FUK-YOU Trip : ญี่ปุ่นหน้าร้อนeiijay_
(10)ศาลเจ้าดาไซฟุ-ศาลเจ้าคุชิดะ-เวียดนามแอร์ไลน์
  • - ศาลเจ้าดาไซฟุ เหมาะมากสำหรับคนที่กำลังจะสอบเข้ามหาลัยหรือต้องการกำลังใจเรื่องการเรียน
    - ทั้งวันใช้Fukuoka city passเที่ยว เพราะ kyushu rail pass 5 days หมดอายุไปเมื่อวานแล้ว
    - เหตุการณ์วันนั้นก็ผ่านมากว่า5เดือนแล้ว ข้อมูลอาจจะคลาดเคลื่อนไปนิดนะคะ :)
    _________________________________________________________________________________________________

    วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่ได้อยู่ฟุกุโอกะ เราตัดสินใจเก็บศาลเจ้าดาไซฟุไว้วันสุดท้าย เพื่อเดินเที่ยวรอบๆแล้วก็ช็อปปิ้งเล็กน้อยก่อนกลับ

    เลยแวะเข้ามาในสถานีHakataอีกครั้ง เพื่อซื้อ Fukuoka city pass เป็นตั๋วกระดาษ ขนาดใหญ่กว่าพาสปอร์ตนิดหน่อย แล้วเวลาจะเริ่มใช้วันไหนก็ขูดได้เลย เรากลัวว่าจะขูดผิดเลยขอให้พี่พนง.ขูดให้ด้วย 
    /ไหว้ย่อ
    ดูให้ดีนะว่าเราซื้อแบบที่ไปดาไซฟุได้ด้วยหรือเปล่า เดี๋ยวพนง.จะถามอีกที เราก็บอกไปว่าจะไปนู้นไปนี่ด้วย เขาก็จะเสนอพาสที่เหมาะมาให้ ไม่ต้องกังวล;) แถมกระดาษบอกวิธีไปด้วยนะ ก็กระดาษA5ถ่ายเอกสารนั่นแหละ55555555

    เราจำไม่ได้ว่าต้องไปเปลี่ยนสถานีไหน แต่ค่อนข้างสับสนเลยนะ(ชานชลามันไม่ค่อยมีรายละเอียดบอกชัดเจน ถามนายสถานีไปเลยดีกว่า)

    พอถึงสถานีดาไซฟุ ออกมาก็จะเจอกับแดดประมาณนี้เลย ร้อนมากๆT-T เราใส่เสื้อแขนยาวก็ถกขึ้นเกือบไม่ทัน หาร่มมากางยกใหญ่ เห็นว่ามาทางบัสได้ด้วยนะ ลองชั่งน้ำหนักดูว่ามาทางไหนสะดวกกว่ากัน เพราะสุดท้ายมันก็จอดที่ใกล้ๆกัน



    ถ้าใครเคยไปวัดญี่ปุ่นจะพบว่า ทุกวันจะมีช็ปปิ้งสตรีทที่คอยเรียกเงินเรามหาศาลค่ะT______T เราก็ทาสการตลาดอะเนอะ55555 ไม่เคยพลาดสักร้านเลย5555555

    อุณภูมิวันนั้นน่าจะประมาณ 32-33กว่าองศา ร้อนเหมือนเดิมตลอดทั้งทริปไม่เปลี่ยนแปลงT-T



    ร้านของที่ระลึกของจิบลิ! ถ้าใครพลาดที่ยุฟุอินก็มาที่นี่ได้นะ ของอาจจะน้อยกว่านิดหนึ่ง แต่เราว่าครบครันระดับหนึ่งเลยแหละ หน้าร้านมีโตโตโระพร้อมวันที่มาเที่ยวด้วย อย่าลืมไปถ่ายรูปกับน้องด้วยนะ :)


    ร้านสตาร์บัคที่ออกแบบเฉพาะที่ดาไซฟุเท่านั้น สำหรับคนที่ชอบสถาปนิก ชอบสิ่งก่อสร้างน่าจะประทับใจนะ แต่เราเข้าไปในร้าน เดินวนรอบหนึ่งเลยก็ออกมา...คือคนเยอะอ่ะ ไม่เหมาะกับการนั่งแช่นานๆ คนเข้าออกตลอด แถมเครื่องดื่มก็ลองชิมไปในวันแรกที่มาญี่ปุ่นแล้ว ก็เลยไม่ได้อยากซื้ออะไรอีก ถ่ายรูปหนึ่งแชะแล้วเดินต่อดีกว่า รู้สึกเฉยๆ

    พอมาถึงตัวศาลเจ้าดาไซฟุ จะเห็นรูปปั้นวัวตัวนี้ เราไม่มั่นใจว่าเป็นเทพของอะไร แต่เคยอ่านมาว่าถ้าขอพรเรื่องการเรียน แล้วลูบหัววัว จะนำความโชคดี ความสำเร็จมาให้ อ่ะ....ไหนๆก็มาแล้ว ลูบไปยาวๆเลย555555(ไม่ค่อยเชื่อเรื่องดวงสักเท่าไหร่เล้ยยยยย)




    มีรูปปั้นวัวอีกตัวข้างในศาลเจ้าเลย ไม่ต้องไปแย่งกันลูบแค่ตรงทางเข้าอย่างเดียวนะ แบ่งๆกันจะได้สมความปรารถนากันทุกคน

    ที่ศาลเจ้าจะมีแถวให้เข้าสักการะ คือยาวมากกกกกก แล้วต้องเข้ากลางแดด ....แต่ไหนๆก็มาแล้ว ต้องขอพรสักหน่อย(ไม่ได้เชื่อเรื่องดวงเล้ยยยยยยยย) ที่ผ่านมาเข้าวัดไม่ขอนะ ชมความยิ่งใหญ่อย่างเดียว แต่พอเป็นการเรียนนี่ต้องสักหน่อยหน่า หวั่นๆใจแปลกๆ555555555


    พอได้คิวสักการะ ก็โยนเหรียญทำบุญลงกล่อง ปรบมือ เคาะระฆัง ขอพรได้ตามใจชอบ แล้วก็ปรบมือตามสเต็ป เท่าที่จำได้คือประมาณนี้ แต่แนะนำให้ไปดูคนข้างหน้าเอาดีกว่า ปลอดภัย...ไร้คนอื่นนินทา55555

    พอทำบุญสักการะเสร็จ ถัดไปด้านขวาก็จะมีร้านของศาลเจ้า จัดเต็มด้วยเครื่องรางการเรียนมากมายให้ท่านได้เลือกสรร ส่วนตัวชอบการที่ทำดินสอ2Bออกมามาก คือความนวัฒกรรมนี้มัน.... สุดยอด!!!... คิดได้ยังไง.... แถมให้เด็กเอาเข้าห้องสอบได้จริงๆ โดยไม่ต้องพกเครื่องรางใหญ่ๆด้วย สุโค่ยเดสสสสสส


    เยอะมากเหมือนยืนอยู่หน้าตู้แช่ของเซเว่น แล้วไม่รู้จะเลือกกินอะไร....
    ที่นิยมก็คงเป็นเครื่องรางสีม่วง เป็นสีที่ช่วยเรื่องการเรียนที่สุด(แต่เท่าที่ถามมา จะสีอะไรก็ช่วยหมด... แล้วพี่จะทำมาหลายๆสีทำไมหนอ?.... -.-) ราคาเริ่มต้นที่800เยน!! เครื่องรางแพงมาก แต่ก็ราคาปกติของศาลทั่วไปละนะTwT


    /กราบสามครั้งกับสิ่งประดิษฐ์แห่งศตวรรษนี้ ดินสอเครื่องรางแบบ2B!!!! เครื่องตรวจข้อสอบก็อ่านได้
    ถ้าใครว่าเข้มไปอยากได้แบบเขียนตอบเฉยๆ... มีแบบHBให้ซื้ออีก!!! โอ้โห้วววววว ตอบรับดีมานทุกทาง

    ส่วนบรรยากาศอื่นๆรอบศาลก็เรียบง่าย มีต้นไม้ใหญ่ แล้วก็สวนไผ่ ร้านค้าเล็กๆ ไม่ค่อยดึงดูดนักท่องเที่ยวขนาดนั้น เราว่าก็สงบดีสมกับเป็นศาลเจ้านะ....


    พอช็อปปิ้งเครื่องรางเสร็จก็ออกมาจากศาล มาหาซื้อขนมต้นตำหรับสักหน่อย เราไม่มั่นใจว่ามันชื่อว่าอะไร แต่เห็นว่าหาทานได้ที่ศาลเจ้าที่นี่ ข้างนอกคล้ายๆโมจิที่ถูกย่างแล้ว ข้างในเป็นไส้ที่หวานน้อยๆน่าจะเป็นถั่วแดง เราเรียกชื่อเล่นมันว่ามันจู (เหมือนอยู่นะ...)


    พอเดินออกมา เราก็ลองเดินไปอีกทาง เป็นถนนตรงข้ามกับทางเข้าวัด เชื่อว่าจะมีร้านแปลกๆให้ช็อปสักหน่อย แต่ก็พบว่ามันร้างๆ คนไม่ค่อยเดินกัน (คิดว่ามันร้อนด้วยแหละ ภาพต่างจากวัดน้ำใสที่เกียวโตอย่างสิ้นเชิงเลย เพราะที่นั่นจะซอยไหนก็จะมีร้านแจ่มๆเปิดขายทุกซอย) แต่ก็เดินไปเจอร้านราเมนร้านหนึ่ง คนเข้าคิวเยอะมาก ไม่รู้หรอกว่าอร่อยหรือเปล่า555555 แต่เชื่อในพลังคิวเว้ยยยยยย ก็เลยลองยืนรอดู เอาเป็นว่ามื้อเที่ยงกินราเมนละกันเนอะ



    ราเมนถูกอยู่นะ ราคาเริ่มที่600กว่าเยนก็ใช้ได้เลย ลองกดอันที่เป็นซุปทงคตสึมาดู ในชุดก็มีเกี๊ยวซ่าแถมมาด้วย1จาน


    อร่อยอยู่น้าาาาาาา นางไม่ธรรมดา ชาชูอร่อย...มีรสมีชาติ ไข่โคตรเด็ด แค่ไข่ต้มก็เทียบอิจิรัน(ราเมนข้อสอบของคนไทย)ที่ไปกินเมื่อวันก่อนได้เลย ส่วนเกี๊ยวซ่าจำไม่ได้ว่าอร่อยหรือเปล่า.... สงสัยไม่ได้น่าจดจำ55555 ลืมรสชาติไปแล้ว แต่ร้านนี้ให้เยอะมากเลยนะ ใครหิวๆมาจะสั่งเพิ่มเส้นต้องระวัง เราอิ่มจนจุกอ่ะ ราคาดีด้วย

    พอกินเสร็จก็เดินกลับมาขึ้นสถานีดาไซฟุ คราวนี้ได้นั่งรถที่ตกแต่งเฉพาะสำหรับดาไซฟุด้วย สีชมพู มุ้งมิ้งน่ารักกกกก



    สังเกตว่าคนญี่ปุ่นเยอะอยู่นะ รองลงมาคือคนจีน ส่วนคนไทยที่คิดว่าจะเยอะกลับไม่มีเลย คหสต.เราคิดว่า ศาลมันไม่ค่อยมีอะไรเด่นสักเท่าไหร่ แถมค่อนข้างไกล ถ้าจะมาก็ต้องนั่งรถไฟพิเศษออกมา พาสที่ซื้อก็ต้องพิเศษเพิ่มเข้ามา เราไม่ได้ประทับใจเป็นพิเศษ แต่สำหรับคนที่เรียนอยู่ จะมาขอพรเรื่องการเรียนก็คุ้มค่าอยู่ คนญี่ปุ่นก็พาเด็กเล็กๆมากันเยอะด้วย ....สงสัยเป็นวันหยุดหน้าร้อนด้วยละมั้ง

    พอรถไฟมาถึงHakata เราก็เดินเที่ยวรอบๆร้านบริเวณสถานี แต่อากาศวันนั้นไปในทางร้อนมากๆ ต้องเดินอย่างระวังสุดๆ แถมต้องเดินหลบเข้าห้าง หาแอร์ทุกๆครึ่งชม. เฮ้อออออออออออ /ปาดเหงื่อ

    พอเดินเลยมาหน่อย ก็เจอกับศาลเจ้าคุชิดะ อยู่กลางมือฟุกุโอกะเลย
    สำหรับใครที่อยากสักการะใกล้ๆเมือง ไม่อยากไปไหนไกล ก็มาที่นี่ได้นะ
    บริเวณศาลเจ้าจะเล็กไปหน่อย คนไม่ค่อยเยอะ แต่ได้บรรยากาศเก่าๆขลังๆดีเหมือนกัน



    สำหรับสายเซียมซี ที่นี่ก็มีแบบภาษาอังกฤษให้อ่านด้วย ถ้าไม่ดีก็ผูกดวงที่ร้ายๆไว้ที่ศาลนั่นแหละ ไม่ต้องเอามันกลับมาที่ไทย -3-

    เราเดินเข้าซอยนู้นซอยนี้ ส่วนตัวรู้สึกว่า ถ้าจะช็อปปิ้งก็เข้าห้างไปเลย ไม่ต้องคอยหาร้านเล็กร้านน้อยหรอก มันร้อนนนนนนนน ส่วนร้านดองกี้โฮเตะต้องนั่งรถเมล์จากฮากาตะมาลงอีกสถานีหนึ่ง เราก็อาศัยเดินเล่นไปเรื่อยๆ แต่พอช็อปในดองกี้ก็หมดเวลาไปเยอะแล้ว ...มันเพลินจริงๆนะ55555 ลิสต์ของไว้ไม่ช่วยเลย สุดท้ายก็ได้ของใหม่ๆจากที่นี่หมด(แอบเกินงบ5555555555) พอเดินออกมาก็เย็นแล้ว จะแวะเข้ามันดาราเกะสาขาใกล้ๆก็ร้านปิดแล้ว (บอกแล้วว่าเมืองนี้ร้านปิดเร็วมาก ฟุกุโอกะไม่ใช่เมืองช็อปปิ้งที่ใหญ่อะไรขนาดนั้น แนะนำให้เข้าดองกี้สุดท้ายเลย เพราะมันเปิด24ชม.)



    เอาละ.... ถึงเวลาบอกลากันแล้วนะ....
    วันสุดท้ายในฟุกุโอกะ ...ในเกาะคิวชู
    เรากำถุงดองกี้ในมือ แล้วมองท้องฟ้าริมสะพานไปเรื่อยๆ....

    จากแพลนที่ลอยๆขึ้นมาจากไหนก็ไม่รู้ เราค่อยๆประกอบสร้างมัน
    จนวันนี้กลายเป็นวันสุดท้ายไปแล้ว ที่เราจะนึกถึงมัน...
    เราดีใจจริงๆที่ทำมันจนสำเร็จจนได้...

    และนี่คือการมาญี่ปุ่นครั้งที่2ของเรา
    มาคนเดียว เที่ยวคนเดียว หาข้อมูลคนเดียว
    มันดูเหมือนว่าจะเหงานะ...แต่เราได้อะไรจากการเดินทางไปเรื่อยๆแบบนี้มามากเหมือนกัน


    ครั้งต่อไปจะมาอีกเมื่อไหร่นะ........? :)

    แถม.

    กลับมาโรงแรม จัดกระเป๋าเตรียมกลับ มารื้อของจากศาลเจ้าดาไซฟุแล้ว.... ไม่ค่อยเชื่อเรื่องดวงเลยจย้าาาาา
    สีแดงก็ช่วยเรื่องการเรียนเหมือนกัน ส่วน2Bบางอันก็ซื้อไปฝากเพื่อนบ้าง... 

    เอ๊า! เพลงบอดี้สแลมมา!

    ไม่ว่าใครจะมองว่าฉันงมงาย ฉันก็ยังเหมือนเดิมมมมมมมมม

    นมช็อกโกแลตอันนี้อร่อยมาก ของVan Houten ถ้าได้ไปญี่ปุ่นก็ลองไปชิมกันดูนะ


    วันถัดมาเราก็ไปขึ้นรถบัสแอร์พอร์ตที่Hakata Bus terminal ตอนนั้นยังเช้าอยู่ เลยมีคนไปทำงานมารอเยอะมากเช่นกัน แต่ป้ายเขาชัดเจนดีนะ ไม่หลงหรอก แถมแค่มองคนข้างหน้ามีกระเป๋าลากใบใหญ่ๆก็รู้แล้วว่าไปสนามบินแน่ๆ ก็เกาะๆชายเสื้อเขาไปด้วย555555 รถบัสคันเดียวกับที่เข้าเมืองมาวันแรกนั่นแหละ ราคาเดิมราคาเดียว


    ชานชลารถบัสที่11 อย่าไปเข้าแถวผิดเป็นไปดาไซฟุเน้อ บันเทิงเลย


    สนามบินยังเงียบและสงบเหมือนเดิม พอได้เข้ามาก็โล่งใจแล้ว เช็คอินกระเป๋ากันเรียบร้อย ก็นั่งรอ เล่นเน็ตฆ่าเวลาไปเรื่อยๆ

    พอดีมีเงินเหลือใน IC Card เลยเอามาจ่ายในเซเว่นให้หมด ตอนแรกเงินในบัตรมันไม่พอค่าของ พนักงานก็อธิบายยกใหญ่เลยว่าเงินไม่พอค่ะ เราก็อ้าวววว...ซวยละ มันจ่ายบัตรแล้วทบที่เหลือมาจ่ายเงินสดแบบเซเว่นไม่ได้หรอ พอคุยกันไปดีๆพนง.ก็บอกว่าได้นะๆ โธ่ ทำเอาตกใจหมด...

    โฮจิฉะอันนี้ก็รสชาติดี กลิ่นไหม้ๆแอบเข้มนิดหน่อยเข้ากับนมได้ประหลาด555555 ถือว่าเป็นชาใส่นมทีอร่อยนะ เท่าที่พยายามกินยี่ห้ออื่นๆมาทั้งหมดในตู้อัตโนมัติ ชาที่เป็นโฮจิฉะถูกจริตเรามากกว่าชานม

    ใกล้จะได้บินแล้ว ก็นั่งบัสมาลงกลางสนามบินเหมือนเดิม และยังร้อนเหมือนเดิม 
    ....สุกแล้วจ้าาาา


    พอขึ้นมาบนเครื่องบิน พนักงานก็รีบเสิร์ฟอาหารเลย เพราะบินไปเวียดนามมันแป็บเดียว
    ได้อาหารเหล่านี้มาเป็นอาหารเช้าแหละ เมนดิสเป็นมักกะโรนี ส่วนที่อร่อยที่สุดก็คือเค้กเลม่อนสีเหลืองๆ น้องมาแรงแซงทุกโพลจริงๆ5555555


    กลับมาทรานซิสที่สนามบินเวียดนามอีกครั้ง ครั้งนี้รอนานหน่อยเลยอยากได้ที่นั่งพัก แต่จำได้ว่าอาหารสนามบินทั่วโลกมันแพงทุกที่.... ตอนแรกจะกินเฝอ แต่มันแพงทุกร้านเลย สตาร์ทที่สองร้อยกว่าบาทไทยอ่ะ.... เอาวะ ลองเป็นคาเฟ่ดีกว่า อย่างน้อยๆก็ไม่น่าจะแพงมากมั้ง... อย่างมากก็สตาร์บัคละวะ หลักร้อยๆท่องไว้ในใจ

    ไม่มีสตาร์บัคเลยสุ่มเข้าร้านนี้ไป เป็นกาแฟโลโก้ดาวแดง ตอนสั่งก็ไม่รู้ราคาด้วยนะ คือค่าเงินที่เขารับมีแค่เงินดองของเวียดนามกับเงินดอลล่า... เราไม่มีติดตัวไปเลย เลยตัดสินใจรูดบัตรเดบิตเอา 

    พอรูดเสร็จมันก็มีsmsเข้ามาว่าตัดบัตรไป...

    ...ครับ โดนโกโก้เย็นแก้วนี้ไป5ดอลล์.... ประมาณ180กว่าบาท....
    ผมนี่นั่งนิ่งไม่ไหวติงเลย กะว่าเอาไวไฟเอาแอร์ให้คุ้มอ่ะ


    พอได้เวลาขึ้นเครื่องอีกครั้ง เราก็ได้อาหารเย็นอีกรอบ คราวนี้อาหารอร่อยแฮะ ไม่ถึงกับเริ่ดหรู แต่ก็กินได้หมดนะ เป็นปลาราดซอสพริกคล้ายๆน้ำจิ้มไก่ มีผักนึ่งเคียง พร้อมสลัด ผลไม้ และแล้วก็ขนมปังเจ้าเดิมที่มีทุกครั้งเท่าที่นั่งเวียดนามแอร์มา... ซิกเนเจอร์สินะ


    อยู่บนฟ้าแล้วรู้สึกสงบดีแฮะ....



    ....สวัสดีสุวรรณภูมิ :)

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in