Introduction to Italian Operaกีอัลลาร์
【Week 2】Before Mozart (1) กำเนิดอุปรากร
  • หลังจากที่ได้ฝึกทักษะ close listening กับโอเปร่าเรื่อง Le Nozze di Figaro ซึ่งอาจารย์เปรียบเทียบว่าเป็นเหมือนการใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องเข้าไปดูส่วนย่อยๆ ของโอเปร่ามาแล้ว ในสัปดาห์นี้เราจะใช้กล้องโทรทรรศน์มองภาพกว้างของโอเปร่าอิตาเลียนในยุคก่อนหน้านั้นกันค่ะ

    Le Nozze di Figaro (จัดแสดงรอบปฐมทัศน์ปี 1786) ถือเป็นโอเปร่าในจุดกึ่งกลางของประวัติศาสตร์โอเปร่า เพราะโอเปร่าเรื่องแรกถือกำเนิดขึ้นในปี 1598 หรือเกือบ 200 ปีก่อนหน้านั้น แล้วทำไมอาจารย์สตีฟถึงหยิบผลงานในยุคกลางๆ มาให้เราเรียนกันก่อนนะ?

    คำตอบก็คือ เพราะโอเปร่าในยุคกลางๆ มีความใกล้เคียงกับโอเปร่าที่เรารู้จักกันในปัจจุบันมากกว่า การเริ่มต้นฝึกฟังจากผลงานในยุคนี้จะทำได้ง่ายกว่า พอเริ่มจับทางได้ค่อยขยับย้อนกลับไปทำความรู้จักกับโอเปร่าในยุคก่อนหน้านั้นที่อาจจะฟังไม่คุ้นหูนัก อืม...มีเหตุผลค่ะ

    เอาละ จะรอช้าอยู่ไย ไปเริ่มกันเลยดีกว่า!


    ดนตรี vs ละคร

    อันที่จริงดนตรีถูกนำมาใช้ในละครตั้งแต่ยุคกรีกอันเป็นจุดเริ่มต้นของศิลปการละครแล้ว ถึงเราจะไม่รู้ว่าละครในยุคนั้นเป็นละครร้องทั้งเรื่องหรือร้องแค่บางช่วงเพื่อเพิ่มอรรถรสให้เรื่องราว แต่ทุกคนต่างก็เห็นพ้องต้องกันว่าดนตรีเป็นแรงขับเคลื่อนอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ ของมนุษย์

    สิ่งที่ชาวฟลอเรนซ์ในช่วงปลายยุคเรอเนสซองส์มองหาคือดนตรีที่มีความยืดหยุ่นคล้ายภาษาพูดมากขึ้น สื่อสารอารมณ์หลายหลากขึ้นกว่าความร่าเริงและความเศร้า และพวกเขาก็ได้สร้างสิ่งที่เรียกว่า stile rappresentativo (in representational style) ขึ้นมาใช้ในละคร

    stile rappresentativo ไม่ใช่บทพูดธรรมดา แต่ก็ไม่ได้มีท่วงทำนองอย่างที่จะเรียกได้ว่าเป็นบทร้องเสียทีเดียว ละครแนวใหม่นี้ได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากชาวฟลอเรนซ์ โดยเนื้อหาส่วนใหญ่ที่นำมาเขียนจะเป็นเรื่องราวจากเทพปกรณัมกรีก

    โอเปร่า (หรือที่ในยุคนั้นเรียกว่า favola in musica) เรื่องแรกที่มีบันทึกไว้คือเรื่อง Dafne แต่งขึ้นในปี 1598 เนื้อเรื่องโดย ออตตาวิโอ รินุชชินี (Ottavio Rinuccini) ดนตรีโดย ยาโคโป เพรี (Jacopo Peri) ส่วนที่เป็นดนตรีนั้นสูญหายไป แต่ libretto ยังคงหลงเหลือมาจนถึงปัจจุบัน


    L'Orfeo (Monteverdi, 1607)

    excerpt ที่อาจารย์ยกตัวอย่างมาจากเรื่อง L'Orfeo โดย เคลาดิโอ มอนเตแวร์ดี (Claudio Monteverdi)

    โอเปร่าเรื่องนี้เล่าเรื่องของออร์เฟอุส ครึ่งเทพครึ่งมนุษย์จากเทพปกรณัมกรีกผู้มีความสามารถด้านดนตรี ออร์เฟอุสสูญเสียภรรยาชื่อยูริดิซี จึงไปอ้อนวอนขอวิญญาณของเธอคืนจากปรโลก เฮเดสให้วิญญาณของยูริดิซีคืนโดยมีข้อแม้ว่าห้ามออร์เฟอุสหันมามองเธอจนกว่าจะออกจากปรโลก (อ่านเรื่องย่อแล้วรู้สึกว่ามีส่วนคล้ายตำนานเทพอิซานากิกับอิซานามิของญี่ปุ่น)

    ฉากออร์เฟอุสเล่นดนตรีอย่างเริงร่าในป่า (Vi ricorda, o boschi ombrosi)
    ออร์เฟอุสคร่ำครวญหลังได้รับแจ้งข่าวการจากไปของยูริดิชี (Tu Sei Morta)
    จากที่ได้ดูก็รู้สึกว่าลักษณะการใช้ดนตรีเล่าเรื่องโดยรวมก็มีส่วนใกล้เคียงยุคโมสาร์ทที่ได้ดูไปก่อนหน้านี้ คือใช้ดนตรีจังหวะเร็วสื่อสารบรรยากาศเริงร่า ใช้จังหวะช้า เสียงเบา สื่อสารบรรยากาศโศกเศร้า

    ในฉากที่ซิลเวียมาแจ้งข่าวการตายของยูริดิซีในคลิปที่ 2 ถ้าสังเกตดีๆ จะพบว่าตอนที่เธอกล่าวถึงชื่อยูริดิซี (นาทีที่ 3:04) ดนตรีจะแตกต่างจากท่อนก่อนหน้าและท่อนหลังจากนั้นเล็กน้อย จากที่ฟังดูเศร้าสร้อยบอกถึงลางร้าย กลายเป็นทำนองหวานซึ้งเมื่อกล่าวถึงคนรักของออร์เฟอุส

    โดยส่วนตัวเรารู้สึกว่าดนตรีในเรื่องนี้ฟังดูแปลกหูหน่อยๆ เพราะเสียงฮาร์ปซิคอร์ดที่ไม่ค่อยได้ยินในโอเปร่ายุคหลัง ส่วนบทร้องส่วนที่ไม่ใช่คอรัสก็มีความก้ำกึ่งระหว่างบทร้องกับบทพูดจริงๆ ด้วย


    คาสตราโต

    โอเปร่าที่เขียนขึ้นในช่วง 100 ปีแรกนั้นมีน้อยเรื่องที่ยังจัดแสดงอยู่จนถึงทุกวันนี้ (L'Orfeo เป็นหนึ่งในนั้น) สาเหตุหนึ่งคือเนื้อเรื่องหรือวิธีการดำเนินเรื่องไม่ได้ตรงกับความนิยมในยุคปัจจุบัน ส่วนอีกสาเหตุหนึ่งคือโอเปร่าในยุคแรกๆ มีการใช้นักร้อง คาสตราโต (castrato) ซึ่งปัจจุบันหาไม่ได้แล้ว

    คาสตราโตคือนักร้องชายที่ผ่านการตอนก่อนเข้าสู่วัยหนุ่ม จึงมีระดับเสียงเทียบเท่านักร้องหญิง การตอนเด็กชายเพื่อเป็นนักร้องในโบสถ์เริ่มขึ้นในช่วงกลางศตวรรษที่ 16 ก่อนหน้าที่จะมีโอเปร่าเรื่องแรก

    โอเปร่ายุคแรกๆ มีการใช้นักร้องคาสตราโตในบทเล็กๆ แต่คาสตราโตก็มีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ ในโอเปร่า ช่วงปลายศตวรรษที่ 17 นักร้องคาสตราโตเริ่มได้รับบทหลักในโอเปร่าและได้รับความนิยมจากผู้ชมเหมือนเป็นไอดอลคนหนึ่งเลยทีเดียว (อาจารย์แนะนำให้ไปดูภาพยนตร์เรื่อง Farinelli (1994) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากชีวิตของคาสตราโตที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับไอดอลในช่วงต้นศตวรรษที่ 18)

    คาสตราโตมีบทบาทในงานดนตรีลดลงตั้งแต่ช่วงกลางศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา จนในที่สุดก็หมดความนิยมไป มีคาสตราโตเพียงคนเดียวที่ได้รับการบันทึกเสียงร้องไว้ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 คือ อเลสซานโดร โมเรสคี (Alessandro Moreschi)

    เพลง Ave Maria ขับร้องโดยโมเรสคี
    จากเสียงร้องที่มีการบันทึกไว้นี้ก็มีผู้วิจารณ์ไปต่างๆ นานา บ้างก็ว่าโมเรสคีเป็นนักร้องระดับกลางๆ เท่านั้น แต่บางคนก็คิดว่าเขาน่าจะเป็นนักร้องคาสตราโตที่ดีคนหนึ่งของยุค โดยให้ข้อสังเกตว่าช่วงที่บันทึกเสียง โมเรสคีอายุ 40 กลางๆ เลยช่วงที่ดีที่สุดของอาชีพนักร้องไปแล้ว


    และนี่ก็เป็นประวัติคร่าวๆ ของโอเปร่าในยุคแรกเริ่ม ในตอนต่อไปเราจะขยับจากปลายยุคเรอเนสซองส์มาทำความรู้จักกับประเภทของโอเปร่าในยุคบาโรก-คลาสสิกตอนต้นกันบ้างค่ะ

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in