In my blue heartchavis0902
Cause i was born in " Chinese Family "
  •           หลายวันก่อนได้กลับไปดูหนังเรื่อง "where we belong"  ,,, ตลอดเวลาที่ดูได้ย้อนกลับไปนึกถึงครั้งแรกที่น้าส่งตั๋วเครื่องบินมาให้ในวันที่ฉันสับสนกับความฝันที่ตั้งใจไว้ในอนาคตและต้องตัดสินใจออกงานจากคำขอของที่บ้านที่เร่งเพื่อกลับบ้านมาดูอาม่าที่ป่วย....  น้าบอกกับฉันว่า มาพักผ่อนนะมาพักใจที่เหนื่อยล้าทั้งหมดและน้าอยากให้มาดูหนังเรื่องนี้ (จากความชอบมิวสิคของน้ามากๆ) ที่คิดว่าเราจะได้อะไรเยอะเลยแหละ ด้วยความที่เราเรียนจบปรัชญามา และความชอบดูหนังและวิเคราะห์ไปด้วยนั้น เราอยากบอกว่าหนังเรื่องนี้ เป็นอีกเรื่องที่ทำให้เราร้องไห้ และสะท้อนตัวเราออกมาจากตัวละครที่ชื่อว่า "ซู"

           ตอนแรกที่เราเห็นตัวอย่างที่น้าส่งมาให้ดู สารภาพเลยว่าเราคิดว่าเป็นหนัง LGBT ที่เราและน้าชอบดู เราเลยหอบความรู้จากเรื่องประเด็นทางเพศเตรียมนั่งวิพากษ์กับน้าแบบที่ชอบทำหลังดูหนังมาเต็มที่..... เราไปดูหนังเรื่องนี้ที่กรุงเทพ คืนก่อนมาดูน้าสารภาพว่า ที่จะไปดูด้วยพรุ่งนี้จะเป็นการดูหนังเรื่องนี้ครั้งที่ 3 ของน้า ทำเอาเราอึ้งไปเลย มันต้องดีจริงๆแล้วแหละ 

                                             ............. ซู : จริงๆแค่อยากไปไหนก็ได้ที่ไปจากที่นี่ได้.................

           เราชอบประโยคนี้จากแรกของหนัง มันเป็นเหมือนคำถามที่ผู้ใหญ่บ้านฉันชอบถามว่า ทำไมต้องไปทำงานไกลบ้าน บ้านที่มีทุกอย่างสบาย ไปแล้วใครจะดูแลอาม่าและม๊า (แม่ของเรา)..... เราจะได้ยินประโยคนี้ทุกครั้งที่เราสมัครงานใหม่และเราคิดจะไปทำงานที่ที่ไกลบ้าน หรือทุกครั้งที่เราคิดจะออกไปเที่ยวไกลบ้านคนเดียว เราก็ให้เหตุผลที่สวยหรูไม่ได้ในทุกครั้งกับผู้ใหญ่ที่บ้าน รู้เพียงแต่ว่าเราตอบแบบซูในทุกครั้งที่เราเจอคำถามนี้ แต่เราตอบได้เพียงในใจเท่านั้นว่า 

            "เราอยากไปที่ไหนก็ได้ที่ไม่ใช่บ้าน ที่ไกลจากสภาพแวดล้อมนี้ที่ช่างเจ็บปวดกับเราเหลือเกิน....." 
           
           ถ้าเธอจิตนาการได้หากฉันพูดประโยคนี้ออกไป จะมีคำมากมายเข้ามาทำให้ฉันไปไหนไม่ได้และจะทำให้ฉันรู้สึกผิดยิ่งในครอบครัวคนจีนแบบฉันแล้วจะจบที่คำว่า "ไม่รักและกตัญญูเลยหรือ...." ใครจะดูแลนู่นนี่ลูกผู้หญิงตัวคนเดียวจะไปอยู่ได้ยังไง คำนี้ช่างน่าเกรงขามและจบความคิดฉันทุกครั้งที่คิดไป 
          เราเหมือนซูอีกด้านคือบ้านเราขายของเราโตมาแบบเล่นในร้านและช่วยมาตั้งแต่เด็ก จนหลายคนเคยบอกว่าเราจะไปไหนไม่ได้ เราหนีสิ่งที่เราเติบโตมาด้วยไม่ได้หรอก มันคือสิ่งที่ยากจริงๆอีกข้อที่เราไปไหนไม่ได้และเราสูญเสียความฝันหลายอย่างของเราไป ยิ่งเราเป็นลูกผู้หญิงหลานผู้หญิงคนสุดท้องของบ้าน ยิ่งยากไปหมดและเราโตมากับการที่อาม่าเลี้ยงเรา เรายิ่งจะมีความรู้สึกเป็นห่วงและเราจะกังวลมากขึ้น และกระทบจนเราไปไหนไม่ได้ล่าสุดที่เราตอบรับคำขอของทางบ้านด้วยการออกงานที่เราค่อนข้างชอบและมันมีอิสระกับเรามาก เพื่อกลับมาดูแลอาม่าในแบบที่อาม่าเคยดูแลฉันในวัยเด็ก มันอาจเป็นการเห็นแก่ตัวที่เราคิดแบบนี้ แต่เราก็คิดว่ามันเหมือนทุกคนผลักภาระมาที่เราและเรารับมันไว้ จริงอยู่ที่เราเต็มใจที่จะทำหน้าที่นี้ เพียงแต่ตอนนี้เราเริ่มคิดว่ามันไม่ใช่ เราคิดถึงตัวเองแล้วแหละ เราคิดถึงอนาคตของเรา และชีวิตของเราที่ใครที่บ้านอาจไม่เข้าใจ เธอว่ามันจะผิดมั้ยที่เราจะทำตามตัวเองบ้างและเราอยากให้เรามีความสุขก่อนที่ความเศร้าในใจของเราจะกลืนกินมันไป... เราอยากเป็นแบบซูในสักวันที่กล้าและตัดสินใจออกมา เพียงแต่เราอยากให้เป็นการออกมาในแบบที่เค้าเข้าใจเราในแบบที่เราเป็น อย่าโหดร้ายกับเราด้วยการโกหกเราแบบพ่อของซูเลยนะ 

          "เราไม่จำเป็นต้องไปไกลๆก็ได้นี่ แต่เราทำให้มันดีขึ้นได้ ทำไมเราทำที่นี่ให้มันดีและน่าอยู่ล่ะ"
    คำนี้กินใจเราและยิ่งเป็นฉากที่คนทรงปลอมเป็นแม่ของซู ยิ่งทำให้เราร้องไห้ และไม่ใช่ว่าเราไม่พยายามทำให้มันดีขึ้นกับสถานที่ที่เรียกว่าบ้าน แต่ภาพเหตุการที่มันหลอกหลอนเรา ความสุขมักอยู่ไม่นานและความเศร้าก็เข้ามาเยือน เราเห็นพ่อในทุกที่ของบ้าน และเรากลัวความสุขของแม่ที่ให้เราในทุกวัน เรากลัวความรักของแม่ที่เข้ามาเพราะเราต่างบอบช้ำและจบที่เราพูดจาทำร้ายกันมาตลอด.... คงเหมือนกันซูที่คิดถึงแม่ที่จากไปเสมอ 

         มาถึงฉากพีคก่อนจบที่เราชอบ เรามองซูที่นั่งบนชิงช้าและร้องไห้ กับความผิดหวังที่โดนหลอกจากคนที่เธอเรียกว่าพ่อ เพื่อรั้งให้เธออยู่ต่อไปในสถานที่ที่เรียกว่าบ้าน และกับการทิ้งอนาคตที่จะพาเธอไปไกลออกไป เราร้องไห้หนักมากในฉากนี้เหมือนเป็นการพาตัวเองไปนั่งที่ตรงนั้นแบบซูและเราคิดถึงสิ่งที่ผ่านมาที่เราสูญเสียไปตลอดเวลา 7 ปีที่ผ่านมาที่เรารักษาตัวเองจากความเศร้าในใจ มันช่างยาวนานเหลือเกิน หรือว่าถึงเวลาที่เราจะเก็บกระเป๋าแบบซูแล้วนะ 



Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in