Introduction to Italian Operaกีอัลลาร์
【Week 2】Before Mozart (4) ปฏิรูปอุปรากร
  • ในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 18 คริสตอฟ วิลลิบัลท์ กลุค (Christoph Willibald Gluck) คีตกวีผู้หนึ่งเกิดความรู้สึกว่าขนบในการแต่ง opera seria ที่เป็นอยู่ในยุคนั้นไม่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร เช่น มีบทร้องที่ยาวเกินไปและเน้นหนักไปที่การแสดงความสามารถของนักร้อง ทำให้โฟลวการดำเนินเรื่องไม่ดีนัก

    กลุคจึงได้พัฒนาแนวทางการแต่ง opera seria ขึ้นใหม่โดยเน้นไปที่การสื่อสารเรื่องราว ซึ่งโอเปร่าแนวใหม่ของเขานั้นถือว่าเป็นการปฏิรูปวงการโอเปร่าเลยก็ว่าได้ การเปลี่ยนแปลงที่ว่าไม่ได้เกิดขึ้นแบบทันทีทันใด แต่จะค่อยๆ ผสมผสานไปกับโอเปร่าแต่ละเรื่องที่กลุคเขียนขึ้นค่ะ

    โอเปร่าเรื่องที่โด่งดังที่สุดของกลุคคือ Orfeo ed Euridice แสดงรอบปฐมทัศน์ในปี 1762 (แฮนเดลเสียชีวิตไปแล้ว ส่วนโมสาร์ทยังเป็นเด็กน้อยวัย 6 ขวบ) เนื้อเรื่องดัดแปลงมาจากเทพปกรณัมกรีกเรื่องเดียวกันกับโอเปร่าเรื่อง L'Orfeo ของมอนเตแวร์ดีที่ได้กล่าวถึงไปแล้วในเอนทรีนี้


    Act II, Scene I

    excerpt แรกที่ยกมาเป็นบทร้องจากองก์ที่ 2 ตอนที่ออร์เฟอุสลงไปที่ประตูนรกเพื่อตามหาวิญญาณของยูริดิชี ออร์เฟอุสได้พบกับบรรดาฟิวรีส์และอ้อนวอนขอให้เปิดประตูนรกให้ โจทย์ที่อาจารย์ให้มาคือให้ลองสังเกตการใช้ดนตรีในจุดต่างๆ ดังนี้

    • ดนตรีแทนตัวฟิวรีส์อย่างไร
    • ดนตรีแทนตัวออร์เฟอุสอย่างไร
    • ดนตรีแสดงการเปลี่ยนแปลงของตัวละครเหล่านี้อย่างไร
    • ดนตรีแสดงสภาพจิตใจและสถานที่อย่างไร


    (หาคลิปที่เป็นวิดีโอไม่ได้ แต่คลิปนี้ดีตรงที่เราจะได้ฟังแต่ดนตรีโดยไม่ต้องสนใจภาพ และเราก็ไม่ต้องเปิดสกอร์เองด้วยค่ะ *ผิด*)

    ส่วนตัวรู้สึกว่า excerpt ที่ยกมาเป็นท่อนที่ฟังง่ายมากค่ะ เพราะดนตรีสื่อสารได้ชัดเจนสุดๆ ขึ้นอินโทรมาเราก็เห็นภาพแล้วว่าดนตรีกำลังบรรยายสถานที่ซึ่งเป็นประตูนรก จังหวะและทำนองทำให้เราจินตนาการได้ว่ามันต้องเป็นประตูที่ใหญ่โตและมีบรรยากาศวังเวงไม่เป็นมิตรแน่ๆ และในตอนท้ายของอินโทรก็มีการใช้ฮาร์ปและเครื่องสาย (เล่นแบบ pizzicato) แทนเสียงพิณของออร์เฟอุส

    เมื่อออร์เฟอุสดีดพิณ ฟิวรีส์ก็ตอบกลับแบบสุดจะกระโชกโฮกฮากด้วยบทร้องคอรัส Chi mai dell'Erebo ดนตรีตรงนี้สื่อถึงความน่ากลัวและไม่เป็นมิตรของฟิวรีส์

    ออร์เฟอุสวิงวอนขอผ่านเข้าไปในประตูนรกด้วยบทร้อง Deh placatevi con me ซึ่งมีฟิวรีส์ตะโกนแทรกว่า "No!" ตลอดเวลา แต่ออร์เฟอุสก็ยังคงวิงวอนต่อด้วยบทร้อง Mille pene ซึ่งทำนองฟังดูโศกเศร้ายิ่งขึ้นไปอีก ทำให้ฟิวรีส์เริ่มใจอ่อนและยอมเปิดประตูให้ในที่สุด ซึ่งจะเห็นได้จากบทร้องคอรัส Ah! quale incognito ที่ฟังดูนุ่มนวลขึ้น เทมโปช้าลง และมีไดนามิกส์เบากว่า Chi mai dell'Erebo

    นี่คือภาพที่เรามองเห็นได้ผ่านดนตรี โดยไม่ต้องรู้ภาษาอิตาเลียนแม้แต่คำเดียวค่ะ


    Che farò senza Euridice?

    บทร้องที่โด่งดังอีกบทจากโอเปร่าเรื่องนี้คือ Che farò senza Euridice? จากองก์ที่ 3 เป็นฉากที่ออร์เฟอุสร้องไห้คร่ำครวญ เพราะตัวเองลืมตัวหันไปมองยูริดิชีก่อนพ้นแดนนรก ทำให้ยูริดิชีต้องกลับไปเป็นวิญญาณอีกครั้ง


    โจทย์ที่อาจารย์ให้คือให้สังเกตความแตกต่างและความเหมือนระหว่าง Che farò senza Euridice? กับบทร้องจากโอเปร่าในยุคก่อนหน้าและโอเปร่าของโมสาร์ท ซึ่งข้อสังเกตของเราก็มีดังต่อไปนี้ค่ะ

    • บทร้องมีทำนองที่ใกล้เคียงกับบทร้องในโอเปร่ายุคหลังๆ ที่เราคุ้นเคยมากขึ้น เทียบกับ L'Orfeo ของมอนเตแวร์ดีที่ยังมีความก้ำกึ่งระหว่างบทร้องกับบทพูด
    • aria นี้เป็นไคลแม็กซ์ของเรื่อง แต่มีความยาวเพียง 4 นาทีและดนตรีค่อนข้างธรรมดา คือไม่มีการเขียนดนตรีหวือหวาโชว์ความสามารถของนักร้องอย่างในยุคก่อนหน้า ให้ความรู้สึกเหมือนตัวละครกำลังพูดเพื่อสื่อสารอยู่จริงๆ
    • ยังคงมีการร้องซ้ำท่อนแรก "Che farò senza Euridice?..." แต่อยู่ในรูปแบบ rondo ไม่ใช่ tertiary คือมีการซ้ำท่อน A ระหว่างทำนองต่างๆ ที่มากกว่า 1 ทำนอง ลักษณะดนตรีตรงนี้ใกล้เคียงกับโอเปร่าของโมสาร์ท แต่ในยุคของโมสาร์ทมีการพัฒนาไปอีกจนแทบไม่มีการร้องซ้ำแล้ว


    ทั้งหมดนี้คือพัฒนาการของโอเปร่าในยุคก่อนโมสาร์ท ในสัปดาห์ถัดไปเราจะเริ่มบทเรียนใหม่เกี่ยวกับขนบในการเขียนโอเปร่าว่ามีอะไรบ้าง และจะช่วยให้เราทำความเข้าใจโอเปร่าได้มากขึ้นอย่างไรค่ะ

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in