยินดี 

              “ถึงจะดูเก่าขึ้นแต่บรรยากาศไม่ได้เปลี่ยนไปเลย” สตีฟพูดขึ้น วางกระเป๋าลงข้าง ๆ โซฟาตัวเก่า และเผลอตบมันจนฝุ่นฟุ้ง เจ้าแสบส่ายหน้าให้กับการกระทำนั้น สตีฟปัดฝุ่นที่ลอยอยู่ตรงหน้าและพูดต่อ “ช่วงวันหยุดฤดูร้อนเราเล่นซนกันอยู่ที่นี่ จนบ้านหลังนี้ให้ความรู้สึกเหมือนบ้านหลังที่สองไปแล้ว ดีใจที่นายคิดถึงมันขึ้นมาได้นะบัค” เขาหันมายิ้มให้ผม ผมยักไหล่ตอบเพื่อบอกว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร “เอาล่ะ— ขนกระเป๋าตัวเองขึ้นไปบนห้องนอนกันก่อนแล้วค่อยทำความสะอาดเถอะ” เขาว่า

              และทันทีที่ระโยคนั้นถูกพูดออกมา มันก็ทำให้ผมคิดขึ้นได้ว่า

              บ้านหลังนี้มีเพียงสองห้องนอน




    TBC


    __________________________________________

    Hi! Talk to me on Twitter - @uchihanippa or #ลุงบัคแอบชอบพ่อผมเหรอ

    ไม่กี่วันก็จะหมดไปครึ่งปีแล้วเนอะ ไวมากเลย ยังจำปีใหม่ของปี 2017 ได้ราวกับมันเป็นเมื่อวานอยู่เลยเนี่ย55555 หมดเดือนหกไปกับลุงบัคตอนที่หกด้วยกันเนอะ! ไม่น่าเชื่อว่ามันจะยาวนานมาได้ขนาดนี้ ตอนนี้ค่อนข้างยาวเลยทีเดียว เอ๊ะ หรือไม่ยาวนะ ตอนเขียนรู้สึกว่ามันยาวกว่าตอนอื่นหรือคิดไปเองไม่รู้55555 อาทิตย์ที่แล้วตอนที่ลงตอนที่ห้า มีคนมาให้กำลังใจทาง DM ด้วย ขอบคุณมากนะคะ น่ารักมาก ๆ เลย สำหรับตอนนี้ก็เหมือนเดิมเนอะ สามารถเข้าไปคอมเมนต์เพิ่มเติมได้ในใต้ทวิตที่ลงฟิค หรือในแท็ก #ลุงบัคแอบชอบพ่อผมเหรอ ในทวิตเตอร์ได้เลย ขอบคุณทุกกำลังใจมาก ๆ เลยค่ะ รักทุกคนนนนนน <3




    จนกว่าจะพบกันใหม่





เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
paparkro9er (@papark_baka)
จูเนียร์นี่คงเก่งมาก ๆ ทางนั้นถึงส่งคนมาขนาดนี้ แล้วจูเนียร์ก็แม่งโคตรร้ายกาจ /เสียงรอน วีสลีย์
rangirlz (@rangirlz)
เจ้าแสบบบบ!! ทำไมร้ายอย่างนี้ อ๊ากกกกกกกกกก ไม่ไหวแล้ว พิจาเปงลมมม