ลุงบัคแอบชอบพ่อผมเหรอInggist
2. เรื่องสนุก
  •           สามสิ่งที่พ่อควรเลิกทำเมื่ออยู่กับลุงบัค

              1. เลิกเอาผมไปทัดหูให้เขาทุกครั้งที่ผมของเขาเริ่มยาว (ไม่รู้ว่าพ่อตาบอดหรือซื่อบื้อเกินกว่าที่จะสังเกตเห็นรอยฝาดสีชมพูข้าง ๆ แก้มของลุง ผมแน่ใจว่าเขาไม่สามารถจับน้ำเสียงประหม่าของลุงตอนที่ลุงพูดคำว่า “ขอบคุณ” ได้เลยด้วยซ้ำ ตาไม่ดีหูก็ยังตึงด้วยหรือเนี่ย)

              2. เลิกชมดวงตาของเขา (พ่อชอบพูดในสิ่งที่ทุกคนรู้กันอยู่แล้วอย่าง “วันนี้อากาศดี” หรือ “เมื่อคืนมีพายุเข้า” การชมว่าตาของลุงบัคเหมือนแท่งน้ำแข็งย้อยที่สะท้อนท้องฟ้าสีสดใสอะไรนั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ทุกคนรู้กันดีอยู่แล้ว (หรืออย่างน้อยก็ผมคนหนึ่ง) ที่น่าตลกก็คือ พ่อดันไม่รู้ว่าดวงตาที่พ่อชื่นชมนั้นมันยิ่งให้ความรู้สึกเหมือนแท่งน้ำแข็งกำลังเป็นประกายสะท้อนแสงอาทิตย์เพียงใดเวลามันจับจ้องไปที่พ่อ หรือมันหลบหนีเร็วแค่ไหนเวลาพ่อหันมาสบมันเข้าพอดี ผมพูดได้เลยว่าเขาไม่ใช่แฟนคลับตัวจริงของดวงตาลุงบัคหรอกถ้าเขาไม่รู้ข้อมูลง่าย ๆ พวกนี้)

              3. เลิกบอกเขาว่า “ฉันรักนาย”  (หากคุณไม่เคยเห็นสีหน้า “ความสุขอันขมขื่น” มาก่อน คุณสามารถเห็นมันได้จากลุงบัคหลังจากที่พ่อพูดประโยคนี้กับเขา สำหรับพ่อมันจะเป็นรักแบบไหนก็ช่าง แต่สำหรับลุงบัค มันเป็นคำต้องห้ามสูงสุด

              อีกครั้งนะ คำต้องห้ามสูงสุด)

              ผมกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ตอนที่พ่อทำสามอย่างนั้นในเวลาเดียวกัน มันเป็นเย็นวันเสาร์ ผมต้องสอบปลายภาคในวันจันทร์ และพ่อต้องการเวลาอ่านเอกสารมากมายเกี่ยวกับทหารที่มาประจำการใหม่ในวันอังคาร แต่เมื่อลุงบัคโทรเข้าบ้านมาว่าเขาจะมาหา พ่อก็ทิ้งเอกสารไว้บนโต๊ะเหมือนมันเป็นเศษกระดาษเหลือทิ้ง ส่วนผมก็ย้ายที่นั่งจากห้องนอนลงมาที่ห้องครัว 

              “ทำไมไม่ไปอ่านบนห้องละ” พ่อถาม 

              “ตรงนี้บรรยากาศดีกว่า” ผมโกหก พ่อไม่ได้สนใจอะไรต่อตราบเท่าที่ผมมีหนังสืออยู่กับตัว สมการในหัวของพ่อก็คือ: ผมบวกหนังสือเท่ากับความพอใจของพ่อ และผมลบหนังสือเท่ากับความไม่พอใจของพ่อ ทั้ง ๆ ที่แค่เรียนในห้องเรียนก็จำได้หมดแล้วแท้ ๆ จะอ่านซ้ำให้เสียเวลาไปทำไมก็ไม่อาจทราบได้

              ทันทีที่มีเสียงกดกริ่ง ผมกับพ่อก็ลุกขึ้นมาพร้อมกัน “ผมเปิดเอง” ผมว่า เดินลิ่วไปเปิดประตูทั้ง ๆ ที่ดินสอยังเสียบอยู่บนหู

              สิ่งแรกที่ผมเห็นคือใบหน้าเกลี้ยงเกลาของเขา กรอบหน้าและแก้มที่ตอบชัดเจนคล้ายมีใครมาตัดเส้นเอาไว้ ลุงบัคเงยหน้าขึ้นมาแล้วทำสีหน้าแปลกใจที่พบผม “ลืมไปเลยว่าวันนี้วันเสาร์” เขาว่า ยิ้มให้ผมแวบสั้น ๆ แต่นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ผมใจกระตุกไปจังหวะหนึ่ง เขาเข้ามาพร้อมจดหมายฉบับหนึ่งที่ยังปิดผนึก แขวนหมวกไว้บนราวข้างประตูอย่างคุ้นเคย ก่อนที่จะเดินผ่านผมไปยังเคาน์เตอร์ห้องครัวที่ที่พ่อกำลังนั่งอยู่ ลุงบัควางจดหมายลงบนเคาน์เตอร์ นั่งลงบนเก้าอี้บาร์ข้าง ๆ พ่อ แล้วพูดบางอย่างซึ่งมีเพียงหูที่ห่างปากเขาไปแค่คืบเดียวเท่านั้นที่จะได้ยิน

              ผมเดินกลับมาที่โต๊ะทานข้าวแต่ไม่ได้สนใจหนังสือที่อยู่บนนั้นเลยแม้แต่น้อย ตาเหลือบมองดูผู้ใหญ่สองคนที่พูดคุยกันด้วยสีหน้าเคร่งเครียดราวกับว่าโลกกำลังจะแตกวันแตกพรุ่งอย่างไรอย่างนั้น ผมจะไม่มีวันรู้ว่าเขากำลังคุยเรื่องอะไรกัน เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่มีคนเข้ามาพูดคุยกับพ่อด้วยสีหน้าและวิธีการพูดแบบนั้น มันจะเป็น "ความลับสุดยอดทางราชการ" เสมอ และ"ความลับสุดยอดทางราชการ" เท่ากับมีเพียงเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงและพระเจ้าเท่านั้นที่รู้ได้

              “เพื่อความปลอดภัยของครอบครัวนาย” คือประโยคเดียวจากปากลุงบัคที่ดังพอที่จะทำให้ผมได้ยิน 

              ไม่ว่าจดหมายหรือเอกสารลับทางราชการนั่นจะเป็นอะไร มันก็คงจะสำคัญมากเพราะพ่อเอาแต่ขมวดคิ้วจนเป็นปม และถามซ้ำ ๆ ว่า “จริงเหรอ” ซึ่งลุงบัคก็ได้แต่พยักหน้าเบา ๆ 

              แต่ถ้าจะให้เดา ล้านทั้งล้านก็พูดได้เลยว่ามันต้องเกี่ยวข้องกับ “กัปตันอเมริกา” — ฉายาของพ่อที่ผมเคยคิดว่าเท่จนกระทั่งผมโตขึ้นและได้ยินจนเอียนนั่นแหละ ที่พูดแบบนี้ได้ก็เพราะเรื่องจริงจังทุกเรื่องล้วนเกี่ยวกับกัปตันอเมริกา พ่อเป็นคนจริงจัง และพ่อก็เป็นกัปตันอเมริกา เพราะฉะนั้นใด ๆ แล้วมันคงหนีไม่พ้น เรื่องเกี่ยวกับกัปตันอเมริกา หรอก

              “ฉันไม่คิดว่าพวกนั้นจะกล้าหรอก” จู่ ๆ พ่อก็เสียงดังขึ้นมา ผมหยิบดินสอที่ทัดอยู่บนหูออกมาควงเล่น รอฟังโดยหวังว่าพ่อจะคายเบาะแสให้ผมปะติดปะต่อความลับทางราชการอะไรนั่นได้บ้าง “นี่บ้านฉันและฉันจะอยู่ที่นี่ ถ้าเขาจะให้ฉันกับครอบครัวฉันไปอยู่ที่นั่นก็เอาชื่อกัปตันอเมริกากับโล่คืนไปได้เลย ไม่ได้สนใจอะไรอยู่แล้ว” นั่นปะไร บอกแล้ว เรื่องเกี่ยวกับกัปตันอเมริกา

              ลุงบัคยักไหล่ทีหนึ่งก่อนที่จะพึมพำ “ว่าแล้วละ” ออกมา เขาบอกกับพ่อว่าเขาปฏิเสธรัฐบาลไปก่อนที่จะเอาจดหมายมาส่งที่นี่เสียอีก และจู่ ๆ ทั้งคู่ก็เงียบไปราวกับกำลังจมอยู่ในความคิดของตัวเอง มีแต่เสียงพัดลมตัวเล็กที่กำลังส่ายไปมาและเสียงต้านลมของกระดาษเอกสารที่ถูกทับเอาไว้ด้วยกล่องบุหรี่เท่านั้นที่ดังอยู่ในห้องครัว 

              ผมรู้ว่าไม่ใช่เวลาจะมาคิดเรื่องแบบนี้ แต่ตอนที่ลุงบัคเอามือที่เขามักใช้จับถ้วยกาแฟนั่นมาลูบท้ายทอยตัวเองเวลาคิดเรื่องสำคัญแบบนั้นมันทำให้ผมคิดอีกแล้วว่าพ่อช่างซื่อบื้อเหลือเกินที่ไม่เคยคว้าโอกาสที่จะจับมันเอาไว้ด้วยความรักแบบคนรักสักครั้ง —ในวงเหล้า ในคราวที่นั่งดูหนังข้างกัน หรือในตอนที่พวกเขายังเด็ก มีโอกาสมากมายที่เอื้อให้พ่อคว้ามันเอาไว้เพราะอย่างไรลุงบัคก็พร้อมที่จะรับพ่อไว้อยู่แล้ว แต่พ่อไม่เคยรับเขาไว้เลย มีเรื่องสำคัญอีกมากที่พ่อพลาดโอกาสไป และผมแน่ใจว่าพ่อไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองมีโอกาสอะไรแบบนั้น — ก็เขาเคยสังเกตอะไรที่ไหนล่ะ

              จู่ ๆ ลุงบัคก็เลิกใช้มือลูบท้ายทอยของเขา ทำให้ผมต้องหยุดเหม่อลอยไปกับความคิดต่าง ๆ ของตัวเองด้วย เขาดูลังเลอยู่พักหนึ่งก่อนจะพูดออกมาว่า “ฉันจะอยู่ที่นี่กับนาย” นั่นเป็นประโยคที่ทำให้พ่อต้องเงยหน้าขึ้นมาจากการใช้มือกุมหัวและเพ่งเท้าตัวเอง “สตีฟ ถ้าหากพวกบ้านั่นบุกเข้ามาจริง ๆ ล่ะก็ นายปกป้องเพ็กกี้และเจ้าแสบคนเดียวไม่ไหวหรอกนะ ให้ฉันเป็นกำลังเสริมเถอะ และอย่างน้อยถ้ามีฉันอยู่กับนายด้วย เบื้องบนก็อาจจะยอมให้นายอยู่ที่นี่ก็ได้นะ” เขายิ้ม ติดเป็นยิ้มที่เศร้านิด ๆ ผมรู้สึกแปลก ๆ ที่มีตัวเองอยู่ในบทสนทนาทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขากำลังพูดถึงเรื่องอะไรอยู่ ลุงบัคไม่ได้หันมามองผมด้วยซ้ำตอนพูดประโยคนั้น — เขามองแต่พ่อ อย่างที่ทำมาตลอด

              ส่วนสิ่งที่ตามมานั้น ก็คือสิ่งที่พ่อควรเลิกทำเมื่ออยู่กับลุงบัค พ่อถอนหายใจออกมา มองเข้าไปในดวงตาของลุงเหมือนกำลังใช้ความคิด ก่อนที่จะค่อย ๆ เอื้อมมือไปทัดผมของอีกคนที่เริ่มยาวและตกลงมาเป็นปอยให้กลับไปที่หลังหู “ฉันจะเอานายมาเสี่ยงด้วยทำไม” พ่อพูด ดูเหมือนจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองทำอะไรลงไป เหมือนทุกอย่างมันเป็นไปเองโดยที่เขาไม่ทันได้ตั้งใจ 

              ดวงตาของลุงบัคไหววูบกับการกระทำของพ่อ แต่ใบหน้าที่เหลือของเขาไม่ได้แสดงความรู้สึกอะไรออกมาให้เห็นเลยสักนิด เขาค่อย ๆ เขยิบถอยออกมาอย่างแนบเนียน จนคนที่ไม่ได้มานั่งสังเกตทุกการขยับตัวของเขาแบบผมไม่มีทางรู้ได้เลยว่ามีบางอย่างผิดปกติในท่าทางแบบนั้นของเขา เขากำลังสร้างกำแพงบาง ๆ ขึ้นมา — กำลังปกป้องตัวเอง

              "เสี่ยงอะไรกัน ก็แค่ไม่อยากจะใช้ไฟบ้านตัวเองต่างหากละ อยู่ฟรีใครจะไม่ชอบ" เขาว่าเสียงเบา

              พ่อหัวเราะออกมาเบา ๆ อย่างคนที่ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลยว่าตัวเองได้ทำให้คนที่อยู่ตรงหน้ามีช่วงเวลาที่ลำบากเพราะการกระทำเล็ก ๆ น้อย ๆ ของเขาเอง เขาลุกขึ้นตรงไปหยิบแก้วและบรั่นดีที่อยู่ไม่ไกล พร้อมรินมันและยื่นให้ลุงบัคก่อนจะเอ่ยว่า "แล้วแต่นายละกัน" 

              ลุงบัคยิ้มน้อย ๆ และรับแก้วนั้นมาไว้ในมือ "เตรียมห้องรอไว้ได้เลย"

              พวกเขาคุยเรื่องจริงจังกันอย่างเงียบ ๆ ไปอีกพักใหญ่ ก่อนที่มันจะกลายเป็นเรื่องรถเข็นขายฮอตดอกที่ให้ซอสน้อยจนน่าเกลียดไปได้อย่างไรก็ไม่รู้ พ่อหัวเราะให้กับเรื่องตลกที่ลุงบัคเล่า ส่วนลุงบัคก็เล่าไปขำไปจนจับใจความแทบไม่ได้ว่าพูดเรื่องอะไรอยู่ เขาหัวเราะจนตาเป็นประกายนั้นหยีลงจนแทบปิด แก้มของเขายกขึ้นเป็นก้อน —น่าหยิกแปลก ๆ

              ผมนั่งฟังมุขตลกฝืด ๆ ของพวกผู้ใหญ่ไปสักพักก็สังเกตเห็นว่าพ่อของผมนั่งจ้องตาลุงบัคในตอนที่เขาเล่าเรื่องมาสักพักแล้ว และผมรู้ดีว่านั่นไม่ใช่เรื่องดีเสียเท่าไหร่ เพราะทุกครั้งที่พ่อทำอย่างนั้น ประโยคถัดไปที่พ่อจะพูดก็คือ—

              “เฮ้ ฉันเคยบอกนายหรือเปล่าว่าตานายเหมือนน้ำแข็งย้อยเลย —น้ำแข็งย้อนตามต้นไม้ในวันที่อากาศดี ๆ น่ะ”

              —ประโยคนั้น พ่อพูดมันในขณะที่ยังจ้องเข้าไปในตาของลุงอยู่ และมันเป็นหนึ่งใน "สิ่งที่พ่อควรเลิกทำเมื่ออยู่กับลุงบัค"

              เห็นได้ชัดว่าลุงบัคชะงักไป เขากระชับแก้วน้ำที่อยู่ในมือของเขาแน่นขึ้นแต่ไม่หลบตาหนีพ่อ เพราะรู้ดีว่านั่นเป็นสิ่งที่คนมีพิรุธเขาทำกัน ผมลอบมองเสี้ยวหน้าของเขาที่ยังแสดงละครไปได้อย่างเป็นมืออาชีพ "พูดอะไรน้ำเน่าชะมัด ดูละครเยอะไปหรือเปล่า" เขาว่า พ่นลมหายใจออกมาทางจมูกพร้อมรอยยิ้มจาง ๆ 

              ผมภาวนาให้พ่อหยุดอยู่แค่นั้นแล้วปล่อยลุงบัคไปสักที วันนี้เขาละเมิดสิ่งที่เขาไม่ควรทำไปสองอย่างโดยที่เขาไม่รู้ตัวแล้ว แต่ผมก็รู้ดีเช่นกันว่าพระเจ้าค่อนข้างใจร้ายกับลุงบัคมากพอที่จะทำให้พ่อพูดประโยคที่เป็นคำต้องห้ามสูงสุดออกมาหากบรรยากาศยังเป็นเช่นนี้ต่อไป

              ผมจึงแกล้งทำขวดเกลือตก 

              เสียงขวดเกลือแบบไม้ตกลงพื้นและกลิ้นหลุน ๆ เป็นวงดึงความสนใจของพ่อจากลุงบัคมาที่ผม ผมรู้ดีว่าพ่อจอมจู้จี้กำลังจะเปิดปากดุผมเป็นแน่จึงรีบชิ่งถามไปก่อนว่า “ตอนช่วงสงคราม จอห์น เอฟ. เคนเนดี เคยเข้าหน่วยรบอะไรนะครับ” พลางเอื้อมไปหยิบขวดเกลือที่ตกขึ้นมาวางบนโต๊ะเหมือนเดิม พ่อที่คงกำลังจะพูดว่า "ทำไมทำอะไรซุ่มซ่ามแบบนี้"  จึงหันไปคิดหาคำตอบของคำถามของผมแทน แต่ผมไม่ได้ใส่ใจคำตอบของเขาเสียเท่าไหร่ เพราะ หนึ่ง ผมจำคำตอบได้ขึ้นใจ และ สอง ผมกำลังอ่านวิชาคณิตศาสตร์อยู่ 

              ผมสนใจแต่ลุงบัค ที่หันมามองผมด้วยใบหน้าแดงก่ำ

              เหมือนวันนั้นหลังจากที่ผมถามเขาว่า เขาชอบพ่อผมหรือเปล่า





               อย่างที่คาดไว้ สามวันถัดมาตอนประมาณสองทุ่มกว่า ๆ ลุงบัคมายืนอยู่หน้าบ้านผมพร้อมผมที่ตัดมาแล้วและกระเป๋าใบโตสองใบ ส่วนผมก็ยืนค้างเติ่งอย่าอยู่ตรงตีนบันไดที่ใช้ขึ้นไปชั้นสอง สวมแค่กางเกงนอนลายทางสีน้ำเงินเข้มและมีกาแฟร้อน (ที่ผมหลอกแม่ได้สำเร็จว่าจะเอาไปให้พ่อแต่เอาไปดื่มเอง) อยู่ในมือ แม่ทักทาย จูบแก้มลุงบัคจนลิปสติกสีแดงของเธอไปประทับอยู่บนแก้มของเขา และบอกกับผมว่าลุงจะมาอยู่ที่บ้านของเราจนกว่าจะสิ้นเดือนหน้า เขาจะนอนในห้องที่อยู่ตรงข้ามกับผม และจะหยุดงานที่กระทรวงของเขาจนกว่าจะถึงเวลานั้น เพราะฉะนั้นจึงสรุปได้ว่า ลุงบัคจะอยู่กับครอบครัวเราตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงในทุกวันของสัปดาห์ไปตลอดสองเดือน ส่วนสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ ห้ามถามอะไร

              ผมไม่รู้จะเรียกความรู้สึกนี้ว่าอะไรดี อึ้ง ตื่นเต้น ดีใจ หรือประหม่า แต่มันเป็นความรู้สึกที่โคตรดี เหมือนคุณได้ของขวัญที่คุณบ่นว่าอยากได้มานานทั้ง ๆ ที่ยังไม่ถึงคริสต์มาส หรือจู่ ๆ แม่ของคุณก็บอกว่าวันนี้มีทาโก้กับชิปเป็นอาหารเช้า ผมแทบทำแก้วกาแฟหลุดมือตอนที่ลุงบัคบอกว่าเขาจะตื่นสายถ้าเตียงนอนนั่นมันสบายเกินไป แล้วแม่ก็ดันพูดติดตลกว่าจะให้ผมไปปลุกถึงเตียงทุกเช้าก่อนไปโรงเรียน

              ผมเอาข้าวของของลุงไปเก็บบนห้องตามที่แม่สั่งในขณะที่เขากำลังเข้าไปอาบน้ำ เสียงก๊อกน้ำทำให้ผมรู้ว่าเขากำลังแปรงฟัน และในขณะที่ผมกำลังคิดว่าเขาอาบน้ำก่อนแล้วค่อยแปรงฟันหรือแปรงฟันก่อนแล้วค่อยอาบน้ำ เขาก็ออกมาพร้อมหยดน้ำแพรวพราวตามตัวและผ้าขนหนูผืนหนึ่งที่ห้อยอยู่ที่เอว ดูเหมือนจะยังไม่รู้ว่ามีผมกำลังกึ่งนั่งกึ่งพิงชั้นตู้เสื้อผ้าแบบเตี้ยอยู่ในห้องด้วยตอนที่เขาพึมพำออกมาว่า “หนาวชะมัด” และกอดตัวเอง 

              ผมกำลังจ้องเขาตอนที่เขาหันมาสบตากับผมเข้าพอดีและสะดุ้งออกมาเบา ๆ

              “อ้าว เจ้าแสบ ขอบใจที่ยกของขึ้นมาให้นะ” เขาว่า ปากแดง ๆ นั่นน่าจะโดนถูแรงเกินไปตอนเขาเข้าไปอาบน้ำ

              ผมเลิกคิ้วขึ้น ชี้ไปที่ผ้าขนหนูของเขา “ลุงควรจะใส่เสื้อผ้าก่อนที่จะไม่สบายนะ” 

              เขาพยักหน้าเห็นด้วย แต่ก็ยังยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นราวกับกำลังจะรอให้ผมออกไปก่อน แต่ผมกลับยืนพิงตู้เสื้อผ้ามองเขาอยู่อย่างนั้นจนเขาต้องพูดขึ้นมาว่า “ช่วยออกไปก่อนได้ไหม”

              ผมรู้ทันทีว่าเขากำลังประหม่าเมื่อเขาแกล้งมองข้ามไหล่ผมไปที่นาฬิกาข้างหลังแทน เขาไม่ได้เขินผมเหมือนที่เขินพ่อ เขากลัวผมจะพูดจาล้อเลียนเขาเรื่องพ่ออย่างที่ผมเคยทำเวลาอยู่กับเขาแค่สองคนต่างหาก นั่นทำให้ผมแอบหงุดหงิดขึ้นมาเล็ก ๆ เพราะวิธีเดียวที่ “ผม” จะทำให้เขาเขินได้ก็คือต้องพูดเรื่องเขากับพ่อขึ้นมา แต่ถึงจะพูดไปอย่างนั้น ผมเห็นท่าทีของเขาตอนนี้แล้วก็อยากทำให้เขาเขินจะแย่ เลยยันตัวขึ้นมาจากตู้เสื้อผ้าแล้วเดินตรงไปหาคนที่ยืนกระงกกระเงิ่นอยู่ข้างหน้า ผมพิงหัวกับกำแพงตรงที่เขากำลังยืนอยู่แล้วบุ้ยปากไปที่เตียง

              “ลุงรู้ปะว่าพ่อชอบมานอนในห้องนี้ตอนที่แม่ไปทำงานค้างคืนที่อื่นอะ เขาบอกว่าเตียงมันนุ่มดี” ผมอยู่ใกล้เขาจนเห็นว่ารูม่านตาของเขาขยายเพราะความตกใจ นั่นอาจจะเป็นเพราะผมพูดถึงพ่อขึ้นมาอีกแล้ว เขาเหมือนอยากพูดอะไรสักอย่างแต่ก็พูดไม่ออก มัวแต่ตะกุกตะกัก กระพริบตาถี่จนหยดน้ำที่เกาะอยู่บนขนตาร่วงลงมาบนแก้มที่เริ่มขึ้นสีจาง ๆ เดาว่าตอนนี้สมองของเขาคงประมวลผลไม่ติดอยู่แน่ ๆ  ผมยิ้มอย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่า ค่อย ๆ เขยิบเข้าไปกระซิบที่ข้างหูของเขาต่อว่า “ไม่รู้ว่าคนที่ขึ้นไปนอนต่อจะเอาแต่คิดอะไรแปลก ๆ ทั้งคืนหรือเปล่าเนอะ”

              ลุงบัคไล่ผมออกจากห้องด้วยการกลับเข้าไปแอบในห้องน้ำและไม่ยอมออกมาจนกว่าผมจะออกไป (“ออกไปเลยนะ” เขาตะโกน) ผมเดินออกมาพร้อมชัยชนะและความรู้สึกว่าคุ้มค่าดีที่ได้เห็นความปั่นป่วนและสีแดงบนแก้มของลุงที่มันลุกลามไปถึงใบหู ถ้าหากผมมีกล้องสักตัวก็คงจะถ่ายรูปเขาไว้เป็นที่ระลึกในผลงานของตัวเองอยู่เหมือนกัน

              คืนนั้นผมได้ตอนนอนคิดว่าลุงบัคจะตัดสินใจนอนบนเตียงหรือในอ่างน้ำกันแน่ และยังหวังอีกด้วยว่าผมคงจะไม่ทำให้เขาปั่นป่วนจนขอกลับบ้านตั้งแต่วันแรกหรอกนะ ☺︎ 




    TBC


    __________________________________________

    Hi! Talk to me on Twitter - @uchihanippa or #ลุงบัคแอบชอบพ่อผมเหรอ


    มันกลายเป็นเรื่องยาวแล้ววว เยยยยย่ คือเราชั่งใจนานมากว่าจะเขียนเป็นเรื่องยาวดีไหม แต่พอได้ลอง ๆ เขียนดูก็รู้สึกสนุกมาก 55555 มีคืนหนึ่งนอนไม่หลับเพราะคิดถึงแต่เรื่องลุงบัคไอ้แสบ มันก็เลยต้องเขียนแล้วล่ะ 5555 สามารถพูดคุยหรือคอมเมนต์เพิ่มเติมได้ที่ #ลุงบัคแอบชอบพ่อผมเหรอ เลยนะคะ อ่านทุกคอมเมนต์เลย รักทุกคนนนน <3 


    หวังว่าจะพบกันใหม่

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
rangirlz (@rangirlz)
อ่านรอบที่สี่แล้วก็ยังสนุกเหมือนเดิมเลยค่ะ😍❤
paparkro9er (@papark_baka)
มันจะยัง stucky ใช่ไหมคุณ 5555555555555555555555555555555555555555 เจ้าแสบนี่เหลือร้ายจริง ๆ
mssirinrin (@mssirinrin)
ไอ้แสบบบบบบบบบ มันร้ายมากกกกกก ชอบๆๆๆๆ แกล้งลุงบัคอีก อยากเห็นลุงบัคเขินนน
pd704101 (@Impnp92)
เอาใจช่วยไอตัวแสบบบบบที่สุดเลยค่ะ
แต่ก็แอบกลัวว่าถ้าลุงเค้ารักของเค้ามาก ลุงคงเปลี่ยนใจยากแน่ๆเลย งือออออ
sky_itsme13 (@sky_itsme13)
ชอบมากครัช
rangirlz (@rangirlz)
ขอบคุณที่เขียนเป็นเรื่องยาวนะคะ คือมันดีมากเลย ไม่รู้จะบอกยังไงแต่มันดีมากๆ แบบว่า อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
twotom2chris (@twotom2chris)
ไอ่แสบมันแสบจริงๆ ลุงบัคน่ารักกกกกก