My StoriesJirattipat Tengamnuay
โดดเดี่ยวในเชียงใหม่...ทริปนี้ไปคนเดียว
  • จุดเริ่มต้นของทริปนี้คือช่วงวันหยุดยาวของบริษัทที่พอเลี้ยงคริสมาสต์วันที่ 24 ธันวาคมแล้วหยุดยาวเลยถึงปีหน้า ตอนแรกไม่คิดจะไปไหน ไม่มีเงิน แต่ไม่อยากอยู่กรุงเทพฯ คือนึกได้วันที่ 25 ธันวาคม ก็จองตั๋วรถทัวร์เลย แต่จุดหมายไม่ใช่ "เชียงใหม่" แต่เป็น "พะเยา - เชียงคำ" เพราะมีคนรู้จักอยู่ที่นั่น ไปถึงคนรู้จักเขาก็มารับ แต่ไม่รู้จะไปเที่ยวไหน เขาเลยพาซ้อนมอเตอร์ไซด์ไปวัดที่อยู่บนเขา แต่ไปไม่ถึงเพราะหลงทาง สัญญาณโทรศัพท์ก็ไม่มี เลยกลับ


    อยู่บ้านเขาก็ไม่รู้ทำไร เบื่อๆ และเหมือนมารบกวนบ้านเขาด้วย เพราะจองตั๋วกลับกรุงเทพฯ หลังปีใหม่เลยด้วยซ้ำ เลยคิดๆ ว่าไปไหนดี เลยตัดสินใจไป "เชียงใหม่" ไม่เคยไปด้วยตัวเองมาก่อนเหมือนกัน แต่ลองดู ไหนๆ มาภาคเหนือแล้ว อีกนิดก็ถึง "เชียงใหม่" แต่ตอนนั้นอยู่บ้านเพื่อนคนนี้ สัญญาณเนตแทบไม่มี เลยโทรหาแม่ที่กรุงเทพฯ ให้ช่วยจองที่พักให้เพราะใกล้ปีใหม่แล้ว กลัวที่พักเต็ม แม่กับน้องเลยช่วยจองให้ เราก็บอกบ้านเพื่อนว่าพรุ่งนี้จะไป "เชียงใหม่" เขาก็โอเค เราก็ขอรบกวนนอนบ้านเขา 1 คืน แม่เพื่อนก็ช่วยกางมุ้งให้เรานอน ขอบคุณเขามากๆ 


    ถามว่าเรากลัวไรที่สุด คือกลัวผี แต่ก็ผ่านคืนนั้นมาได้ พ่อแม่เพื่อนก็นอนห้องข้างหลัง เพื่อนก็นอนเยื้องไปในห้องไม่ไกล ตอนเช้าแม่เพื่อนก็มาปลุก แล้วเพื่อนก็ขี่มอเตอร์ไซด์พาเราออกไปท่ารถ ซื้อตั๋วรถ ทานข้าวเช้า แล้วโบกมือลาเพื่อนสู่เมือง "เชียงใหม่"


    นั่งรถทัวร์จาก "เชียงคำ" สู่ "เชียงใหม่" ลัดเลาะตามเขาไปเรื่อยๆ แม่ก็โทรมาถาม แต่คุยไม่ได้มาก สัญญาณไม่ค่อยมี สุดท้ายก็มาถึง "เชียงใหม่" ก็มาครั้งแรก เจอสองแถวหน้าท่ารถก็ถามว่ารู้จักที่พักที่เราจะไปไหม ตอนนั้นไม่รู้ไกลแค่ไหนจากตัวเมือง เขาก็คิด 100 บาท ก็ขึ้นรถไป ระหว่างทางก็แวะรับคนที่โบก ตอนแรกคิดว่าอยู่ไม่ไกล อยู่ในเมือง แต่ไปๆ มาๆ ไกลมากๆ ออกนอกเมืองไป ถนนแถวคลองชลประทานหรือเปล่า ไม่แน่ใจ แต่เขาก็ขับพามาถึงจนได้ ผู้หญิงที่นั่งข้างคนขับที่บอกเรา 100 บาทขอเรา 120 บาทได้ไหมเพราะมาไกล เราบอกไม่ได้คือจ่ายตามราคาที่คิด คือมาไกลจริงแหละแต่เราไม่ค่อยมีเงิน พอเดินเข้าที่พัก เขาก็ให้นั่งรอ บอกแม่เราโทรมาให้เขาช่วยดู รอไม่นานก็ได้กุญแจห้อง อยู่ห้องสุดท้ายชั้นล่าง คืนละ 700 บาท แต่ห้องใหญ่ คือมา 2 คนก็อาจคุ้มก็ได้แบบคนละ 350 บาท แต่เรามาคนเดียว เลยดูแพง แม่จองให้เราน่าจะ 2 คืน หลังจากนั้นก็แล้วแต่เรา เราก็โอเค

    เข้าห้องมาคือห้องใหญ่และสวยดี มีที่นั่งทานข้าวและอ่างล้างจานในห้องด้วย และมีโซฟายาว 1 ตัว ห้องน้ำก็สวยดีแหละ


    หลังจากเก็บของเสร็จ เราก็อยากเดินทางเข้าเมือง เหมือนจะไปเปลี่ยนตั๋วรถที่ท่ารถอีกรอบ ออกมาถามคนดูแล เขาบอกมีเหมารถสองแถว แต่แพงอีกเลยเดินออกมาจากซอย ข้ามฟาก คือรอรถสองแถวนานมาก เหมือนไม่มีรถสาธารณะอะไรเลย ตอนแรกคิดว่า "เชียงใหม่" เหมือนเมืองอันดับ 2 ของประเทศไทย คิดว่าจะมีรถเมล์ แต่ไม่มี ก็รอ รอ รอ แล้วโชคช่วย มีสองแถวผ่านมาคันหนึ่งหลังจากรอนานมาก รีบโบกแล้วไปลงที่แถว ม.เชียงใหม่ นึกถึง ม.เชียงใหม่แล้วนึกถึงผีดุ ตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัย ความจริงคะแนนถึงที่นี่แต่พอดีเลือกอันดับ 3 ไปติดอันดับ 2 ก่อนเลยได้เรียนที่กรุงเทพฯ 

    ตอนอยู่บนรถสองแถว พอดีได้คุยกับน้องนักศึกษาคนหนึ่งเพราะนั่งมาด้วยกันนาน และได้น้องคนนี้แหละช่วยเรียกรถสองแถวและต่อราคาให้ คือจากม.เชียงใหม่ ไปท่ารถ 30 บาท คือทั้งที่ไปไกลด้วย (ตอนที่ได้ราคา 30 บาทก็ไม่คิดไร ตอนหลังมาโบกสองแถวเองไปแบบไม่ได้ไกลขนาดนั้น เรียกซะแพงจนต้องเดินไปเองก็ได้ค่ะ)

    พอไปเปลี่ยนวันที่เดินทางกลับที่ท่ารถ ก็อยากไปท่าแพ (ไม่รู้ตอนนั้นอยากไปหรือเปล่า พอดีเดินออกมาจากท่ารถ หารถโดยสาร มาเจอรถสองแถวไปท่าแพจอดรอคนอยู่ ถามแล้วราคาไม่แพงเลยไป) ก็นั่งรถสองแถวคันนั้นไปท่าแพ

    ตอนลงรถที่ท่าแพก็ไม่รู้ไปไหนต่อ ไม่เคยมา หันไปหันมาเจอผู้ชายอวบๆ คนหนึ่งเดินสะพายกระเป๋าเดินทาง ก็ถามคนนี้แหละ ถามเขาแล้วกัน ก็เลยเดินไปถามเขา และไม่รู้อย่างไรเลยเดินไปกับเขา ชื่อตัว "ฟ" มั้ง แต่จำชื่อไม่ได้แล้ว อาจจะ "ฟิค" ก็ได้ คือสไตล์นักท่องเที่ยว เราจะคุยไปได้อย่างเร็ว เขาก็เล่าเรื่องที่เขาไปท่องเที่ยวที่ต่างๆ เขาทำงานเป็นแนวฟรีแลนด์พวกฟิล์มหรือถ่ายอะไรสักอย่าง และว่างๆ ก็ท่องเที่ยว เคยโบกรถขึ้นเขาอะไรแบบนี้ และเขานี่แหละที่แนะนำเราไปที่พักประจำของเขาที่ท่าแพ แบบห้องคืนละ 350 บาท เราก็ตามเขาไป คือไปถึงตึกดูเก่า โทรศัพท์ก็แบบหมุน คือคิดว่ามีผีไหม เขาก็ไปติดต่อจองห้องพักได้ชั้น 3 เขาจอง 2 คืน บอกมีเพื่อนอยู่ที่นี่ด้วย หรือมีเพื่อนที่กำลังจะตามมานี่แหละ คือเขาอาจพักที่นี่ต่อหรือพักที่อื่น เราจะมาจองห้องต่อจากเขาก็ได้ เราเลยโทรหาแม่ ปรึกษาว่าจะย้ายมาท่าแพ เพราะที่พักที่เราพักอยู่ ไกลจากเมืองมากๆ แม่ก็โอเค เราเลยลงไปจองห้องต่อจากพี่เขาทันที คือปีใหม่กลัวห้องเต็ม แล้วก็ไปทานข้าวเย็นแถวนั้นกัน เขาก็พาเราเดินที่ท่าแพ และพาเราไปที่พวกร้านทัวร์ ที่มีสมุดทริปต่างๆ + ราคา เขาก็แนะนำว่าถ้ามาคนเดียว ก็มาทริปพวกนี้ เขามารับที่แถวท่าแพเลย แต่พอดีตอนนั้นไม่มีเงินไง เดินรอบๆ ท่าแพจนมืดๆ เราก็โบกมือลากลับที่พักอันแสนไกลของเรา ก็โบกได้รถสองแถวคันหนึ่ง เราไปนั่งหน้าคู่คนขับ ระหว่างทางก็เลยได้คุยกัน เราก็บอกว่ามีแพลนไปดอยสุเทพ คนขับเลยบอกราคาเหมารถ แต่เราสู้ไม่ไหว แต่ที่พักเราไกลมากจริงๆ กลุ้มใจ เงินก็ไม่ค่อยมี คือมีแต่สองแถว ขับรถหรือขี่มอเตอร์ไซด์เองก็ไม่เป็น แต่อยากไปดอยสุเทพก็ต้องหาทางว่าไปไงดี เคยมาครั้งหนึ่งที่ดอยสุเทพ แต่มาตอนนั้นยังเรียนมหาวิทยาลัย มากับครอบครัวเพื่อนจากลำปาง แต่อยากไปก็ต้องหาทาง แต่เหมาสองแถวนี่ไม่มีเงินจริงๆ ตอนแรกคือโง่นึกว่ามีรถเมล์ เห็นเป็นเมืองอันดับ 2 รองจากกรุงเทพฯ

    ตอนเช้าตื่นมาทานข้าวเช้า แล้วเผอิญไปได้ยินผู้หญิงคนหนึ่งพูดกับสามีเขาเรื่องไปดอยสุเทพ อาศัยความหนาของหน้าและสองมือที่ยกมือไหว้ เดินเข้าไปขอติดรถไปดอยสุเทพด้วย สองคนสามีภรรยาก็มองหน้ากัน เขามีลูกสาวตัวเล็กๆ คนหนึ่งด้วย แต่สุดท้ายก็ตกลง เราเลยได้รถขึ้นไปดอยสุเทพ แต่ระหว่างทางเขาก็แวะไปหาเพื่อนเขาอีกโรงแรมหนึ่ง พอถึงดอยสุเทพ เราก็ยกมือไหว้เขาที่ให้ติดรถมาด้วย และออกเดินทางต่อไปของเรา เข้าไปบริเวณพระธาตุดอยสุเทพ

    ก่อนถึงทางขึ้นพระธาตุดอยสุเทพ เราก็เจอสองแถวขึ้นดอยปุย เราเลยจะไปดอยปุยก่อนเพราะไม่เคยไป


    มีผู้โดยสารหลายคนบนรถ แต่เราไปนั่งตรงที่นั่งด้านหลังคนขับ เลยมีโอกาสได้คุยกับพระที่นั่งคู่คนขับตอนขึ้นเขา พระท่านก็ทราบเรามาเที่ยวคนเดียว


    แล้วไม่รู้เพราะอะไร พระท่านเลยชวนเราให้เดินไปด้วยกัน เราเลยเดินตามท่านเหมือนลูกศิษย์


    ท่านก็เดินดูของ ซื้อของไป เราก็เดินตาม ถ่ายภาพไป ที่นี่มี "พิพิธภัณฑ์ชาวเขาบ้านแม้ว ดอยปุย" ที่จัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ของชาวเขาด้วย


    พอเราชมบริเวณดอยปุยแล้วก็นั่งสองแถวลงมาที่ "พระตําหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์" พระท่านก็บอกให้เราไปนั่งหน้าป้ายจะได้ถ่ายภาพ ตอนแรกพระท่านจะถ่ายภาพให้ แต่คนแถวนั้นมอง มีผู้หญิง 2 คนมากับผู้ชาย 1 คนกระซิบกันว่าทำไรหน่ะ พระท่านเลยให้คนแถวนั้นถ่ายภาพให้เราแทน เราก็หน้าเจื่อนๆ คือว่าคนอื่นอาจดูไม่เหมาะสม แต่ไม่ได้มีไรนะคะ พอดีแค่มาเจอกันบนสองแถว แล้วติดรถมาด้วยกันเพราะต้องลงไปที่พระธาตุดอยสุเทพเหมือนกัน คิดแบบลูกศิษย์วัดก็ได้

    หลังจากนั้น เราก็เดินเข้าไปคนเดียวในสวนดอกไม้ "พระตําหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์" เดินถ่ายรูปดอกไม้ไปเรื่อยๆ เป็นที่ระลึกว่าครั้งหนึ่งเคยมาที่นี่


    พอออกจาก "พระตําหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์" เราก็นั่งรถสองแถวลงกลับมาที่ทางขึ้นพระธาตุดอยสุเทพ ตอนนั่งรถลงเขามา พระท่านก็ถามที่เราเล่าให้ท่านฟังว่ามีแพลนจะไปชมงานดอกไม้ที่ "อุทยานหลวงราชพฤกษ์" ท่านเสนอจะออกค่ารถให้ แบบออกจากที่นี่ เราก็ไปที่นั่นเลย แต่เราเกรงใจมาก ไม่ขอรับไว้ พอรถสองแถวมาถึงทางขึ้นพระธาตุดอยสุเทพ ตอนแรกเราก็เดินขึ้่นตามพระไปที่พระธาตุดอยสุเทพ แต่โทรศัพท์ดัง พอเรารับก็เป็นคนรู้จักแม่ที่จะมาพระธาตุดอยสุเทพ แล้วแม่บอกเขาว่าเรามาคนเดียวไม่มีเพื่อน เขาเลยนัดเจอ เราเลยบอกพระท่านว่าเราขอไปทานข้าวก่อน กราบลาท่าน คือเราจะหาที่ชาร์จแบตมือถือด้วย พระท่านก็บอกให้เราไปได้ เราก็ตรงไปร้านข้าวแถวนั้น เลือกเอาร้านหนึ่ง สั่งข้าวแล้วขอเขาชาร์จแบต พอทานเสร็จกลับไปที่พระธาตุดอยสุเทพ เราก็ไปทำบุญที่พระธาตุดอยสุเทพต่อแต่ไม่เจอพระท่านนั้นแล้ว อาจจะกลับไปแล้ว แต่เพราะเรานัดกับคนรู้จักแม่ ไม่ทราบเขาจะมาเมื่อไหร่ เราอยากทำบุญส่วนตัวของเราให้เสร็จก่อน


    พอไหว้พระที่พระธาตุดอยสุเทพเสร็จตอนประมาณบ่ายโมงเศษ เราก็มารอคนรู้จักแม่แถวๆ ทางขึ้นพระธาตุ เพื่อจะต้องนั่งรถสองแถวขึ้นไปดอยปุยอีกรอบ เพราะพวกเขาจะขึ้นไปกัน


    แต่ครั้งที่ 2 เราได้เห็นอะไรเพิ่มเพราะความจริงถ้าออกจาก "พิพิธภัณฑ์ชาวเขาบ้านแม้ว ดอยปุย" อีกประตูหนึ่งจะเจอสวนดอกไม้อีกสวนหนึ่ง เราเลยได้ถ่ายภาพบรรยากาศและสวนดอกไม้เพิ่ม 


    พอลงจากดอยปุย เราก็มาที่พระธาตุดอยสุเทพอีกรอบ ได้ขึ้นไปไหว้พระธาตุดอยสุเทพอีกรอบหนึ่งก็ดี ไหว้หลายๆ รอบจะได้ขอพรหลายๆ ครั้งแต่ตอนนั้นจะ 5 โมงเย็นแล้ว สรุปว่าวันนี้เราก็มาได้เท่านี้ก็ต้องกลับที่พักอันแสนไกลของเราแล้ว


    ความจริงตอนนั่งสองแถวกับคนรู้จักแม่ เขาชวนไปปาย แต่เราไม่ได้ไปเพราะเราเพิ่งมาเชียงใหม่แป๊ปเดียวยังมีที่อยากไปอีกเลยปฏิเสธเขาไป (แล้วก็ต้องอยู่คนเดียวต่อไป)

    พอตอนเช้าวันต่อมา 29 ธันวาคม 2556 เป็นวันที่เราจะโยกย้ายไปอยู่ที่พักแถวท่าแพที่เราจองไว้ แต่ต้องไปตอนเที่ยงๆ บ่ายๆ รอพี่เจ้าของห้องเดิมย้ายออกก่อน เราเลยจะไป "อุทยานหลวงราชพฤกษ์" ก่อน
    ก็ Check-out ออกมาตอนเกือบ 8 โมงเช้า ตอนแรกอยากเลียนแบบคนอื่นคือโบกรถ แต่ไม่มีคนจอด เลยรอๆ จนมีสองแถวผ่านมา ก็ต้องถามอีกว่าไปถึง "อุทยานหลวงราชพฤกษ์" รึเปล่า ปรากฏก็ไปถึง 

    ตอนถึงแถว "อุทยานหลวงราชพฤกษ์" เราไม่อยากแบกกระเป๋าเดินทางของเราเดิน มองๆ ดู เราก็แบกกระเป๋าเดินทางเราไปฝากที่ศาลาหนึ่งที่มีกระเป๋าของใครคนอื่นวางไว้อยู่และเหมือนมีคนเฝ้าอาจเป็นยาม แล้วแบกแค่เป้เดินไป คือระหว่างทางเดิน บรรยากาศร่มรื่น บรรยากาศดีมาก มีคนมาปั่นจักรยาน ต้นไม้ ดอกไม้ก็เยอะ แถวบ้านที่กรุงเทพฯ มีแบบนี้คงฟิน



    เดินเข้ามาใน "อุทยานหลวงราชพฤกษ์" คือดอกไม้ ต้นไม้เยอะ เนื้อที่กว้างมาก ก็เดินถ่ายภาพบรรยากาศไปเรื่อยๆ บอกตรงๆ ว่าสวยมากๆ 


    เดินเหงาๆ มาคนเดียวเรื่อยๆ เพราะไม่มีคนพูดด้วย หรือเดินเป็นเพื่อนด้วย จนมาถึงทางเข้าเรือนทรงไทยหลังหนึ่ง ที่มีป้ายนิทรรศการเรียงไปเป็นทางเข้าอย่างสวย 


    เดินเข้าไปเรื่อยๆ จะเจอป้ายบอกว่าที่นี่คือ "หอคำหลวง"


    เดินไปเข้าสำรวจรอบๆ และด้านใน "หอคำหลวง" คือสถาปัตยกรรมงดงามมาก


    ถ้ามองจากระเบียงรอบ "หอคำหลวง" จะเห็นเลยว่ามีพื้นที่ให้เดินสำรวจเยอะแค่ไหน จนคิดว่าจะเดินทั่วหรือเปล่า ก็ลองเดินลงไปสำรวจดูอย่างโดดเดี่ยวเดียวดายคนเดียว



    ที่นี่พื้นที่กว้างมาก แบบต้องใช้คนดูแลกี่คน และสวยทุกมุม ถ้าเสียดายคือเสียดายต้องมาเดินคนเดียว ไม่มีเพื่อนเลยเหงามาก เดินไปเดินมาคนเดียวไม่มีเพื่อนคุยนี่แหละ ก็เดินไป ถ่ายภาพไป


    นอกจากนี้ยังมีส่วนที่จัดเป็นจุดเด่นของประเทศต่างๆ ที่เราเห็นแล้วเดาได้ว่านี่ประเทศอะไรอีกหลายประเทศ


    หลังจากพยายามเดินไปรอบๆ ให้ทั่วแล้วก็วนมาถึงจุดทางออก แล้วก็เจอสิ่งที่น่าสนใจคือป้ายแนะนำ "Art in paradise" คือถ้ามีโอกาสก็คงไป

    พออกมาจาก "อุทยานหลวงราชพฤกษ์" สถานที่ต่อไปคือ "เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี" ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกันมากแต่ก็ต้องนั่งสองแถวไป


    เดินอย่างโดดเดี่ยวไปคนเดียวก็เดินเข้าไปในสวนสัตว์ เจอสัตว์หรืออะไรที่น่าจะถ่ายภาพก็ถ่ายไว้เป็นที่ระลึก


    เดินเที่ยวสวนสัตว์คนเดียวเหงาไหม? ก็คือเหงาแต่ก็ต้องเดินต่อไป




    พอเดินรอบๆ จนน่าจะหมดแล้ว แบตมือถือก็จะหมด คือไม่มี Power Bank มา ที่ทำได้คือไปที่อาคารศาลาหนึ่งแล้วไปเสียบปลั๊กชาร์จแบต ก็นั่งอยู่คนเดียวตรงนั้นรอให้แบตคืนชีพขึ้นมา เหงาๆ เบื่อๆ เซ็งๆ บ่ายโมงกว่าๆ ก็ออกจาก "เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี" ไปเอากระเป๋าเดินทางที่ฝากไว้แล้วโบกสองแถวไปยังโรงแรมที่จองไว้ที่ท่าแพ ระหว่างนั้นพี่ที่จองห้องคนเก่าก็ไลน์มาบอกว่าย้ายไปห้องเพื่อนแล้ว ย้ายเข้าได้เลย 

    พอถึงโรงแรมก็เอากุญแจห้องไปห้องชั้น 3 คือบอกตรงๆ กลัวผี ห้องน่ากลัวมาก เตียงก็น่ากลัว ห้องน้ำอยู่ปลายเตียง โทรศัพท์ก็แบบหมุน แต่มีทีวี แอร์ไม่น่ามีเพราะห้องถูกสุด แต่อากาศก็หน้าหนาวก็อยู่ได้สบายดีมีพัดลม มีระเบียงด้วยแต่ไม่คิดจะออกไป


    ตอนเก็บของเสร็จก็บ่ายสาม นอนเล่นคือชาร์จแบตมือถือนั่นแหละ พอ 5 โมงเย็นก็ออกไปสำรวจรอบๆ ที่พักใกล้อนุสาวรีย์สามกษัตริย์และมีตลาดกลางคืนด้วยกำลังเริ่มคึกคักพอดี จะได้มีที่ไว้เดินเล่นฆ่าเวลาก่อนนอน



    ตลาดกลางคืนก็มีของขายหลากหลายอย่าง อาหาร, งานศิลปะ, ข้าวของเครื่องใช้หรือการแสดงต่างๆ ตรงบริเวณตลาดกลางคืนจะมีวัดใหญ่อยู่ด้วย พอเดินตลาดกลางคืนผ่านวัดก็เลยแวะเข้าไปไหว้พระ ทำบุญขอพร ดูจากเจดีย์เก่าที่อยู่ในวัด วัดนี้น่าจะเป็นวัดเก่าแก่ของเชียงใหม่


    หลังจากไหว้พระทำบุญแล้วก็ออกมาเดินตลาดกลางคืนอีก ยิ่งดึกคนยิ่งคึกคัก คนเดินอย่างเบียด


    ความจริงบริเวณตลาดกลางคืนยังมีอีกวัดหนึ่ง สถาปัตยกรรมสวยงามไม่แพ้วัดที่แล้ว ชื่อ "วัดอินทขีลสะดือเมือง" เลยเข้าไปไหว้พระทำบุญก่อนกลับที่พัก


    ประมาณสามทุ่มครึ่งก็กลับที่พักที่มีห้องที่ไม่แน่ใจว่ามีผีสิงหรือเปล่าแม้พี่คนพักคนก่อนบอกไม่มี แต่ก็ไม่ค่อยอยากนอนห้องนี้เท่าไหร่ แต่ไปหาที่อื่นไม่ได้ ช่วงปีใหม่ด้วย เงินก็ไม่ค่อยมีอีก ก็นอนดูทีวีไปตอนสี่ทุ่ม-ห้าทุ่มนี่แหละ พี่ฟิค (พี่ที่พักห้องนี้คนก่อน) เขาไลน์มาชวนไปที่เที่ยวกลางคืนก็มีเพื่อนพี่เขาขับรถมา เราก็ติดสอยห้อยตามพวกเขาไป (จำไม่ได้ว่าตอนนั้นพี่เขาเนี่ยยังอยู่โรงแรมนี้แต่ย้ายไปอยู่ห้องเพื่อนหรือย้ายไปอยู่กับเพื่อนที่โรงแรมอื่น แล้วให้เพื่อนขับรถมารับ)


    พอออกจากที่เที่ยว เพื่อนพี่ฟิคก็ขับรถมาส่งหน้าโรงแรม ส่วนพี่ฟิคก็ไปต่อกับเพื่อน ความจริงมาอยู่เชียงใหม่ นี่เป็นคืนเดียวที่มีเพื่อนไม่ต้องอยู่คนเดียวอ่ะนะ

    ตอนเช้าวันที่ 30 ธันวาคม 2556 ตอนประมาณ 8 โมงเช้าก็ได้เวลาออกพเนจร ก็เดินออกจากที่พักไป มีแพลนจะไป "Art in paradise" แม้ไม่รู้อยู่ตรงไหน แต่ลองดูที่อยู่และเดินๆ ไปแล้วกัน

    ผ่านวัดแรกเช้านี้คือ "วัดลอยเคราะห์" ก็เข้าไปไหว้พระทำบุญ


    ส่วน "Art in paradise" ก็ดั้นด้นตามหาต่อไป เอาที่อยู่ถามคนไปเรื่อยๆ จนมาถึง "Art in paradise" ตอน 9 โมงเศษ บัตรเข้าจำราคาไม่ได้ แต่สวยตั้งแต่ทางเข้า ก็มาถึงเชียงใหม่แล้วก็มาดูสักครั้งแล้วกัน


    ความจริงก็เหงาแหละมาเที่ยวคนเดียว ถ่ายภาพเองคนเดียว คนอื่นมีเพื่อนมาสนุกสนาน แต่ทำไรไม่ได้ก็เดินเที่ยวชมไป ถ่ายภาพไป



    ออกจาก "Art in paradise" ก็หาของทาน ตอนแรกจะโบกรถสองแถวไปถนนนิมมานเหมินทร์ แต่รู้สึกว่าแพงเลยตัดสินใจเดินไปเรื่อยๆ แทน ถือว่าเดินดูเมืองเขา จนมาถึงวัดหนึ่งไม่รู้วัดอะไรไม่ได้ถ่ายภาพชื่อวัดมาแต่อาจอยู่แถวท่าแพซอย 4 (มีรูปป้ายท่าแพซอย 4 อยู่) สถาปัตยกรรมสวยดี


    เดินไปถึงประตูท่าแพที่เขามีการตกแต่งเตรียมจัดงานปีใหม่ ผ่าน "วัดราชมณเฑียร" จนไปถึง "เซ็นทรัลกาดสวนแก้ว" ตอนประมาณบ่ายสาม เข้าไปเดินเล่นนั่งเล่นแบบเบื่อๆ เหงาๆ คนเดียว นั่งเล่นมือถือใน "เซ็นทรัลกาดสวนแก้ว" จนห้าโมงก็เดินย้อนกลับไปยังแถวที่พัก


    เริ่มต้นชีวิตช่วงดึกด้วยการไปไหว้พระที่ "วัดอินทขีลสะดือเมือง" 


    หลังไหว้พระเสร็จก็ออกเร่ร่อนพเนจรไปในเมืองอย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย ประมาณว่าเบื่อก็ออกเดินเล่นดูไฟไปตามทาง ความจริงก็ไม่อยากอยู่ห้องเท่าไหร่ ยืนยันว่ากลัวผี บรรยากาศไม่น่าอยู่เหมือนมีไรสักอย่างจริงๆ ในห้อง

    เดินไปในเมืองก็เจอคนมากมาย มีตึกหนึ่งที่ประดับไฟเป็นต้นคริสมาสต์ คนออกมาลอยโคมก็เยอะ ก็ยืนดู ยืนถ่ายภาพ สวยดี


    ยืนดูโคมแป๊ปนึงก็ออกเดินเล่นเรียบไปตามถนนเรื่อยๆ ดูร้าน, ดูไฟ, ดูผู้คน ความจริงก็เหงาแต่ก็เดินๆ ไป


    เดินไปเรื่อยๆ และเรื่อยๆ คนเยอะแยะแค่ไหน เราก็ยังเหงาอยู่ดี ก็เดินไปถึงประตูท่าแพ ที่มีงาน "Chiangmai Countdown" คือยังไม่ "Countdown" จริงๆ แต่ก็มีกิจกรรม, ร้องเพลง, เล่นดนตรี มีของมาขายรอบๆ 


    เดินออกจากตรงจุดนี้ก็เดินต่อไปเรื่อยๆ ถนนเริ่มมืดลงแต่คนก็ยังเยอะอยู่บ้าง ก็มีลอยโคมอีกจุดหนึ่ง ก็ไปยืนดู ยืนถ่ายภาพ


    เดินไปที่ตลาดกลางคืนแถวที่พักก็มีของขายมากมาย คนก็เยอะอยู่บ้าง ก็ถือเป็นที่เดินฆ่าเวลาเพราะไม่รู้จะทำไร คิดๆ อยู่ นี่ผ่านไป 1  วัน พูดไปกี่ประโยค อยู่กับตัวเองคนเดียว


    แล้วก็เดินไปเรื่อยจนไปถึงประตูท่าแพอีกครั้งที่เขาจัดงาน "Chiangmai Countdown" แล้วก็เดินต่อไปจนไปโผล่ที่ "Art in paradise"  คือตอนแรกที่หาตอนเช้าๆ นี่ถามคนไปเรื่อยๆ แต่ตอนนี้คือเดินเตร็ดเตร่ไปตามถนนไม่มีจุดหมายก็มาโผล่ถึงที่ได้ซะงั้น


    เดินดูไฟตามถนนจนห้าทุ่มกว่าก็กลับไปที่พักเพื่อพักผ่อน บ่นจากใจอีกครั้งว่าไม่ชอบบรรยากาศในห้องพักตัวเอง เพราะเป็นคนกลัวผีมากๆ คืนนั้นกลับห้องก็ประมาณเที่ยงคืนเศษๆ


    ดูเหมือนบ้า แต่เวลาเข้าห้องก็เคาะประตูก่อน โผล่เข้าไปก็บอก "กลับมาแล้ว" ออกจากห้องก็พูด "ฝากดูห้องด้วย" แล้วก็บอกในใจว่าขอมาอยู่ ส่วนเรื่องสวดมนตร์ก่อนนอน, เปิดไฟนอน, เปิดทีวีทิ้งไว้เรื่องปกติ ห้องน้ำนี่ก็น่ากลัว อยู่ปลายเตียง กลัวเปิดออกมาเจอใครนั่งอยู่ และประตูห้องต้องผ่านเตียงไป ถ้าเจอผีนี่บ้าตายในห้องแน่นอน 

    ตอนเช้าวันที่ 31 ธันวาคม 2556 ไม่รู้จะทำอะไร แต่ไม่อยู่ห้องแน่นอน พรุ่งนี้จะกลับกรุงเทพฯ แล้วด้วย ก็ออกจากที่พักตอนเช้าเหมือนเดิม แล้วก็มา "พิพิธภัณฑ์พื้นถิ่นล้านนา" เพราะอยู่แถวที่พัก ก็มาเยี่ยมชมซักหน่อย (ความจริงไม่มีที่ไปแถมอยู่คนเดียว ขับรถ ขี่มอเตอร์ไซด์ก็ไม่เป็น)



    นอกจากจะมีข้าวของเครื่องใช้, รูปวาด, ของเก่าของโบราณหรือแสดงวัฒนธรรมประเพณีของชาวล้านนาแล้ว ยังมีรูปแกะสลักและศาลตัดสินคดีให้ชมด้วย


    ถ้ามองจากระเบียงของอาคารออกไปจะเห็นอนุสาวรีย์สามกษัตริย์อยู่ฝั่งตรงข้าม


    เดินข้ามฝั่งเดินมาไหว้อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ มีคนไหว้อยู่บ้างตอนเช้าๆ แบบนี้


    สถานที่ต่อไปก็คือ "หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่" เหตุผลที่เข้าชมนอกจากไม่รู้จะไปไหนก็คืออาคารนี้อยู่ด้านหลังอนุสาวรีย์สามกษัตริย์นั่นเอง


    เข้าไปก็จะเจอนิทรรศการเรื่องราวในอดีตย้อนไปถึงก่อนจะเป็นเมืองเชียงใหม่รวมถึงของใช้ในสมัยโบราณ



    สถานที่ต่อไปซึ่งความจริงก็อาจอยู่ในพื้นที่เดียวกันก็ได้ ก็คือ "หอประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่" เข้าไปจะเจอกับนิทรรศการเล่าย้อนถึงเมืองเชียงใหม่ในสมัยก่อนรวมถึงข้าวของเครื่องใช้สมัยโบราณ



    เดินชมนิทรรศการไปเรื่อยๆ จะมีส่วนหนึ่งจัดแสดงหลุมขุดค้นทางโบราณคดีบริเวณกลางเวียงเชียงใหม่


    หลังจากนั้นก็แวะมาพักที่ "ห้องสมุดพื้นบ้านย่านเวียงเชียงใหม่"  และพยายามหาปลั๊กเสียบชาร์จแบตมือถือ ก็พยายามแอบๆ เสียบไปตามปลั๊ก แล้วนั่งรอเวลาให้แบตมือถือคืนชีพ


    2 ชั่วโมงในห้องสมุด ในที่สุดแบตมือถือก็คืนชีพขึ้นมา ตอนนั้นจะบ่ายโมงแล้วก็ออกเดินทางต่อ ความจริงไม่รู้ไปไหน แต่หลังจากเดินเร่ร่อนอย่างเดียวดายแถวนี้มาก็เลยตัดสินใจส่งท้ายวันสุดท้ายของปี พ.ศ. 2556 ด้วยการตระเวนทำบุญตามวัดต่างๆ ซึ่งจำได้ว่าไปหลายวัดมากๆ เพราะแถวท่าแพหรือบริเวณโดยรอบ วัดเยอะมากๆ แต่นี่ครั้งแรกที่มาพิมพ์และจะไล่ดูตามรูปด้วยว่าไปวัดไหนมาบ้าง เพราะตอนนั้นจะโพสต์ใน Facebook ว่าวันนี้ไปทำบุญวัดไหนมาบ้างแล้วจะพิมพ์ชื่อวัด (แต่ตอนโพสต์จริงรูปวัดพอ) ดังนั้นเลยถ่ายภาพป้ายชื่อของวัดที่ไปทำบุญไว้ทุกวัด 

    (ชีวิตเหงามาก คือตั้งแต่ตื่นมาไม่ได้คุยกับใครเลย และไม่รู้ไปไหนด้วย ไม่มีเพื่อน มอเตอร์ไซด์ก็ขับไม่เป็น จักรยานก็ไม่อยากเสี่ยง ปกติปั่นอย่างปลอดภัยในหมู่บ้านหรือสวนสาธารณะแค่นั้น)

    ประเดิมวัดแรกอย่างไม่ไกลคือ "วัดอินทขีลสะดือเมือง"  (อยู่ใกล้ที่พักก็มาไหว้วนไป)


    วัดต่อไป วัดที่ 2 คือ "วัดดวงดี"


    วัดที่ 3 คือ "วัดพันตา"


    วัดที่ 4 คือ "วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร"


    วัดที่ 5 คือ "วัดช่างแต้ม"


    วัดที่ 7 คือ "วัดดอกคำ"


    วัดที่ 8 คือ "วัดราชมณเฑียร"


    วัดที่ 9 คือ "วัดโลกโมฬี" อยู่ฝั่งตรงข้ามเยื้อง "วัดราชมณเฑียร"


    วัดที่ 10 คือ "วัดดับภัย"


    วัดที่ 11 คือ "วัดสิงห์วรมหาวิหาร"


    วัดที่ 12 คือ "วัดล่ามช้าง"


    วัดที่ 13 คือ "วัดเชียงมั่น"


    วัดที่ 14 คือ "วัดป้านปิง"


    วัดที่ 15 คือ "วัดอุโมงค์มหาเถรจันทร์"


    ตอนออกจากวัด "วัดอุโมงค์มหาเถรจันทร์" ก็หกโมงเย็นเศษๆ แล้ว เลยกลับไปที่พักเพื่ออาบน้ำแต่งตัวใหม่ ความจริง count down ปีใหม่ก็สนุกดี แต่พอดีไม่มีเพื่อน จะให้ไปแกร่วคนเดียวขณะคนอื่นสนุกสนานมีเพื่อนหรือครอบครัวก็ไม่ใช่ ก็ตั้งใจว่าจะไปเดินเล่นแถวๆ ประตูท่าแพและค่อยไปสวดมนตร์ข้ามปีที่วัดไม่ไกลจากที่พัก

    ออกจากห้องประมาณ 2 ทุ่มก็เดินไปวัดใหญ่แถวที่พักก่อน ซึ่งเป็นวัดที่ตั้งใจมาสวดมนตร์ข้ามปีแต่ตอนนี้มาทำบุญไหว้พระก่อน พิธียังไม่เริ่ม

    วัดที่มาไหว้พระทำบุญนี้คือ "วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร" ตอนบ่ายๆ มาแล้ว ตอนนี้ก็มาอีก ไหว้พระวนไปเรื่อยๆ เดินไปตรงที่เขาวางเก้าอี้ให้คนมาสวดมนตร์ข้ามปีก็เริ่มมีคนมาจับจองที่นั่งกันบ้างแล้ว โคมก็ลอยเต็มฟ้าเห็นได้ลิบๆ จากในวัด


    ไหว้พระเสร็จ ก็ออกเดินเตร็ดเตร่ไปตามถนนเรื่อยๆ จนไปถึงประตูท่าแพ คนก็เยอะเตรียมมา count down ฉลองปีใหม่กัน 


    ไปด้อมๆ มองๆ อยู่แถวเวที แล้วก็ออกไปเดินดูรอบๆ คนเยอะคึกคัก มาคนเดียวก็เดินปะปนผู้คนไปเรื่อยๆ รถก็เยอะ โคมลอยก็สว่างลิบๆ อยู่บนฟ้าเป็นสาย


    วันนี้เห็นคนมาขายโคมลอยและลอยโคมกันเยอะ ก็เดินดูไปเรื่อยๆ เห็นมีแบบตัวการ์ตูนหรือมีข้อความเขียนอยู่บนโคมลอยด้วย



    ยืนมองและถ่ายภาพคนจุดโคมลอยและโคมลอยที่ลอยไปบนฟ้าเรื่อยๆ สักพักพลุก็ถูกจุดขึ้น ก็เลยได้ถ่ายภาพโคมลอยกับพลุบนฟ้า ชั่วโมงแห่งการเฉลิมฉลองใกล้เข้ามาแล้ว ตอนนั้นประมาณ 2 ทุ่มกว่า


    อยู่ที่ประตูท่าแพถึงประมาณเกือบ 3 ทุ่มก็เดินเตร็ดเตร่กลับไปวัดที่ตั้งใจจะสวดมนตร์ข้ามปี เดินมาดูตรงแถวเก้าอี้ที่เขาจัดวางไว้ คนเพียบแต่ก็ได้จองที่นั่งเอาไว้แล้ว ขณะยังไม่เริ่มพิธีก็เดินถ่ายภาพเล่นบริเวณวัดไปเรื่อยๆ 



    พอพิธีเริ่มก็นั่งสวดมนตร์รับปีใหม่ พ.ศ.2557 ขอให้เป็นปีที่ดี ประสบความสำเร็จและหางานดีดีทำได้ซักที (แต่ความจริงชีวิตก็ใช่จะดีไร เริ่มดีนู้นกลางปีแต่ก็พอเอาตัวรอดไปได้แค่นั้น)

    พอพ้นเที่ยงคืน พลุก็ถูกจุดขึ้นมา ก็รีบเอามือถือถ่ายภาพไว้และมีการเล่นไฟบนโบสถ์เก่าด้วย 



    เสร็จพิธีการแล้วก็เข้าไปให้พระที่นำสวดมนตร์รดน้ำมนตร์ให้เพื่อความเป็นสิริมงคลรับปีใหม่


    บางคนก็ดึงสายสิญจน์ที่พันศีรษะ, ตักน้ำมนตร์, หยิบพวกผลไม้หรือพวกอุปกรณ์ที่ใช้ประกอบพิธีกลับบ้านไป


    ก่อนกลับที่พักก็เดินเข้าไปขอพรในโบสถ์อีกรอบ ชอบพวกตุงของคนล้านนามาก ปกติอันเดียวก็สวย พอมาแขวนในโบสถ์หลายๆ อัน หลายๆ สี ยิ่งสวย เหมือนจำได้ลางๆ เราเขียนชื่อแขวนตุงตัวเองด้วย แต่ไม่แน่ใจที่วัดนี้หรือเปล่า 


    ออกจากวัดก็เกือบตี 3 แล้ว กลับห้องพักอันแสนน่ากลัวของเรา คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายที่ได้อยู่เชียงใหม่แล้ว นอนอีกไม่กี่ชั่วโมงจะได้จากห้องพักผีสิงนี่ไปซักที คือไม่ได้เห็นผี แต่บรรยากาศน่ากลัว ไม่ได้รู้สึกอุ่นใจที่จะนอน แม้ราคาน่าจะอยู่ในเกณฑ์ถูก เปิดไฟ เปิดทีวีนอนทุกคืน ก็เหมือนที่อื่นๆ ถ้านอนคนเดียว ต้องเปิดไฟทิ้งไว้ตลอด ถ้ามีห้องน้ำในห้องก็ปิดประตูห้องน้ำไว้ด้วยตอนนอน แต่ก็ยอมรับว่าที่พักนี้อาจดูเก่าๆ แต่พนักงานน่ารัก ห้องก็สะอาด คือเรากลัวผีของเราเอง แต่ถ้าเขาบริการดี ห้องสะอาดก็ต้องชมเขา


    เห็นคนอื่นเอาของทำพิธีกลับมา เราก็ดึงสายสิญจน์ที่พันศีรษะเรากลับมาด้วย ความจริงคนนั่งข้างๆ เราตอนสวดมนตร์เห็นเราลังเลก็แนะว่าควรดึงกลับไปด้วย เพราะเธอก็กำลังดึงอยู่เหมือนกัน แล้วก็หยิบไม้จากพิธีกลับมา เพราะเห็นคนอื่นหยิบเลยหยิบบ้าง ก่อนนอนก็ซื้อข้าวดึกจากร้านสะดวกซื้อมาทานและเก็บข้าวของเตรียมกลับพรุ่งนี้

    ประมาณ 9 โมงเช้าก็หอบกระเป๋าลงมา เอ่ยอำลา "ขอบคุณ" กับอะไรก็แล้วแต่ที่อยู่ในห้อง (ซึ่งอาจไม่ได้มีอะไร) รู้สึกเหมือนโล่งไงไม่รู้ ความจริงที่นี่มีลิฟต์ และเราอยู่ชั้น 3 แต่ไม่กล้าลงลิฟต์คนเดียว เลยลงบันไดแทน คือตอนมาถึง reception คือรอดแล้ว แต่ก็เน้นย้ำว่าโรงแรมสะอาด พนักงานอัธยาศัยดีแต่เรากลัวผีขึ้นสมองเอง


    ออกมาจากโรงแรมก็หาโบกรถสองแถวไปท่ารถ ออกเดินทางจากเชียงใหม่กลับไปที่พะเยา เพราะนอกจากตั๋วรถกลับกรุงเทพฯ ที่เราซื้อไว้จะเริ่มต้นจากพะเยา (ซื้อตั๋วรถจากรุงเทพฯ แบบตั๋วไป - กลับกรุงเทพฯ - พะเยาไว้) เรายังต้องการจะไหว้พระที่พะเยาก่อนกลับด้วย

    มาถึงพะเยาตอนบ่ายๆ ก็มา "วัดศรีโคมคำ" เพื่อไหว้พระ ตอนนั้นประมาณบ่ายสองโมงเศษๆ 


    เข้าวัดได้ก็ไปซื้อเทียนมาเขียนชื่อและจุดเทียนสืบชะตา-สะเดาะเคราห์แล้วจึงเข้าไปไหว้พระประธานในโบสถ์ ก่อนไปไหว้ครูบาศรีวิชัยที่โบสถ์ข้างๆ 


    พอออกจาก  "วัดศรีโคมคำ"  ก็แวะ "หอวัฒนธรรมนิทัศน์ วัดศรีโคมคํา" เพราะเป็นทางผ่านเพื่อกลับไปยัง "กว๊านพะเยา" ค่าเข้าถ้าจำไม่ผิดน่าจะ 20 บาท


    ข้างในจะจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับ "กว๊านพะเยา", "พงศาวดารของเมือง", "ประวัติวัดศรีโคมคำ" และมีโบราณวัตถุจัดแสดงมากมาย


    นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดง "ฟอสซิล" , "กระดูก" และ "เปลือกหอยเก่าแก่" ด้วย


    แต่สองสิ่งที่น่าสนใจและควรขอพรสำหรับตัวเองอยู่ที่ชั้น 1 คือ "หลวงพ่อพุทธเศียร" ซึ่งถ้าขอพรให้สำเร็จต้องตั้งเหรียญให้ได้ และ "พระเจ้าองค์ดำ" ซึ่งจะมีประวัติและความน่าจะศักดิ์สิทธิ์แปะไว้อยู่ ก็เลยลองตั้งเหรียญขอพรและนั่งสมาธิต่อหน้า "พระเจ้าองค์ดำ" พรที่ขอก็เรื่องงานและเงินตามปกติ


    ออกจาก "หอวัฒนธรรมนิทัศน์ วัดศรีโคมคํา" ก็เดินต่อไปที่ "กว๊านพะเยา" ตอนนั้นประมาณสี่โมงกว่า ผ่านอนุสารีย์ "พ่อขุนงำเมือง" ก็เข้าไปไหว้และจุดเทียนสืบชะตา-สะเดาะเคราะห์


    เมื่อไหว้และขอพร "พ่อขุนงำเมือง" เสร็จแล้วก็ออกเดินเล่นริม "กว๊านพะเยา" เพราะต้องรอเวลาขึ้นรถกลับกรุงเทพฯ ก็เดินเล่นรับลมเย็นๆ และถ่ายภาพสิ่งที่สนใจไปเรื่อยๆ ฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว


    พระอาทิตย์กำลังลาลับขอบฟ้า จะถ่ายภาพน้ำเฉยๆ ก็ต้องมีเรือด้วย เขาพายเรือไป เราก็หาช่วงถ่ายภาพไป และถ่ายภาพเรือตรงกลางภาพไม่ได้ด้วยนะ ต้องไปถ่ายภาพแบบให้เรืออยู่ริมภาพ เขาบอกกันมาว่า เพื่อความสวยงาม



    การถ่ายภาพก็เป็นการฆ่าเวลาและคลายความเหงาได้ เดินๆ ริม "กว๊านพะเยา" แล้วถ่ายภาพไปเรื่อยๆ ดูมีอะไรทำดี ถ่ายภาพออกมาสวยไม่สวยก็ลองปรับๆ ไป เป็นแค่มือสมัครเล่น ก็มีรูปที่ชอบแบบไม่ต้องเอาไปเทียบกับมืออาชีพก็ได้แค่เราชอบมันก็พอ


    รูปตุ๊กตาริม "กว๊านพะเยา" ไม่แน่ใจว่ามีเฉพาะช่วงปีใหม่หรือเปล่า


    เดินเล่นริม "กว๊านพะเยา" ดูดอกไม้, ดูไฟ, ดูผู้คน และดูของตกแต่งไปเรื่อยๆ


    จน 6 โมงเย็นกว่าๆ ก็มาท่ารถทัวร์เพื่อรอรถกลับกรุงเทพฯ


    สุดท้ายก็บ๊ายบายเชียงใหม่, บ๊ายบายเชียงคำและบ๊ายบายพะเยา เป็นทริปที่เหงามาก แต่ไม่มีเพื่อนอยู่แล้ว เป็นทริปที่อยากไปก็ไป แต่ถึงเหงา โดดเดี่ยว ไม่มีใครพูดด้วยอย่างไร สิ่งที่ได้คือประสบการณ์และมิตรภาพที่เจอบ้างระหว่างเดินทาง ก็เป็นความทรงจำที่ดีและได้ไปเที่ยวที่ไม่เคยไป ครั้งหนึ่งในชีวิต


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in