Introduction to Italian Operaกีอัลลาร์
【Week 2】Before Mozart (2) Opera Seria
  • opera seria หรือ serious opera หมายถึงโอเปร่าที่มีเนื้อหาจริงจัง เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเกียรติยศ ศักดิ์ศรี การต่อสู้ ตัวละครส่วนใหญ่มาจากเทพปรณัมกรีกหรือบุคคลในประวัติศาสตร์ แต่งขึ้นโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อยกระดับจิตใจของผู้ฟัง (ถ้าเปรียบเทียบกับละครก็ใกล้เคียงละครแนว tragedy) ได้รับความนิยมอย่างสูงในช่วงศตวรรษที่ 18 หรือยุคบาโรก-คลาสสิกตอนต้น


    Da Capo Aria

    อย่างที่ได้กล่าวไปในเอนทรีที่แล้วว่านักร้องมีบทบาทมากในโอเปร่าช่วงปลายศตวรรษที่ 17 ถึงกลางศตวรรษที่ 18 และการที่นักร้องโอเปร่าได้รับความนิยมจากแฟนคลับมากๆ ก็ทำให้คีตกวีทั้งหลายทำงานลำบากขึ้น เพราะแฟนคลับนักร้องก็อยากฟังนักร้องที่ตัวเองชอบแสดงความสามารถ เพราะฉะนั้นแทนที่คีตกวีจะได้แต่งเพลงเพื่อสื่อสารเนื้อเรื่องอย่างเดียว ก็มีหน้าที่เพิ่มคือต้องแต่งเพลงให้เหมาะสมกับนักร้องที่จะมาร้องด้วย

    ด้วยเหตุนี้เอง คีตกวีในยุคบาโรกจึงพัฒนาบทร้องที่เรียกว่า da capo aria ซึ่งมีรูปแบบเป็น A-B-A (ขอเรียกท่อน A หลังว่า A*) โดยท่อน A* เป็นการร้องซ้ำท่อน A แต่อาจมีความแตกต่างกันเล็กน้อย

    da capo aria ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้นักร้องได้แสดงความสามารถในการร้องอย่างเต็มที่ แต่รูปแบบของมันก็เป็นจุดอ่อนในตัว เพราะอันที่จริงคนฟังเข้าใจเรื่องราวและอารมณ์ที่ถ่ายทอดผ่านท่อน A แล้ว ท่อน A* จึงไม่ได้มีความจำเป็นใดๆ ในการสื่อสาร และยังทำให้บทร้องยาวกว่าปกติ

    เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ผู้ชมโอเปร่าในยุคถัดมาไม่ได้อินกับบทร้องแบบนี้แล้ว da capo aria จึงได้รับความนิยมน้อยลงจนถึงปัจจุบัน

    แต่เราก็ยังสามารถ appreciate เสียงร้องและดนตรีในโอเปร่ายุคบาโรกกันได้แม้จะไม่ค่อยมีการจัดแสดงมากนัก ตัวอย่างที่อาจารย์ยกมาให้ฟังเป็นโอเปร่าของคีตกวีผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคบาโรกที่หลายคนน่าจะคุ้นชื่อ จอร์จ ฟริเดอริก แฮนเดล (George Frideric Handel) นั่นเองค่ะ

    (ถ้ายังจำกันได้ ในเอนทรีที่แล้วเราพูดถึงนักร้องคาสตราโตคนดังในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 18 ชื่อฟาริเนลลี แฮนเดลกับฟาริเนลลีอยู่ร่วมสมัยกันค่ะ ในภาพยนตร์เรื่อง Farinelli แฮนเดลเป็นคีตกวีคนหนึ่งที่ต้องการให้ฟาริเนลลีไปร่วมงานด้วย)


    Giulio Cesare in Egitto (Handel, 1724)

    Giulio Cesare in Egitto แปลตรงตัวคือ จูเลียส ซีซาร์ในอียิปต์ เป็นโอเปร่าแนวประวัติศาสตร์ เล่าเรื่องการต่อสู้ของซีซาร์แห่งโรมกับปโทเลมีแห่งอียิปต์ เป็นหนึ่งโอเปร่ายุคบาโรกไม่กี่เรื่องที่ยังมีการจัดแสดงอยู่จนถึงปัจจุบัน

    บทซีซาร์และปโทเลมีนั้นเดิมเขียนให้อัลโตคาสตราโตเป็นผู้ร้อง แต่ปัจจุบันมักใช้นักร้องเคาน์เตอร์เทเนอร์หรืออัลโต/เมซโซโซปราโนแทน

    ส่วนหนึ่งจากบทร้อง Va tacito e nascosto โดยนักร้องเมซโซโซปราโน Sarah Connolly
    บทร้อง Va tacito e nascosto โดยนักร้องเคาน์เตอร์เทเนอร์ Andreas Scholl
    ในฉากนี้ ซีซาร์ครุ่นคิดว่าจะจัดการศัตรูอย่างปโทเลมีอย่างไรดี โดยเปรียบเทียบว่าตัวเองเป็นพราน ปโทเลมีเป็นเหยื่อ

    สังเกตได้ว่าดนตรีมีจังหวะที่นิ่งเป็นระเบียบ สื่อว่าพรานต้องมีความอดทนระหว่างรอให้เหยื่อของตนมาติดกับ นอกจากนี้ยังมีการใช้เครื่องดนตรีประเภทฮอร์น (ซึ่งพัฒนามาจากเขาสัตว์) เพื่อแสดงภาพของพรานกับเหยื่อในการล่าสัตว์ด้วย

    ในคลิปที่ 2 ซึ่งเป็นเพลงฉบับเต็ม เราจะได้เห็นลักษณะของ da capo aria คือท่อน A เริ่มตอนนาทีที่ 1:13 มีการเปลี่ยนเข้าท่อน B ตอนนาทีที่ 3:44 และกลับมาเป็นท่อน A* ตอนนาทีที่ 4:36

    บทร้อง Piangerò la sorte mia โดย Cecilia Bartoli
    ฉากนี้เป็นตอนที่คลีโอพัตรารำพึงรำพันถึงโชคชะตาของตนหลังพ่ายแพ้ในการต่อสู้กับปโทเลมี เป็นโซโล่ที่มีลักษณะเป็น da capo aria เช่นกัน

    ท่อน A กับท่อน B ของบทร้องนี้ต่างกันค่อนข้างมาก โดยท่อน A และ A* แสดงถึงความโศกเศร้า ใช้จังหวะช้า โน้ทไล่ลง (สื่อถึงน้ำตาที่ไหลลงมา) ขณะที่ท่อน B เร่งจังหวะขึ้น แสดงถึงความเกรี้ยวกราด


    ทั้งหมดนี้เป็นลักษณะคร่าวๆ ของโอเปร่าอิตาเลียนที่ได้รับความนิยมในศตวรรษที่ 18 ค่ะ ในเอนทรีถัดไปเราจะไปทำความรู้จักกับพัฒนาการของรูปแบบโอเปร่าที่ได้รับความนิยมถัดจาก opera seria กัน โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ~!

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in