Lilith: Death's OrderAki_Kaze
บทที่ 25 ชื่อของเขาคือ...
  • บทที่ 25

    ชื่อของเขาคือ...

     

     

    นี่เป็นความรู้สึกเดียวกันกับตอนที่ฉันช่วยเซลีน่าไว้ไม่มีผิด ทุกอย่างเกิดขึ้นเอง ร่างกายของฉันตอบสนองเอง พอมารู้ตัวอีกที เราก็อยู่แถวสะพานแมนฮัตตันแล้ว

    ออกัสจะต้องหัวเสียมากแน่ ๆ แต่ฉันรู้สึกได้ว่านี่เป็นโอกาสสุดท้ายของฉันที่จะตามล่าเขา โอกาสสุดท้ายที่จะหยุดเขาให้ได้

    ขอโทษนะแมนดี้ ฉันคงรักษาสัญญาไว้ไม่ได้แล้ว

    “เรามีเวลาไม่มาก” ฉันบอกเจสซิก้า “ถ้าเธอต้องการหยุดเขา เธอต้องบอกฉันว่าเขาอยู่ที่ไหน”

    “เราคุยกันไว้ว่าจะกลับไปอยู่แถวริชมอนด์ตอนใต้ ใกล้บ้านเกิดของฉัน เขาคงไปที่นั่น”

    “พวกเธอจะไม่ได้ไปไหนทั้งนั้น” ออกัสปรากฏตัวขึ้นด้านหน้าของพวกเรา เขาจับข้อมือของเจสซิก้าแน่น “ผู้คุมกำลังจะมาจัดการกับเธอ ส่วนเธอ...”

    สายตาที่เขามองฉันเต็มไปด้วยความโกรธ แต่น้ำเสียงของเขากลับสงบนิ่ง

    “อย่าทำให้ทุกอย่างมันยากไปกว่านี้เลยลิลิเบธ เธอทำได้ดีแล้ว เธอรอมาเกือบสองปีแล้วและเธอทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดี มันไม่คุ้มกันหรอกถ้าเธอจะทิ้งทุกอย่างไปเพื่อฆาตกรคนเดียว”

    “ถ้าฉันหยุดเขา เขาก็จะไม่สามารถทำร้ายใครได้อีก”

    ออกัสมองหน้าฉันก่อนตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

    “ต่อให้เธอหยุดเขา มันก็จะมีคนอื่นที่ทำแบบเดียวกันอยู่อีก เธอเปลี่ยนอะไรไม่ได้”

    “แต่ฉันได้แก้แค้น นั่นเป็นความตั้งใจของฉัน ออกัส การแก้แค้น เพื่อให้เขาได้ทุกข์ทรมานเหมือนอย่างที่ฉันเจอ แต่แทนที่ฉันจะอยู่ในสถานะวิญญาณเร่ร่อน ฉันขอเป็นยมทูตก็เพื่อจะได้มีโอกาสทำแบบนี้”

    “เธอมีโอกาสหลายครั้งแต่เธอไม่ได้ลงมือทำ ลิลิธ ลึก ๆ แล้วเธอไม่ได้อยากทำแบบนั้น การฆ่าใครสักคนมันไม่ใช่เรื่องง่าย เธอไม่ใช่เขา ไม่จำเป็นต้องเป็นเหมือนเขา เธอจะทิ้งทุกอย่างที่เกิดขึ้นหลังความตายไปอย่างนั้นเหรอ”

    “พวกคุณจะจำฉันไม่ได้ แต่ฉันยังจดจำทุกคนได้ ต่อให้ต้องอยู่ในความว่างเปล่า ฉันก็ได้บรรลุสิ่งที่ต้องการแล้ว”

    “มันคงไร้ประโยชน์ถ้าจะพูดถึงครอบครัวของเธอในโลกคนเป็น แต่แมนดี้ล่ะ ฉันล่ะ เกือบสองปีที่ผ่านมา มันไม่มีค่าสำหรับเธอเหรอ”

    ทำไมออกัสถึงพูดแบบนั้น ทำไมเขาต้องทำเหมือนว่าเขาแคร์กับเรื่องราวทุกอย่างที่เกิดขึ้นหลังความตายของฉัน

    ทำไมเขาต้องทำให้ฉันลังเล ฉันไม่อยากลังเลอีกต่อไป

    กลุ่มก้อนควันสีดำปรากฏขึ้นเบื้องหน้า ผู้คุมกำลังมาถึงแล้ว และฉันต้องรีบหนีไปจากที่นี่ 

    “ขอร้องล่ะออกัส ฉันต้องไปจากที่นี่ หลังจากนี้ไปคุณจะไม่ต้องมาปวดหัวกับฉันอีก ฉันจะไม่ใช่ภารกิจค้างคาของคุณอีกต่อไป คุณจะจำเรื่องของฉันไม่ได้”

    จะไม่มีใครจำฉันได้อีก แต่นั่นก็ไม่เป็นไร

    “อย่าทำแบบนี้ ลิลิธ เธอคิดว่าพวกนั้นจะยอมให้มันเกิดขึ้นเหรอ พวกเขาเป็นผู้คุม พวกเขาช่วยเดธดูแลเรื่องความเป็นความตาย”

    หางตาของฉันเห็นเจดปรากฏตัวขึ้น ฉันไม่สามารถอยู่ที่นี่ต่อไป เจสซิก้าหวาดกลัวกับการปรากฏตัวของยมทูตอีกตน

    “ขอโทษนะออกัส” ฉันบอกเขา ก่อนจะรีบบลิงก์หนีไป

    ถึงจะรู้ว่าริชมอนด์ตั้งอยู่ตรงไหน แต่ถ้าไม่เคยไปมาก่อน ฉันก็ไม่สามารถบลิงก์ไปที่นั่นได้ทันที สถานที่ที่ฉันโผล่มาจึงกลายเป็นสถานที่ที่ฉันคุ้นเคยมากที่สุด นั่นคือบ้านของตัวเองที่ไบร์ทเลค

    บ้าจริง ทำไมฉันต้องมาที่นี่ ฉันไม่อยากเห็นหน้าพ่อแม่ตอนนี้ 

    ห้องนอนของฉันแตกต่างไปจากเดิม ของใช้ที่เคยอยู่หายไป เตียงนอนว่างเปล่าไม่มีทั้งหมอน ผ้าปู และผ้าห่ม ชั้นวางหนังสือว่างเปล่า ตู้เสื้อผ้าเหลือชุดอยู่เพียงไม่กี่ชุด ถึงอย่างนั้นภาพฉันในห้องนอนยังคงอยู่ พวกเขาเก็บห้องของฉันแล้ว หลังจากนี้ฉันจะเป็นเพียงความทรงจำสำหรับพวกเขา

    ฉันกำลังจะพรากความทรงจำของพวกเขาไป

    “นี่ไม่ใช่เวลามาคร่ำครวญนะ ลิลิเบธ” ฉันบอกตัวเอง ก่อนจะลุกไปยังห้องของเจมี่ เสียงโทรทัศน์ดังแว่วมาจากด้านล่าง ตามด้วยเสียงหัวเราะของพ่อกับแม่ เสียงของพวกเขาช่างมีชีวิตชีวา ฉันตื้นตันจนอยากเดินลงไปหาพวกเขา 

    บันไดตรงหน้ามันช่างดึงดูด แต่เป้าหมายของฉันคือห้องของเจมี่ที่อยู่ติดกัน ฉันตัดใจจากการไปเห็นหน้าพ่อแม่แล้วเดินทะลุประตูเข้าไปในห้องของน้องชาย เขาไม่อยู่บ้าน คงอาศัยที่นิวยอร์กเป็นหลักไปแล้ว ถึงอย่างนั้นสิ่งที่ฉันต้องการคือคอมพิวเตอร์ของเขาต่างหาก

    ยมทูตไม่มีสมาร์ทโฟน นอกจากป้ายบอกทางในเจอริโก้แล้ว พวกเราก็ไม่สามารถใช้แผนที่จากที่ไหนได้อีก ยกเว้นหาโอกาสใช้ในโลกคนเป็นแบบนี้นี่แหละ แมนดี้เล่าให้ฟังว่าเธอกับเด็กซ์เคยแอบเล่นเกมตอนรอรับวิญญาณด้วย ฉันไม่มีโอกาสได้ทำอะไรแบบนั้น ยิ่งไปกับออกัสยิ่งเป็นไปไม่ได้

    พอนึกถึงออกัส ก็นึกถึงคำพูดของเขา

    “เขาจะพูดแบบนั้นทำไม”

    ฉันส่ายหน้าให้ตัวเองแล้วเริ่มเปิดคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ เสียงพัดลมจากเครื่องทำให้ฉันต้องหันไปทางประตู เมื่อไม่ได้ยินเสียงจากด้านนอก ฉันก็หันกลับมาสนใจหน้าจอ โชคดีที่เจมี่ไม่ได้ตั้งรหัสไว้ เขาคงไม่คิดว่าจะมีใครใช้คอมพิวเตอร์ตัวนี้อีก

    “ริชมอนด์ตอนใต้เหรอ ฉันควรไปที่ไหนดี โรงพยาบาลดีไหมนะ น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี”

    พอได้ชื่อโรงพยาบาลในย่านนั้นมาแล้ว ฉันก็หาภาพละแวกนั้นเพื่อให้ตัวเองบลิงก์ได้ง่ายขึ้น 

    พวกผู้คุมน่าจะรู้แล้วว่าฉันตั้งใจจะทำอะไรและจะไปที่ไหน พวกเขาอาจไปดักรออยู่แล้วก็เป็นได้ ถ้าเป็นผู้คุมคงตามหาตำแหน่งของฆาตกรได้ง่ายเลยด้วยซ้ำ ส่วนฉันยังไม่รู้เลยว่าพอไปถึงริชมอนด์แล้วจะทำยังไงต่อ

    ตอนที่ฉันเดินออกจากห้องของเจมี่ ก็ได้ยินเสียงพูดของแม่ดังขึ้นมา

    “ไปที่ไหนนะ” น้ำเสียงร้อนรนของเธอทำให้ฉันต้องลงมาชั้นล่าง เห็นแม่กำลังคุยโทรศัพท์อยู่ “เจมี่ ลูกอย่าทำอะไรสุ่มเสี่ยงแบบนั้นสิ ปล่อยให้ตำรวจเขาจัดการ”

    พอรู้ว่าปลายสายเป็นน้องชาย ฉันก็พยายามจะเข้าไปฟัง แต่มันยากที่จะได้ยินเสียงของเขา แม่วางสายไปก่อนที่ฉันจะจับใจความได้

    “เจมี่บอกว่าตำรวจกำลังตามจับผู้ต้องสงสัย เขาเลยจะตามไปด้วย” แม่หันไปบอกพ่อ “เขาบอกว่าตำรวจเจอศพของผู้หญิงอีกคน แล้วอาวุธที่ใช้ก็โยงไปถึงคดีของลิลี่”

    ฉันตกใจกับเรื่องที่ได้ยิน แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ พวกเขากำลังไปที่ไหนกัน

    “พวกเขาไปไหนกันล่ะ” พ่อถามขึ้น พ่อคะหนูรักพ่อ!

    I-95 นิวเจอร์ซี ตำรวจคาดการณ์ว่าคนร้ายกำลังมุ่งหน้าไปยังริชมอนด์ ฉันห้ามเจมี่แล้ว แต่เขาก็ดั้งด้นตามไปให้ได้”

    แม่นั่งลงบนโซฟาด้วยท่าทางกระสับกระสาย

    “ไม่ต้องห่วงนะแม่ อีกไม่นานมันก็จะจบแล้ว” ฉันบอกลาเธอเป็นครั้งสุดท้ายก่อนบลิงก์จากมา

    ถนนยามค่ำคืนมีรถยนต์แล่นผ่านเรื่อย ๆ ไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะตามหารถยนต์ของคนร้าย เพราะเสียงไซเรนของรถตำรวจดังมาแต่ไกล ฉันพยายามบลิงก์ตามพวกเขาไป นับเป็นเรื่องดีที่ยมทูตไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ไม่อย่างนั้นปอดกับหัวใจของฉันคงพังไปนานแล้ว ความเร็วที่พวกเขาใช้ไม่ได้ลดลงเลย ตำรวจพยายามสกัดจับรถคนร้าย ฉันไม่คิดว่าก่อนว่าจะมีโอกาสได้เห็นเหตุการณ์แบบนี้นอกจากในข่าวหรือละคร

    เหนือท้องฟ้านอกจากมีเฮลิคอปเตอร์ของตำรวจแล้ว ก็มีเฮลิคอปเตอร์จากสถานีข่าวด้วย

    “หยุดแล้ว” ฉันร้องขึ้นเมื่อรถของคนร้ายเลี้ยวตรงทางออก โดยมีรถตำรวจของทางนวร์กรอดักไว้ก่อนแล้ว

    สายสืบคาร์ฮาร์ตลงจากรถด้วยความระมัดระวังพร้อมคู่หูของเขา ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจากนวร์กค่อย ๆ เข้าใกล้รถของคนร้าย เพื่อบอกให้เขาลงจากรถ

    ประตูรถของคนร้ายเปิดออก เสียงสั่งของตำรวจดังขึ้นจนฉันลุ้นไปด้วย ผู้ชายคนนั้นยกมือขึ้นเหนือศีรษะ ค่อย ๆ ก้าวเท้าลงจากรถ สีหน้าของเขาไม่ได้แสดงความกังวลออกมาเลย มุมปากของเขายกยิ้มพึงพอใจ ราวกับสิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นไปตามความต้องการของเขา ในตอนนั้นสายสืบคาร์ฮาร์ตก็เข้าประชิดตัวชายคนนั้น เขาอ่านสิทธิ์ให้อีกฝ่ายฟังเพื่อจับกุม

    ฉันเห็นภาพนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง ฉันคิดว่าตอนนั้นเขาจะได้รับโทษ แต่ฉันคิดผิด เขารอดไปได้ แล้วอะไรจะมายืนยันกับฉันได้บ้างว่าคราวนี้เขาจะไม่หลุดรอดไปอีก

    มือของฉันกำแน่น ฉันจะไม่ยอมให้เกิดเรื่องแบบนั้นอีกแน่ ฉันจับตัวมนุษย์ได้ ฉันจับต้องเขาได้ เขาจะต้องทรมานด้วยมือของฉัน

    เมื่อฉันตัดสินใจแน่วแน่แล้ว ฉันก็บลิงก์ไปหาผู้ชายคนนั้น แต่แทนที่ตัวฉันจะไปอยู่หน้าเขา กลายเป็นว่าฉันยังยืนอยู่ที่เดิม โดยมีมือข้างหนึ่งจับบ่าของฉันไว้แน่น แวบแรกฉันคิดว่าเป็นออกัส แต่พอหันกลับไปก็พบว่าเป็นยมทูตในชุดคลุม

    ใบหน้าของเขาซ่อนอยู่ภายใต้ฮู้ดใหญ่โต แต่ฉันรู้ทันทีว่านั่นไม่ใช่เจด ผู้คุมตนนี้แผ่รังสีอำมหิตออกจากอย่างสัมผัสได้ ร่างกายของฉันหวาดกลัวเองโดยธรรมชาติ

    “ลิลิเบธ แมรี่ แลงดอน” เสียงของเขาก้องอยู่ในหู ตรึงร่างกายของฉันไม่ให้ขยับเขยื้อนไปไหน “เดธมีคำสั่งให้จองจำเธอที่ความว่างเปล่า โปรดมากับฉัน”

    เขาไม่ได้รอคำตอบจากฉัน ไม่เปิดโอกาสให้หันไปมองฆาตกรคนนั้นเป็นครั้งสุดท้ายเลยด้วยซ้ำ เขาพาฉันบลิงก์มาที่ความว่างเปล่าทันที

    “คุณทำแบบนี้กับฉันไม่ได้” ฉันประท้วง ท่ามกลางความมืดมิด โดยไม่สามารถบลิงก์หนีได้

    “ฉันได้รับคำสั่งจากเดธ” ผู้คุมตอบเสียงเรียบ ท่าทางของเขาไม่เป็นมิตร ตัวของเขาสูงเกือบสองเมตร นั่นทำให้เขาต้องก้มหน้าคุยกับฉัน ส่งผลให้ฉันรู้สึกตัวเล็กลงมากกว่าเดิม

    “ต...แต่ฉันยังไม่ได้ทำอะไร”

    อะไรทำให้ฉันกล้าพูดอะไรแบบนั้นออกไปกันนะ

    “ข้อความจากเดธ” ผู้คุมพูดต่อ ฉันคิดว่าคนนี้แหละ คือคนที่ชื่อเรจินัล “เพื่อความปลอดภัยของตัวเจ้าเอง ข้าจะควบคุมตัวเจ้าไว้ในความว่างเปล่า จนกว่าชื่อที่เจ้ารอคอยจะปรากฏขึ้น

    “เขาจะทำแบบนี้กับฉันไม่ได้” เสียงแย้งของฉันคงไม่ได้เข้าหูผู้คุมเลย เพราะเขายังคงพูดต่อเหมือนเสียงของฉันเป็นเพียงอากาศ

    ข้าไม่ได้ให้เจ้าเป็นยมทูตเพื่อความปรารถนาส่วนตัว เจ้ามีหน้าที่ทำงานให้ข้าจนกว่าชื่อที่เจ้ารอคอยจะปรากฏขึ้น ในเมื่อเจ้าไม่สามารถทำงานให้ข้าได้ ก็จงอยู่ที่นี่จนกว่าวันนั้นจะมาถึง” เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนพูดต่อ “อยู่ที่นี่ไปจนกว่าจะถึงเวลา ฉันไม่อาจปล่อยให้เธอเปลี่ยนแปลงระบบของชีวิตและความตายได้ นี่เป็นทางออกที่ดีที่สุดโดยที่เราไม่จำเป็นต้องทำให้เธอดับสูญ ต่อให้เธอยังไม่ได้ลงมือ แต่เธอมีความเสี่ยง และเราอยู่กับความเสี่ยงแบบนั้นไม่ได้ เธออาจกลายเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีต่อยมทูตคนอื่น หลายคนรู้ถึงการเป็นยมทูตของเธอแล้ว”

    “ฉัน...”

    ผู้คุมสลายตัวไปต่อหน้าต่อตาหลังจากส่งสารเรียบร้อยแล้ว เขาไม่เปิดโอกาสให้ฉันต่อรอง ทักท้วง หรือพูดอะไรทั้งสิ้น

    “ลิลิธ” เสียงของออกัสดังขึ้น “เกิดอะไรขึ้น เรจพูดอะไรกับเธอ”

    “เขาบอกว่าฉันต้องอยู่ที่นี่ จนกว่าชื่อของผู้ชายคนนั้นจะปรากฏขึ้น เกิดอะไรขึ้นกับเขา คุณอยู่ที่นั่นหรือเปล่า” ฉันถามต่อเมื่อนึกถึงการจับกุมที่เกิดขึ้น

    “ฉันบอกไม่ได้” ออกัสก้มหน้าลง “นี่อาจเป็นวิธีที่ดีที่สุดก็เป็นได้ ถ้าเธอไปที่โลกมนุษย์ เธอก็มีโอกาสเจอคนร้าย มีโอกาสเปลี่ยนแปลงชีวิตและความตาย แบบนี้ดีกว่าการที่เธอต้องดับสูญ”

    “แต่ฉันไม่ต้องการแบบนี้” ฉันย่อตัวลงเมื่อหมดหนทาง “ฉันแค่อยากเห็นเขาทรมานเหมือนที่ฉันเจอ”

    “ฉันเชื่อว่าเธอจะต้องได้รับความยุติธรรม แม้ว่ามันจะไม่ใช่ในแบบที่เธอต้องการ แต่ฉันก็ไม่เชื่อหรอกว่าเธอจะฆ่าเขาได้จริง ๆ เธอไม่ใช่คนแบบนั้น”

    “เขาทำร้ายได้กระทั่งคนที่ดีกับเขา คนที่โกหกเพื่อเขา”

    ฉันนึกถึงรอยยิ้มสุดท้ายของเขา นั่นมันไม่ใช่สีหน้าของคนสำนึกผิดเลยแม้แต่นิดเดียว เขาภูมิใจกับการได้เป็นจุดสนใจ

    “ลิลิธ เวลาของเขาจะต้องมาถึงอย่างแน่นอน ไม่มีใครหนีความตายพ้น ฉันสัญญาเมื่อไรที่ชื่อของเขาปรากฏขึ้น ฉันให้เธอทรมานเขาได้อย่างเต็มที่เลย ความว่างเปล่านี้จะเป็นของเธอ”

    ฉันไม่รู้ว่านั่นถือเป็นคำปลอบใจที่ดีหรือไม่ แต่มันบอกชัดเจนว่าฉันทำอะไรไม่ได้แล้ว ฉันต้องติดอยู่ที่นี่ไปจนกว่าจะได้รับชื่อของฆาตกร

    “ถึงจะเป็นความว่างเปล่าเหมือนกัน แต่พวกนั้นไม่ได้ลงโทษเธอ ดังนั้นที่นี่ก็คงใช้หลักการเดียวกันกับเขตรกร้าง อย่าลืมสิว่าความว่างเปล่าเป็น...”

    “สถานที่ที่เวลาและพื้นที่ไม่มีอยู่จริง”

    คำตอบของฉันเรียกรอยยิ้มบนใบหน้าของออกัสได้

    “ฉันจะมาเยี่ยมทุกครั้งที่มาที่นี่นะ”

    หลังจากที่ออกัสจากไปแล้ว ก็เหลือเพียงฉันอยู่ตามลำพังในความมืดมิด เขาบอกว่าที่นี่ใช้หลักการเดียวกันกับเขตรกร้าง นั่นหมายถึงฉันสามารถสร้างอะไรก็ได้ตามต้องการ ฉันนึกภาพห้องนอนของตัวเองในไบร์ทเลค สถานที่ที่ให้ความปลอดภัยแก่ฉัน ห้องที่ฉันอยู่ก่อนที่ทุกอย่างจะเกิดขึ้น

    เตียงนอนปรากฏขึ้นตรงหน้า พร้อมเฟอร์นิเจอร์ทุกอย่างในห้อง ถึงยมทูตไม่จำเป็นต้องนอน แต่มันคงไม่มีอะไรดีไปกว่าการนอนบนที่นอนของตัวเอง นานแค่ไหนแล้วที่ฉันไม่ได้พัก นานเท่าไรแล้วที่ฉันไม่ได้ความสงบสุข

    ฉันโน้มตัวลงนอนโดยไม่รู้ว่าจะต้องอยู่ที่นี่ไปอีกนานแค่ไหน

    หนึ่งวัน

     

    หนึ่งสัปดาห์

     

    หนึ่งเดือน

     

    หนึ่งปี

     

    หรือสิบปี

     

    ฉันไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่นี่มานานแค่ไหนแล้ว แต่ที่ฉันรู้คือยามที่ฉันลืมตาขึ้นมา มือขวาของฉันก็มีกระดาษอยู่หนึ่งแผ่น

     

    บนนั้นมีชื่อของเขาอยู่

     

    เวลาของฉันมาถึงแล้ว

     

    จบภาคลิลิธ

     

     



    -------------------------------------



    ม่ายยยยยย จบแบบนี้จริง ๆ เหรอ...ค่ะ จบแบบนี้นี่แหละค่ะ ความ cliffhanger นี้


    ต้องบอกว่าในที่สุดก็ได้เขียนฉากนี้ เป็นฉากที่นึกไว้ตั้งแต่ร่างเรื่องนี้เลย ยาวนานมากจริง ๆ กว่าจะได้ลงมือเขียน


    ตอนคิดเรื่องนี้สมัยก่อนเริ่มทำโปรเจ็กต์จบเนี่ย ตั้งชื่อไว้ว่า Death's Vengeance เพราะเป็นการแก้แค้นของผู้หญิงคนหนึ่งที่ถูกฆ่าตาย แต่เพราะอยากได้ตอนจบแบบนี้เลยแบ่งเป็นสองเล่มดีกว่า ภาคแรกจึงเป็น Death's Order อย่างที่เห็น สิ่งที่เปลี่ยนคือภาคต่อไปจะเล่าผ่านออกัสค่ะ


    Fun fact เกี่ยวกับออกัส เดิมทีเขาไม่ได้ชื่อนี้นะคะ ตอนนั้นตั้งชื่ออื่นไว้ แต่ไม่ได้จด พอจะเขียนจริงดันลืมชื่อที่คิดไว้ เลยกลายมาเป็นออกัสจนถึงทุกวันนี้ (ฮา)

    มีอะไรให้เขียนเกี่ยวกับออกัสเยอะแยะเต็มไปหมดเลยค่ะ รวมทั้งบทสรุปของลิลิธด้วย ในที่สุดก็ได้รับชื่อฆาตกรแล้ว ไม่พลาดแล้วแหละคราวนี้ !!!



    ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอดนะคะ ขอบคุณทุกกำลังใจและทุกคอมเมนต์มาก ๆ ค่ะ


    ก่อนจากกันขอฝากลิลิธแบบรูปเล่มไว้ด้วยนะคะ

    สั่งได้จนถึง 31 ก.ค. ค่ะ จิ้มโลด ---> Google Form 


    ตอนนี้กำลังเขียนนิยายเรื่องใหม่อยู่ค่ะ สามารถติดตามผ่าน Fictionlog ได้เลย

    จบเรื่องใหม่ได้กลับมาเจอกับออกัสแน่นอนค่ะ



    ขอบคุณอีกครั้งนะคะ


    Aki_Kaze


    ป.ล. ติดตามข่าวสาร ความคืบหน้าผ่านทาง Facebook Page  ได้นะจ๊ะ


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in