Feel Goose! เรื่องห่านห่านpapiiziipap
Club ห่านเดย์ ดีเจพี่ห่าน
  • สวัสดีคุณผู้อ่านทุกๆคนนะคะ
    *ทำเสียงนุ่ม*

    ช่วงนี้ห่านก็จะมีความพี่ช้อยพี่ออด?เล็กน้อย
    สืบเนื่องจากที่ห่านได้รับโอกาสในการฝึกฝนและทำหน้าที่ผู้ฟังที่ดี
    บางครั้งก็สวมองค์ดีเจแคมฟรอกบ้าง องค์ศิราณีบ้าง
    ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ เลยอยากจะนำมาแบ่งปันกับทุกคน


    และเพื่อเคารพความเป็นส่วนตัว และความไว้วางใจ
    ห่านจะไม่เล่ารายละเอียดและไม่เปิดเผยตัวตนของพวกเขา ไม่ว่าทางใดก็ตาม
    ห่านมีเจตนาเพียงแค่บอกเล่าประสบการณ์และข้อคิดดีๆที่ได้รับจากการสนทนาเท่านั้น

    #เรื่องห่านห่าน

    1. ความกล้าหาญ

    ก่อนอื่นเลย.. ขอขอบคุณความกล้าหาญของคนที่แบ่งปันเรื่องราวต่างๆ
    เข้าใจเลยว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะพูดเรื่องส่วนตัวของเรา
    พูดความในใจของเราออกไปตรงๆ โดยเฉพาะกับคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน

    มันเสี่ยงมากที่จะถูกนำไปพูดต่อ นำไปนินทาลับหลัง
    ถูกนำไปวิพากษ์วิจารณ์ ตีไข่ ใส่ความ ต่างๆ นานา

    ขอบคุณที่เล่ามันออกมา ห่านรับรู้ได้เลยว่าที่ผ่านมามันอึดอัดสำหรับคุณ
    บางครั้งเราต้องแกล้งทำเป็นโอเค ทั้งที่จริงๆมันไม่โอเคเลย
    และตอนที่คุณได้เล่าออกมา คือ คุณตัดสินใจแล้วว่าคุณจะเป็นอิสระจากมันเสียที


    ความกล้าหาญที่จะเผชิญหน้า และตรงไปตรงมากับชีวิตของคุณ
    จะเป็นช่องทางสู่อิสรภาพของคุณ


    #เรื่องห่านห่าน

    2. Dance ไปกับสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน

    ชีวิตไม่มีวิธีการที่ตายตัว
    ความสัมพันธ์กับคน หรือสิ่งต่างๆ ก็ไม่มีวิธีการที่ตายตัว

    ถ้าเปรียบชีวิตเหมือนการเต้นรำ
    คนที่ผ่านเข้ามาเป็นคู่เต้นรำ
    เหตุการณ์ที่ผ่านเข้ามาเป็นบทเพลง

    เราแค่ปรับตัวให้สอดคล้อง
    Dance ไปกับคนตรงหน้าและจังหวะในตอนนั้น
    พอเพลงจบ คนจาก
    เราก็จะเจอคนใหม่ สถานการณ์ใหม่

    ถ้าเพลงใหม่เป็นแซมบ้า
    แต่คุณยังติดใจเอาท่าวอลซ์มาใช้
    สุดท้ายก็เหยียบเท้ากัน ชนกัน
    เหนื่อยตะโกนแข่งกับเพลงแซมบ้า เพื่อบอกให้คู่เต้น
    หรือทุกคนในฟลอร์มาเต้นวอลซ์ด้วยกัน

    ในขณะที่คุณได้ยินแล้วว่า "ตอนนี้" มันเป็นแซมบ้า
    คุณอาจจะปรับไปเต้นแซมบ้า หรือ mix & match ท่าเต้นขึ้นมาใหม่

    และไม่ว่าโลกจะเหวี่ยงคนแบบไหน สถานการณ์อะไรมาให้
    คุณแค่ Dance ไปกับมัน รับคุณค่าบางอย่างไปจากมัน


    ปัจจุบัน (Present) คือ ของขวัญ (Present) ของการใช้ชีวิต


    #เรื่องห่านห่าน

    3. ปล่อยวาง

    "ปล่อย + วาง" ที่ไม่ใช่แค่คอนเซป หรือร่างสวยๆของคำว่า "ช่างมันเถอะ"
    คุณจะปล่อยวางได้ เมื่อคุณเริ่มเห็นว่าคุณถืออะไรอยู่

    คุณอยากได้รับความรัก และคุณกลัวผิดหวัง กลัวเจ็บ
    ถ้าเปรียบเทียบความรักเป็นเมล็ดข้าว ความกลัวเป็นเมล็ดถั่ว
    มันก็เหมือนคุณมีสองมือไว้รับเมล็ดข้าว แต่มือนึงของคุณเต็มไปด้วยถั่ว
    ถึงคุณได้รับเมล็ดข้าวมากขนาดไหน มันก็มีส่วนที่ล้นออกไป
    และไม่เคยเติมเต็มซักที


    เมื่อคุณปล่อยวางได้ คุณก็มีอิสระในการใช้ชีวิต


    #เรื่องห่านห่าน



    และนั่นคือส่วนหนึ่งของข้อคิดที่ห่านได้รับจากการพูดคุยกับแต่ละสาย
    จริงๆมีอีกเยอะมาก และคิดว่าระหว่างที่ยังทำหน้าที่ตรงนี้อยู่
    ก็จะได้เอามาแบ่งปันอยู่เรื่อยๆ

    และอีกส่วนหนึ่งที่อยากจะเล่า คือ ประสบการณ์ส่วนตัวที่ห่านได้รับ
    การได้กระโดดมาทำอะไรแบบนี้ มันเป็นโลกใบใหม่ที่ห่านไม่เคยจินตนาการถึง
    เหมือนได้รดน้ำให้เมล็ดพันธุ์ของความฝันอีกครั้ง
    ความฝันที่ห่านคิดว่าไม่มีทางเป็นไปได้ และกลบดินฝังมันไปนานมากแล้ว..


    #เรื่องห่านห่าน


  • Then & Now


    ต้องออกตัวก่อนว่า โดยปกติแล้วห่านเป็นคนเงียบๆ โลกส่วนตัวสู่ง ชอบอยู่คนเดียว ทำอะไรเองคนเดียวขนาดที่ว่า สมัยทำทีสิสเพื่อนๆเค้าให้น้องรหัสมาช่วยตัดโมเดล ส่วนเราเลือกที่จะนั่งบรรจงกรีดอะคริลิก ปะติดปะต่อทีละชิ้นคนเดียวอยู่ที่บ้าน พอถึงวัยทำงานก็ไม่อยู่ออฟฟิต ออกมานั่งทำฟรีแลนซ์อยู่หน้าจอคนเดียวไปอีก

    มีเพื่อนฝูงมั๊ย มีนะ กลุ่มนึงก็ 7-10 คน มีมากมายหลากหลายกลุ่มแต่เราก็อยู่คนเดียว เงียบๆ ไม่สุงสิงกับใคร (มีส่งสติ๊กเกอร์ไลน์บ้าง ให้เพื่อนรู้ว่ายังมีชีวิตอยู่)
    จากคนที่ถนัดการสื่อสารด้วยภาพ จบคอนเซ็ปด้วย 3 คำสั้นๆ เขียนอธิบายไม่เกิน 3 บรรทัด กลายเป็นว่าเราต้องมาฝึกการสื่อสารด้วยเสียง ใช้ภาษาของเราทำให้คนเค้าเห็นภาพ โน้มน้าวให้คิดตาม ต้องฝึกฟัง ฝึกอยู่กับคนจริงๆให้ได้ ซึ่งห่านเวอร์ชั่นปกติไม่สามารถอยู่กับอะไรยืดๆยาวๆได้เลย

    ถามว่ามาถึงตรงนี้ได้ยังไง เอาความกล้าจากไหนที่เดินเข้าไปรับหน้าที่นี้ ทั้งๆที่ไม่มีประสบการณ์อะไรมาก่อนเลย จุดนี้ต้องขอบคุณคนที่ชักชวนเราเข้าไป ตอนแรกที่ได้ยินนึกว่าหูฝาด เพราะเค้าเป็นคนที่น่าเชื่อถือมาก เป็นคนที่สตรองมาก คำพูดเค้าทุกคำมันพึ่งพาได้ มันคือความเป็นไปได้ ซึ่งไม่รู้เหมือนกันว่าเค้ามองเห็นอะไรในตัวเรา แต่เค้าไม่ได้มาชวนเล่นๆแน่นอน แล้วก็ขอบคุณความคิดวูบนึงที่บอกตัวเองว่า "ฟังตัวเองมาเยอะแล้ว คราวนี้ลองฟังคนอื่นดูบ้าง" ..แล้วก็พาตัวเองกระโดดลงมาเลยจ้า



    Reality

    No script ทุกอย่างคือการด้นสด (แต่ไม่ใช่แถนะ) ครั้งแรกที่ลงสนาม คือไม่มีสคริปต์เลย ไม่มีใครบอกอะไรด้วยว่าต้องพูดยังไง ถึงเวลามาปุ๊บต้องกระโจนเข้าไปเลย ณ จุดนั้นสติสำคัญมาก ไม่มีใครรู้ว่าเราใหม่ ทุกคนในที่นั้นฟังมาจากว่าเราเป็นที่พึ่งพาได้ ถ้ายังไม่เป็นก็ต้องเป็นเดี๋ยวนั้นเลย และในขณะเดียวกันเราจะมาแอ๊บเป็นกูรูก็ไม่ได้ คนฟังเค้าฟังออก เค้ารู้ว่าอันไหนจริง อันไหนปลอม ซึ่งมันท้าทายว่าสุดท้ายเราจะพาบทสนทนานี้ไปยังไง โดยที่จุดยืนของเราคือ ให้เค้าได้รับคุณค่าบางอย่างกลับไป

    อย่าทึกทักไปเอง.. เวลามีคนยิงคำถามขึ้นมา โดยเฉพาะ Yes/No Question เช่น เค้าทำแบบนี้ แปลว่าเค้ารักหนูใช่มั๊ย สุดท้ายแล้วคำตอบของเราก็เป็นแค่มุมมองของเรา ไม่ใช่คำตอบที่เค้าจะได้รับจากคนในชีวิตของเค้าจริงๆ

    ปล่อยวางเร็ว.. พูดผิดลิ้นพันกัน ถ้ามานั่งรู้สึกผิดมันก็จะกริบและคนฟังก็ Down ไปด้วย และการที่คุยกับคนเยอะๆ ถ้าเรายังติดเรื่องของคนเดิมอยู่ พอคนใหม่มาเราก็ไปต่อไม่ได้

    ออกจากตัวเอง.. จังหวะผีผ่านนี่เห็นได้ชัด เพราะมันเป็นห้วงที่เราติดอยู่กับความคิดตัวเอง เช่น จะพูดอะไรต่อดี พูดแบบนี้โอเคมั๊ย มันเหมือนเรากำลังหาว่ามีบางอย่างผิดพลาด ผิดปกติแล้วพยายามจะแก้ไขมัน วิธีออกจากจุดนี้คือ ทำอะไรซักอย่าง เช่น พูดตรงๆเลยว่า "ไปต่อไม่ถูกเลยทีเดียว" แล้วเดี๋ยวมันจะไหลต่อไปเอง

    เป็นกระจกที่ชอบฟัง.. การมาทำหน้าที่ตรงนี้ ตอนแรกห่านก็เข้าใจว่ามันต้องเป็นคนที่ผ่านประสบการณ์ชีวิตมาอย่างโชกโชน แต่เปล่าเลย ถึงเค้าได้ How to ไป สุดท้ายเค้าก็ต้องกลับไปดูว่าชีวิตตัวเองเป็นยังไง ใช้วิธีนี้ได้มั๊ยอยู่ดี สิงที่เราทำคือการรับฟัง ทั้งคำพูด น้ำเสียง หรือบางครั้งเค้าพูดเรื่องนี้ แต่ลึกๆเค้าติดอีกเรื่องนึง ฟังจนเราเป็นเค้า และเป็นกระจกให้เค้าได้มองเห็นตัวเอง มองเห็นสิ่งที่มันเกิดขึ้นจริง

    รับผิดชอบกับสิ่งที่ปรากฏ.. เรื่องราว คำพูด น้ำเสียง รวมไปถึงสีหน้าท่าทางของเรามันอาจจะไปตกอยู่ที่คนฟังแต่ละคนในหลายๆรูปแบบ บางคนอาจจะชอบ เห็นด้วย โดนใจ บางคนไม่ชอบ ขุ่นเคือง ซึ่งเค้ามีสิทธิที่จะแสดงออกมาตรงๆหรือไม่ก็ได้ แต่เมื่อไหร่ที่เราเริ่มเอะใจหรือรู้ตัวว่าสิ่งที่ปรากฏออกไปมันมีผลกระทบบางอย่าง ให้เรารีบแสดงความรับผิดชอบทันที ไม่ใช่แค่ให้คนอื่นสบายใจ แต่เพื่อให้เรามีอิสระในการแสดงออกครั้งต่อไปด้วย



    What's next?

    สำหรับห่าน การได้มาฝึกฝนทำหน้าที่ตรงนี้
    มันดึงเอา Self-Expression ที่ซุกเก็บไว้ตลอดออกมา
    เพียงเพราะห่านคิดว่า "ฉันไม่คู่ควร ฉันไม่ดีพอ"

    ตอนนี้ห่านสัมผัสถึงความมั่นใจที่จะพูด และแสดงออก

    สิ่งที่คิดว่าทำไม่ได้ ก็ได้ลงมือทำ

    สุดท้าย ไม่รู้หรอกว่าห่านจะเดินไปได้ไกลถึงไหน
    แต่ห่านได้ก้าวออกมาจากจุดที่ไม่มีความเป็นไปได้แล้ว


    The show must go on!


    #เรื่องห่านห่าน

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in