#OnTheSerie : เรื่องรักระหว่าง [_____] . เรา, เธอ, เขา และฉันwhitemaple
#OnTheSerie - on the table
  •  

     


    #1. on the table : เรื่องรักระหว่างโต๊ะ


    [ น้อย ]

     


    ฉันไม่ได้หวังว่ามันจะเป็นแบบนี้แม้สักเสี้ยวความคิดหนึ่งก็ไม่มีเลย กับความคิดที่ว่าตนเองจะต้องมานั่งปั้นหน้ายิ้มหวาน สวมชุดสีสุภาพ แล้วแลกเปลี่ยนเรื่องส่วนตัวอย่างประดักประเดิดในงานเดทด่วนแบบนี้ จริง ๆ มันก็มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการหรอกนะแต่ฉันลืมมันไปแล้ว ก็แล้วใครจะไปสนใจกันล่ะ ฉันไมได้อยากแต่งงานสักหน่อย

    “คุณน้อยชอบดูคอนเสิร์ตไหมครับ”เสียงแหบของผู้ชายซึ่งติดป้ายชื่อว่า “วิศวะ”ดังขึ้นเรียกฉันจากความรู้สึกอันแสนน่าเบื่อ ซึ่งทำให้สิ่งต่าง ๆ รอบตัวกลายเป็นภาพเลือนไปหมด

     “คะ” ฉันได้ยินเสียงตัวเองถามส่วนหน้าก็แสดงความตกใจ

     “เอ่อ คือว่าคุณน้อยชอบดูคอนเสิร์ตไหมครับ”วิศวะถามย้ำอีกครั้ง หน้าตาเขาดูมีแววไม่พอใจให้เห็นเล็กน้อยแต่ว่านะ...อย่างกับว่าฉันจะสนใจ

     “เฮ้อ...ไม่ชอบค่ะ” ฉันถอนหายใจและตอบ  ไม่คิดจะสงวนท่าทีเลยสักนิดส่งผลทำให้เขาหน้าเสีย

    ฉันกวาดตามองเขาอีกครั้งแล้วสงสัยว่าตัวเองมาทำอะไรที่นี่ ต่อหน้าผู้ชายอายุเฉียดสี่สิบ หัวเริ่มเถิกสวมชุดสูทสีเทาหลวมโคร่ง แถมกุหลาบสีแดงสัญลักษณ์ของผู้เข้าร่วมงานเดทด่วนครั้งนี้ก็ยังทำให้เขาดูเหมือนหลุดออกมาจากยุคเจ็ดศูนย์มันคงสมบูรณ์แบบถ้าเขาสวมแว่นสีชาด้วย

    “ผมชอบกันส์แอนด์ โรสเซส” เขาหยุดและยิ้ม เห็นได้ชัดว่าพยายามรักษามารยาทและบรรยากาศเอาไว้ฉันพยักหน้าให้แกน ๆ

    “ฉันชอบเคป๊อบ...ค่ะ” ฉันลงหางเสียงอย่างเกียจคร้าน เขาทำเสียงจิกจั่กเบา ๆ อย่างไม่ชอบใจนักดวงตาเล็ก ๆ นั่นเหลือบไปทางนาฬิกา

    “เวลามีไม่มากเอ่อ” เขาอึกอัก ทำท่าคิดหนักอยู่นิดหนึ่ง

    “ผมขอพูดตรง ๆเลยนะครับคุณน้อย ผมน่ะอยากแต่งงานเพราะอายุปูนนี้แล้วหน้าที่การงานก็มั่นคงเป็นผู้บริหารระดับกลางแล้วด้วยอายุงานปีหน้าคงเลื่อนขั้นอีกหลายขั้น ถ้าคุณเห็นชื่อบริษัทที่ผมทำงานแล้วก็คงพอจะนึก ๆ ออกนะครับว่า เงินเดือนของผู้บริหารนั่นมันประมาณเท่าไหร่กันตั้งแต่เดือนแรกที่ทำงาน ผมก็ใช้ระบบอดออมครึ่งหนึ่งมาตลอด ตอนนี้เงินเก็บก็มีหลายล้านบ้านก็มีอยู่ รถก็มีขับจะของส่วนตัว หรือของภรรยาในอนาคตก็ซื้อให้ได้สถานะทางสังคมไปไหนก็ไม่อายใคร เรื่องการศึกษาผมกำลังคิดว่าจะต่อปริญญาเอกครับเดี๋ยวนี้มหาวิทยาลัยเอกชนที่เกรดรองลงมาหน่อยไม่ได้เคร่งครัดอะไรมากผมคิดว่าอาจจะไม่ยาก...”

    ปัง!

    “เฮ้อ”ฉันตบโต๊ะเสียงดัง ตบท้ายด้วยถอนหายใจหนัก

    วิศวะมองหน้าฉันอย่างตกใจเขามองไปรอบ ๆ แล้วก้มหัวขอโทษคนรอบข้างในขณะที่มีสีหน้ากระอักกระอ่วน ก่อนสุดท้ายจะหันมาทางฉันคราวนี้สายตาเขามีแววตำหนิ

    “ผมยังพูดไม่จบ”ในเรื่องนี้ถ้าจะทำให้ฉันรู้สึกผิดได้ก็คงเป็นความสุภาพของเขานี่แหละส่วนนอกนั้น...

    “เฮ้อ...” ฉันถอนหายใจอีกครั้งก่อนจะมองไปรอบ ๆ มีสายตาบางคู่ยังคงมองฉันอยู่ พวกสตาฟของบริษัทจัดหาคู่ก็เช่นกันมีหลายคนขยับเข้ามาใกล้ ท่าทางเฝ้าระวังเต็มที่ ฉันหลับตาอย่างสงบใจ พยายามคิดว่าในเมื่อเป็นคนพาตัวเองมาที่นี่ฉันก็คงจะต้องรับผิดชอบไปต่อให้จบ

    “เชิญ” ฉันได้ยินเสียงตัวเองพูดออกไป

    “เอ่อผมจะบอกว่ามันคงไม่ยากที่คุณจะรับพิจารณาตัวผมเอาไว้ ไม่สิ...ผมคิดว่าผมมีคุณสมบัติที่ดี เหมาะสม และคิดว่าผู้หญิงอย่างคุณน้อย คือผมหมายถึงผู้หญิงทั่วไปที่มีเหตุผลพอคงจะตัดสินใจเลือกผมเป็นคู่ชีวิตได้ไม่ยากนัก”เขาพูดต่อจนจำแล้วยิ้มอีกครั้ง

    ฉันมองเขาแล้วนึกสงสัยว่าอะไรที่ทำให้อีกฝ่ายปรับสีหน้าและพยายามควบคุมสถานการณ์ได้ดีขนาดนี้ ฉันรู้ว่าตัวเองเสียมารยาทและรู้ว่าเขาเองก็ไม่พอใจ แต่ทำไมนะ...ทำไม เขาถึงสวมหน้ากากได้เร็วขนาดนี้

    “ค่ะ”ฉันรับคำเสียงเรียบ ในขณะที่เหลือบตาลงมองโปรไฟล์ส่วนตัวของเขาตรงหน้าข้อมูลพื้นฐานทั่วไปที่คนจะรู้จักกันควรรู้

    “ใช่ไหมครับ”วิศวะขยับตัวขึ้นยิ้มกว้างขึ้น ดูเหมือนเขาจะคิดว่าฉันตอบรับเห็นด้วยกับทุกข้อที่เขาเอ่ยมา

     

    “ทีนี้ผมเองก็คิดว่าคุณน้อยเหมาะสมกับผมมาก”เขาพูดต่อ ฉันเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ ส่งสายตาเป็นคำถามให้เขาทันที

    “เพราะว่าคุณน้อยเองก็มีกิจการของตนผมเองก็ชื่นชอบน้ำพริกคุณน้อยมากเลยนะครับ เพื่อนที่ทำงานก็ชอบกันหลายคนเลยเคยออร์เดอร์ด้วยตัวเองไปก็ต้องรอรอบจัดส่งอยู่เกือบอาทิตย์ ขายดีจนต้องต่อคิวแบบนี้ขนาดไม่มีหน้าร้านนะครับ ท่าทางจะกำไรดี ฐานะ มั่นคง เป็นปึกแผ่น”

    ฉันมองปากของเขาที่พูดมันอ้า หุบ แล้วก็อ้าขึ้นอีก เป็นจังหวะคล้ายปลาทองที่อยู่ในโหลใหญ่เหนือตู้ที่บ้านพลางนึกสงสัยว่าทำไมเขาถึงได้พ่นคำพูดที่มากด้วยเหตุและผลบนพื้นฐานที่ว่าตนเองได้ประโยชน์สูงสุดมากมายขนาดนั้นได้อย่างไร

    “คุณน้อยอายุสามสิบสี่ปีนี้ย่างสามสิบห้า เขาว่ากันว่าผู้หญิงอายุสามสิบนั้น มีเสน่ห์ตรงที่เริ่มจะใจเย็นใจนิ่ง มีเหตุผลแล้วในขณะเดียวกันก็ไม่สามารถเรียกได้ว่าเห็นโลกมามากจนกลายเป็นคนที่น่าเบื่อได้ผมอยากมีคู่ชีวิตที่เป็นผู้ใหญ่ แต่ก็ยังมีความสดใสน่ารักเหมือนเด็ก ๆผมชอบคนใส่ใจ ช่างเอาใจ ดูจากแพ็กเกจน้ำพริกคุณน้อยแล้วผมก็คิดว่าผมมองคุณไม่ผิดแน่ อีกอย่างน้ำพริกคุณน้อยอร่อยมาก ผมชอบคนทำอาหารอร่อยแค่ดูจากน้ำพริกผมก็มั่นใจได้ว่า คุณน้อยต้องทำอาหารอร่อยแน่”เขายิ้มกว้างขึ้นไปอีก เมื่อฉันเงยหน้าขึ้นจากไปรไฟล์เขาอีกครั้ง

    “ตามหลักแล้วพลังกายมาจากอาหารที่สมบูรณ์คือทั้งอร่อยและมีประโยชน์ พลังใจก็มาจากคนข้าง ๆ ที่เหมาะสมกับเรา ดู ๆ แล้วคุณกับผมไม่น่าจะต้องคิดให้มากเกี่ยวกับเรื่องนี้นะครับ”

    “คะ”ฉันขมวดคิ้วเล็กน้อยและถามออกไป แค่ฟังคำพูดเขาก็เหนื่อยจะแย่แล้ว ดังนั้นฉันเลยไม่สามารถจะเข้าใจบทสรุปของเขาได้โดยง่ายนัก เพียงแต่รู้สึกว่ามันคงเป็นอะไรทำนองพูดเองเออเองอีกนั่นแหละ

    “อ๋อหมายถึงเมื่อพิจารณาตามคุณสมบัติแล้ว คุณกับผมเหมาะสมกันทุกอย่างนะครับ ทั้งหน้าตาฐานะ แล้วก็การศึกษา” พอพูดถึงคุณสมบัติสุดท้าย ฉันเห็นเขาเหลือบมองไปยังกระดาษแผ่นตรงหน้าอีกครั้งราวกับจะเช็คให้แน่ใจ

    “อ่อ เหรอคะ”นั่นคือปฏิกิริยาของฉัน มันไม่ถึงกับแสดงว่ากำลังเบื่อ แล้วก็ไม่ได้เย็นชาด้วยมันแค่...

    มันก็แค่...ฉันคิดได้แค่นั้นก็ขมวดคิ้วสงสัย มองไปรอบ ๆ อีกครั้ง แล้วก็รู้สึกว่าตนเป็นคนโง่อีกครั้งมันน่าตลกนะ ที่ผู้หญิงซึ่งประกาศปาว ๆ ว่าไม่อยากจะแต่งงาน กลับมางานจับคู่แบบนี้

    “ใช่ครับ” วิศวะตอบอย่างกระตือรือร้นในจังหวะที่เสียงสัญญานหมดเวลาดังขึ้นพอดี

    ถึงเวลาที่เราต้องเปลี่ยนคู่ทำความรู้จักแล้วแต่ฉันเหนื่อยเต็มทน ไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมต้องมาเสียเงินเสียทองเพราะเรื่องแบบนี้ด้วย

    อ่อ ใช่ฉันมีเหตุผล ... จู่ ๆ ฉันก็คิดขึ้นมาได้ พอโมโหตัวเองก็คิดถึงเรื่องน่าโมโหอย่างอื่นได้ ฉันรู้ว่าบางทีคนเราก็ทำอะไรโง่ ๆด้วยอารมณ์ได้

    ปกติ... ใช่ แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็ยังโทษตัวเองอยู่ดี ฉันผุดลุกขึ้นทันที

    “เดี๋ยวสิครับ” วิศวะลุกขึ้นแล้วดึงแขนฉันไว้ฉันเซถอยหลัง หนึ่ง สอง ก้าวกระแทกกับขอบโต๊ะเบา ๆ จนกระทั่งน้ำในแก้วกระเพื่อมกระฉอกออกมาเล็กน้อยฉันมองมันแล้วหันไปมองหน้าวิศวะอีกครั้ง

    “ตกลงไหมครับ”สีหน้าเขาร้อนรน มองฉันสลับกับผู้หญิงที่กำลังเดินใกล้เข้ามา

    “เฮ้อ”ฉันถอนหายใจอีกครั้ง ดึงมือเขาออกแล้วส่ายหน้า

    “อ้าวทำไมล่ะครับ เมื่อกี้คุณยังตอบรับอยู่เลย ผมนึก...” เขาหยุดพูดเพราะว่าฉันกำลังยกมือเป็นสัญญาณห้ามอยู่

    “พอเถอะค่ะเราเข้ากันไม่ได้หรอก ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ตาม” ฉันตอบสั้น ๆ ก่อนที่จะดึงมือออกอย่างสุภาพฉันหมุนตัวพยายามเดินตัวตรงจิกส้นสูง 

    “เดี๋ยวก่อน”เขาจับแขนฉันอีกครั้ง คราวนี้แน่นเสียจนฉันต้องนิ่วหน้า

    “นั่น อีกแล้วทำหน้าไม่พอใจอีกแล้ว เดี๋ยวถอนหายใจ เดี๋ยวไม่พอใจ ถามคำ ตอบคำผมพูดอะไรก็ทำเออออขอไปทีด้วยงั้นสิ” วิศวะเริ่มเสียงดัง

    สารภาพตามตรงนะว่าเสียงของเขาตอนนี้แหละที่ทำให้ฉันได้สติไม่ได้เหมือนคนใจลอยเพราะรู้สึกแย่กับสิ่งที่ตนเองตัดสินใจไปเมื่อสามวันก่อนหรอกนะ

    “ใช่”ฉันพยักหน้ายอมรับว่าตนเองทำอย่างนั้นจริง

    ฉันเห็นดวงตาของเขาเบิกกว้างปากที่เคยมีจังหวะคล้ายกับปลาทองนั่นเผยออ้าค้างเอาไว้ทำให้ตอนนี้มันดูคล้ายกับฮิปโปกำลังนอนอ้าปากมากกว่า

    “นะ...นี่คุณจะบอกว่าสิ่งที่ผมพูดมาทั้งหมดนั้น คุณไม่ได้รู้เรื่องเลยเหรอ”

    “อย่างน้อยฉันก็รับฟัง”ฉันบอกกับเขา

    “มันจะมากไปแล้วนะคุณน้อย!คุณคิดว่าตัวเองเป็นใคร คุณทำเหมือนกับผมเป็นตัวตลกอย่างนั้นแหละ”

    “ฉันไม่ได้คิดว่าคุณเป็นตัวตลกแต่ โอ๊ย...” ฉันมองแขนตัวเองที่โดนบีบแน่นกว่าเดิมอีกครั้ง

    “ช่วยปล่อยหน่อยเถอะค่ะและกรุณาทำตัวเป็นคนมีเหตุผลในทุกอย่าง แบบที่คุณแสดงมาตลอดด้วยเถอะ”

    “ไม่!เหตุผลอะไรกัน ไม่มีทั้งนั้นแหละ จนกว่าคุณจะบอกว่า ตกลงว่านี่มันอะไรกันแน่”

    “ฉันก็จะไม่บอกจนกว่าคุณจะปล่อยเหมือนกัน”ฉันพูดอย่างเด็ดขาด ก่อนจะมองไปรอบ ๆ ก็รู้ได้ว่าตกเป็นเป้าสายตาแล้ว

    เห็นทีจะเลี่ยงยาก...ฉันคิด

    “ก็ได้”วิศวะยอมปล่อยแขนฉัน แต่เขายังโมโหอยู่

    “ไหนคุณลองบอกผมมาซิว่าทำไมคุณถึงคิดว่าเราไม่เหมาะสมต่อกัน เพราะผมไม่เห็นเหตุผลในเรื่องนั้นเลยโดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณสมบัติของผม อ่อ ถ้าคุณจะคิดว่าคุณสมบัติของคุณไม่ดีพอล่ะก็โถ...” พอพูดถึงตรงนี้เขาก็ดูเหมือนจะอารมณ์ดีขึ้นนิดหน่อย

    “ไม่ต้องห่วงครับด๊อน วอรี่ ไม่ต้องห่วง” วิศวะย้ำภาษาอังกฤษของตนเองด้วยสำเนียงที่พยายามจะให้ใกล้เคียงเจ้าของภาษามากที่สุด

    “เพราะว่าผมตรองดูดีแล้วว่าคุณสมบัติของคุณน้อยนั้น เหมาะสำหรับเป็นภรรยาของผมไม่ต้องคิดว่าไม่คู่ควรกับผมหรอกครับ ผมรับได้ทุกอย่าง”

    ฉันมองเขาด้วยแววตาพิศวงหลังจากสติไม่ได้ลอยไปไหนเพราะความเบื่อหน่ายแล้ว ในหัวของฉันอะไร ๆมันก็ชัดเจนขึ้นมา

    “ฉันยังยืนยันค่ะว่าเราไม่คู่ควรต่อกัน”ฉันเริ่มพูดแล้วคราวนี้มีท่าทางจริงจังมากขึ้น

    “เพราะอะไรไหนลองบอกมาเป็นข้อ ๆ” สีผิวของเขาที่ออกเหลืองเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงขึ้นเรื่อย ๆ

    “ได้ ข้อแรกคุณเอาตัวเองเป็นใหญ่ ข้อสอง คุณพูดเองเออเอง ข้อสาม คุณสรุปสิ่งต่าง ๆโดยยึดจากสิ่งที่คุณเชื่อ ข้อสี่ คุณไม่รับฟังอะไรเลย เอาแต่พล่ามเรื่องของตัวเอง” ฉันพูดชัดเจน คราวหน้าตาของวิศวะแดงขึ้นอีก

    “อะ...ไร นะ”ในที่สุดก็มีเสียงเหมือนไม่อยากจะเชื่อลอดจากปากนั่นออกมา นี่เป็นประโยคที่สั้นที่สุดที่ฉันได้ยินจากเขาในวันนี้

    “ก็อย่างที่บอกล่ะค่ะว่าฉันคงตกลงที่จะคบกับคนที่มีทัศนคติห่างไกลโลกมนุษย์อย่างคุณได้ค่ะถ้าคุณต้องการคำอธิบายเพิ่ม ก็...จะว่ายังไงดี”ฉันคิดหนักพยายามควานหาคำพูดอย่างหนักว่าจะทำยังไงที่ให้ทุกสิ่งทุกอย่างมันดูแย่น้อยลงกว่าตอนนี้

    “คือฉันหมายถึงว่าคุณเอาแต่พูดแล้วก็คิดเองเออเองเอ่อ...” แค่เริ่มต้นไม่ก็ไม่ค่อยดีแฮะ

    “แล้วไง” วิศวะถามต่อเขาเม้มปากแน่น ยังกอดอกอยู่ภาษากายทั้งหมดของเขาตอนนี้บ่งบอกว่าอีกนิดเดียวเท่านั้น...ที่เขาจะกระโดดมาทึ้งหัวเธอ

    ทว่า...นั่นก็ไม่ได้ทำให้ฉันหยุดได้

    ไม่ใช่สิ...ฉันหยุดตัวเองไม่ได้ต่างหาก

    “แล้วคุณยังมีทัศนคติต่อคนอื่นไม่ดีด้วยคุณมีแนวโน้มที่จะบังคับให้ทุกคนทำตามใจตัวเอง แถมคุณยังคิดอะไรตื้น ๆ อีกต่างหาก”

    “อะไรที่ทำให้คุณคิดว่าผมคิดตื้นๆ  คุณรู้ไหมว่าผมเป็นใครคนที่เป็นถึงผู้บริหารแบบผม ไม่มีใครให้มาทำตำแหน่งแบบนี้หรอกนะถ้าคิดน้อย”วิศวะท่าทางเดือดจัดตอนนี้เขาชี้หน้าฉัน

    “ฉันไม่รู้หรอกนะคะว่าคนที่เป็นผู้บริหารควรจะเป็นยังไงแล้วบริษัทที่คุณทำงานมีเกณฑ์คัดคนอย่างไรถ้าถามฉัน...ฉันก็คงไม่เอาตำแหน่งหน้าที่การงานมาวัดสติปัญญาหรอก”

    “คุณ!”

    “อ่าฉันคงพูดแรงไป แต่ตอนนี้ฉันหงุดหงิดตัวเองสุด ๆ แล้ว เอาเถอะฉันคงพูดดีกว่านี้ไม่ได้แล้วล่ะ นอกจากจะบอกคุณว่าการที่คุณเอาอาชีพฉันที่ทำน้ำพริกขายนั่น มาตัดสินว่าฉันต้องทำอาหารเก่งนี่ไม่ตื้นไปเหรอคะคนเราอายุปูนนี้แล้วก็ควรที่จะคิดได้แล้วว่า อย่าตัดสินอะไรเพียงแค่ตาเห็นอีกอย่างคุณพูดถึงฐานะของฉันที่มั่นคงเหมือนกับคุณก็ทำให้ฉันเองเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า เงินทองพวกนั้นฉันก็หามาสายตัวแทบขาดกว่ากิจการน้ำพริกจะดีแบบนี้ ฉันไม่คิดว่าตัวเองจะแบ่งปันสิ่งที่เหนื่อยยากเหล่านั้นกับใครได้ในทางกลับกันฉันก็ไม่คิดว่าตัวเองจะต้องการเงิน รถ บ้าน จากคนอื่นโดยเฉพาะผู้ชายที่เพิ่งรู้จักแบบนี้”ฉันแวะคิดแล้วมองหน้าที่แดงก่ำและปากอ้าแบบฮิปโปนั่นพร้อมด้วยนิ้วชี้ที่ค้างไว้ตรงหน้าด้วย

    “อีกอย่างนะคะไหน ๆ คุณก็ถามแล้วฉันก็ตอบอย่างละเอียดแล้วฉันก็ขอถามกลับบ้างนะคะว่าทำไมคุณถึงคิดว่าฉันถึงจะต้องตกลงกับคุณล่ะคะอะไรที่ทำให้คุณมั่นใจขนาดนั้น อะไรที่ทำให้คุณคิดอย่างนั้นและอะไรที่ทำให้คุณ...เอ่อ คุณสำคัญตัวได้ถึงขนาดนั้น อุ๊บ”

    พูดจบฉันก็ต้องหลับตาลงตามปฏิกิริยาของร่างกายที่ตอบสนองอย่างฉับพลันหลังจากที่โดนน้ำสาดใส่ ฉันลูบหน้าที่เปียกโชก ลืมตาและมองเขาอย่างเริ่มจะโมโหขึ้นบ้างวิศวะวางแก้วในมือแล้วขยับปกเสื้อสูทเชย ๆ ก่อนจะหยิบผ้าเช็ดหน้าที่เหน็บอยู่ด้านในเสื้อออกมาเช็ดมือตนเองขณะที่พูดว่า

    “ผมคงเป็นคนที่คิดน้อยอย่างที่คุณว่าเพราะมองคุณผิดไป คิดว่าคุณจะดีพร้อมตามโปรไฟล์ แต่ไม่เลย...”เขาส่ายหน้าอย่างรำคาญใจ เหล่มาทางฉันพร้อมกับแบะปากดูถูก

    “ใครจะคิดได้ว่าทั้งไม่มีมารยาททั้งขบถหัวรั้นแบบนี้ แต่ก็ดีนะที่ผมได้รู้ก่อน ไม่งั้นถ้าเกิดตกลงคบกัน สงสัยปวดหัวตายห่...”คำสุดท้ายของวิศวะหายไปในลำคอ แต่ฉันก็พอจะเดาได้ว่าเขาต้องการคำไหนท่าทางของเขาทำให้ฉันโมโห

    “สวะเอ๊ย”ฉันเงื้อมือยกกระเป๋าขึ้นตรงไปทางเขา แต่ก่อนที่จะฟาดลงไปนั้นฉันก็ชะงักมือกลางคันมองอีกฝ่ายที่ทำท่าตั้งการ์ดรับอย่างเต็มที่

    “จะ...จะทำอะไรน่ะ”วิศวะมองกระเป๋าสลับกับฉันอย่างเกรงๆ

    “ถ้าฟาดลงมาฉันจะแจ้งความข้อหาทำร้ายร่างกาย”ฉันยิ้มเยาะมุมปากแล้วเหล่สายตาดูถูกไปทางเขา

    “คนที่เอาน้ำสาดหน้าผู้หญิงยังพูดแบบนั้นได้น่ะ หน้าตัว...” คำสุดท้ายฉันพูดไม่จบ ปล่อยให้คนที่ได้ยินนั้นเดากันไปเอง

    แต่ฉันก็ไม่คิดว่าจะมีคนไม่เข้าใจนะ...

    “เฮ้อ”ฉันถอนหายใจอีกครั้ง พร้อม ๆ กับที่ลดมือลง มองหน้าวิศวะที่ยังเกรง ๆ มองไปรอบ ๆ คนอื่นๆ  กำลังมองมาแถมสตาฟก็กำลังยกมือค้างไว้ในระยะประชิดเตรียมจะห้ามดึงตัวฉันออกทันทีที่ฉันก่อเรื่อง

    “เอาเถอะงานนี้ฉันเองก็เป็นฝ่ายผิด ผิดที่หงุดหงิดจนปฏิบัติตัวไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ไม่สิจริง ๆ ผิดตั้งแต่คิดมาที่นี่แล้วล่ะ” ฉันยกมือลูบหน้าลูบตาอีกครั้ง หันไปทางสตาฟของบริษัทก้มหัวให้อย่างต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้

    “ขอโทษนะคะ”ฉันว่าก่อนที่จะหันกลับเดินมุ่งหน้าไปที่ประตูทันที คราวนี้วิศวะไม่คิดจะรั้งฉันไว้ก่อนที่จะก้าวออกจากร้านฉันได้ยินเสียงผู้ชายที่คุยด้วยนานหลายนาทีดังไล่หลังมาว่า

    “บัดซบชิบต้องมาเจอผู้หญิงเลว ๆ”

    ฉันชะงักกึกกับคำว่าผู้หญิงเลวๆ ของเขา แล้วหันกลับไปทางด้านหลังฉันคิดว่าตัวเองควรจะโมโหและทำอะไรสักอย่างกับคำต่อว่านี้ แต่ว่านะ...สิ่งที่ฉันทำได้ก็คือการเลิกคิ้วอย่างแปลกใจที่ทุกอย่างเบื้องหลังนั้นกลับเข้าสู่ภาวะปกติ การเดทด่วนยังคงดำเนินต่อไปและวิศวะก็...

    วิศวะก็กลับไปนั่งยิ้มแย้มในชุดสูทยุคเจ็ดศูนย์ของเขาพร้อมด้วยผู้หญิงอีกคนที่ท่าทางเป็นมิตรมากกว่าฉัน ทั้งคู่ดูมีไมตรีต่อกันมากกว่าที่ฉันจะคิดได้ว่ามันเกิดหลังจากเหตุการณ์ทั้งหมดเมื่อครู่นี้ มันทำให้ฉันคิดขึ้นอีกครั้งว่า...ทำไมนะ...ทำไมเขาถึงสวมหน้ากากได้เร็วขนาดนี้       

    ฉันกวาดตามองไปรอบๆ อีกครั้ง ก่อนจะหันหลังให้กับทุกคนเดินออกจากประตู พร้อมๆกับความคิดที่อยู่ในหัวว่า

    ทำไมทุกคนถึงสวมหน้ากากได้เร็วขนาดนี้นะ...ทำไม

     


เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in