ติ่งให้ไกล ไปเรียนให้ถึงอังกฤษAki_Kaze
Creative Writing: Skills and Techniques Part 2
  • Creative Writing: Skills and Techniques Part 2

    ห่างหายจากพาร์ทแรกไปนานเพราะปิดเทอม วิชานี้เรียนยาวมีนาเลยแบ่งมาเขียนพาร์ท 2 ก่อนดีกว่า พาร์ท 3 คงมาหลังคะแนนไฟนอลออก (ฮ่าๆ)

    ก่อนช่วงหยุดคริสต์มาส/ปีใหม่ ได้เรียนเกี่ยวกับการเขียนบทภาพยนตร์/หนังสั้น อาจารย์มีคลิปตัวอย่างจากภาพยนตร์มาให้ดู มีคลิปจากสตาร์ วอร์สเยอะมาก เหมือนเป็นต้นแบบของอะไรได้หลายอย่างเลย
    อาจารย์พูดถึงเรื่องพล็อตที่มีอยู่ 7 แบบพร้อมยกตัวอย่างให้ดู

    1. Overcoming the monster (could be a metaphor) => Star Wars
    2. Rage to riches => Brewster’s Millions
    3. The Quest => Lord of the Rings (ใช้เวลาแกะลายมือตัวเองนานมาก)
    4. The voyage and return => Finding Nemo
    5. Comedy => Mr Bean’s Holiday
    6. Tragedy => Romeo & Juliet
    7. Rebirth => A Christmas Carol

    ส่วนในเรื่องของโครงสร้างนั้นประกอบไปด้วย 3 Act
    Act 1 คือการปูเรื่องเพื่อนำเสนอ Plot Point 1 เป็นการส่งสารถึงข้อความ/เนื้อหา ที่เราต้องการนำเสนอ Culmination จะเป็นการส่งต่อไปยังแกนหลังของเรื่อง (หน้าที่ 1-30)

    Act 2 Point of No Return (PONR) คือแกนหลักของเรื่องที่เราเขียน เป็นช่วงที่ยาวที่สุดและท้าทายที่สุดสำหรับนักเขียน PONR คือเหตุการณ์หรือการตัดสินใจที่จะ define เรื่องของเรา (หน้าที่ 31-90)

    Act 3 The pay off ผลลัพท์ของเรื่อง คลายทุกปม ทุกปัญหา (หน้าที่ 91-120)

    สำหรับบทหนังอาจารย์ก็แนะนำไว้ว่าถ้าเป็นแนว comedy จะอยู่ที่ 90 หน้า แนว Drama จะ 120 หน้า
    ส่วนเรื่องสั้นควรมีแค่ 12 หน้าไม่เกินนี้ ซึ่ง 1 หน้าตีคร่าวๆ คือ 1 นาที

    พอเปิดเทอมมาก็มีรายงานหน้าชั้นเกี่ยวกับ Art movement ใช้ยุคต่างๆ จากนั้นสัปดาห์ต่อมาเป็น tutorial ก่อนหน้านี้ได้ส่งงาน Formative Assignment งานเขียนจำนวน 1500 คำและคอมเมนต์ 1500 คำ ส่วนนี้จะยังไม่ใช่คะแนนจริง อาจารย์จะให้คำแนะนำว่าควรพัฒนางานแบบไหนถึงจะได้คะแนนสูง

    อาจารย์ขู่ไว้หนักมากเพราะมาตรฐานการให้คะแนนสูงงงงง นี่ก็ขอแค่ผ่านพอ merit ยังไม่อยากหวังเลย กรี๊ดดด

    Tutorial เป็นอะไรที่มีประโยชน์มากๆ งานที่ออยล์ส่งเป็น Detective Story (เล่นของยากมากเพราะขนาดภาษาไทยก็ยังไม่กล้าเขียนแนวนี้แบบจริงๆ จังๆ สักครั้ง) comment โดยรวมของอาจารย์ออกมาดีกว่าที่คิด อาจารย์ชี้เลยว่าปูเรื่องมาดีมาก วางตัวละครไว้ดีมาก อาจารย์บอกว่าอ่านแล้วคืออยากอ่านต่อเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น (ประทับใจ ฮืออ)

    จุดที่อาจารย์อยากให้เพิ่มเติมเป็นเรื่อง specific เสียส่วนใหญ่ซึ่งตอนเขียนเรื่องนี้ทุกอย่างยังไม่ชัดเจน รวมถึงอยากให้พูดถึงเบื้องหลังตัวละครมากขึ้น (คือพระเอกเป็น Detective Inspector แล้วคดีสุดท้ายที่รับก่อนจะลาพักยาวเป็นคดีที่ทำให้เสีย Detective Sergeant พระเอกเลยฝันร้ายบ่อยๆ) อาจารย์เลยแนะนำว่าให้ขยายจุดนี้เพิ่มขึ้น nightmares ของพระเอกเป็นอะไร ยังไง

    นอกจากนี้ก็มีแนะนำจุดเล็กๆ น้อยๆ อย่างตอนที่ พระเอกเจอ DS คนใหม่เขาคิดยังไง (ด้วยความเป็นนักสืบยังไงก็ต้องช่างสังเกต) รวมทั้ง DS คนใหม่คิดยังไงตอนเห็นพระเอกที่ทุกคนพูดถึงบ่อยๆ ว่าเก่งงู้นงี้งั้น

    สุดท้ายตอนจบตอน อาจารย์ก็แนะนำการจบตอนมาที่ออยล์ฟังแล้วแบบ เฮ้ยยย โคตรแจ่ม (แต่อยู่ที่ตัวเองแล้วว่าจะทำได้ไหม) 

    ฟังอาจารย์พูดแล้ว จากตอนแรกที่กะว่าจะไม่เขียนเรื่องนี้ต่อเป็น final project ก็เริ่มลังเล (คือตอนบอกอาจารย์ไปแบบนั้น อาจารย์รีบแทรกเลยว่า แต่เขียนสำหรับวิชานี้ใช่ไหม คือควรเขียนต่อมาก เลยบอกอาจารย์ว่าวิชานี้ส่งเรื่องนี้แน่นอนค่ะ) ((ปริ่มรอบสอง ฮืออ))

    ถ้าพูดถึงความอยู่รอดแล้ว เรื่องนี้เป็น final project อาจเป็นการฆ่าตัวตาย ฮ่าๆ ควรรอดูคะแนนจากปลายภาคก่อน

    แล้วอาจารย์ก็แนะนำนิยายของ Ian Rankin มาให้ ซีรีส์ Inspector Rebus พอกลับถึงบ้านก็ซื้อ Kindle ทันที เพราะนอกจากต้องเขียนตัวงานแล้ว ยังต้องเขียน Commentary ซึ่งเป็นการสะท้อนงานของเรา ในส่วนนี้เราอ่านอะไรบ้างที่ส่งผลกับงานเขียนของเรา มีอะไรใส่ไปให้หมด ดังนั้นจึงต้องอ่านนิยายนักสืบเพื่อทำการบ้านอีกเยอะเชียว (เฮือกกก)

    ป.ล. แต่คะแนนของงาน formative ออกมาผ่านด้วยแหละ ถือเป็นเรื่องราวดีๆ ทีนี้ปลายเทอมต้องทำให้ได้ดีกว่าเดิม (เฮือกกก)
    ป.ล. 2 จากช่องให้คะแนนทั้งหมดได้ Excellence มา 1 ช่อง นั่นคือช่อง Reference ฮ่าๆๆ การเขียน ref. สำคัญนะคะ

    ยังค่ะ ยังไม่จบ

    สัปดาห์ถัดมาเรียนเรื่อง Adaptation อาจารย์เปิด ละครวิทยุเรื่อง This Gun In My Right Hand Is Loaded มันเหมือนเป็นการรวบรวมสิ่งที่ไม่ควรทำในละครวิทยุ
    ใครสนใจลองฟังได้ทางนี้เลย มีสคริปให้อ่านด้วย http://www.englishwordplay.com/exercise2.html

    จากนั้นอาจารย์ก็ให้เรื่องสั้นมาอ่านแล้วให้ลองดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์ บทละครเวที หรือบทละครวิทยุ ให้นั่งทำเป็นกลุ่ม กลุ่มออยล์เลยลองแปลงเป็นละครวิทยุ จริงๆ เป็นอะไรที่น่าสนใจดีแถมอาจารย์บอกว่าทาง BBC เขาเปิดรับละครวิทยุอยู่เรื่อยๆ ใครสนใจก็ลองส่งไปได้ มีกลุ่มหนึ่งแปลงเป็นบทภาพยนตร์ใบ้ แล้วเขาอธิบายฉากแต่ละฉากได้เห็นภาพมากแล้วจบได้ดีงามมาก (อยากทำแบบนั้นได้บ้าง)

    พอจบวิชานี้แล้วจะเป็นการเรียน Specialism มีให้เลือกสองอย่าง (เดิมทีมีสามแต่อ.สอนสกรีนลาออกไปเสียก่อน) มีกลอนกับละครเวที+ภาพยนตร์ แน่นอนว่าออยล์เลือกอันหลัง (จริงๆ ตั้งใจจะมาเรียน Screen โดยเฉพาะ แต่ตอนนี้มันต้องรวมกับละครเวทีก็ได้อยู่ เพราะสนใจทั้งสองอย่าง แต่มันแตกต่างกันเลยสองอย่างนี้ เลยไม่รู้ว่าตอนเรียนจะเป็นไง ที่แน่ๆ คือไม่เรียนกลอนแน่นอน ไม่สามารถ)

    ความเศร้า(?)คือ อาจารย์ที่จะสอนกลอนพูดฟังง่ายมาก แต่อาจารย์ที่สอน Drama+Screen พูดเร็วแล้วฟังยาก ฮรืออออ

    ตอนนี้เหลือเรียนอีกไม่กี่สัปดาห์ก็จะหยุดอีสเตอร์แล้ว ก่อนหน้านั้นมีงาน Summative 4000 คำ + คอมเมนต์ 4000 คำต้องส่ง (ตอนนี้ทำตัวงานเสร็จละเหลือแค่คอมเมนต์)

    พาร์ทสามเจอกันหลังคะแนนออกนะคะ

    ตอนหน้าไว้มาแนะนำร้านอาหารไทยที่เคยไปกินแล้วบ้างดีกว่า น่าจะเป็นประโยชน์เพราะถ้าใครมาอยู่นานๆ ต้องคิดถึงอาหารไทยแน่ๆ

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in