#ficohayoxpdx101ohayogozaimasx
#3 Umbrella
  • #ficohayoxpdx101
    #3 Umbrella 
    pairing : Kang Minhee x Hwang Yunseong



    ฝนตกเหรอ ใกล้ฤดูร้อนแล้วคงเป็นฝนตกตอนเปลี่ยนฤดู


    ไม่ใช่สิ นี่ไม่ใช่เวลาที่จะเหม่อลอยคิดถึงเรื่องฤดูกาล


    "ซวยละ..."


    ผมสบถขึ้นมากับตัวเองเบาๆก่อนจะรีบลุกขึ้นจากเตียงนอนแล้วคว้าร่ม ใส่ผ้าปิดปากเพื่อกันลมตอนปั่นจักรยานออกไปข้างนอกแม้ว่าฝนจะตกแต่มันไม่ได้ตกแรงขนาดที่จะออกจากบ้านไม่ได้แต่ลมที่พัดมาพร้อมกับฝนตอนปั่นจักรยานก็แรงกว่าปกติอยู่ดี ก่อนจะรีบปั่นไปยังสวนสาธารณะที่อยู่ไม่ห่างจากโรงเรียนมากเพราะเป็นห่วงสิ่งที่อยู่ที่นั่น


    แมว


    เมื่ออาทิตย์ก่อนตอนปั่นจักรยานเล่นไปอีกทางนึงบังเอิญไปเห็นแมวที่ถูกทิ้งไว้ที่สวนสาธารณะเข้า ผมก็เลยเผลอเอาอาหารให้มันไป รู้สึกตัวอีกทีก็เผลอแวะไปดูตลอดเลยแต่เหมือนว่าคนที่ทำแบบนั้นไม่ได้มีผมแค่คนเดียวเพราะบางครั้งไปก็มีคนเอาอาหารวางไว้ให้เหมือนกัน ถึงผมจะไม่เคยเจอตัวก็เถอะ


    ทั้งที่คิดว่าตัวเองรีบมาแล้วแท้ๆแต่ก็เหมือนจะมีคนมาเร็วกว่า ผมรีบเบรกจักรยานทันทีที่เห็นว่ามีคนนั่งอยู่ด้านหน้ากล่องส้มที่เป็นบ้านชั่วคราวของแมว พร้อมกับร่มในมือและร่มอีกคันที่ถูกกางเอาไว้ให้กล่องส้มตรงหน้า มองจากไกลๆแถมมีร่มบังทำให้มองไม่เห็นว่าเขาเป็นใครเหมือนเขาจะนั่งเล่นกับแมวในนั้นสักพักก่อนจะลุกขึ้นยืน


    ผู้ชายนี่นา


    ไม่ใช่ว่าผมผิดหวังหรอกนะแต่แค่คิดว่าคนที่ทำเรื่องแบบนี้จะเป็นผู้หญิงน่ะ


    ไม่ได้ผิดหวังจริงๆนะ ไม่ได้คาดหวังเลยว่าจะเป็นสาวๆน่ารักๆ ไม่ได้คาดหวังเลยแม้แต่น้อย


    พอเขาลุกขึ้นมาผมก็รีบหลบทันที โชคดีที่เขาเดินไปอีกทางก็เลยไม่เห็นแถมเขาดูไม่ได้สนใจมองรอบข้างด้วย ว่าแต่มองจากข้างหลังเหมือนเคยเห็นจากที่ไหนสักที่ พอเขาเดินจนลับสายตาไปผมก็เดินไปยังร่มที่เขากางทิ้งไว้ให้แมวในกล่อง เป็นอาหารของอีกคนที่เอามาให้ประจำจริงๆด้วย 


    มีป้ายชื่อห้อยไว้ที่ปลายคันร่มด้วย ไม่แปลกหรอก ผมก็มีเพราะกลัวสลับกับคนที่โรงเรียน ไหนๆก็ไหนๆแล้วขอแอบดูชื่อหน่อยแล้วกัน ผมหันไปมองซ้ายมองขวาว่าตรงนี้ไม่มีใครอยู่นอกจากผมกับแมวในกล่อง


    "เรื่องนี้เก็บเป็นความลับของฉันกับแกนะ"


    ผมพูดขึ้นมากับแมวที่นอนอยู่ มันหันมามองอย่างไม่สบอารมณ์แต่แมวก็เป็นแบบนี้แหละนะ 


    'ฮวังยุนซอง 3-A'


    หรือว่าเขาจะเป็นเด็กโรงเรียนเดียวกัน ไม่สิ 3-A แสดงว่าเป็นรุ่นพี่ ผมลูบหัวแมวตัวนั้นสองสามครั้งก่อนจะโบกมือลามันไปแล้วปั่นจักรยานกลับบ้าน ในใจยังคงคิดถึงชื่อของเขาที่เหมือนเคยได้ยินจากที่ไหนสักที่อยู่


    วันถัดมาผมไปถามเพื่อนที่โรงเรียนก็ทำให้ได้คำตอบว่าที่ผมคุ้นชื่อเขาเพราะเขาเคยขึ้นรับเกียรติบัตรผลการเรียนดีบนเวทีในวันเดียวกันนี่เอง ผมขอให้เพื่อนผู้หญิงในห้องที่รู้จักรุ่นพี่ปี 3 พาขึ้นไปที่ห้องเขาเป็นเพื่อนทีเพราะอยากเช็คว่าเป็นคนเดียวกันจริงๆ


    "ยุนซองน่ะเหรอ นั่งอยู่ริมหน้าต่างหลังสุดนั่นไง อ้าว หลับอยู่แหะ"


    รุ่นพี่คนนั้นชี้ไปยังที่นั่งริมหน้าต่างก็เห็นว่ามีคนนอนฟุบโต๊ะอยู่แต่ไม่นานนักเขาก็เงยหน้าขึ้นมาขยี้ตาตัวเองสองสามครั้ง เพื่อนรอบข้างก็ชวนคุยแต่เพราะอยู่ไกลก็เลยไม่ได้ยินว่าเขาคุยอะไรกัน เห็นเพียงแค่ว่าเขาไม่มองหน้าคู่สนทนาเลย ก้มหน้าเพียงอย่างเดียว


    "หมอนั่นก็เป็นแบบนั้นแหละ ไม่ชอบสบตาใคร แต่จริงๆแล้วเป็นคนดีนะ"


    คงไม่กล้าสบตาใครจริงๆนั่นแหละ ผมมองเห็นหน้าเขาไม่ชัดด้วยซ้ำเพราะก้มหน้าอยู่ตลอดแต่คงใช่คนเดียวกับคนเมื่อวานแน่ๆ 


    "ว่าแต่น้องมาถามถึงยุนซองทำไมเหรอ? ฉันไม่เห็นเขาจะเคยไปยุ่งกับพวกรุ่นน้องเลยนะ"


    "ไม่มีอะไรหรอกครับแต่เรื่องนี้อย่าเอาไปบอกเขาล่ะ ขอร้องนะครับ"


    ผมยิ้มให้รุ่นพี่ผู้หญิงคนนั้นแล้วทำท่ายกมือไหว้เพื่อเป็นการขอร้อง เธอพยักหน้ากลับมาอย่างขอไปที 


    "เหมือนดอกทานตะวันเลยแหะ"


    หลังจากเดินออกมาจากหน้าห้อง 3-A ผมพูดขึ้นมากับเพื่อนที่เดินอยู่ด้วยกันข้างๆ


    "อะไรกันล่ะนั่น"


    "แค่คิดถึงสารคดีที่ดูเมื่อวานเฉยๆน่ะ"


    ดอกทานตะวันที่ก้มหน้าเวลาไม่เจอแสงอาทิตย์ในเวลากลางคืน ทำไมผมเห็นเขาแล้วคิดถึงภาพนั้นขึ้นมาก็ไม่รู้เหมือนกัน

    #

    ในวันเสาร์ฝนตกลงมาตอนบ่ายอีกครั้ง ถ้าหากไปที่สวนสาธารณะผมอาจจะได้เจอเขาอีกก็ได้ พอคิดได้แบบนั้นก็รีบปั่นจักรยานฝ่าฝนออกไปทันที 


    ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษหรอกก็แค่อยากลองคุยกับคนที่ให้อาหารแมวตัวนี้เหมือนกันเฉยๆ


    ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษจริงๆนะ


    พอไปถึงก็เป็นอย่างที่คิดเอาไว้ ร่มสีเหลืองคันเดิมที่ถูกกางไว้ปิดบังตัวเขาจากด้านหลังจนเกือบมิด มือที่ยื่นออกไปเล่นกับแมวในกล่อง ผมค่อยๆเดินเข้าไปใกล้ๆแต่พอจะเอื้อมมือไปทักก็หยุดชะงักทันทีเพราะมองจากด้านหลัง ถึงจะเห็นไม่ค่อยชัดก็เถอะ


    แต่ผมว่าเขากำลังยิ้มอยู่


    ตั้งแต่วันนั้นก็มีเดินไปเฉียดๆห้อง 3-A บ้าง ยังไม่เคยเห็นเขาทำหน้าแบบนั้นเลยแม้แต่ตอนคุยกับเพื่อน พอเห็นแบบนี้แล้วก็ได้แต่ยืนมองภาพตรงหน้าเงียบๆโดยไม่ส่งเสียงเรียกออกไปแต่ไม่นานนักเขาก็เหมือนรู้สึกตัวว่ามีคนยืนอยู่ด้านหลัง 


    เป็นช่วงไม่กี่วินาทีที่เราได้สบตากันเป็นเพราะเขาหันหลังมามองแล้วเงยหน้าขึ้นมา ร่มสีเหลืองคันนั้นไม่ได้ปิดบังใบหน้าของเขาเอาไว้ เป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นหน้าของเขาชัดๆ ดวงตากลมโตคู่นั้นที่สะท้อนใบหน้าของผมอย่างชัดเจนรีบหลบไปทันทีหลังจากรู้สึกตัวว่าตนเองกำลังสบตากับผมอยู่


    "เอ่อ..."


    ยังไม่ทันได้พูดอะไรออกไป เขาก็รีบก้มหน้าแล้วลุกขึ้นวิ่งหนีไปทันที วิ่งเหยียบแอ่งน้ำไปพร้อมกับกำคันร่มสีเหลืองในมือแน่น ผมทำได้เพียงยืนมองตามจนเขาวิ่งลับสายตาไปในเวลาไม่นาน


    "นี่ นายว่าฉันโดนเขาเกลียดแล้วไหม?"


    ผมนั่งลงคุยกับแมวที่นอนอยู่ในกล่องและเหมือนเดิมคือมันก็ยังคงไม่สนใจคำพูดของผม ว่าแต่โดนวิ่งหนีไปแบบนั้นก็แอบเจ็บเหมือนกันนะหรือเป็นเพราะผมใส่ผ้าปิดปากอยู่เลยอาจจะดูน่าสงสัย
     

    ยังไงก็ตามเรื่องวันนี้ได้กลายเป็นแผลใจของผมไปอีกนานเลยทีเดียว


    ในวันอาทิตย์ถัดมาผมก็เอาอาหารมาให้เจ้าแมวตัวนี้ตามปกติเพราะไม่ได้ออกไปเรียนพิเศษ ถ้าหากไม่ฝนตกก็คงไม่ได้เจอเขาที่นี่ มีบางครั้งเดินสวนกันที่โรงอาหารแต่เขาก็ก้มหน้าหลบตาตลอดจนหาโอกาสทักไม่ได้ 


    "ขอโทษนะคะ แมวตัวนั้นน่ะ..."


    ในตอนที่เหม่อลอยคิดไปถึงเรื่องของฮวังยุนซองที่ไม่เคยพูดคุยกันเลยสักครั้งก็มีเสียงดังขึ้นจากด้านหลังทำลายความคิดนั้นลง เธอเป็นผู้หญิงที่ดูโตกว่าผมสัก 2-3 ปี เข้ามาถามถึงแมวที่กินอาหารอยู่ในกล่องว่าผมเป็นเจ้าของมันรึเปล่า พอผมปฏิเสธไปเธอก็ยิ้มตอบกลับมาว่า อยากหาแมวไปเลี้ยงอยู่พอดี
     

    นับเป็นเรื่องที่โชคดีที่ในที่สุดมันก็มีคนรับไปเลี้ยง เวลาฝนตกผมไม่ต้องรีบปั่นจักรยานออกมาคอยดูอีกต่อไปแล้วและนั่นก็เท่ากับว่าผมคงไม่ได้เจอเขาที่นี่อีก


    "ฝนตก..."


    ผมเผลอพูดขึ้นมากับตัวเองเบาๆ ตอนที่หยดน้ำตกลงมาสัมผัสบนใบหน้า พอเงยหน้าขึ้นไปก็เจอฝนที่ตกลงมาปรอยๆ 


    เขาจะมาที่นี่รึเปล่านะ พอคิดแบบนั้นผมก็ตัดสินใจที่จะแอบเข้าไปนั่งรอในเครื่องเล่นเด็กที่อยู่ในสวนสาธารณะ ที่ผมรอก็เพราะว่าอยากบอกเรื่องที่แมวตัวนั้นมีคนรับเลี้ยงไปแล้ว เขาไม่จำเป็นต้องออกมาที่สวนสาธารณะนี้อีกแล้วล่ะ แค่นั้นเอง


    ไม่นานนักร่มสีเหลืองที่คุ้นตาก็ปรากฎให้เห็น เขามองซ้ายมองขวาหากล่องส้มที่ควรจะวางอยู่ใต้ต้นไม้ตามปกติ เดินหาไปจนทั่ว ผมแอบมองภาพนั้นอยู่เงียบๆเพราะหาจังหวะที่จะเดินออกไปบอกไม่ได้ หลังจากเดินหาจนถอดใจเขาก็นั่งลงที่เดิมที่ในตอนนี้ว่างเปล่า 


    พอตัดสินใจจะเดินออกไปบอกขาก็ดันก้าวไม่ออกเพราะเห็นใบหน้าด้านข้างของเขาที่มองตรงที่กล่องส้มเคยวางอยู่แล้วมัน... ผมรู้สึกผิดที่ให้มันไปกับผู้หญิงคนนั้นขึ้นมาเลย เขานั่งอยู่เฉยตรงนั้นสักพักก่อนจะเดินก้มหน้ากลับไป


    ในวันนี้ก็ยังคงเป็นดอกทานตะวันที่มองหาพระอาทิตย์ไม่เจอสินะ อาจจะเป็นเพราะฝนที่ตกลงมาทำให้เมฆบดบังมันจนมิดไปก็ได้


    ผมคิดออกมาแบบนั้น

    #


    "สุดยอดไปเลยนะ สถิติใหม่เลยนี่"


    เพื่อนในห้องวิ่งเข้ามาแปะมือกับผมทันทีที่ขึ้นมาจากฝั่ง เป็นเพราะเข้าฤดูร้อนอย่างเต็มตัว คาบเรียนพละเลยได้มาที่สระว่ายน้ำ ผมแหงนหน้าขึ้นไปมองอาคารเรียนข้างๆ ถ้าจำไม่ผิดเหมือนว่าห้องที่ติดสระว่ายน้ำจะเป็นห้อง 3-A สินะ


    ถ้ามองจากตรงนี้จะเห็นเขาที่นั่งอยู่ริมกระจกไหมนะ ในตอนนี้อาจจะฟุบหลับในคาบเรียนที่น่าเบื่ออยู่ก็ได้ ทำได้เพียงจินตนาการเท่านั้นเพราะจากสระว่ายน้ำมองขึ้นไปก็มีเพียงแสงอาทิตย์ที่แยงตาเท่านั้น


    "มองอะไรน่ะ มินฮี?"


    "มองพระอาทิตย์น่ะ"


    ผมหันไปหัวเราะกับเพื่อนเพราะข้อแก้ตัวโง่ๆ ถ้าบอกไปว่ามองห้องเรียนของรุ่นพี่ปี 3 มีหวังโดนถามอีกยาวแน่เลย


    "มองพวกเดียวกันเหรอ นายเองก็เหมือนพระอาทิตย์นั่นแหละน่า"


    เพื่อนผู้หญิงที่นั่งรอจับเวลาต่อตะโกนแซวขึ้นมา ผมหันไปปฏิเสธแล้วหัวเราะแห้งๆให้เธอเท่านั้น 


    พระอาทิตย์งั้นเหรอ


    ผมเป็นไม่ได้หรอก พระอาทิตย์ที่ทำให้ดอกทานตะวันเงยหน้าขึ้นมามองไม่ได้ก็ไม่ควรถูกเรียกว่าพระอาทิตย์หรอก

    #

    พยากรณ์อากาศบอกว่าในวันนี้ฝนจะตก ผมก็เลยพกร่มคันเล็กๆติดกระเป๋านักเรียนมา พอเก็บของตรงล็อกเกอร์เสร็จก็เห็นด้านหลังที่คุ้นเคยเพราะว่าผมมีโอกาสได้มองเขาจากด้านหลังเพียงเท่านั้น 


    ฮวังยุนซอง ไม่สิ รุ่นพี่ยุนซอง ยืนมองฝนที่กำลังตกลงมาแบบไม่มีทีท่าว่าจะหยุด นักเรียนที่มีร่มค่อยๆทยอยเดินกลับบ้านไปกันทีล่ะคน ดูยังไงก็รู้ว่าเขาลืมเอาร่มมา ผมเอามือจับร่มในกระเป๋านักเรียนของตัวเอง ก่อนจะตัดสินใจรูดซิปปิดกระเป๋าไปแล้วเดินไปยืนข้างๆเขา


    "ขอหลบฝนด้วยนะครับ"


    นั่นเป็นคำโกหกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตผมเลย


    แต่การโกหกนั้นกลับส่งผลดีกว่าที่คิด ทุกเย็นวันที่ฝนตกผมจะไปเจอกับเขาที่ห้องสมุด ถึงจะเป็นบทสนทนาข้างเดียวเป็นส่วนมากแต่ผมก็ไม่ได้รังเกียจมันสักเท่าไหร่ แค่ได้นั่งมองเขาเอาใบหน้าหลบอยู่หลังหนังสือแล้วแอบลอบมองมาเป็นระยะ ๆ หรือจะเป็นตอนที่เขาพูดตอบกลับมาด้วยเสียงเบา ๆ ที่มีผมเพียงคนเดียวที่ได้ยิน แค่นั้นก็มีความสุขแล้ว


    คงมีสักวันที่เขาหันมามองผมตรง ๆ สักครั้ง


    "ไว้ฝนหยุดตกแล้วแอบไปสระว่ายน้ำตอนกลางคืนกันไหมพี่"


    ในวันนึงที่ฝนตกหลังเลิกเรียนผมพูดขึ้นมา ตอนแรกคิดว่าเขาอาจจะตอบกลับมาว่า ไร้สาระ หรืออะไรทำนองนี้แต่รุ่นพี่ตรงหน้าทำเพียงพยักหน้าแล้วก้มหน้าอ่านหนังสือต่อไปจนฝนหยุดตก


    เราสองคนแอบลอบปีนเข้าไปในสระว่ายน้ำตอนกลางคืน ได้นั่งคุยกันถึงเรื่องอนาคตของเขาที่ริมสระว่ายน้ำโรงเรียนที่เราคุ้นเคยดี ถึงรุ่นพี่ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ จะเอาแต่ก้มหน้ามองผิวน้ำที่สะท้อนเงาของเราสองคนแต่ก็มีบางครั้งที่ผมเห็นเขาลอบมองผมผ่านผิวน้ำนั่น


    แต่จะทำเป็นไม่เห็นก็แล้วกัน


    บทสนทนาถูกทำลายลงเพราะเสียงของยามที่เดินตรวจโรงเรียนตอนกลางคืนใกล้เข้ามาจนเราทั้งคู่เงียบลงทันทีโดยอัตโนมัติ


    "มาทางนี้เร็ว"


    ผมพูดกระซิบออกมาแล้วคว้ามือของเขาไปทันทีโดยที่ไม่ได้คิด เราสองคนหลบอยู่ใต้เก้าอี้ยาวริมสระว่ายน้ำซึ่งถ้าหากส่องไฟมาจากประตูทางเข้าก็จะไม่เห็น ผมเอานิ้วชี้ของตัวเองแตะเบาๆที่ริมฝีปากของเขาเพื่อเป็นการบอกว่าอย่าส่งเสียง ในตอนนี้สิ่งที่ได้ยินมีเพียงเสียงลมหายใจของเขาและเสียงหัวใจที่เต้นแรงขึ้นกว่าปกติของตนเอง


    เป็นเพราะเขานั่นแหละที่ทำให้รู้สึกแปลกๆแบบนี้ขึ้นมา


    มีแสงจากไฟฉายส่องมายังสระว่ายน้ำผ่าน ๆ ก่อนที่เสียงฝีเท้าจะเดินห่างออกไป เราทั้งคู่ถอนหายใจออกมาพร้อมกันทันทีหลังจากรู้สึกว่ารอดแล้ว


    "ค่อยยังชั่ว นึกว่าจะโดนเจอซะแล้ว"


    "ถ้าโดนเจอมีหวังโดนด่าพรุ่งนี้เช้าแน่เลย"


    ฮวังยุนซองกำลังหัวเราะอยู่


    นี่ผมตาฝาดไปรึเปล่านะ เสียงหัวเราะเบา ๆ ของเขากับรอยยิ้มที่ไม่เคยเห็นมาก่อนนั่นทำเอาเวลาของผมแทบจะถูกหยุดนิ่ง สำหรับผมแล้วรอยยิ้มนั่นเจิดจ้าเสียยิ่งกว่าแสงแดดยามบ่ายตกกระทบกับผิวน้ำในสระว่ายน้ำเสียอีก 

    "มองอะไรเหรอ..."


    คนตรงหน้ารีบหุบยิ้มทันทีหลังจากรู้สึกว่าตัวเองถูกจ้องอยู่


    "เปล่า แค่คิดว่าพี่ยุนซองหัวเราะเป็นด้วยแหะ"


    ผมยิ้มให้เขาแล้วตอบกลับไปตามตรง


    "ก็ต้องเป็นสิ"


    เขาก้มหน้าหลบไปอย่างที่ชอบทำแล้วพูดตอบกลับมาเสียงเบาจนแทบจะไม่ได้ยิน ก่อนที่เราสองคนจะกลับบ้านกันไปและผมก็ปั่นจักรยานไปส่งเขาที่บ้านอย่างเช่นทุกครั้งในวันที่ฝนตก

    #

    ​"ไปดูดอกไม้ไฟกันเถอะ"


    "อีกตั้งนานไม่ใช่หรือไง"


    "ไม่นานหรอก สอบวันสุดท้ายไปดูด้วยกันเถอะ"


    "สอบวันสุดท้ายมันมีด้วยเหรอ ที่ไหนกันล่ะ?"


    ผมหันไปยิ้มให้เขาที่ยังคงหลบตาเหมือนอย่างทุกที ท่าทีแบบนั้นของเขายังคงดูน่ารักในสายตาผมเสมอ


    "สระว่ายน้ำ"


    สีหน้าของเขาเปลี่ยนทันที เขาเงยหน้าขึ้นมามองหน้าผมแบบมีคำถามอยู่เต็มใบหน้านั้น ผมไม่ได้ตอบอะไรทำเพียงแค่ยิ้มกลับไปเงียบ ๆ เท่านั้น


    ในวันสอบวันสุดท้ายพอออกจากห้องสอบ นักเรียนทุกคนก็รีบกลับบ้านกัน บางคนก็ไปฉลองกับเพื่อนต่อ ทุกคนอยากออกจากโรงเรียนให้ไวที่สุดแต่ทุกคนที่ว่านั่นคงไม่ได้รวมฮวังยุนซองกับคังมินฮีเอาไว้ ถึงจะเป็นวันสอบวันสุดท้ายแต่พวกเราก็ยังคงมานั่งในห้องสมุดที่ตอนนี้ไม่มีนักเรียนเลยสักคนเพื่อรอเวลา


    จะว่าไปนี่เป็นวันแรกที่ฝนไม่ตกแต่เราสองคนอยู่ด้วยกันในห้องสมุดตอนเย็น


    พอถึงเวลาที่ห้องสมุดปิด เราสองคนก็ปีนรั้วประตูสระว่ายน้ำเหมือนอย่างวันนั้น สระว่ายน้ำตอนกลางคืนที่มีเพียงเราสองคนที่เป็นเจ้าของ ภาพที่สะท้อนบนผิวน้ำมีแค่พระจันทร์บนท้องฟ้ากับเงาสะท้อนของเราสองคนที่เดินอยู่ริมสระ


    "ถึงจะบอกว่าเป็นดอกไม้ไฟก็เถอะ..."


    หลังจากเปิดกระเป๋าของตนเองเพื่อหยิบของที่เตรียมมาโดยรีบปิดประเป๋าซ่อนของสำคัญที่อยู่ในนั้นทันที ไม่รู้ว่าเขาจะเห็นทันรึเปล่า แต่ภาวนาให้ไม่เห็นก็แล้วกัน


    "ความจริงก็แค่ไฟเย็นธรรมดาๆนั่นแหละ"


    ผมหยิบไฟแช็คที่แอบพกไว้ในกระเป๋ากางเกงมาจุดไฟ คนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ จ้องมายังเปลวไฟนั้นอย่างไม่วางตาหรือว่าเขาจะเข้าใจผิดว่าพกไว้เพราะสูบบุหรี่


    เสียมารยาทมาก ผมน่ะนักเรียนตัวอย่างของโรงเรียนนี้นะ


    "อย่ามองผมแบบนั้นสิ ปกติผมไม่ได้สูบบุหรี่หรอกนะ เพิ่งจะพกมาวันนี้นั่นแหละ"


    "ก็ยังไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย"


    ฮวังยุนซองแค่นหัวเราะออกมากับคำแก้ตัวของผม เสียงหัวเราะนั่นอันตรายเป็นบ้า พอไฟจุดติดไฟเย็นในมือก็ราวกับเป็นดอกไม้ไฟขนาดเล็ก


    "สวยจัง..."


    ได้ยินเสียงพูดเบา ๆ แบบนั้นมาจากคนข้าง ๆ ก็รู้สึกไม่เสียแรงที่เอามาแล้วล่ะ ผมยื่นไฟเย็นไปให้เขาแล้วต่อไฟกัน ไม่นานนักไฟเย็นในมือเขาก็สว่างขึ้นมาไม่ต่างกัน


    เขาวาดประกายไฟจากปลายแท่งของไฟเย็นไปในอากาศราวกับเด็ก ๆ ดวงตาของเขาเป็นประกายผิดไปจากทุกที แสงของไฟเย็นที่สะท้อนอยู่ในดวงตาของเขาน่ามองกว่าไฟเย็นในมือตนเองเสียอีก พอละสายตาจากเขาได้สักพักก็รู้สึกได้ว่าเขาเองก็หันมามองผมเหมือนกัน


    แน่นอนว่าผมหันกลับไปยิ้มให้เขาทันทีและแน่นอนว่าเขาหลบตาไปเหมือนทุกทีเช่นกัน


    หลังจากเราสองคนวิ่งไปรอบๆจนเหนื่อย เล่นไฟเย็นกันจนเหลือเพียงสองแท่งสุดท้าย เราก็นั่งหย่อนขาอยู่ตรงริมสระแบบวันนั้นและเลือกที่จะนั่งมองไฟเย็นสองแท่งสุดท้ายค่อย ๆ มอดดับไป 


    "ดีใจนะที่พี่ชอบ วันนี้พี่หัวเราะเหมือนเป็นเด็กๆเลย"


    ฮวังยุนซองที่นั่งแกว่งขาในสระว่ายน้ำข้าง ๆ ผมที่กำลังแกว่งเท้าไปมาพร้อมกับมองไฟเย็นแท่งสุดท้ายในมือรีบหันขึ้นมามองทันทีหลังจากผมพูดประโยคเมื่อครู่จบแล้วเตะน้ำจากในสระว่ายน้ำขึ้นมาใส่ทำให้ไฟเย็นในมือผมดับลงทันที


    "ไฟดับเลยเนี่ย พี่เตะน้ำใส่ผมทำไม!"


    ผมเลยเอาคืนโดยการเอามือวักน้ำในสระใส่เขาจนไฟเย็นในมือของเขาดับตาม ๆ กันไป หลังจากนั้นเราสองคนก็สาดน้ำใส่กันจนเปียกไปหมดเหมือนลงไปว่ายน้ำทั้งชุดนักเรียน


    "เหนื่อยแล้ว พอแล้ว"


    อีกฝ่ายบ่นพึมพำออกมาเบา ๆ แล้วทิ้งตัวนอนลงตรงริมสระโดยที่ขาของเขายังคงอยู่ในน้ำ พอเห็นแบบนั้นก็อดที่จะทิ้งตัวลงนอนข้าง ๆ ตามไม่ได้ สภาพของเราสองคนตอนนี้ดูไม่จืด ถ้าเดินกลับบ้านสภาพนี้มีหวังถูกมองว่าเป็นคนประหลาดแหง ๆ


    "ดูไม่จืดเลยเนอะ"


    ฮวังยุนซองที่นอนอยู่ข้าง ๆ หัวเราะออกมากับสภาพของตัวเองในตอนนี้ ผมทำได้เพียงจ้องมองเขาที่เป็นแบบนั้นอยู่เงียบ ๆ เสียงหัวเราะและรอยยิ้มของเขาทำเอาผมหยุดชะงักได้เสมอ 


    "อะไรเล่า ก็บอกแล้วไงว่าหัวเราะเป็น"


    "ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่"


    ผมแค่นหัวเราะออกมาเพื่อแก้เก้อบรรยากาศแปลก ๆ เมื่อครู่แล้วหันกลับไปมองท้องฟ้าเหมือนเดิม พอเห็นว่าอีกฝ่ายเองก็สนใจดาวบนฟ้า ผมก็หันกลับมามองเขาดังเดิม 


    ดวงตาของเขาเป็นประกายยิ่งกว่าดาวบนฟ้าเสียอีก


    "นี่ ฟ้าวันนี้เห็นดาวชัดดีเนอะ..."


    รู้สึกตัวอีกทีผมก็ลุกขึ้นนั่งแล้วเขยิบเข้าไปใกล้เขา ก่อนจะชะโงกหน้าไปบังดาวบนฟ้าที่เขากำลังตั้งใจดู แต่คนที่นอนอยู่ก็ยังคงไม่เข้าใจสถานการณ์ตรงหน้า ไม่ได้ตอบอะไรกลับมา ไม่ได้ลุกหนี และไม่ได้หลบตาอย่างทุกที ในวันนี้ฮวังยุนซองจ้องมองเขานานที่สุดในประวัติศาสตร์เลยล่ะ


    หรือเรียกว่าหลบไม่ได้ดีกว่า


    "มินฮี..."


    ริมฝีปากของเขาขยับและเรียกชื่อผมออกมาเบา ๆ แต่ยังไม่ทันเรียกได้จบดีเสียงนั้นก็ถูกกลืนหายไปเพราะริมฝีปากของตัวผมเอง


    ผมจูบเขา


    ผมจูบฮวังยุนซอง


    พอเขารวบรวมสติได้ก็รีบผลักตัวผมออกไปและรีบขยับถอยหนีทันที ระหว่างเราในตอนนี้มีเพียงเสียงหายใจราวกับตอนที่แอบอยู่ใต้เก้าอี้ ไม่มีใครพูดอะไรออกมา เขานั่งก้มหน้าโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามองผมด้วยซ้ำ 


    "พี่ยุนซอง ผม..."


    ผมจะพูดอะไรกันนะ


    ถ้าจะบอกชอบมันจะดูประหลาดไหม อีกอย่างคำว่าชอบนี่มันใช่สิ่งที่อยากบอกออกไปในตอนนี้จริง ๆ งั้นเหรอ มากกว่าการที่จะบอกว่าชอบออกไปสิ่งที่ผมอยากบอกเขาน่ะ


    ต่อให้วันนี้ฝนไม่ตก เราจะอยู่ด้วยกันได้ไหม?


    ประโยคโง่ ๆ แบบนี้ เขาจะยอมรับมันรึเปล่านะ


    แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรออกไป อีกฝ่ายก็รีบลุกขึ้นใส่รองเท้าและคว้ากระเป๋านักเรียนก่อนจะวิ่งหนีออกไปทันที โดยทิ้งให้ตัวผมนั่งอยู่ตรงนั้นเพียงลำพังอยู่พักใหญ่


    "ฝนตก..."


    ดันมาตกเอาตอนกลางคืนซะได้ มันจะไปมีความหมายอะไรกันล่ะ ช่วงเวลาที่ฝนตกโดยที่ไม่มีฮวังยุนซองคอยนั่งอ่านหนังสืออยู่ตรงหน้าน่ะ 


    ผมหยิบร่มที่อยู่ในกระเป๋าออกมากางก่อนจะเดินกลับบ้านไป ร่มที่ผมพกมาทุกวันแต่ไม่เคยได้ใช้หลังจากวันที่ได้เจอเขา ถ้าเขารู้ เขาจะเกลียดผมรึเปล่านะ ที่โกหกเขาในวันนั้นว่าไม่ได้พกร่มมาเพื่อที่จะได้มีข้ออ้างในการอยู่กับเขา


    แต่ถึงจะคิดมากไปก็คงไม่มีโอกาสได้บอกอีกแล้วล่ะมั้ง ยังไงซะตอนเปิดเทอมเราก็คงไม่ได้เจอกันอีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นในวันที่อากาศดีหรือในวันที่ฝนตกก็ตาม


    #


    ถึงจะย้ายมาเรียนที่อีกเมืองนึงก็เถอะแต่ผมก็ลืมเขาไม่ได้เลย


    ทุกครั้งที่เห็นฝนตกก็รู้สึกเศร้าขึ้นมาทันที อย่างน้อยในสั้น ๆ ผมก็ได้ใช้ร่มที่พกใส่กระเป๋าอย่างที่ควรจะเป็น แต่ฝนก็ไม่ได้ตกตลอดไป โชคดีที่ในตอนนี้เป็นฤดูหนาวแล้ว แต่นั่นก็ใช่ว่าจะทำให้คิดถึงเขาน้อยลง ตอนที่เขาใส่ยูนิฟอร์มฤดูหนาวคงเหมาะเป็นบ้า เสียดายชะมัดที่ไม่ได้เห็น 


    เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว พวกรุ่นพี่เรียนจบไป พวกผมขึ้นไปเป็นรุ่นพี่ปี 3 แทนและเตรียมสอบในปีหน้า พอคิดถึงการสอบแล้วก็คิดถึงบทสนทนาของผมกับเขาในวันที่ฝนตกที่ห้องสมุด ไม่เคยลืมเลยสักอย่าง ยังคงชัดเจนราวกับฤดูร้อนเพิ่งหมดไป


    ผมมันบ้าจริง ๆ ที่เผลอกลับมายังเมืองที่เคยอยู่ในวันที่เขาสอบเข้ามหาวิทยาลัย ไปเอาจักรยานที่ฝากไว้ที่บ้านเพื่อนแล้วรีบปั่นมารอเขาที่หน้าบ้าน หน้าบ้านที่ผมคอยมาส่งเขาเป็นประจำทุกวันหลังฝนตก ผมเปิดดูเวลาในโทรศัพท์และฉุกคิดได้ว่าไม่รู้เวลาสอบของเขานี่นา


    หรืออาจจะมาเร็วเกินไปแต่นี่มันก็เย็นแล้ว หรือว่าเขาจะกลับเข้าบ้านไปแล้ว ถ้างั้นกดออดดีไหม แล้วจะทักว่าอะไรดีล่ะ ถ้าเป็นพ่อแม่เขาเปิดออกมาจะทำยังไง กลับบ้านมันซะเลยดีไหมเนี่ย 


    หลังจากยืนลังเลอยู่พักใหญ่ก็เห็นเงาของคนที่เดินอยู่ไกล ๆ พอมองดูดี ๆ ก็เป็นคนที่ผมกำลังรอคอยเดินมา เขาดูไม่เปลี่ยนไปเลยนอกจากเสื้อผ้าที่ปกติจะเคยเห็นแค่เวลาเขาอยู่ในยูนิฟอร์มฤดูร้อน อย่างที่คิดเลยเขากับยูนิฟอร์มฤดูหนาวที่เข้ากันจริง ๆ 


    "พี่ยุนซอง ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ พอดีผมบังเอิญจำได้ว่าที่เราเคยคุยกันตอนนั้นพี่มีสอบวันนี้น่ะ..."


    พอเขาเดินมาถึงหน้าบ้านก็ทำเพียงแค่จ้องผมอย่างไม่วางตาจนผมตัดสินใจทักขึ้นมาก่อนเพื่อไม่ให้ระหว่างเราอึดอัดเพราะครั้งสุดท้ายที่เราได้เจอกันน่ะ มันก็ค่อนข้างจะ...


    "นี่ มินฮี ในตอนนั้นน่ะ..."


    เสียงตะโกนที่แทรกขึ้นมาทำลายความคิดของผมจนหมดสิ้น เป็นเสียงที่ไม่เคยได้ยินและไม่เคยคิดว่าจะมีวันได้ยินจนเผลอสะดุ้งไปเล็กน้อย


    สิ่งที่เขาพูดออกมาหลังจากนั้นไม่ต่างกับสิ่งที่ผมคิดในคืนปลายฤดูร้อนคืนนั้น ไม่สิ ต้องพูดว่าสิ่งที่เราคิดเหมือนกันแต่ผมไม่มีโอกาสได้พูดออกไป ทันทีที่เขาพูดจบผมก็อดยิ้มออกมาไม่ได้กับคำพูดที่ตรงไปตรงมา ใบหน้าที่แดงก่ำไปเพราะความเขินอายของคนตรงหน้า ดวงตาของเขาที่ผมหลงใหลมาตลอดในเวลานี้ดวงตาคู่นั้นไม่เบือนหน้าหนีอีกแล้ว


    อย่างที่คิดเลย


    ดอกทานตะวันตอนที่หันหน้าเข้าหาพระอาทิตย์น่ะสวยงามที่สุดเลยล่ะ


    //


    เขียนนานจนลืมไปแล้ว...เป็นตอนต่อจากฟิคมินฮวังเรื่องแรกในชีวิต ตอนแรกอิมเมจมินฮวังในหัวของเราเป็นดอกทานตะวันกับพระอาทิตย์น่ะค่ะเลยออกมาเป็นในรูปแบบนี้ ฮา #ficohayoxpdx101


    ps. ในพาร์ทของยุนซองนี่คือเขียนจากเพลง ref:rain ของ aimer ส่วนพาร์ทนี้คงมาจากเพลง nostalgic rainfall ของ chico ความหมายเหมาะกับวันที่ฝนตกมากเลย แนะนำๆ


    ps 2. เขียนมาสามเรื่องเป็นเรื่องในฤดูร้อนทั้งหมดเลย งง




Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in