My StoriesJirattipat Tengamnuay
เกาะล้าน-เพราะปัญหาและการไม่ช่างสังเกต
  • ตอนช่วงเดือนมิถุนายน 2558 เรามีปัญหาไม่สบายใจในชีวิต จึงอยากเปลี่ยนบรรยากาศที่จะหาทริปท่องเที่ยวราคาถูกและไปเช้าเย็นกลับได้ จึงลองหาสถานที่เที่ยวในเพจท่องเที่ยวต่างๆ จนมาเจอเกาะล้าน ที่อยู่ไม่ไกลกรุงเทพฯ สามารถไปเช้าเย็นกลับได้ และราคาไม่แพง จึงตัดสินใจที่จะไปที่นั่นในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ที่กำลังจะมาถึง

    การเดินทางไปเกาะล้าน เริ่มจากการนั่งรถตู้ที่อนุสารีย์ชัยฯ ข้างห้างเซนจูรี่ ราคา 120 บาท ซึ่งเพราะเป็นวันหยุด จึงรอรถค่อนข้างนาน และคนเยอะ แต่เมื่อตัดสินใจไปแล้วก็ต้องรอ จนสุดท้ายก็ได้ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ สู่เมืองพัทยาตอนเกือบเที่ยง ระหว่างนั่งรถไป อาจเพราะไปครั้งแรกคนเดียวเลยไม่ค่อยแน่ใจเรื่องสถานที่ลงรถ แต่ก็คิดว่านั่งไปสุดสายเข้าพัทยาแล้วค่อยคิดก็ได้ พอถึงแล้วก็ค่อยถามคนแถวนั้นเอา จนรถตู้เข้าสู่ทะเลพัทยา ตอนแรกที่เห็นทะเลก็ไม่แน่ใจว่าจะนั่งเล่นแถวพัทยานี้หรือข้ามไปเกาะล้านดี แต่เพราะบริเวณที่เห็นตรงทะเลไม่ค่อยน่านั่งเล่น ไม่รู้จะทำอะไรด้วยเพราะความจริงไม่ได้ตั้งใจมาเล่นน้ำทะเล แค่อยากมาถ่ายรูป หาที่เปลี่ยนบรรยากาศจากกรุงเทพฯ เท่านั้น ความจริงเมืองพัทยาก็มีชายหาดอื่นอีก แม้ไม่เคยไป และไม่อยากหาว่าอะไรอยู่ตรงไหน จึงเดินไปท่าเรือเพื่อข้ามไปเกาะล้านเลยแบบง่ายๆ 

    มาถึงบริเวณท่าเรือก็เห็นบูทเล็กๆ มีรอบเรือเที่ยวเรือ คนเยอะมาก แต่เป็นบูทร้าง เลยตัดสินใจเดินเข้าไปตรงท่าเรือที่มีทางเดินยื่นออกไป ก็เดินถ่ายรูปไป ดูวิวรอบๆ ไป ซึ่งก็ไม่มีอะไรมาก มีป้ายว่านี่คือพัทยา ทะเลและเรือ จนไปถึงเรือใหญ่ลำหนึ่งก็สอบถามราคา 30 บาท ก็เดินลงเรือและขึ้นไปชั้น 2 เพื่อจะได้เห็นวิวถนัดและถ่ายรูป แต่เพราะที่นั่งเต็ม นักท่องเที่ยวเยอะ จึงต้องยืนไปตลอดทาง ระหว่างอยู่บนเรือก็ชมวิว ดูน้ำ ดูฟ้า ถ่ายรูปไปเรื่อยๆ เรือก็ผ่านเกาะ ผ่านน้ำไป เราก็ไม่ทราบว่าจะถึงเมื่อไหร่เกาะล้าน เพราะไม่เคยมา แต่ระยะทางก็ค่อนข้างไกล อยู่บนเรือก็คิดถึงปัญหาต่างๆ และเรื่องที่คิดไม่ตก อาจเพราะเหงาก็ได้ มาคนเดียวยิ่งเหงาเข้าไปใหญ่ แต่ทำไรไม่ได้

    พอเรือเข้าถึงเกาะล้าน ก็เห็นคนเล่นน้ำหรืออยู่บนหาดลิบๆ ก็สงสัยเรือเที่ยวสุดท้ายออกจากเกาะก็น่าจะประมาณ 5-6 โมง แม้ไม่แน่ใจ แต่ก็คิดว่าต้องกลับก่อน 5 โมงเย็นแค่นั้น ตอนเดินลงไปก็เห็นเรือจอด เห็นลิง ผ่านศาลเล็กๆ ก็ยกมือไหว้ก่อนเดินเข้าสู่ชายหาดที่อยู่บริเวณท่าเรือ

    เรือลำน้อยที่จอดรอแถวท่าเรือ.....

    การมาเกาะล้านครั้งนี้ ตอนแรกตั้งใจแค่มาถ่ายรูป เดินเล่น แต่ก็เตรียมชุดมาเปลี่ยนชุดหนึ่งเผื่อเล่นน้ำด้วย และเพราะตัวเองขี่มอไซด์ไม่เป็น และต้องการจำกัดงบ เลยไม่สามารถเช่ามอไซด์ขี่รอบเกาะ หรือร่วมรายการดำน้ำที่ไหนได้ ที่ทำได้ก็แค่เดินลงชายหาดลงไปตรงริมทะเลและถ่ายรูปไปเรื่อยๆ แต่พออยู่คนเดียวและทำได้แค่ถ่ายรูปก็เหงามาก ในเมื่ออุตส่าห์มาทะเลทั้งที หลังไม่ได้มานานมาก จึงตัดสินใจจะลงเล่นน้ำด้วย พอตัดสินใจได้แบบนั้นก็ต้องเดินหาล็อคเกอร์เพื่อเก็บของ เดินเลียบพวกร้านขายของไปเรื่อยๆ ก็เจอร้านที่มีล็อคเกอร์ประมาณ 2-3 ร้านก็เลือกเอาร้านหนึ่ง เดินเข้าไปสอบถามราคาและเก็บของ เปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมลงน้ำ ซึ่งอาจเพราะเป็นห้องน้ำรวม ห้องน้ำเลยสกปรกและเหม็นมาก แต่ทำไรไม่ได้ เพราะเราไปไหนไม่ได้ คือถ้ามาค้างที่เกาะล้าน มีมอไซด์ก็เข้าห้องน้ำที่ห้องพักได้ แต่เพราะเรามาแบบเช้าเย็นกลับ เลยต้องหาแค่ล็อคเกอร์และห้องน้ำรวมเท่านั้น พอเปลี่ยนชุดเสร็จก็เช่าห่วงยางใหญ่ และเดินลงน้ำ ซึ่งระดับน้ำเป็นช่วงที่ขาเรายืนถึงแบบสบายๆ มองไปข้างหลังที่ออกสู่ทะเล ก็มีเชือกกั้นอยู่ แต่เพราะการหักเหของช่วงน้ำหรือระยะการมองทำให้เหมือนเชือกนั้นกั้นอยู่ในระยะใกล้ๆ ไม่ไกลจากฝั่งไปเท่าไหร่ และคนว่ายไปกลับแบบชิลๆ เราก็มองไม่คิดไร เอาตัวใส่ห่วงยางและเอาห่วงกุญแจล็อคเกอร์ใส่ไว้ที่ข้อมือกันกุญแจหาย ก็ลอยคอในห่วงยางเล่นไปเรื่อยๆ คนเดียว ก็มองคนอื่นเล่นน้ำกันเป็นกลุ่ม ก็อยากมีเพื่อนมาบ้าง แต่เพราะมาคนเดียวก็ต้องยอมรับความจริง เล่นคนเดียวไป แต่เพราะช่วงนั้นมีปัญหาเรื่องหนึ่ง อาจเพราะเป็นอาการทางจิต คือเหมือนมีผู้ชาย 2 คนที่ความจริงเราไม่รู้จักพูดประมาณ อย่าไปมอง เดี๋ยวเขาคิดว่าเราอ่าน ซึ่งประเด็นนี้มีเรื่องมาจากว่า เราเขียนเรื่องราวระบายสิ่งต่างๆ ใน blog หนึ่ง แล้วคิดไปว่ามีคนมาอ่าน ซึ่งความจริงเราก็เขียนไรไปเรื่อยๆ ระบายอารมณ์ (แต่ยอมรับความจริงมันมีไรมากกว่านั้น ที่พูดไปไม่ได้ไรขึ้นมาตอนนี้ว่าทำไมเราถึงคิดแบบนั้น เพราะตอนนี้มันจบไปแล้ว) เราเลยไม่พอใจขึ้นมา เลยหลับตาลงและเอาแขนและหน้าเกยห่วงยางไปเรื่อยๆ ให้น้ำทะเลพัดไปเรื่อยๆ แค่พักเดียวไม่นาน เราลืมตาขึ้นมาถึงรู้ว่าเราถูกพัดออกมาจากฝั่งมากแค่ไหน และคลื่นก็พัดแรงนิดนึง แต่เพราะเราเกาะห่วงยาง เราเลยหันไปมองทางขวามือที่มีเชือกอยู่ไม่ไกล เราเลยพยายามเอาตัวเข้าเส้นเชือกกั้นให้ได้เพื่อจับเชือกไว้ คลื่นก็พัดมาเรื่อยๆ พอเราลองปล่อยเชือกที่กั้น คลื่นก็พัดเราหมุนตามน้ำไปข้างหลัง เราก็เลยจับเชือกไว้ไม่ปล่อย และคิดว่าจะเอาตัวเข้าฝั่งยังไง เพราะว่ายน้ำไม่เป็น เพราะถ้าว่ายน้ำเป็น เราคงว่ายเข้าฝั่งไม่ยาก และมีห่วงยางด้วย ตอนนั้นทำไรไม่ได้ ก็แค่จับเชือกไปคิดไป หันไปมองเชือกกั้นก็มีทุ่นหรืออะไรที่เราเรียกไม่ถูกแต่ติดกับเชือกอันใหญ่ กั้นเป็นระยะๆ ทำให้เราไม่สามารถจับเชือกค่อยๆ กระดึ๊บเข้าฝั่งได้เพราะติดสิ่งนี้เป็นระยะๆ อยู่และมันมีขนาดใหญ่เกินไป เราลองจับๆ ทุ่นวงรีนั้น แต่ไม่มีไรให้จับเพื่อพยุงตัวเข้าฝั่งได้ เลยได้แต่จับเชือกนิ่งๆ อยู่แบบนั้น มองไปที่ชายฝั่ง ก็เห็นคนยืนมองอยู่หลายคน แต่ก็ไม่แน่ใจว่ามองเราที่ออกจากฝั่งไปไกลมาก หรือมองทะเล มองฟ้า มองเพื่อนครอบครัวตัวเองเล่นน้ำ ตอนนั้นก็คิดถ้าเรามีเพื่อนมาด้วยคงเรียกให้ช่วยได้ แบบโบกมือ พยายามตะโกนเรียก ถ้าเป็นเพื่อนเรา คนรู้จัก ถ้าพอเห็นเราทำแบบนั้นก็น่าจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเรา แต่นี่คือคนอื่น ถึงเขามองเรา เขาก็ไม่คิดจะช่วยหรือทำอะไร เราก็จับเชือกนิ่งๆ มองไปรอบๆ ก็เห็นคนว่ายน้ำมาที่เส้นเชือกกั้นสุดระยะ เราก็คิดจะเรียกให้เขาช่วยดีไหม แต่มันก็ไกลไป และคนนั้นก็ว่ายกลับเข้าฝั่งไม่ได้สนใจอะไรเรา ตอนนั้นสิ่งที่เราที่ทำได้คือรอไปเรื่อยๆ ตอนนั้นก็แอบคิดขึ้นมาว่าคนอื่นจะว่าเราเรียกร้องความสนใจหรือเปล่า เพราะโดนคนคิดแบบนั้นบ่อย แม้เราทำอะไรไปไม่ได้คิดไร ซึ่งนี่ข้อเสียเราที่ไปสนใจความคิด ความเข้าใจคนอื่นมากเกินไป ทั้งที่ไม่รู้จัก เราก็รอไปเรื่อยๆ เพราะทำไรไม่ได้ มองไปอีกทีก็มีคนลอยบนห่วงยางและมีคนเกาะห่วงยางนั้นเล่นออกจากฝั่งมาเป็นกลุ่ม เราก็มองว่าเขาจะเข้ามาระยะแค่ไหน แต่ออกมาไม่ไกลมาก คนกลุ่มนั้นก็ดันห่วงยางกลับไปตรงฝั่ง เราก็คิดว่าช่วยไม่ได้แหละที่จะหวังให้เขาช่วยหรือรู้ว่าอะไรเกิดขึ้นกับเรา เพราะระยะมันไกลไปที่เราจะพูดว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เราก็สังเกตว่าผู้ชายบนห่วงยางเหมือนผงกหัวมามองเรา แต่เราก็ทำไรไม่ได้ คลื่นก็ยังแรงอยู่บ้าง เราก็มองไปทางขวามือเราที่เขาเล่นเจ็ตสกีอยู่ เราเลยลองเรียกเขา แต่ไม่มีใครสนใจ เราก็เลยทำไรไม่ได้ มองฟ้าที่เริ่มอมส้มและคิดว่าเรือเที่ยวสุดท้ายหมดกี่โมงกัน ถ้าเราเข้าฝั่งไม่ได้ ก็ไปขึ้นเรือไม่ทัน หรือเราต้องอยู่ตรงนี้ทั้งคืน ฟ้ามืดก็ต้องอยู่ตรงนี้ จับเชือกไว้ทั้งคืนจนกว่าจะมีคนรู้ว่าเกิดไรขึ้นกับเรา รู้ว่าเราว่ายน้ำไม่เป็น ถึงมีห่วงยาง แต่ถ้าคลื่นซัดออก เราก็เอาตัวเองเข้าฝั่งไม่ได้ และเชือกที่เกาะก็มีทุ่นใหญ่กั้นเป็นระยะ ทำให้เราเกาะเชือกเข้าฝั่งเองไม่ได้ คิดไปต่างๆ นาๆและลอยคออยู่ในห่วงยางไปเรื่อยๆ ความกังวลก็มีขึ้นเรื่อยๆ เพราะกลัวกลับเข้าฝั่งไม่ทันไปขึ้นเรือ จนเจ็ตสกีที่วิ่งผ่านเราตรงที่เราเกาะเชือก เกิดทำผู้โดยสารที่เล่นบันนาน่า โบ๊ตหล่นลงไปในน้ำ และคนขับเจ็ตสกีไปช่วยดึงคนที่ตกลงไปขึ้นมา เราเลยลองตะโกนให้ช่วย ตอนแรกคนขับเจ็ตสกีไม่สนใจ แต่คนที่ตกลงไปในน้ำ ขึ้นมาจากน้ำได้เห็นเราเรียกอยู่เลยบอกให้คนขับเจ็ตสกีหันมามอง ตอนแรกเขาไม่คิดจะช่วยไร เหมือนไม่อยากสนใจ แต่เราก็บอกว่าเราเข้าฝั่งไม่ได้ เขาเลยขับเจ็ตสกีเข้ามาบริเวณเชือกและยื่นมือมาให้เราจับแต่ก็ยังไกลและเราต้องลอดเชือกที่กั้นไปอีกฝั่ง แต่เราก็ตัดสินใจปล่อยเชือกและหลุดลงไปใต้ห่วงยางยักษ์ที่เกาะอยู่ แต่สิ่งที่รอเราอยู่คือความมืดมิดใต้ท้องทะเลสีน้ำเงินเข้มไม่มีที่สิ้นสุด และเรากำลังจมลงไปเรื่อยๆ แต่พอรู้ตัวอีกทีคือเราโผล่มาตรงกลางห่วงยางยักษ์และกำลังจับเชือกที่กั้นไว้อย่างตกใจ คนขับเจ็ตสกีก็บอกให้เราปล่อยเชือกและจับมือเขา แต่มันต้องลอดเชือกไป เราเลยบอกอย่างตกใจตอนนั้นว่า "เราปล่อยมือไม่ได้" "เราว่ายน้ำไม่เป็น" ตอนนั้นก็เคืองๆ คนขับเจ็ตสกีเหมือนกัน เพราะถ้าเราว่ายน้ำเป็น เราก็เอาตัวเองเข้าฝั่งได้โดยไม่ลอยคอตรงนี้นานสองนานและไม่ต้องให้ใครช่วย สุดท้ายคนขับเจ็ตสกีคงจนใจเลยขี่เจ็ตสกีเข้ามาใกล้เชือกมากขึ้น และโน้มตัวเอามือมาในน้ำใต้เชือก เรามองมือนั้นและตัดสินใจจับมืิอเขาและดำลงไปในน้ำลอดเชือกไปโผล่อีกฝั่ง สำลักน้ำ คนขับเจ็ตสกีก็ดันเราขึ้นเจ็ตสกี เรามองห่วงยางยักษ์เราโดนน้ำพัดไปสุดขอบเชือกด้านหลังซึ่งอยู่ไม่ไกลจากจุดที่เราจับเชือกเมื่อกี้ คือเราโดนน้ำพัดออกมาไกลจากฝั่งมากจริงๆ เกือบสุดขอบเชือก คนขับเจ็ตสกีขับพาเรามาส่งฝั่งและให้เพื่อนเขาเอาห่วงยางมาให้ เราก็ขอบคุณเขา เขาก็ว่านิดนึงและหัวเสียจากไป เราเลยเอาห่วงยางขึ้นไปคืนคนเฝ้าห่วงยาง ซึ่งเราไม่ได้ไรเลยแค่เอามาคืนและจะกลับแล้ว แต่คนเฝ้าห่วงยางกลับเดินหนีเรา เราก็งงๆ แต่ก็เดินลงไปชายหาด เพื่อไปเอารองเท้า ก็ไม่ได้มีใครสนใจไรเรา แต่พอเดินกลับขึ้นมาตรงชายหาดบนๆ ที่มีเก้าอี้ชายหาด ก็เจอผู้ชายผู้หญิงนั่งคู่กันท่ามกลางคนนั่งคนอื่นๆ ทั่วไป ผู้หญิงก็เหมือนหันไปทางผู้ชายซึ่งเป็นแฟนเขา ซึ่งแฟนเขาก็พูดลอยๆ ว่าว่ายน้ำไม่เป็นแลัวลงไปทำไมแบบน้ำเสียง หน้าตาแสดงออกว่าไม่ชอบเรา แต่เราก็แค่เดินผ่านไป เดินกลับมาที่ล็อคเกอร์ เอาอุปกรณ์ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า แต่ห้องน้ำรวมสกปรกและเหม็นมาก บางห้องตรงถังขยะมีชุดว่ายน้ำและอุจจาระด้วย เราแทบอ้วกจนมาเจอห้องหนึ่งพอเข้าไปเลยรีบอาบน้ำ และเก็บของออกมาไปที่ท่าเรือ แต่พอผ่านศาลเล็กๆ ตรงทางออกก็ยกมือไหว้ ความจริงเราคิดนะตอนที่เราจมน้ำลงไป ที่เรามองไปด้านล่างคือสีน้ำเงินเข้มไม่มีที่สิ้นสุด และเราจมลงไปเรื่อยๆ เราคือแค่จม ตอนนั้นในหัวไม่มีคิดจะพุ่งตัวขึ้นเหนือน้ำเลย แต่มารู้อีกทีคือโผล่มาเหนือน้ำและจับเชือกอย่างตกใจแล้ว ซึ่งไม่รู้ว่าสัญชาตญาณไปเองแบบไม่รู้ตัวแบบเอาชีวิตรอดหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วย และเราไม่รู้จมลงไปกี่วินาที ไม่รู้ตอนที่เราจมลงไป น้ำมันไม่มีคลื่นหรือน้ำนิ่งมาก เพราะห่วงยางที่อยู่ตรงจุดเดิมไม่โดนน้ำพัดไปเพราะตอนเราจับเชือกอยู่ พอเราปล่อยเชือก คลื่นก็พัดเราลอยไปด้านหลังทันทีตามคลื่นที่พัดออกจากฝั่ง แต่นี่เราสามารถโผล่ขึ้นมาในห่วงยางได้แบบห่วงยางไม่ได้ลอยไปไหนเลยแบบพอดี ซึ่งเราพิสูจน์อะไรไม่ได้ตอนนั้น ว่าเราพุ่งขึ้นมาเองแบบตามสัญชาตญาณที่ทำไปไม่รู้ตัว และน้ำมันนิ่งพอที่ห่วงยางจะไม่ลอยออกไปจากจุดที่เราจะพุ่งขึ้นแบบพอดีไหม หรือเพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยจริง แต่พอผ่านศาลนั้นเราก็ขอบคุณ ตอนเดินออกไปท่าเรือก็ดูแนวกั้นเชือกก็เห็นว่าไกลจากฝั่งมากพอควร คือตอนลงเรือขึ้นฝั่งเราก็มองเห็นแล้วว่าเชือกมันกั้นออกมาไกล แต่พอลงน้ำตอนแรกกลับคิดว่ามันใกล้ ทำให้เราเหมือนไม่คิดเฉลียวใจ ช่างสังเกตจดจำพอ แต่รอดมาได้ก็ถือเป็นประสบการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นในครั้งหนึ่งที่เราเคยไปเกาะล้าน แม้เหงาแต่ก็ได้ประสบการณ์ที่ต้องเรียนรู้จดจำกลับมา

    บ๊ายบาย...เกาะล้าน......6 มิถุนายน 2558

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in