HARUKA (遥)proudtone
O1


  • *เหตุการณ์และบุคคลในเรื่องหยิบยกมาจากประวัติศาสตร์
    บางส่วนมีการบิดเบือน เพิ่มเติมจากความเป็นจริงเพื่ออรรถรสเท่านั้น*










    ออกจะพิลึกอยู่ แต่ก็ไม่กล้าเปิดปากถาม


    ผู้โดยสารรถม้ากระเด้งกระดอนไปตามถนนลูกรัง โอ โยโระโกะยกมือขึ้นปัดฝุ่นฟุ้งกระจายหลังมีชายควบม้าสวนทางไปเมื่อครู่ ก่อนถอนหายใจ เหม่อมองออกไปสองข้างทางที่มีเพียงหมู่บ้านเล็กๆ กับทุ่งนาและเชิงเขาสูงเท่านั้น



    สี่วันที่แล้วชายฉกรรจ์สองคนมาที่ร้านขายสินค้าจากจีนของครอบครัวโอ—หรือในภาษาจีนคือสกุลหวัง พวกเขาเหน็บดาบสองเล่มที่เอว เล่มหนึ่งสั้น เล่มหนึ่งยาว แสดงตนว่าเป็นซามูไร พ่อกุลีกุจอออกมาตอนรับแล้วดันหลังเธอให้ไปหลบอยู่ในบ้านก่อนอาคันตุกะจะทันเห็น ด้วยความอยากรู้ เด็กสาวอายุย่างสิบห้าปีโผล่หัวออกมาจากกรอบประตูหลังร้าน ไม่ได้ยินว่าผู้ใหญ่คุยอะไร แต่ท่าทางดูคร่ำเครียดทีเดียว



    ตกค่ำ พ่อกับแม่ก็ปรึกษากันที่ห้องโถง เมื่อเธอเดินเข้าไป ทำท่าจะเติมชาให้ นางโอก็พูดขึ้นว่า “อี้เหริน คืนนี้เก็บของเสียลูก” เด็กสาวไม่เข้าใจ หลังถามจึงได้เหตุผลว่า กิจการครอบครัวหวังกำลังไปได้ดีในเมืองท่าแคว้นนางาซะกินี้ก็จริง แต่ที่นี้เป็นแคว้นที่ไม่มีไดเมียวปกครอง และขึ้นตรงต่อรัฐบาลโชกุนเอโดะที่มีนโยบายกีดกันชาวต่างชาติ ถึงเก็บภาษีแพงกว่าชาวญี่ปุ่น



    พ่อสรุปว่า บ้านเราเป็นหนี้ แต่โยโระโกะคิดเพียงในใจว่าเราก็สุขสบายดีอยู่ ไม่รู้สึกขัดสนตรงไหน แต่พอนึกถึงซามูไรเมื่อกลางวัน เธอก็จำใจต้องเก็บของใช้ส่วนตัวลงหีบไม้สาน ที่ต้องเป็นเธอเพราะพี่สาวสองคนแต่งงานออกไปอยู่บ้านสามีกันหมด พี่ชายก็ต้องอยู่ดูแลครอบครัวต่อไป ส่วนเธอคนสุดท้องย่อมสำคัญน้อยกว่าพี่ชาย ถูกแล้วที่ต้องกลายเป็นของบรรณาการ



    ทีแรกเธอคิดว่าคงได้ไปเป็นเด็กรับใช้ในบ้านนักรบสักคนในเอโดะแต่ไม่ใช่ ขณะออกจากนางาซะกิตั้งแต่เข้ามืด ผ่านเมืองท่าฟุกุโอกะ แคว้นโจชู แวะพักหนึ่งคืน เรื่อยมาถึงมหานครเกียวโต รถม้าไม่ได้มุ่งไปที่ทางหลวงนะกะเซ็นโดซึ่งจะพาไปยังเอโดะ แต่กลับวิ่งต่อไปถึงนครโอซากะ หยุดพักที่โรงเตี๊ยมอีกหนึ่งคืนตอนดึกสงัด และจนถึงเช้านี้เพิ่งได้เข้าสู่แคว้นวะกะยะมะในที่สุด



    รถม้าค่อยๆ ไต่เนินเขา เมื่อผ่านทางเลี้ยวคดโค้ง ปรากฏทัศนียภาพของเมืองเอกวะกะยะมะ ซึ่งเป็นที่ราบโอบล้อมด้วยแนวเขา ด้านหน้าเป็นช่องแคบคิอิ ผืนน้ำทะเลไกลสุดลูกหูลูกตา



    “จงทำหน้าที่ที่ได้รับให้ดีที่สุด อย่าทำให้ตระกูลหวังอับอาย อย่าให้เขาว่าเอาเสียได้ว่านี่หรือพวกคนจีน”



    คำพูดทิ้งท้ายของพ่อเวียนกลับเข้ามาตอกย้ำ สายตาที่กวาดมองต่างเมืองกลับมามองตรง เมื่อม้าสีน้ำตาลตัวใหญ่รักษาความเร็วอย่างตอนแล่นบนพื้นราบ มันหันหัวไปทางเนินเขาใจกลางเมือง ชายคนขับบอกว่านั่นคือ เขาเสือหมอบ



    และด้านบนสุดของเขานั้นคือปราสาทวะกะยะมะ หลังคาสีน้ำเงินเขียวเป็นประกายระยับ หอคอยสูงสามชั้น งดงามวิจิตรเหมือนปราสาทของแคว้นอื่นที่ผ่านตามา ยิ่งเข้าใกล้เท่าไร ยิ่งสัมผัสถึงความสูงใหญ่ ปราสาทตั้งตระหง่านราวป้อมปราการคอยสอดส่องชีวิตทั่วเมือง



    โยโระโกะสับสนเมื่อโดนสั่งให้ลงจากรถ การเดินทางตลอดสามวันสองคืนจบลงกะทันหัน ไร้คำบอกกล่าวหรือบอกลา เธอโค้งขอบคุณก่อนสารถีจะสะบัดเชือกบังคับม้าหายลับจากสายตาไป เด็กสาวหยิบจดหมายที่พับทบสอดไว้ในโอบิออกมาคลี่อ่าน ข้างในเป็นคันจิผสมฮิรางานะ โยโรโกะอ่านคันจิออกแค่บางตัวเพราะเหมือนอักษรจีน ส่วนฮิรางานะ เธอแอบเรียนเองและอ่านออกทุกตัว ทว่าแปลไม่ได้ ตัวอักษรเรียงจากซ้ายไปขวาทำตาลาย สุดท้ายมีตราประทับอยู่ขวาสุด เด็กสาวไม่แน่ใจว่าคืออะไรจึงพับเก็บเหมือนเดิม ระลึกถึงคำสั่งเดียวจากบุพการีคือให้ตามหาท่านยาบุกิ ยะสุ แต่ตอนนี้ไม่รู้จะไปตามหาที่ไหนในเมื่อด้านหน้าเธอคือปราสาทของท่านเจ้าเมือง



    รอบๆ ตืนเขาเสือหมอบเป็นคูน้ำ มีสวนพฤกษชาติออกใบสีแดงบ้างเขียวชะอุ่มดูร่มรื่น โอบด้วยหมู่บ้านดูคล้ายบ้านข้าราชการ ผู้คนเดินควักไขว่มากมายแต่ไม่คึกคักเสียงดังเท่านางาซะกิ เด็กสาวหมุนรอบตัวเองอยู่สองที ไม่รู้จะเดินไปทางไหน กระทั่งเด็กสาวในกิโมโนสีเทาตุ่นแบกตะกร้าปลาสดบนหลังเดินผ่านมา สบตากับโยโระโกะพอดี ทีแรกทำท่าจะเดินผ่านไป แต่ก็ก้าวถอยหลังกลับมาเพราะคงเห็นหน้าตาโง่เง่าของเด็กสาวชาวจีน ทั้งหล่อนยังเสมองหีบผ้าบนพื้นเธอด้วย



    “เด็กใหม่หรือ?”



    “คะ?”



    “จะไปที่นั่นหรือ?”



    หล่อนพเยิดคางไปที่ปราสาทนั้น โยโระโกะอ้ำอึ้ง



    “ฉันมาหาท่านยาบุกิ ยะสุค่ะ รู้จักไหมคะ?”



    “ฮึ่ม เด็กใหม่” หล่อนพึมพำ “ตามมาสิ” เด็กสาวแบกปลาตัวสูงกว่าเธอหน่อย หน้าคล้ำแดด มีกระเต็มโหนกแก้ม หล่อนชื่ออายะ เป็นนางกำนัลรับใช้ส่วนห้องครัวของปราสาทวะกะยะมะ



    ทีแรกโยโระโกะคิดว่าปราสาทจะใหญ่โตโอ่อ่าเหมือนที่เกียวโตหรือโอซากะ แต่ที่จริงส่วนพำนักและว่าราชการของเจ้าเมืองมีเท่าที่เห็นจากด้านนอก และแทบจะเป็นทั้งหมดของที่นี่



    บันไดขึ้นเขาค่อนข้างชัน ยิ่งปลายฤดูใบไม้ผลิ ต้นฤดูร้อนอย่างนี้อาการเริ่มอบอ้าว โยโระโกะเหงื่อตกขณะลากหีบผ้าตามหลังเจ้าถิ่น อายะก้าวฉับรวดเร็วราวกับขึ้นลงบันไดนี่ทุกวัน



    “นี่คือประตูด้านหน้า”



    หล่อนหันมาบอก “ห้ามเข้าเด็ดขาด แม้แต่มองก็ห้าม”



    เด็กสาวต่างถิ่นพอจะเดาได้อยู่ เพราะเป็นบันไดหินเรียบสนิทเท่ากันทุกขั้น ขึ้นไปสู่ปราสาทหลักของท่านไดเมียว ส่วนพวกเธอต้องอ้อมไปเข้าประตูทิศตะวันออก เพื่อไปสู่ด้านหลังของปราสาท ต้องเดินลงบันไดอีกสิบขั้น ผ่านประตูตกแต่งด้วยไม้สลักรูปดอกไม้ ตรงนี้เองที่อายะเรียกว่า ‘ส่วนของฝ่ายใน’



    แต่ประตูบานนี้เป็นทางเข้าในส่วนของข้ารับใช้ ซึ่ง ‘ฝ่ายใน’ ที่แท้จริงซึ่งหมู่เจ้านายพำนักต้องเข้าประตูตะวันตก



    โยโระโกะก้าวสั้นๆ ตามอายะไปถึงครัว หล่อนค่อยๆ เทปลาสดแช่ในน้ำเกลือก่อนปาดเหงื่อ พอหันไปรอบๆ ไม่เจอใครก็ร้องเสียงสูง “ตายล่ะ ท่านยะสุเรียกชุมนุมทุกคนนี่นา” เด็กสาวทำท่าจะวิ่ง แต่นึกได้จึงรีบหันมากวักมือเรียกโยโระโกะให้ตามไป ชาวจีนวางหีบผ้าทิ้งไว้ข้างผนังด้านนอกห้องครัวก่อนรีบวิ่งผ่านลานกว้างใช้ตากผ้า ก่อนลอดใต้ประตูอีกบานซึ่งคั่นระหว่างส่วนของข้าทาสกับเจ้านาย



    ราวกับคฤหาสษ์เศรษฐีซึ่งหรูหราที่สุดเท่าที่โยโรโกะเคยเห็น อายะบอกว่าส่วนนี้คือปราสาทรอง หรือปราสาทตะวันตก สำหรับครอบครัวท่านไดเมียวอาศัย ทำให้จากที่กระแทกเท้าจนเสียงเกตะดังกุบกับคล้ายม้าวิ่ง อายะก็ลงส้นเบาลงอย่างขนนก ก้าวช้าลงอย่างสงบเสงี่ยมจนโยโระโกะต้องค่อยๆ วางเท้าตาม



    ระหว่างกึ่งเดินกึ่งวิ่ง นางกำนัลคนนี้คงเป็นสาวช่างพูดน่าดู พูดถึงได้คอยอธิบายด้วยน้ำเสียงปนหอบแต่เต็มตื้นด้วยความภูมิใจ ว่าปราสาทรองแห่งนี้มีเพียงภริยาเอกกับหลานสาวของท่านไดเมียวเท่านั้น ไม่มีนางข้างห้องหรือภริยารองแม้สักคน ดูเป็นเรื่องประหลาดพิลึก แต่ก็ทำให้ปราสาทวากะยะมะเงียบสงบดี ไม่เหมือนเคหสถานของเจ้าเมืองอื่นที่มีสตรีในครอบครองมากมาย



    ตำหนักตะวันตกเวลานี้ถูกหอคอยปราสาทใหญ่ทอดเงาลงปกคลุม หลังคาสีน้ำเงินเขียวตกแต่งแบบเดียวกันเหมือนผสมหินใสบางชนิดเพราะเมื่อต้องแดดก็ส่งแสงประกาย ผนังระเบียงทาสีขาวสะอาด มีหน้าต่างเป็นคู่ห่างกันด้วยระยะพอเหมาะ อายะบอกว่า ตรงนี้เป็นส่วนหลังของปราสาทรองซึ่งคือทางผ่านของนางกำนัลจึงปูพื้นอิฐเรียบเพื่ออำนวยความสะดวก แต่ห้ามใช้ทางเดินของเจ้านาย ที่เป็นถนนรอบผ่านด้านหน้าและด้านข้างเป็นอันขาด



    กระทั่งถึงลานกว้างหน้าทางเข้าประตูตะวันตก ข้ารับใช้นับร้อยนั่งคุกเข่าบนพื้น แน่นขนัดจนแทบไร้ทางเดิน ทุกคนวางมือบนตัก ก้มหน้าลงอย่างสงบ โยโระโกะไม่ทันได้มองรอบๆ อย่างถี่ถ้วนก็โดนฉุดมือให้นั่ง ก้มหน้าลงมองพื้นเท่านั้น



    บรรยากาศเงียบกริบไร้เสียงพูดคุย แต่ด้วยความที่มาสองคนสุดท้ายและนั่งหลังสุด อายะก็แอบกระซิบ



    “วันนี้คุณหนูจะเลือกนางกำนัลคนใหม่ด้วยตัวเองล่ะ”



    “คุณหนู?”



    “ใช่ หลานสาวท่านไดเมียวน่ะ เพราะนางกำนัลคนก่อนถูกไล่ออก ที่จริงคุณยะสุเลือกให้ท่านเลยก็ได้ แต่คราวนี้ท่านอยากเลือกด้วยตัวเอง”



    “แล้ว...ท่านจะเลือกไปกี่คนหรือ?”



    “ปกติตามศักดิ์ควรจะมีสองถึงสาม แต่คุณหนูท่านเป็นคนไม่ชอบความวุ่นวายเลยมีนางกำนัลคนเดียว” อายะชำเลืองมองก่อนรีบชักสายตากลับ “ก็คงจะเป็นพวกชั้นสูงหน่อย ที่นั่งข้างหน้าน่ะนะ พวกปลายแถวอย่างเราก็อยู่ใช้แรงงานต่อไปนี่ล่ะ”



    หล่อนผินหน้ากลับไปมองก้มตรงอย่างเดิม โยโระโกะถอนหายใจเบาๆ เพราะไม่ผิดจากที่คาดไว้นัก คงจะได้เป็นเด็กรับใช้ในปราสาทแลกกับภาษีค้างชำระของทางบ้าน



    แม้จะนั่งพื้น แต่ก็เห็นคนที่ยืนอยู่ลางๆ หญิงสองคน คนหนึ่งเตี้ย อีกคนสูงกว่า ค่อยๆ เดินผ่านข้ารับใช้แต่ละแถวอยู่ด้านหน้าโน่น อายะกระซิบว่าหญิงตัวเตี้ยกว่ากิโมโนเขียวขี้ม้าคือท่านยะสุ แสดงว่าอีกท่านในกิโมโนลายสวยสีแดง คงจะเป็นคุณหนูไม่ผิดแน่




    __________





    “คุณหนูเจ้าขา สามแถวหน้าก็พอแล้วมัง ถัดไปจะเป็นพวกข้าทาสนะคะ”



    ยาบุกิ ยะสุ หญิงวัยกลางคน ผมม้วนมวยขึ้นทาด้วยน้ำมันจนเงา เริ่มมีผมสีเทาแซมขึ้นตรงโคนบ้างแล้ว ยะสุเป็นนางกำนัลคนสนิทของท่านหญิงชิโระมะ และเปรียบเป็นโอโตชิโยริของโอโอขุ คือเป็นนางกำนัลชั้นสูงที่ควบคุมดูแลทุกอย่างของฝ่ายใน



    ยาบุกิก้าวตามหลัง ‘คุณหนู’ ที่ไม่ฟังคำคัดค้าน ค่อยๆ ก้าวเดินอย่างเงียบเชียบบนที่ว่างแคบๆ ระหว่างแถว สามแถวหน้าเป็นนางกำนัลระดับสูงที่สามารถย้ายมาเป็นคนสนิท หรือ ‘ต้นห้อง’ ของหล่อนได้อย่างไม่ขัดต่อกฎ แต่หญิงสูงศักดิ์กลับมองข้ามทั้งหมด หล่อนชะงักฝีเท้าตรงหน้าข้ารับใช้ในกิโมโนสีแดงเข้ม เป็นเครื่องแบบของส่วนซักล้าง เด็กสาวแก้มอวบตัวผอมกลืนน้ำลาย ก้มโค้งลงต่ำ ก่อนกลั้นหายใจเมื่อคุณหนูเดินผ่านไป



    ไม่มีทีท่าว่าจะถูกใจใคร ยะสุเอาแต่เอ่ยเป็นระยะๆ ให้เจ้านายเปลี่ยนใจ กว่าร้อยคน กระทั่งแถวสุดท้าย อายะสูดลมหายใจดังฟืด ค่อยๆ ก้มหัวลงต่ำอีกนิด ก่อนจะเม้มปากเมื่อคุณหนูหยุดยืนตรงหน้าเธอ โยโระโกะก้มหัวบ้าง หรี่ตาเห็นแต่ถุงเท้าผ้าไหมกับเกตะไม้ พันเท้าด้วยผ้าฝ้ายปักลายก้อนเมฆสวยงาม



    “นี่ใครกัน ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน”



    เสียงใสบางเฉียบแลสั่นระริกในที



    “กิโมโนก็ไม่ใช่คนของเรา”



    โยโระโกะได้กลิ่นเครื่องหอมจากกายหล่อน ไม่รู้ว่าคือดอกไม้ชนิดใด



    “เงยหน้า”



    คุณยะสุสั่ง คนต่างถิ่นรีบเงยตามเสียงแข็งน่าหวาดหวั่นนั้น เป็นครั้งแรกที่เธอออกจากบ้านคนเดียว พ่อแม่ชุบเลี้ยงดูแลไม่เคยให้ออกจากบริเวณบ้านสกุลหวัง ถึงแม้จะได้ออกไปข้างนอก แต่ก็อยู่ในเขตหมู่บ้านจีน หากจะไกลกว่านั้น ก็ได้ออกไปพร้อมแม่ทุกครั้ง โยโรโกะไม่เคยอยู่ตัวคนเดียวตลอดแปดปีที่ย้ายถิ่นฐานมาจากแผ่นดินใหญ่ ทว่าตอนนี้ไม่มีใครคอยช่วยเหลืออีกแล้ว เธอทั้งกลัวเกรง หวิดจะร้องไห้แต่ก็ต้องกล้ำกลืนลงคอให้หมด 



    เด็กสาวไล่สายตาจากปลายกิโมโนสีแดงปักลายเมืองวากะยะมะวิจิตรพิศดารอย่างที่เธอไม่เคยเห็นที่ไหน มีทั้งบ้านเรือน ทุ่งนา ช่องแคบคิอิ ผ้าโอบิสีเหลืองอ่อนพันด้วยเชือกไหมสีแดงเช่นกัน ขึ้นไปอีกคือปราสาทบนเขาเสือหมอบอยู่ตรงอกด้านซ้าย ลายเมฆปักดิ้นทองเส้นเล็กผุบหายเข้าไปในปกเสื้อ มีกิโมโนซ้อนด้านในอีก ทั้งสีเขียวอ่อน สีเนื้อ และสีขาวอีกสองชั้น ขึ้นไปถึงลำคอขาวผ่อง ปลายคางมน กระทั่งได้บังอาจมองใบหน้าของเจ้านายแห่งปราสาทเจ้าเมืองแห่งนี้



    แม่มักชมโยโระโกะว่าดวงตาช่างกลมน่าดู มีน้ำค้างไหลกลิ้งอยู่ด้านในไม่ขาด แต่เมื่อได้พบหล่อน โยโระโกะไม่เคยเห็นหญิงคนใดมีนัยน์ตากลมใหญ่และสดสวยเท่าหล่อนเลย ยิ่งเมื่อสะท้อนแดดเป็นสีน้ำตาลอ่อนออกแดงคล้ายใบโมมิจิแห้งในวสันตฤดู โยโรโกะเบิกตาค้าง ส่วนหนึ่งคือขับน้ำตาให้ไหลย้อนกลับไป อีกส่วนเพราะตกตะลึง เด็กสาวไล่พิจารณาจมูกโด่งงุ้ม ริมฝีปากกลีบบนเชิ่ดขึ้นอย่างหญิงชาติกำเนิดเป็นใหญ่ กลีบล่างอวบอิ่มแดงปลั่ง พวงแก้มรับกับโหนกอย่างดี ทั้งหมดอยู่บนรูปหน้าเรียวได้พอเหมะพอเจาะไปเสียหมด



    “เธอเป็นใคร ใครอนุญาตให้เข้ามาที่นี่?”



    โยโระโกะละสายตาจากหญิงงามตรงหน้า ก่อนจะตื่นตระหนกเมื่อคุณยะสุทำท่าจะเดินเข้ามาหา



    “ดิฉันมาพบท่านยาบุกิ ยะสุเจ้าค่ะ” เด็กสาววางมือลงกับพื้น รีบก้มคำนับจนห้าแทบจะติดดิน “พ่อส่งดิฉันมาเพราะค้างภาษีที่นางาซะกิเจ้าค่ะ”



    “พ่อของเธอเป็นใคร?”



    “นายยามะโตะ สกุลโอ เปิดกิจการขายสินค้าจีนเจ้าค่ะ”



    “พ่อค้าจีนที่นางาซะกิหรือ?”



    “เจ้าค่ะ”



    โยโระโกะกลืนน้ำลายอึกใหญ่หลังคุณยาบุกิกล่าว “ไม่เห็นรู้จัก” เด็กสาวจึงรีบหยิบจดหมายที่สอดในโอบิส่งให้หล่อนด้วยสองมือ นางกำนัลชั้นสูงรับไปเปิดอ่าน ไล่สายตาจนครบ สังเกตตราประทับประจำตระกูลที่หล่อนอาจรู้จักจึงไม่ได้ซักต่อ ยะสุส่งจดหมายคืนให้ ตกปากว่าจะรับเธอไว้ให้เป็นนางกำนัลรับใช้ส่วนทำความสะอาด



    “ที่จริง” ยะสุเอ่ย “เธอควรแนะนำตัวเองก่อนพ่อ”



    หล่อนพึมพำว่าเธอไม่รู้มารยาท โยโระโกะได้แต่พยักหน้ารับคำสั่งสอน ก่อนกล่าวเสียงสั่นด้วยความกลัว



    “ดิฉันชื่อโอ โยโรโกะเจ้าค่ะ”



    “คนจีนแต่ชื่อญี่ปุ่น ประหลาดนัก” นางกำนัลตำแหน่งโอโตชิโยริเอ่ยเรียบๆ ตั้งท่าจะให้คุณหนูวนกลับไปเลือกต้นห้องใหม่ที่แถวหน้าสุด ทว่าเจ้านายกลับเอ่ยขึ้นก่อน “ชื่อเธอ เขียนยังไง?”



    “คนพรรค์นี้ ไม่รู้วิธีเขียนหรอกค่ะคุณหนู”



    โยโระโกะกะพริบตาปริบ ลังเลอยู่ชั่วครู่ ก่อนใช้นิ้วเขี่ยทรายบนพื้นเป็นอักษรจีนสามตัว ตัวแรกเป็นสกุลหวัง สองตัวหลังเป็นคำว่าอี้เหริน เมื่อถอดมาจากคันจิ คำว่าอี้จึงเปลี่ยนเป็นโยโระโกะ แปลว่าสดใส สนุกสนาน



    “รู้หนังสือหรือ?”



    “ไม่มากเจ้าค่ะ รู้เพียงบางคำเท่านั้น”



    “อายุเท่าไหร่?”



    “สิบสี่เจ้าค่ะ”



    อีกฝ่ายเงียบไป ก่อนเอ่ยสั้นๆ



    “ลุกขึ้น”



    ให้ยาบุกิเลิกคิ้วสูง หน้าผากย่นเป็นรอยลึก อ้าปากเตรียมคัดค้านอีก



    “คุณหนูเจ้าขา แต่หล่อนเพิ่งมาถึงวันนี้ ยังไม่รู้งาน ไม่รู้พิธีการ ไม่รู้มารยาท แถมยังเป็นลูกสาวพ่อค้า พ่อค้าชาวต่างชาติอีกต่างหากนะคะ!” หญิงรูปร่างเตี้ยกระสับกระส่ายด้วยไม่พอใจ “แสนชั้นต่ำอย่างนี้ ไม่ควรเฉียดใกล้คุณหนูแม้แต่น้อย!”



    ผู้สูงศักดิ์ที่สุดในที่นี้ยังคงเงียบ และใช้ความสงบเป็นคำตอบ



    “รบกวนท่านด้วย” เด็กสาวในกิโมโนสีแดงเอ่ยทิ้งท้าย “พาหล่อนไปหาฉันที่ห้องก่อนสิบโมงเช้า”




    __________




    ในยุคเอโดะ แบ่งสี่ชนชั้นชัดเจน สูงสุดคือชนชั้นนักรบ รวมตั้งแต่ราชวงศ์ขององค์จักรพรรดิ โชกุน ไดเมียว ซามูไร ชั้นต่อมาคือชาวนา ชนชั้นช่างฝีมือ และต่ำสุดคือพ่อค้า ถึงแม้อาชีพวาณิชย์จะร่ำรวยจากการค้าขายเพียงใด แต่ศักดิ์ศรีกลับน้อยที่สุดในสังคม หนึ่งโยโระโกะเป็นผู้หญิง สองเกิดในตระกูลพ่อค้า รวมกันนับว่าต่ำต้อยแล้ว สาม ยิ่งเป็นชาวต่างชาติยิ่งแสนต่ำช้ายิ่งกว่า เมื่อเด็กรับใช้รอบๆ ได้ยินเช่นนั้น ก็หันมาส่งสายตาดูแคลนอย่างไม่ปิดบัง แม้พวกหล่อนจะนั่งบนพื้นกรวดทรายไม่ต่างกันก็ตาม



    “ใครๆ ก็อยากเป็นต้นห้องของคุณหนูทั้งนั้น”



    อายะยังเป็นคนเดียวที่ไม่เปลี่ยนท่าที หล่อนพาเธอไปเก็บของที่ห้องนอนนางกำนัลชั้นสูง



    “ต้นห้องของคุณหนูมิยาวากิ สบายที่สุดในปราสาทวากะยะมะ”



    “คุณหนูมิยาวากิ?”



    “ใช่...คุณหนูมิยาวากิ ซากุระ”



    มิยาวากิ ซากุระ...โยโระโกะทวนชื่อนั้นในใจ ทำท่าจะถามต่อ แต่หล่อนยกมือห้าม “ไปถามท่านยะสุเถอะ เรื่องส่วนตัวท่าน พวกเราห้ามพูด” อายะเอนตัวมากระซิบ “แต่แอบพูดได้นะ” แล้วก็หัวเราะคิกคัก



    “ฉันก็สงสัยอยู่ หน้าตาเธอไม่เหมือนคนญี่ปุ่นเลย แต่เขาว่ากันว่า คนจีนมีตาขีดเท่าเส้นด้าย”



    อายะใช้นิ้วดึงหางตาทั้งสองข้างจนกลายเป็นขีดเดียว



    “พ่อฉันก็ตาเท่านั้นล่ะ”



    “จริงหรือ คงได้แม่มาเยอะซีนะ”



    โยโระโกะได้แต่ยิ้ม ไม่อยากบอกว่าแม่ก็ดวงตาเล็กเรียวเหมือนกัน



    “รีบไปหาท่านยะสุเสียเถอะ เดี๋ยวจะโดนดุ”




    __________




    “ท่านชื่อมิยาวากิ ซากุระ อายุสิบเจ็ดปี ห้ามเรียกชื่อท่านโดยตรง ให้เรียกว่าคุณหนูเท่านั้น เธอทำหน้าที่ต้นห้องต้องติดต่อประสานงานกับนางกำนัลคนอื่น มีอะไรสำคัญให้รายงานฉันทุกเรื่อง และเมื่อเป็นนางกำนัลคนเดียวของท่าน เธอต้องจำให้ได้หมดทุกอย่าง จำทุกอย่างที่ท่านชอบ จำคาบเรียนให้ดี คุณหนูเรียนตั้งแต่บ่ายหนึ่งโมงถึงบ่ายสี่โมง วันจันทร์คือคาบเรียนหนังสือ อังคารแต่งบทกวี พุธเรียนดนตรีและร่ายรำ พฤหัสบดีเรียนชงชา วันศุกร์เรียนจัดดอกไม้กับเดากลิ่นกำยาน วันเสาร์เรียนเย็บผ้า วันอาทิตย์พักผ่อน...อย่าเดินลงส้นซิ! เดินเบาๆ”



    ท่านยะสุหันมาดุจนเธอสะดุ้ง พื้นไม้ขัดเงา ข้างใต้กลวงเพราะไว้ใส่ฟืนสำหรับฤดูหนาวให้พื้นอุ่น หญิงกำนัลชั้นสูงพาเธอเดินรอบปราสาทรอง บอกให้จำทางไว้ เพราะกลางคืนจะมีเพียงไฟจุดตามเสา ไม่สว่างแบบกลางวันจะหลงทางได้ง่าย ตลอดทางเดินมีห้องหับเรียงรายจนนับไม่ไหว ส่วนยะสุก็พูดยาวเหยียดจนโยโระโกะจำไม่หมด พอจำส่วนแรกได้ ก็จำอันต่อมาไม่ได้ พอฟังอันท้าย ก็ลืมอันแรกเสียแล้ว



    “ห้ามเข้าไปทางนั้น เป็นส่วนของท่านหญิงชิโระมะ มิรุ ภริยาเอกของท่านไดเมียว ถ้าต้องการรายงานต่อฉัน ให้บอกผ่านตำแหน่งจูโดะชิโยริ ผู้ช่วยของฉัน” หล่อนกำลังพาเวียนกลับไปเปลี่ยนชุดให้โยโระโกะเป็นนางต้นห้อง “เผื่อเธอจะสงสัย จะได้ไม่ต้องไปฟังพวกเด็กรับใช้ซุบซิบไม่รู้ความจริง...แคว้นวะกะยะมะปกครองโดยไดเมียวตระกูลชิโระมะ หนึ่งในตระกูลสายหลักของโทกุงะวะ เคยได้ยินใช่ไหม”



    “เจ้าค่ะ...โทกุงะวะ ตระกูลของท่านโชกุน”



    “ดี โทกุงะวะไม่มีสายเครือญาติเยอะเท่ามหาตระกูลอื่น มีเพียงห้าตระกูลเท่านั้น ลำดับหนึ่งคือมิยาวากิ สองคือชิโระมะ สามคือชิตาโอะ และตระกูลสายรองอีกสองคือเมียวอิ กับมัตสึไดระ”



    “คุณหนูซากุระมาจากตระกูลมิยาวากิ ท่านพ่อของท่านเป็นไดเมียวแคว้นซัตสึมะ แต่เสียชีวิตกะทันหัน ตระกูลอื่นได้ขึ้นปกครองแทน จึงส่งลูกสาวคนเดียวมาให้น้องชายท่านช่วยเลี้ยงดูที่นี่ ดังนั้น คุณหนูจึงเป็นสมาชิกคนสุดท้าย และทายาทสายตรง...จงจำใส่กะโหลกเธอเสีย ว่าต้นห้องของคนที่เธอต้องดูแลด้วยชีวิต เป็นถึงทายาทสายตระกูลลำดับหนึ่งของโทกุงะวะ



    โยโระโกะโค้งตัวลงต่ำ ขนลุกจนสะท้านไปทั้งร่าง




    __________




    โยโระโกะเพิ่งเข้าใจที่อายะพูดว่า ‘ต้นห้องของคุณหนูมิยาวากิ สบายที่สุดในปราสาทวากะยะมะ’ เพราะที่จริงเธอไม่ต้องรับใช้หล่อนด้วยตัวเองทุกอย่าง คุณหนูมีห้องแต่งตัวที่พร้อมด้วยนางกำนัลที่ช่วยแต่งองค์ทรงเครื่องอยู่แล้ว เธอไม่ต่องทำอาหารเอง เพียงแต่ต้องชิมก่อนเพื่อตรวจหายาพิษ ต้องคอยต้อนรับอาจารย์ของคุณหนู ยกสำรับของว่าง ติดตามคุณหนู คอยฟังคำสั่ง ทำตามอย่างไม่มีเงื่อนไข และต้องรอบรู้เรื่องพิธีการทั้งหมด



    “ห้ามยืนเปิดประตู!”



    เด็กสาวสะดุ้งอีก ถึงแม้ได้รับหน้าที่สำคัญอย่างนั้น แต่ก็ยังไม่รู้แม้กระทั่งประเพณีเล็กน้อยของคนญี่ปุ่นเลย เนื่องจากบ้านในนางาซะกิสร้างเหมือนที่บ้านเกิดทุกอย่าง รวมถึงวัฒนธรรมที่ยังคงไว้อย่างเดิมด้วย



    “นั่งลง!” ท่านยะสุเอ็ดเสียงเขียว “เวลาจะเข้าห้องคุณหนู ให้นั่งคุกเข่า ขานชื่อตัว ขออนุญาต ถ้าคุณหนูตอบ ให้เลื่อนประตู เปิด พอจะปิดก็ให้ออกมาด้านนอกแล้วนั่งปิด เข้าใจไหม?”



    “เจ้าค่ะ...”



    “เฮ้อ พาคนป่ามาเป็นภาระแท้ๆ”



    หล่อนถอนหายใจ หยิบพัดไม้ขึ้นมาโบกลมเรียกความผ่อนคลาย โยโระโกะขยับตัวนั่งทับส้นเรียบร้อย เปล่งเสียงดังขึ้น “คุณหนูเจ้าขา”



    “เอ๊ะ!” ท่านยะสุเอ็ดอีก โยโระโกะเผลอหดคอ “ทำไมเรียกเสียงดังปานนั้น! เบาๆ ซิ”



    “...คุณหนูเจ้าขา โยโรโกะเองเจ้าค่ะ”



    “เข้ามา”



    โยโระโกะเลื่อนประตูเปิด ลุกขึ้น ก้าวผ่านธรณีประตูก่อนนั่งลง เธอประจัญหน้ากับท่านยะสุที่นั่งเยื้องกัน หล่อนขมวดคิ้วดุ ทำปากขมุบขมิบมาให้ คงจะเตือนอะไรอีก โยโระโกะได้แต่พยักหน้าเบาๆ แล้วเลื่อนปิด



    “ทำไมคุณหนูไม่เลือกนาโกะล่ะ ทำไมเจ้าคะ ทำไมเจ้าล่ะคะ”



    โยโระโกะค่อยๆ เดินไปหยุดด้านหน้ายกพื้น คุณหนูซากุระนั่งคุกเข่าอ่านหนังสือที่กางบนโต๊ะ ปล่อยให้เด็กตัวกระจิริดงอแงอยู่บนพื้นข้างเธอ “คุณหนูเจ้าขา คุณหนู”



    “เงียบหน่อยซี นาโกะ”



    “คุณหนูก็รู้ว่านาโกะรักคุณหนู นาโกะจะดูแลคุณหนูอย่างดี ทำไมไม่ให้นาโกะเป็นโอโคโชว นาโกะอายุตั้งเก้าปี ถึงเกณฑ์แล้วนะเจ้าคะ” เด็กน้อยออดอ้อนเสียงหวาน “นาโกะรู้เรื่องพิธีการทุกอย่าง รู้จักพี่สาวนางกำนัลทุกคน รู้ทางทุกซอกมุมปราสาทด้วย ทำไมคุณหนูไม่เลือกนาโกะล่ะเจ้าคะ”



    “ก็ยังเด็กนัก” ซากุระพลิกหน้าหนังสือ โยโระโกะก็ไม่กล้าขยับตัว นึกฉงนปนชื่นชมในความสงบเยือกเย็นของคุณหนูมิยาวากิ “รอโตกว่านี้ ฉันจะคิดดูใหม่”



    นาโกะร้องงอแง ม่อยหน้า ทุบกำปั้นลงบนตัก ก่อนจะหันขวับมาทางโยโระโกะ “พี่สาว ท่านชื่ออะไร มาจากไหนกัน ทำไมจู่ๆ ก็ได้เป็นต้นห้องของคุณหนูนะ!”



    “นาโกะ...” ซากุระเรียกเสียงต่ำ ปรามเจ้าตัวเล็กไม่ใส่ทำหยาบคายใส่โอโคโชว—นางกำนัลต้นห้องอายุน้อยที่คอยปรณนิบัติคุณหนูทุกอย่าง แต่โยโระโกะเพียงอมยิ้มเอ็นดู “ฉันชื่อโอ โยโรโกะ ท่านพ่อเป็นพ่อค้าอยู่ที่นางาซะกิค่ะ”



    คุณหนูซากุระปรายตามองยังผู้พูด โยโระโกะเป็นหญิงชาวจีนที่พูดภาษาญี่ปุ่นได้คล่อง เปลี่ยนชุดจากกิโมโนสีครามพิมพ์ทอลายสายน้ำธรรมดาแถมยังเริ่มซีด เป็นกิโมโนเนื้อดีปักลายนกยูงรำแพนหางประจำตำแหน่งต้นห้อง แต่สีหน้าดูอึดอัดแบบนั้นคงยังไม่ชินกับการสวมกิโมโนราคาแพง



    นาโกะขมวดคิ้ว ทำแก้มป่อง เหมือนโกรธที่โดนแย่งตำแหน่ง แต่ไม่ได้ดูถูกในชาติกำเนิด



    “ฉันชื่อยาบุกิ นาโกะ เป็นลูกบุญธรรมของท่านแม่ยะสุ”



    มิน่า...เข้ามาอยู่ในห้องคุณหนูในได้สบายใจเชียว



    “นาโกะไม่เข้าจายยยยยย!”



    “แต่ฉันก็เรียกใช้นาโกะเป็นประจำนะ ลืมแล้วหรือ?”



    “ฮื่อ ไม่ลืมเจ้าค่ะ”



    “เช้านี้ไม่มีงานหรือ?”



    “มีเจ้าค่า...”



    เหมือนเป็นคำไล่กลายๆ นาโกะ นางกำนัลระดับล่าง ตำแหน่งโอซันโนมะ—คอยดูแลทำความสะอาดห้องของนางกำนัลระดับสูง หล่อนโค้งคำนับหนึ่งครั้ง ค่อยๆ ลุกขึ้นเดินถอยหลัง นั่งลงเปิดประตู แล้วก้าวออกจากห้องไป



    เหลือเพียงสองชีวิตในห้องพำนัก โยโระโกะขยับตัวเงียบๆ เพราะไม่รู้จะทำอะไร หางตาของซากุระเหลือบเห็นก็เอ่ยขึ้นขณะสายตายังจ้องตัวหนังสือ “เมื่อยก็นั่งพับเพียบได้ ท่านยะสุสอนอะไรบ้าง?”



    “...ท่านยะสุสอนรวบรัดมากเจ้าค่ะ”



    “แปลว่าจำไม่ได้เลยซีนะ”



    ชาวจีนยิ้มแหย ก้มลงคำนับขอโทษ



    “ไม่เป็นไร” ปลายนิ้วเรียวกรีดกระดาษพลิกหน้าต่อมา “ฉันจะช่วยสอนก็แล้วกัน...ปกติถ้ายังไม่ถึงคาบเรียน ให้เธอนั่งข้างนอก ถึงเวลาเรียนให้อยู่ในห้องด้วย วันนี้วันพฤหัสฯ เรียนชงชาที่ห้องรับรอง ให้นั่งในห้องหน้าประตู เตรียมของว่างให้ท่านอาจารย์กับฉันด้วย”



    “เตรียมของว่าง...”



    “จะมีนางกำนัลยกสำรับมาให้ เธอแค่จัดให้เรียบร้อยก็พอ”



    “ขอบพระคุณในความกรุณาเจ้าค่ะ”



    โยโระโกะคำนับอีก คุณหนูมิยาวากิปรายตา นึกขันในใจเล็กน้อย ถึงแม้จะไม่รู้งาน แต่อย่างน้อยก็ไม่ดื้อเหมือนนาโกะ แถมยังใช้คำได้ถูกต้องแม้จะโบราณคร่ำครึไปนิด



    จากนั้นเธอก็นิ่งอีก ปกติอยู่บ้านก็ไม่ว่างอย่างนี้ ไหนจะช่วยแม่หุงหาอาหาร ทำความสะอาดบ้าน ตกแต่งสวน ดายหญ้า บางครั้งก็ไปช่วยพ่อขายสินค้าหน้าร้าน บ้างก็ออกไปเดินเล่นในหมู่บ้านจีน แต่ดูเหมือนการได้อยู่ที่ปราสาทรองนางาซะกิ ชีวิตต้องขึ้นตรงต่อผู้เป็นนายเท่านั้น หากคุณหนูอยู่แต่ในห้อง เธอก็ต้องผูกติดอยู่ตรงนั้นด้วย



    หางตาซากุระเห็นโยโระโกะเริ่มนั่งเล่นนิ้วตัวเอง หล่อนพลิกหน้ากระดาษ



    “สำรวจห้องฉัน จำให้ดีว่าอะไรอยู่ตรงไหน แล้วเก็บเข้าที่ทุกครั้ง”



    เป็นการหาธุระให้ จะได้ไม่ต้องนั่งว่าง



    “ขออนุญาตเจ้าค่ะ”




    __________




    ต้นห้องคนใหม่ไม่รู้ว่าอะไรควรแตะหรือไม่ควรเลยได้แต่คลานเข่าไปรอบๆ ห้องขนาดสิบเสื่อทาทามิ เพราะมีห้องแต่งหน้าและแต่งตัวแยก จึงไม่มีตู้เสื้อผ้า ห้องพำนักนี้ส่วนใหญ่มีแต่เครื่องประดับ มีตู้ไม้ขัดเงาสลักลายตรงบานเปิดสำหรับใส่เครื่องนอน ข้างกันเป็นช่องว่าง แต่ดูจากรอยกลมๆ ทั้งสี่มุม คงจะเป็นที่เก็บโต๊ะอ่านหนังสือที่คุณหนูใช้อยู่ ถัดไปอีกเป็นตู้ไม้ทาสีดำเตี้ย ลิ้นชักทาสีทอง บนโต๊ะมีเพียงกระจกกลมสามขาโค้ง คาดว่าคงจะเป็นตู้ใส่เครื่องประดับ อีกตู้หน้าตาคล้ายกันเป็นตู้ใส่เครื่องเขียน ตู้ใช้ของใช้จุกจิกอย่างเทียน ธูปกำยาน ที่เหลือในห้องก็ไม่มีอะไรแล้ว นอกจากภาพแขวน แจกันดอกไม้อันใหญ่ทั้งสี่มุมห้อง มีฉากกั้นบานพับรูปต้นซากุระกำลังบานสะพรั่งอยู่ด้านหลังที่นั่งเจ้านาย



    “ตู้นั้นไม่ต้อง”



    เด็กสาวหยุดมือที่จะเปิดตู้ไม้หน้าตาธรรมดาซึ่งวางชิดผนัง และเป็นตู้เดียวที่ตั้งอยู่บนยกพื้นด้วย เด็กสาวหันหลังกลับไปมองเจ้านาย ซากุระไม่ได้เปลี่ยนท่าทาง แต่คงจะเห็นจากหางตาเช่นเดิม



    “ที่จริง เธอห้ามขึ้นมาบนนี้นะ”



    “อ-ขออภัยเจ้าค่ะ!”



    เด็กสาวชาวจีนรีบร้อนจะคลานลงจากยกพื้น แต่ก็ต้องโก่งตัวหยุดจนแทบคะมำเมื่อซากุระเอ่ยขัด



    “ยกเว้นตอนปูฟูกนอนให้ฉัน” คุณหนูมิยาวากิละสายตาจากตัวอักษร โยโระโกะพยักหน้ารับ ทำท่าจะคลานต่อแต่ก็หยุดอีก



    “หรือวางโต๊ะอ่านหนังสือกับเบาะนั่ง”



    แกล้งกันอยู่หรือไร



    โยโระโกะกะพริบตาปริบๆ ค้างอยู่ท่าคลานนั่นเอง จนมือที่ยันพื้นเริ่มซีด คุณหนูซากุระจ้องกลับ เลิกหัวคิ้วเล็กน้อย เป็นสัญญาณว่าให้ลงไปได้แล้ว 



    นางกำนัลอ่อนอายุกว่ากลับมานั่งเยื้องคุณหนูอย่างเดิม กวาดมองรอบๆ ห้องกว้างที่บุด้วยกระดาษขาวสะอาด มีเงาบานไม้จางๆ ปล่อยให้แสงสว่างส่องเข้ามาดูอบอุ่นและเย็นตาในขณะเดียวกัน



    โยโระโกะนั่งคุกเข่า เงยมองหล่อน เพิ่งจะตระหนักได้เดี๋ยวนี้ หากสมาชิกตระกูลมิยาวากิคนสุดท้ายที่ยังมีชีวิต มิยาวากิ...เครือญาติอันดับหนึ่ง สายตรงจากโทกุงะวะอันยิ่งใหญ่ ในแผ่นดินญี่ปุ่นไม่มีใครไม่รู้ว่ารัฐบาลโชกุนนี้มีอำนาจเพียงใด ในบางแง่นั้น ยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าองค์จักรพรรดิเสียอีก



    เด็กสาวตรงหน้าเธอ เทียบแล้ว บรรดาศักดิ์คงไม่ต่างจากเจ้าหญิงเลย



    “อย่าไปจ้องใครอย่างนี้เชียว เดี๋ยวจะโดนควักลูกตาเอาได้”



    โยโระโกะหลุดจากภวังค์ แม้จะเป็นประโยคเตือนแกมขู่ แต่น้ำเสียงก็ยังเรียบเรื่อยอย่างนั้น



    “ร้ายแรงปานนั้นเลยหรือเจ้าคะ?”



    “ก็ถ้าเธอจ้องท่านหญิง หรือท่านไดเมียวแบบนี้ แม้แต่ท่านยะสุก็ไม่ได้”



    “ขออภัยเจ้าค่ะ ดิฉันไม่รู้ความ คงต้องขอความกรุณาคุณหนูสั่งสอนมารยาท”



    หญิงในกิโมโนลายนกยูงคำนับจนหน้าผากติดพื้น ซากุระผละความสนใจจากหนังสือก่อนจะปิดมันลง ให้สิ่งนั้นไปอยู่ที่ต้นห้องคนใหม่แทน



    “นั่นซี คงต้องสอนกันอีกนาน” ซากุระถอนหายใจไร้เสียง เปลี่ยนหัวข้อพูดคุย “โยโระโกะ ชื่อจีนของเธอคืออะไรหรือ?”



    เด็กสาวเงยหน้าจากพื้น ตอบทั้งที่ยังค้างในท่าคำนับ



    “อี้เหริน หวังอี้เหรินเจ้าค่ะ”



    ซากุระพึมพำ “หวัง อี้เหริน” จากที่นั่งคุกเข่าตัวตรง ก็ค่อยๆ ยกมือขึ้นเท้าคางอย่างผ่อนคลาย หล่อนเอียงหน้าเล็กน้อยขณะจ้องเธอตอบจากบนยกพื้น “ชื่ออี้เหรินเข้าปากมากกว่า”



    “ฉันจะเรียกเธอว่าอี้เหริน”



    เจ้าของชื่อทำเพียงค่อยๆ เผยยิ้มอย่างไม่รู้ตัว พึมพำตอบด้วยความเบิกบานใจ



    “เจ้าค่ะ คุณหนู”



    ระหว่างพยางค์สุดท้าย—โอโจ้ซามะ จางหายไปในช่องว่างของบทสนทนา ท่านมิยาวากิหลับตาลง ผ่อนลมหายใจช้าๆ ก่อนพูดขึ้น



    “ฮึ่ม...คงได้เวลาแล้ว ไปซิ”



    “เอ่อ ไป?”



    “กินข้าว กินให้เสร็จ แล้วค่อยเป็นเวลากินของฉันตอนห้าโมงเช้า”



    “ข-เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ!”



    ซากุระลืมตา ยกมุมปากราวกับได้ดูละครบันเทิง หลังอี้เหรินกระวีกระวาดลุกขึ้น ก้าวสั้นๆ ไปเปิดประตู แต่นึกได้ว่าต้องนั่งถึงนั่งลงตอนที่เปิดประตูแล้ว เจ้าหล่อนหันมาคำนับเธออีกครั้ง ไม่รู้เพราะบอกลาหรือขอโทษ คุณหนูหยักหน้าให้ “ไปได้แล้ว” ก่อนคนเด็กกว่าจะคลานออกไปแทน...ทั้งๆ ที่การจะนั่งปิดประตูเมื่อจากไป แค่นั่งลงข้างนอกห้องครั้งเดียวก็พอ



    เสียงเลื่อนปิดบานฟุซุมะดังขึ้นพร้อมๆ เสียงถอนหายใจบางเบาของผู้เป็นนาย









    #sayigato


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
ชอบบรรยากาศของเรื่อง ยิ่งเปิดเพลงให้วนซ้ำๆพร้อมกับอ่านไปด้วยยิ่งรู้สึกสดชื่นค่ะ
ส่วนตัวชอบวัฒนธรรมของญี่ปุ่นอยู่แล้ว แต่ไม่ได้ศึกษาจริงจัง แค่ชอบองค์ประกอบหลายๆอย่าง
บวกกับตอนเด็กชอบดูการ์ตูนแนวสมัยก่อนอย่างเคนชินค่ะ อ่านแล้วได้รู้อะไรเพิ่มเยอะเลย
มีรายละเอียดให้ตามเก็บ ตื่นเต้นมากตอนอ่าน แบบ...อ๋อ มันเป็นงี้ๆๆ

เราก็พึ่งรู้เหมือนกันว่ามีให้เรียนเดากลิ่นกำยานด้วย อันนี้พึ่งรู้จริงๆค่ะ...อย่างอื่นยังพอเคยเห็นผ่านหนัง
บ้าง กลิ่นกำยานไม่คิดว่าต้องเรียนจริงจังอะไร นึกว่าเอาไว้แค่ผ่อนคลายอย่างเดียว ลองไปหาอ่านคร่าวๆก็เห็นมีเป็นเหมือนเกมเปรียบเทียบกลิ่นไรทำนองนั้น ไม่รู้ว่าอันเดียวกันมั้ยนะคะ

ในด้านตัวเอก ตอนนี้สนใจประวัติตระกูลของคุณหนูเหมือนกัน ว่าเหตุการณ์เสียชีวิตกระทันหันของ
คุณพ่อมีที่มายังไง ทำไม เกิดอะไรขึ้น แล้วแต่ละตระกูลในสายที่จั่วมาคือรอซีนเปิดตัวเลยค่ะ
ว่าแต่คุณหนูนี่อายุเท่าไหร่นะ? ดูโตมากเลย เข้าใจว่าคงถูกสอนมาดีจะดูเป็นผู้ใหญ่แต่อายุยังน้อย
ก็ไม่แปลก ชอบที่เหมือนจะหยอกน้องแต่ก็เหมือนไม่ได้ตั้งใจ น้องอี้น่ารักมากค่ะ ดูน่าเอ็นดูสมเป็นเด็ก
แม้ไม่รู้อะไรมาก แต่ถ้าเรียนรู้ไปเรื่อยๆก็คงเก่งเอง เห็นใจน้อง จู่ๆก็ถูกส่งมางงๆ เอ้า บ้านมีหนี้ด้วย?555
อลิซอินวันเดอร์แลนด์สาขาญี่ปุ่น...ยะสุซังกับโอโจ้ซามะอย่าดุน้องเยอะนะคะ
คนอ่านใจบาง...

คนเขียนศึกษามาเยอะเลย ขอบคุณค่ะ