Archive Synonyms, Archive AntonymsMellifluous
Meraki
  • Meraki Greek

    (n.) To do something with soul, creativity, or love; To put something of yourself into your work.






    ตั้งแต่อยู่ด้วยกันมา เขาฉลองวันเกิดไปร่วมหกรอบ ช่วงแรกฮีธทำเขาตื่นเต้นประทับใจด้วยดอกไม่ไฟอันตระการตาโดยมีตึกหลังงามเป็นแท่นรองเทียน ต่อมาเขาเริ่มโหยหาความเรียบง่าย จากงานเลี้ยงลุกไหม้อลังการเลยกลายเป็นค่ำคืนเย็นฉ่ำด้วยหยาดเหงื่อ อบอุ่นด้วยเนื้อหนังแนบชิดสนิทแน่น กับเสียงพูดเจื้อยแจ้วเรื่อยเปื่อยระหว่างลากนิ้วไปตามแผนที่ดวงดาวซึ่งส่องสว่างแจ่มจ้าในหีบความทรงจำ



    ครั้งแรกของพวกเขาเกิดขึ้นง่ายดายน่าหวาดหวั่น สามัญอย่างประหลาด พิเศษอย่างดาษดื่น ปราศจากการวางแผนล่วงหน้า ลื่นไหลเสมือนว่าเคยทำมาก่อนแล้วนับพัน นี่อาจเป็นสารัตถะทั่วไปของประสบการณ์เชิงนี้ ประมาณว่าพึ่งสัญชาติญาณมากกว่านั่งถกหน้าเครียดตามตำราว่าต่อไปเอาท่าไหนดี ตัวเขาเองก็ไม่ได้มีประสบการณ์เกินขอบจินตนาการที่มักเกิดขึ้นยามดึกสงัด จะให้รับบทผู้ใหญ่พึ่งพาได้เอาตอนนี้แถมเป็นเรื่องนี้เห็นทีจะไม่เข้าท่า อาเธอร์ตัดสินใจปล่อยให้ชิ้นส่วนเหตุการณ์เรียงร้อยตัวมันเองตามแต่ธรรมชาติจะชี้นิ้วสั่ง พยายามเงอะงะนำร่องเมื่อถึงคราวและปล่อยเลยตามเมื่ออีกฝ่ายแสดงออกว่าเริ่มคล่องแคล่ว ของจริงแตกต่างจากห้วงความคิดชนิดทาบไม่ติดแม้ปลายขอบ ร้อนกว่า เหนียวกว่า เหยอะแหยะกว่า เจ็บกว่า แล้วก็..มัวเมากว่า เขาอาจโชคดีเพราะโจ๊กเกอร์เก่งก็ได้ ใครจะรู้ เขาไม่ถามหรอกว่านี่เป็นครั้งแรกของฝ่ายนั้นเหมือนกันหรือเปล่า เดี๋ยวถ้าอยากบอกก็บ้วนหมดเปลือกเองนั่นแหละ โจ๊กเกอร์เป็นคนประเภทนั้น    


    ประเด็นน่าอับอายที่ยังคาราคาซังอยู่ ปัจจุบันเสวนาอภิปรายทะลุโปร่งปรุแล้ว แต่นึกย้อนกลับไปก็ยังชวนตะครั่นตะครอ ไม่อ้อมค้อมแล้วกัน อาเธอร์ว่าเสียงครางตัวเองน่าเกลียด คล้ายกับเสียงตอนระเบิดหัวเราะ แรกสุดเขาประหม่ามากจนหัวเราะลั่นคาเตียง ฝ่ายนั้นก็ยังอุตส่าห์นั่งเท้าคางมองเขาอยู่เงียบๆ นอกจากโยนผ้าขึ้นห่มห่อทำเป็นก้อนแล้วก็ไม่มีปัจจัยปลอบประโลมอื่น มีครั้งหนึ่งเจ้าตัวนิสัยเสียนึกสนุกอะไรไม่ทราบยื่นหน้าเข้ามาชิดจมูกตอนเขากัดมือตัวเองจนห้อเลือดกลั้นเสียง ก่อนจะเริ่มบรรยายเป็นวรรคเป็นเวรว่าเสียงนั่นเสนาะโสตชวนฟังมากแค่ไหน เขาไม่ได้ตอบอะไรกลับไปนอกจากกระชากหมอนมาปิดหน้าตัวเอง กดลงด้วยแรงเท่ากับในโรงพยาบาลเมื่อหลายปีก่อน ความเงียบร้องกะโกนกลบสักพักฮีธก็ทิ้งน้ำหนักกล้ามเนื้อนอนคว่ำทับบริเวณระหว่างท้องน้อยกับต้นขาของเขา สองแขนยกขึ้นค้ำคาง ตอนนี้พวกเขาไขว้กันเหมือนกากบาทเบี้ยวบูดฝีมือเด็กอนุบาล ฮีธหลับตา แผลเป็นแผ่กว้างตามรอยยิ้มแผ่วจาง


    “ผมว่าผมได้ยินเดอบูร์ซี”


    ปฏิกิริยาผู้ฟังใกล้เคียงกับเด็กประถมที่ถูกยัดเยียดพริกหยวกใส่ปาก อาเธอร์เลื่อนหมอนออก ปอยผมเหยิงยุ่ง "นั่นชื่อถนนหรือไบเบิ้ลสักบทที่ฉันไม่รู้จักเหรอ"


    “คีตกวีต่างหาก นักดนตรีน่ะ” ฮีธฮัมโน้ตสี่ห้าตัวแรก ไม่แสดงอาการผิดหวังที่อาเธอร์ยังคงงงงวยอย่างเก่า ก็อาการเม้มปากขมวดคิ้วพยายามตั้งใจฟังเผื่อจะนึกได้ว่าเคยรู้จักน่ะน่ารักจะตายไป เขาปล่อยตัวตามสบาย เอียงแก้มซบหน้าท้องผอมแห้งของคนอายุมากกว่า สูดหายใจช้า ลึก “เสียงคุณเหมือนดนตรีเลยรู้ไหม”


    ไม่ต้องเงยมองเขาก็รู้ว่าเลือดฝาดกำลังระเบิดรุนแรงที่สองข้างแก้มคนอายุมากกว่า ระเบิดอีกลูกที่เขาวางไว้ในตัวอาเธอร์ คิดว่าเขาไม่รู้ตัวหรือ


    “ผมรู้ว่าข้างในตัวคุณมีเสียงดนตรี..” ปลายนิ้วสากกร้านขยับลากไล้ต้นขาส่วนที่อยู่ในระยะเอื้อมถึง ทิ้งสัมผัสวูบวาบราวฝนดาวตกไว้บนรอยความทรงจำ “และผมต้องฉีกกระชาก ทึ้งทำลาย แหวกอ้าเพื่อให้ได้ฟัง”


    ปัญหาทั้งหลายได้รับการแก้ไขด้วยวิธีคล้ายกัน ที่สุดแล้ว สายสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาก็ราบรื่นดี


    ยามปรับถึงกันได้ พวกเขาก็ลงรอยในข้อตกลงที่ไม่จำเป็นต้องพร่ำพรรณนา โจ๊กเกอร์ชอบตำแหน่งที่จะเห็นใบหน้าเขาตลอดช่วงหฤหรรษ์ ยิ่งจุดนั้นอำนวยให้โน้มร่างลงมาจรดจุมพิตยั่วเย้าที่มุมปากหรือกระซิบพร่าข้างหูจะพอใจเข้าไปใหญ่ ตัวตลกรักจะรับภาระของก้าวแรกแล้วค่อยประคองเขาโยกเท้าวางก้าวต่อไป จัดแจงทีละลำดับ วิธีของโจ๊กเกอร์ซับซ้อน เหมือนช่างทำตุ๊กตาที่ลงมือหล่อพอร์เซลีนสดด้วยตัวเอง จากนั้นค่อยเริ่มงัดซี่โครงวางปั้น ป้ายพู่กันละเลงสี สอดแทรกเส้นผมหยักศกทีละปม ประดับทิ้งท้ายด้วยสร้อยมณีกับหมวกดอกไม้ใบเบ้อเริ่ม โอกาสใดอารมณ์ดีจะมีชาร้อนเป็นรางวัล ห่างไกลจากคำว่า ‘ทึ้งทำลาย’ ที่เคยโม้ไว้ไม่รู้กี่เท่า อาเธอร์คิดปรามาสไว้ว่าโจ๊กเกอร์จะป่าเถื่อนรุนแรงเหมือนสัตว์ร้าย เน้นกระชากเนื้อถลกหนังให้หลุดเป็นที่ระลึก เขาเตรียมใจมาสังวาสสัตว์ ช่างปั้นตุ๊กตากระเบื้องเหนือคาดในทุกเกณฑ์ ไม่ได้เกลียด แค่ประหลาดใจในความละเอียดอันคาดไม่ถึง


    ไม่ใช่นุ่มนวล, ละเอียด, โจ๊กเกอร์—ฮีธ สองคนนี้กลายเป็นหนึ่งเดียว ไม่ก็เป็นเช่นนั้นมาเนิ่นนานก่อนเขาจะสังเกต เขาละเอียดลออ ใส่ใจคร่ำเคร่ง ปรุงสรรค์ปั้นแต่งให้มันกลายเป็นงานศิลปะชิ้นมโหฬาร มัน แทนกิจกรรมรับราตรีที่พวกเขามามองเห็นคุณค่าเอาสองสามเดือนให้หลัง อาเธอร์ขอแบบไหนก็ได้แค่มีหมอนรองคอ กระดูกสันหลังเขาบิดร้าวตามอายุไข ก็ลงท้ายด้วยท่าประดิษฐ์เรียบง่ายพื้นฐานใครหน้าไหนก็ทำ ฮีธสอดปลายเข็มเย็บรวบขมวดปม บรรจงปั้นแขนขายันปลายนิ้ว ตวัดลึกทำร่องเล็บจิ๋ว คลุมผ้าเนื้อกำมะหยี่ทาบทับต่างอาภรณ์เสริมแต่ง อาเธอร์รับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดพลางพร่ำร้องขอเครื่องประดับใหม่ที่นึกได้ อีกฝ่ายสนองตามนั้น สรรค์เขาเป็นสิ่งสวยงามตระการตา ฝ่ามือเขาถูกประคองด้วยอวัยวะเดียวกันที่กร้านแกร่งกว่าชนิดเทียบไม่ได้ ปลายนิ้วแตะคางเชิดมองกระจก อาเธอร์ยิ้ม มองตัวเองผ่านสายตาของฮีธ เขารู้สึกได้ว่าตัวเองช่างเลอค่า 


    มีวันเหนื่อยล้าหงุดหงิด ช่างทำตุ๊กตาผู้ประณีตโถมทลายอุปกรณ์แพงระยำ กวาดเรียบลงโต๊ะ ดึงโครงลวดเปล่าเปลือยที่ยังไม่แม้จะขึ้นรูปเตรียมพร้อมมากระแทกแรงบนโต๊ะตัดเย็บ ดินปั้นกระจุยกระจาย นิ้วหงิกงอสภาพอดสู ดอลล์เมกเกอร์ไม่อยากประดิษฐ์ศิลปะอีกชิ้น เขาต้องการพิสูจน์บางอย่าง โทสะระงับได้ด้วยตรรกะ เจ้าตัวว่าอย่างนั้น โจ๊กเกอร์กระชากคอเขา ยื่นหน้าเข้าชิด ประกายป่าเถื่อนเกือบจะคุ้มคลั่งปรากฏชัดในระยะห่างเพียงข้อนิ้วโป้ง ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วเท่ากระพริบตา ตัวตลกอ้าปาก มุมปากหยักโค้ง แผลเป็นเหวอะหวะยืดตามผิวหนัง อวดเขี้ยวขาวซี่เล็กราวลูกหมาป่า จากนั้นไม่นานมันก็หายไปในเนื้อคอของอาเธอร์ 


    เสียงหวีดเจ็บกลายเป็นสะดุ้งเฮือกขลุกขลักในลำคอเมื่อเด็กหนุ่มตะปบนิ้วพรวดมากอบย้ำกำรอบคอเขา เลือดตัวเองไหลเป็นทางมาจากมุมปาก เขากระถดเถิบถอยมามองผลงานตัวเองจากระยะไกล งานรีบเร่งปะทะอารมณ์โถมถะถั่ง มามองให้มันดูดีก็ดีอยู่ ในขณะที่อาเธอร์ยังเรียกเสียงที่หลุดหลายไปคืนมาไม่ได้ ความกล้าที่จะเลื่อนนิ้วแตะแผลรอยฟันที่่ต้นคอเหือดหาย โจ๊กเกอร์หยุดแค่นั้น เรียกเขามานั่งทำแผล เขาประหลาดใจที่ตัวเองเพียงพ่นลมลอดริมฝีปาก หยิกไหล่เปลือยเบาๆ กระซิบว่าคราวหลังเตือนกันก่อน


    ฮีธรู้วิธีสร้างแผลที่จะไม่ทิ้งร่องรอยไว้บนผิวแต่ฝากสัมผัสแจ่มชัดในความทรงจำ กระทั่งการกัดขย้ำเคี้ยวที่แรงมากจนอาเธอร์คิดว่าจะมีแผลเป็นยังจางเจือตามกาลเวลา นั่นอัศจรรย์ และขณะเดียวกันก็ชวนเคือง สำหรับคนที่ไม่เคยมีหลักแหล่งให้หวนคืนอย่างเขา อาเธอร์คิดว่ามันดีกว่าถ้าเขามีสัญญาณบอกว่าตัวเองมีบ้านให้กลับ เขาอยากถูกทำรอย อยากเป็นของใครสักคน


    “ก็เป็นอยู่แล้วนี่” ฮีธพร่ำเสียงปร่าข้างหู เหมือนอาจารย์อดทนสั่งสอนศิษย์จอมเขลาว่าพระอาทิตย์ย่อมขึ้นทางทิศตะวันออก “คุณเต็มไปด้วยรอยตีตราจากผม ทั่วร่างตารางนิ้ว วิญญาณทุกส่วนซอก หันมองตัวเองสิอาเธอร์ ความจริงที่ว่าคุณเป็นของผมมันฝังลึกอยู่ในตัวคุณแล้ว”


    คำพูดนั้นทำเขาสั่นสะท้าน


    พิกมาลีออนหลงรักกาลาเทียจากความงามล้ำเลิศของเธอ ต่อให้แม่เทพธิดาหยาดฟ้ามาดินจะเป็นเพียงรูปปั้น หนำซํ้ายังเป็นผลงานแกะสลักของตน ปาฏิหาริย์บังเกิดเมื่ออะโฟรไดท์เมตตาร่ายให้รูปปั้นมีชีวิต พิกมาลีออนถนอม ยอมเป็นฝ่ายไล่ตาม แต่ช่วงหลังกาลาเทียไม่เข้าใจพ่อเพชรยอดมงกุฏของเธอ หรือมันจะถึงเวลาแล้วที่เธอจะโอนอ่อนผ่อนตามเขา หันไปเดินร่วมกับเขา แทนจะทิ้งให้เขาตะกายหาชายกระโปรงเธอเพียงอย่างเดียว อาเธอร์เป็นฝ่ายเริ่มต้นบ้างเมื่อจมูกเขารับกลิ่นเลือดเกรอะกรังจากเส้นผมที่อุตส่าห์นวดสางสระล้างให้อย่างดี ปรากฏว่าโจ๊กเกอร์ชอบ รับว่าตะลึงในทีแรก แต่ก็ชอบ เขาชมว่าอาเธอร์จูบเก่ง ดังนั้นเขาจึงจูบฮีธบ่อยเท่าจำนวนครั้งที่ฟองคลื่นกระเพื่อมซัดเพิงหินกลางทะเล บางครั้งเขาไม่รู้สึกถึงแรงกระตุ้นอื่นใดนอกจากความปรารถนาจะรั้งตัวอีกฝ่ายเข้าใกล้เพื่อแนบริมฝีปากฉ่ำชื้นจากการจูบคราวก่อนลงซ้ำตำแหน่งเดิม อย่างน้อยก็ให้ตุ๊กตาได้ทัดดอกไม้สักดอกกับหูช่างเย็บบ้างเถอะนะ








    ปฏิทินล่วงผ่าน วันวานผันเปลี่ยน โจ๊กเกอร์ไร้เครื่องสำอางขยับตัวเชื่องช้าบนฟูกนอน ครางครืองัวเงีย เปะปะควานหามืออีกข้างที่รีบขยับมากุมอย่างรู้หน้าที่ สัมผัสนั้นเหมือนนาฬิกาปลุกขนานอ่อน ฮีธเอนตัวหยัดกายนั่งหลังงอ ยืดแขนข้างว่างบิดขี้เกียจเต็มที่ กระดูกสันหลังคดโค้งราวกับแมวเมื่อเขาทำแบบนั้น นัยน์ตาสีน้ำตาลของกาแฟและน้ำผึ้งงัวเงียงงงุนเหมือนวิฬาร์ง่วงเหงา 


    “คุณควรหยุดสูบบุหรี่นะ”


    คนตื่นก่อนสูดมะเร็งลึก อมโรคไว้เสียจนแก้มป่อง ฮีธแสร้งทำทีหวาดหวั่น แต่ไม่เดินไปเปิดหน้าต่าง หรือยกมือปิดจมูก


    “ก็มันไม่ดีต่อสุขภาพจริงๆ เคยเห็น—”


    กรรไกรขนาดยักษ์ร่วงปักตัดสารัตถะที่หลงเหลือปลิวกระจายหายสิ้น กรรไกรคมกริบที่มาในรูปแบบปลายนิ้วทั้งสี่ที่ยืดเคลื่อนเลื่อนไปเกลี่ยไกล่ใต้คางโดยไม่หันไปมองด้วยซํัา นัยน์ตาสีผิวพื้นทะเลเล่นล้อแดดบ่ายจ้องตรงไปยังจอโทรทัศน์ ข่าวบุตรชายคลั่งหักคอมารดาเอาเงินไปลงหลุมพนันถูกถ่ายทอดอย่างเปี่ยมอารมณ์โดยนักข่าววัยกลางที่กำลังฟาดนิ้วไปยังวิวข้างหลังซึ่งก็คือบ้านที่เกิดเหตุ 


    “ผมก็ทำคล้ายกัน แต่ไม่ได้เอาเงิน สงสัยปีโน้นพวกหนังสือพิมพ์สนใจแต่จะเล่นข่าวคุณ”


    อาเธอร์ผงกศีรษะรับ ยิ้มกริ่มภูมิใจเมื่อเด็กหนุ่มไม่ยอมขยับคางห่างจากนิ้ว มีแต่จะเคลื่อนเข้ามาใกล้มากขึ้นโดยไม่รู้ตัว


    “ตอนนั้นไม่ค่อยมีเงิน ต้องหาเสื้อผ้าเอาจากพวกคนไร้บ้านที่ตายๆ ไป”


    “อ๋อ ที่เป็นข่าวศพเปลือยอยู่ช่วงหนึ่ง”


    “นี่คุณจำได้ด้วย”


    “บ้านฉันก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่เหมือนกัน แต่ซื้อเสื้อผ้ามือสองนะ ไม่ก็ยืมจากแม่ ประหยัดดี ปลอดภัยด้วย”


    “สูทแดงอันนั้นก็มือสองเหรอ”


    “ได้จากที่ทำงานน่ะ ไซส์ฉันพอดี ของมันเหลือจากละครเวที เจ้าของเดิมตายหมดแล้ว”


    “งี้นี่เอง แล้วที่ว่ายืมจากแม่นี่ยืมอะไร”


    “ใส่กางเกงแม่”


    “จริงดิ”


    “ทำไม เธอไม่เคยใส่เสื้อพ่อแม่เหรอ”


    ฮีธส่ายหน้า “แค่เดินใกล้ก็เลือดลงหัวแล้ว”


    “ครอบครัวเธอน่ากลัวเหมือนกันนะ”


    เจ้าหนูยักไหล่ “ใครสน ตอนนี้มีคุณ”


    อาเธอร์ยิ้มเกร็งๆ ดูไม่แน่ใจ “ฉันว่าตัวเองไม่ดีพอจะแทนสิ่งที่เธอควรมีได้ เธอสมควรได้รับสิ่งดีๆ กว่านี้ ยังเด็กอยู่เลย”


    “คุณนี่ประเมินตัวเองต่ำอยู่เรื่อยนะ ผมต้องย้ำอีกกี่พันครั้งกันว่าคุณคือทุกสิ่งอย่างที่ผมต้องการในชีวิตแล้ว โอเค มันอาจจะเร็วไปที่พูดตอนนี้ แต่เชื่อสิว่าอีกยี่สิบปีผมก็จะพูดแบบเดิม”  ฮีธยกมือขึ้นตะเบ๊ะตั้งท่าสาบานตน “ถึงตอนนั้นแล้วอยู่เป็นพยานด้วยนะ”


    เขาหลุดหัวเราะ “ฉันก็เกือบหกสิบแล้วสิ เป็นตาแก่ไปแล้ว”

    ฮีธเท้าคาง ตาเป็นประกาย “คนบางคนก็อยากตายตอนยังสดชื่นปึ๋งปั๋งนะ วาระสุดท้ายกับร่างกายทรุดโทรมทำคนหนุ่มสาวกระโดดตึกชิงหนีมาหลายรายแล้ว”


    “ไม่รู้สิ” อาเธอร์สูดควันเข้าปอดลึก “ฉันอยากเห็นตัวเองใช้ชีวิตในฐานะปุถุชน อยากเห็นเธอตอนอายุใกล้สี่สิบด้วย จะยังห้าว หรือเปลื้องปลง” เขายิ้มด้วยตา “อยากเห็นเธอเป็นมนุษย์”


    “แล้วผมเป็นอะไรในสายตาคุณ”


    นั่นสินะ เด็กคนนี้เป็นอะไร หนุ่มน้อยเปี่ยมพลังของวัยเยาว์ เนื้อตัวเปล่งประกายพร้อมพรั่งด้วยกำลังวังชาและสติปัญญา บุคคลสมบูรณ์แบบเกินกว่าจะมีอยู่จริง คนที่หยิบจับสิ่งใดก็สำเร็จลุล่วง มีแผนสำรองสำหรับย่างก้าวถัดไปเสมอ ไม่เคยตกเป็นสองรองใคร สรุปแล้วเด็กคนนี้คือตัวตนเหนือธรรมชาติจากสวรรค์ หรือปีศาจร้ายสมองกรดที่ซาตานส่งสาปโบกเพื่อความสำราญส่วนตัว คืออะไรกันแน่


    อาเธอร์สูดควันเต็มปอด ปล่อยพรูออกมาเชื่องช้าผ่านริมฝีปากซีดม่วงที่ห่อเป็นวง กอบสร้างมวลหมอกจำลองลอยละล่องคลุมเพดาน กางม่านบอบบางคลุมเนื้อตัวอันปลดเปลื้องของพวกเขาไว้


    “แมว”


    ฮีธประท้วงผ่านเขี้ยวคมๆ ที่ฝังลงมาบนต้นคออย่างปราศจากสัญญานเตือน นั่นทำให้เขามือไวพอจะฟาดผัวะเข้าที่ไหล่เปลือยข้างหนึ่ง


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in