ติ่งให้ไกล ไปเรียนให้ถึงอังกฤษAki_Kaze
มาเป็น CSI กันเถิด ตอนที่ 4: การระบุตัวตนจากโครงกระดูก
  • มาเป็น CSI กันเถิด ตอนที่ 4: การระบุตัวตนจากโครงกระดูก

    วิชานี้ตอนแรกอาจารย์บอกว่ายังไม่แน่ใจว่าจะใช้โครงกระดูกจริงๆ หรือพลาสติก (ลืมบอกไปว่าวิชานี้สอนกันหลายคนซึ่งอาจารย์แต่ละท่านที่มาสอนก็จะมีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้านแตกต่างกันไป ทุกท่านมีประสบการณ์การทำงานกับตำรวจมาก่อน ลงที่เกิดเหตุจริงกันมาแล้ว)
    พอทราบว่าเป็นโครงกระดูกจริงอาจารย์ก็ชี้แจงเลยว่าถ้าใครไม่โอเคไม่ต้องเข้าคลาสนี้ได้

    วันนี้เป็นวันที่มาถึงก็ขึ้นแล็บเลย เปิดประตูเข้าไปก็เจอกล่องพลาสติกตั้งอยู่ตามโต๊ะ ส่วนที่โต๊ะด้านหน้าสุด อาจารย์กำลังจัดเรียงโครงกระดูกแต่ละส่วนของร่างกายอยู่ ข้างๆ ก็มีโครงกระดูกจำลองชื่อเจนนี่ (เป็นผู้หญิง) บนโต๊ะก็มีหัวกะโหลกและกระดูกส่วนอื่นๆ เป็นคลาสที่น่าตื่นตาตื่นใจมากๆ

    ก่อนที่อาจารย์จะสอนอาจารย์ก็บอกว่าถ้าใครไม่โอเค รู้สึกไม่ดี สามารถเดินออกจากห้องได้เลย พร้อมขึ้นภาพนี้ในสไลด์



    วิชานี้มีชื่อว่า Forensic Anthropology and Archaeology แปลเป็นไทยมันคือมานุษยวิทยาและโบราณคดี แต่มันมีคำว่า Forensic ด้วยนั่นหมายถึงจะเกี่ยวข้องกับกฎหมาย
    อย่างแรกที่อาจารย์ต้องการให้เข้าใจคือความแตกต่างของสองวิชานี้ (แต่จะมีส่วนที่คาบเกี่ยวกันอยู่)
    Anthropology จะศึกษาอัตลักษณ์ของมนุษย์ วิเคราะห์ร่างกาย นำไปสู่การระบุตัวตน
    Archaeology จะขุดค้นสิ่งประดิษฐ์ (artefact) วิเคราะห์สถานที่ นำไปสู่การระบุผู้ต้องสงสัย

    คำถามแรกที่เราต้องนึกถึกตอนเจอชิ้นส่วนกระดูกคือ มันคือกระดูกจริงไหม?
    อาจจะฟังแล้วเอ๊ะ ทำไมถึงแยกไม่ออก มันไม่น่าแยกยากนี่นา? ถ้ากระดูกเป็นชิ้นๆ แบบชัดเจนมันแยกได้แน่ๆ ค่ะ แต่อาจารย์บอกว่าตอนลงที่เกิดเหตุจริงบางทีมันเป็นชิ้นส่วนเล็กๆ ที่ทำให้ต้องมาตรวจสอบว่านั่นกระดูก หิน หรือเศษไม้กันแน่
    มันเคยมีข่าวลงเมื่อปี 2008 เกี่ยวกับการค้นพบชิ้นส่วนกระดูกของมนุษย์ เป็นข่าวใหญ่โตมาก สุดท้ายพอมาตรวจสอบพบว่าเป็นเศษไม้ไม่ก็เปลือกมะพร้าว
    เพราะฉะนั้นคำถามแรกจึงสำคัญมากว่าเป็นกระดูกจริงไหม ถ้าทำงานด้านนี้มาด้าน ศึกษามาก็สามารถแยกออกได้ค่ะ (คลาสนี้อาจารย์ไม่ได้เจาะลึกเรื่องวิธีแยกนะคะ)

    คำถามที่สอง เป็นโครงกระดูกมนุษย์หรือสัตว์
    อาจารย์นำโครงกระดูกจำลองของนกมาให้ดู (เนื่องจากที่นี่นกนางนวลเยอะมาก) รวมทั้งสัตว์อื่นๆ ด้วย ถ้าเป็นกระโหลกศีรษะแน่นอนว่าแยกง่าย ยกเว้นไปเจอกระโหลกศีรษะลิงที่ค่อนข้างคล้ายมนุษย์ 
    นอกจากนี้ก็มีส่วนของมือ (ลงภาพจากสไลด์ประกอบ)
    อาจารย์บอกว่าในอังกฤษไม่ค่อยมีลิงแบบนี้เลยไม่ต้องกลัวว่าจะสับสน



    คำถามที่สามคือ เป็นกระดูกของใครบ้าง มีจำนวนกี่คน
    ที่เกิดเหตุที่เจอส่วนมากก็อาจจะแค่คนเดียว หน้าที่ของงานนี้คือการตรวจสอบว่ามีจำนวนกี่คน อาจารย์มีภาพจากหลุมศพที่คนกว่าสองร้อยชีวิตโดนฆ่าตายและฝังรวมกัน สิ่งสำคัญของงานคือการตามหาว่ากระดูกไหนเป็นของใครและมีทั้งหมดเท่าไร

    คำถามสุดท้ายคือ กระดูกใหม่หรือเก่า (Modern or Ancient) เก่าที่ว่าคือเกิน 100 ปีนะคะ เพราะนั่นหมายความว่าคนร้ายก็น่าจะตายไปแล้วเช่นกัน

    พอถึงตรงนี้อาจารย์ก็ปิดสไลด์และบอกทุกคนว่าบนโต๊ะมีกล่องพลาสติกอยู่ในนั้นมีโครงกระดูก (เก่าแล้วแต่ออยล์จำไม่ได้ว่ากี่ปี) ให้ทุกคนจับกลุ่มแล้วเรียงโครงกระดูกจากศีรษะจรดปลายเท้า อาจารย์มีเจนนีให้ทุกคนมายืนดูได้ รวมทั้งมีเอกสารแจกให้ดูกันเพื่อจะได้เรียงได้อย่างถูกต้อง (บอกเลยว่านี่เป็นคาบที่ฟังไป งงไป มากสุดแล้ว เพราะไม่รู้เลยว่ากระดูกแต่ละชิ้นเรียกว่าอะไรบ้าง ใครมีพื้นฐานอนาโตมีก็จะอ๋ออย่างรวดเร็ว...ในห้องไม่มีใครอ๋อ ยืนงมกันหมด)

    อาจารย์ขอความกรุณาไม่ให้ถ่ายรูปและให้ treat เขาเหมือนเขายังมีชีวิตอยู่ นอกจากนี้ก็เตือนว่าถ้าถ่ายรูปไปห้ามนำไปโพสต์ลงบนโซเชียล มีเดียด้วย (ผิดกฎหมายสามารถโดนดำเนินคดีได้)
    ในคลาสไม่มีใครถ่ายรูปนะคะ

    ออยล์เดินไปโต๊ะหลังสุดเลย (ตอนอาจารย์เดินเช็คที่ละโต๊ะถึงกับบอกว่าอู้วว ได้ของยาก)
    ในกล่องพลาสติกจะมีซองพลาสติกแยกโครงกระดูกแต่ละส่วนไว้อีกเช่นกันค่ะ บอกว่าตรงนี้คือกะโหลก กระดูกสันหลัง แขน ขา ฯลฯ โต๊ะนี้มีกันสามคนก็ช่วยกันเรียงโครงกระดูก ส่วนที่เป็นกะโหลกศีรษะนั้นแทบไม่เหลือเค้าเลยค่ะ มาเป็นแผ่นๆ จนไม่รู้เลยว่าจะประกอบกลับยังไง ส่วนกรามและฟันยังพอมีให้เห็นบ้าง เพื่อนเรียงกะโหลก ไหปลาร้า กระดูสันหลัง อีกคนเรียงเท้า/ข้อเท้า ออยล์ก็เรียง กระดูกเชิงกราน แขน ขา ตอนแรกเรียงผิดด้วยเอา Fibula ไว้ด้านใน อาจารย์บอกลองไปดู (เจนนี) มาใหม่ เลยรู้ว่ากระดูกตรงน่อง (น่องใช่ไหมนะ) มีกระดูกชิ้นหนาๆ กับชิ้นบางๆ โดยที่ชิ้นบางอยู่ข้างนอก (ฮ่าๆ)
    เพื่อไม่ให้งงไปมากกว่านี้ ลงรูปที่อาจารย์ให้เติมดีกว่า (ไม่ได้เติมเองทั้งหมดนะคะ มีพี่ที่เรียนสายแพทย์ช่วยเติมทีหลัง อิ)



    หลังจากเรียงเสร็จก็มานั่งฟังบรรยายต่อ ที่นี่เราก็จะเข้าเรื่องกันแล้วว่าโครงกระดูกบอกอะไรเราได้บ้าง อย่างแรกเลยเราต้องแยกก่อนว่าเป็นหญิงหรือชายตาม Biological Sex ที่ต้องเน้นเรื่อง biological เพราะบางคนอาจแปลงเพศมาแล้ว แต่โครงกระดูกจะยังคงสภาพตาม biological sex อยู่
    ส่วนที่จะบอกเพศได้นั้นมีสองที่ด้วยกันคือ กระดูกเชิงกราน และ กะโหลก โดยวัดที่รูปร่างและขนาดของกระดูกส่วนนั้นๆ คำนึงที่ชอบมากคือ Mental Eminence อาจารย์บอกจะเรียกง่ายๆ ก็ไม่ได้ (มันคือ Chin) ต้องเรียกแบบนี้ (ฮ่าๆ)
    เพื่อไม่ให้งง (หรือยิ่งเพิ่มความงง) ลงภาพที่อาจารย์ให้กรอกค่ะ โดยข้อมูลที่ใส่เป็นข้อมูลจากโครงกระดูกที่เรียงกันเมื่อครู่ ส่วนกะโหลกออยล์กรอกไม่ได้เนื่องจากไม่มี สเกลที่ใช้คือ 1 -> 5 โดยที่ 1 คือ female และ 5 คือ male ส่วน 3 คือไม่รู้



    ต่อไปเป็นการดูเรื่องอายุ
    สำหรับการดูเรื่องอายุนั้นเราวิเคราะห์จากสองอย่างคือ การเจริญเติบโตและการเสื่อมสภาพ เราดูอายุที่ฟัน (ไม่มีอะไรบอกอายุได้ดีเท่าฟันอีกแล้วค่ะ มันเป็นส่วนที่ไม่ว่าร่างกายจะเป็นอะไรยังไง ฟันจะเติบโตตามปกติ โครงกระดูกที่ออยล์ได้มันน่าสนใจตรงนี้ เดี๋ยวกล่าวถึงตอนท้ายที่อาจารย์มาสรุป) พอฟันแท้ขึ้นครบแล้ว เราจะดูเรื่องการเสื่อมสภาพของฟันแทน
    ตามภาพประกอบ



    นอกจากฟันแล้ว เราดูที่ข้อต่อของร่างกายถ้ายังไม่เชื่อมติดกันนั่นคือยังเด็ก ตามภาพประกอบ โครงกระดูกของออยล์ชิ้นส่วนนั้นยังไม่ติดกันค่ะ เป็นชิ้นแยกออกมาเลย



    ส่วนที่น่าสนใจคือสภาพผิวกระดูก เรียกชื่อไม่ถูกอีก แต่ถ้ายังดีมันจะเห็นชัดแบบนี้ค่ะ



    แต่เริ่มเสื่อมสภาพแล้วก็จะแบบนี้ 



    อันนี้เป็นข้อมูลอายุโครงกระดูกที่ออยล์ตรวจสอบ
    อันล่างสุดเป็นการหาว่าเป็นโรคอ้วนหรือเปล่าด้วยการวัดจากกระดูกต้นขา



    มาถึงตรงนี้ มีใครตอบได้ไหมหว่าโครงกระดูกที่ออยล์ได้เป็นชายหรือหญิง? มีอายุเท่าไร?
    ที่อาจารย์บอกว่าโครงกระดูกกลุ่มที่ออยล์ได้มันน่าสนใจเพราะหากตรวจสอบกันที่ร่างกายจะพบว่ายังไม่เจริญเติมโตเต็มที่ อายุอยู่ที่ 15-16 เท่านั้น แต่ถ้าเราดูที่สภาพฟันจะพบว่าฟันแท้ขึ้นครบแล้ว รวมถึงเริ่มเห็นการเสื่อมสภาพฟันแล้วด้วย ย้อนกลับไปอ่านด้านบน เราควรยึดอายุที่ไหนคะ???
    ใช่ค่ะฟัน เพราะฉะนั้นโครงกระดูกนี้เกิน 21 แล้วแน่นอน ถ้าจำไม่ผิดเหมือนอาจารย์บอก ยี่สิบปลายๆถึงสามสิบนี่แหละค่ะ (ผ่านไปไม่กี่สัปดาห์ก็ลืมซะแล้ว ฮา) 

    ส่วนเรื่องเพศนั้นอาจารย์ให้ความเห็นว่าเป็นผู้ชาย (มันระบุแน่ชัดไม่ได้แต่มันเอนเอียงไปทางนั้น) เพื่อนออยล์มองว่าเป็นผู้หญิง (จากกระดูกร่างกายที่ตรวจสอบมันเข้าเกณฑ์ผู้หญิง) แต่ถ้าดูที่กรามมันก็แอบแลเป็นผู้ชายมากกว่า
    อาจารย์บอกว่าจากสภาพแล้วคนๆ นี้ไม่ได้รับสารอาหารที่เพียงพอ ร่างกายเลยไม่เจริญเติบโตตามวัย รวมทั้งยังมีโรคเครียด...อาจารย์คาดคะเนสาเหตุการเสียชีวิตไว้แต่...ผ่านไปไม่กี่สัปดาห์ก็ลืมซะแล้ว ฮา

    โครงกระดูกไม่ได้บอกแค่เพศและอายุเท่านั้น มันยังบอกเรื่องโรค การใช้ชีวิต รวมทั้งอาชีพของคนๆ นั้นได้ (แต่ปัจจุบันเริ่มระบุยากขึ้นแล้ว)
    ภาพประกอบที่อาจารย์ใช้แอบน่ากลัวเลยไม่ลง แต่คนที่มีเนื้องอก เป็นมะเร็ง กระดูกช่วงจมูกหายไปเกือบหมดเลยค่ะ หรือคนที่สูบไปป์บ่อยๆ แล้วชอบคาบไปป์ที่มุมปาก แบคทีเรียตรงไปป์มันกัดฟันกร่อนจนเป็นรูโหว่เลย
    ที่น่าตกใจคือ ฟันสามารถบอกได้ว่าคนๆ นั้นเป็นโรคเครียด อาจารย์บอกมันสามารถบอกถึงปีได้เลยว่าช่วงไหน ปัจจุบันกำลังพยายามศึกษาให้ระบุได้ถึงวันที่

    คลาสวันนี้เป็นคลาสที่เปิดประสบการณ์แปลกใหม่จริงๆ ค่ะ ไม่เคยคาดคิดว่ามาเรียน ป.โทที่นี่ (ออยล์เรียน Creative Writing) จะมีโอกาสมาเรียนรู้เรื่องโครงกระดูกมนุษย์แถมได้เห็นได้สัมผัสของจริงอีกด้วย เป็นวิชาที่ fascinating มาจริงๆ

    สำหรับคราวหน้าจะมาต่อกันด้วยเรื่อง Footwear mark ที่ไม่ใช่ footprint อิอิ

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
nekoco_ (@nekoco_)
ฟันบอกโรคเตรียดได้ยังไงหรอคะ
อยากรุจัง สนใจ
nekoco_ (@nekoco_)
@nekoco_ เครียด พิมพ์ผิด
Aki_Kaze (@cumberoil)
@nekoco_ พอดีมีภาพจากกระโหลกศีรษะเลยไม่ได้ลงเพราะเกรงว่าจะน่ากลัว มันจะมีเส้นขึ้นมาบนชั้นนอกของฟันน่ะค่ะ Link นี้พอมีภาพขาวดำอยู่ค่ะ แต่ยังพอเห็นรอยที่ว่าบนฟัน https://www.sciencedaily.com/releases/2010/02/100204204315.htm