fictober #haloxfictoberhalomynameisiq
Day 10 : Beast
  • #fictober
    D-10 : Beast
    Pairing : Hong Joochan x Lee Jangjun




    "ถ้าอย่างนั้นมาอยู่กับฉันไหมล่ะ?"


    คำพูดของเขาที่หยิบยื่นมาให้ผมที่ในตอนนั้นอายุ 15 ปี แล้วโดนไล่ออกมาจากฝูงแล้วไม่มีที่ใดให้พึ่งพิง เขาที่เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาคนนึงที่ยื่นความช่วยเหลือมาให้ตัวผมที่กำลังหลงทาง วินาทีที่ตัดสินใจจับมือที่เขายื่นมาให้ตรงหน้าตัวผมที่ไม่มีอะไรเลยนอกจากบาดแผลตามตัว วินาทีนั้นเป็นวินาทีที่ผมตัดสินใจว่าผมจะยกชีวิตที่เหลือทั้งหมดให้คนตรงหน้า


    แต่เรื่องนี้ก็ผ่านมา 4 ปีแล้ว


    "จูชาน พระจันทร์เต็มดวงครั้งหน้าเมื่อไหร่กันนะ..."


    เขาที่เดินหยิบปากกามาขีดกาบนปฏิทินเพื่อไม่ให้หลงลืมวันสำคัญหันมาถามผมที่นั่งกินซีเรียลใส่นมเป็นอาหารเช้า


    "วันเสาร์"


    เขาหันมามองทางผมที่รีบตอบแล้วก้มหน้ากินซีเรียลในชามต่อแล้วหัวเราะออกมาเบา ๆ ผมเลยเงยหน้าขึ้นไปมองเขาด้วยความสงสัยว่าคำว่าวันเสาร์มันมีอะไรตลกนักหรือไง


    "เปล่า ๆ ฉันแค่รู้สึกว่าพอเห็นแบบนี้นายก็ดูเป็นหมาบ้านดีเหมือนกันเนอะ"


    เขาพูดจบแล้วก็ยังคงขำออกต่อ ก็จริงของเขา หมาป่าที่ไหนมานั่งกินซีเรียลใส่นมยามเช้ากัน 


    "แล้วก็เก็บหูด้วย ฉันรู้ว่าตอนนายเป็นหมาป่านายเท่แค่ไหนแต่ตอนนี้นายเป็นมนุษย์นะ"


    ผมยกมือขึ้นไปจับบนหัวที่ตอนนี้คงมีหูหมาป่าที่มีสีเหมือนกับเรือนผมสีเทาของผมตั้งขึ้นมาอยู่ทั้งสองข้างอย่างแน่นอน ผมควบคุมมันไม่ได้อีกแล้ว ในวันพระจันทร์เต็มดวงก็คงเป็นเหมือนกัน ผมคงขาดสติอีกเหมือนเคย


    "พี่จางจุน ไม่ว่ายังไงวันเสาร์ก็ห้ามปล่อยผมออกมาจากกรงเด็ดขาดเลยนะ"


    "ถึงนายไม่เตือนฉันก็ไม่ปล่อยอยู่แล้วแหละน่า"


    "แล้วก็ไม่ต้องนั่งเฝ้าด้วย"


    "ก็ฉันกลัววันดีคืนดีนายพังกรงออกไปนี่นา"


    ผมไม่ปฏิเสธข้อนี้หรอกนะแต่ผมกลัวว่าถ้าผมหลุดออกไปผมอาจจะทำร้ายเขาก็ได้ อยากจะโทษว่าเป็นความผิดของแสงจันทร์ตอนเต็มดวงแต่มันก็ผิดที่ตัวผมเองด้วยที่ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้สักที จะอายุ 20 ปีอยู่แล้วแท้ๆ 


    ในคืนที่พระจันทร์เต็มดวงเขาจะจับผมใส่ไว้ในกรงเหล็กที่ถูกล็อกไว้อย่างแน่นหนา แล้วนั่งเฝ้าผมที่คลุ้มคลั่งขาดสติจนถึงเช้าเป็นแบบนี้มาตลอด เขาไม่เคยบ่นอะไรเลยสักคำ บอกว่าเป็นหน้าที่ของผู้ปกครองอยู่แล้ว 


    "พี่ไม่กลัวผมเหรอ?"


    ผมถามเขาที่กำลังหันหลังทำอาหารเช้าส่วนของตัวเองอยู่ เขาก็ตอบขึ้นมาโดยไม่หันมามองหน้าผม


    "ฉันไม่กลัวนายหรอก นายเป็นแค่เด็กธรรมดาคนนึงนะ"


    เขาค่อยๆหันหลังมาพร้อมกับกล่องนมในมือแล้วยิ้มให้ผม รอยยิ้มที่ทำให้ภายในอกของผมรู้สึกปั่นป่วนยิ่งกว่าแสงของพระจันทร์เต็มดวง 


    "ต่อให้เกิดอะไรขึ้นนายไม่ผิดหรอกนะ"


    เป็นคำพูดที่เขาพร่ำพูดมาตลอด 4 ปี ที่อยู่ด้วยกันมา คำพูดนั้นที่เหมือนฉีกกระชากตัวผมออกทั้ง ๆที่เขาไม่ได้มีฟันแหลมคมเหมือนผมเสียด้วยซ้ำ 


    "ออกไปเดินเล่นนะ"


    ผมรีบวิ่งออกมาก่อนที่เขาจะพูดรั้งอะไรไว้พร้อมกับเอาฮู้ดขึ้นมาปิดศีรษะเอาไว้ ถ้าหากอยู่ๆหูดันโผล่ขึ้นมากลางเมืองคงไม่ใช่เรื่องดี ผมต้องหาวิธีอะไรสักอย่างที่จะทำให้ควบคุมตัวเองได้ จะไปถามมนุษย์หมาป่าด้วยกันก็ดันตัวคนเดียวไม่เหลือใครอีก 


    "อายุจะครบ 20 ปีแล้วสินะ"


    ผู้ชายที่เดินสวนกับผมกลางฝูงชนกล่าวขึ้นมาระหว่างที่เดินสวนกัน ผมหันขวับไปตามเสียงนั้นทันที ก่อนจะเพิ่งรู้สึกตัวว่ากลิ่นนี้มัน...คนจากในฝูงเก่านี่นา 


    "รอก่อน!"


    เขาหยุดรอผมหลังจากที่ผมตะโกน ก่อนที่เราจะไปนั่งคุยกันที่ร้านกาแฟแถว ๆนั้น ผมไม่อยากติดต่อกับคนพวกนี้นักหรอกแต่เขาอาจจะรู้วิธีอะไรก็ได้ เขาบอกว่าเขากลับมาที่เมืองนี้เพราะมีธุระต้องทำ ยังไงตอนอยู่ในฝูงก็ไม่ได้สนิทกันอยู่แล้ว ผมเองก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรนักหรอก


    "อยู่กับมนุษย์คนนั้นเป็นยังไงบ้างล่ะ?"


    "ก็ดี"


    "อยู่มาได้นานกว่าที่คิดนะหมายถึงมนุษย์คนนั้นน่ะ ที่ยังไม่ถูกนายคลุ้มคลั่งฆ่าตายเอา ดูท่าทางไม่น่าจะควบคุมพลังเป็นนี่ อีกไม่นานหรอก"


    ผมเถียงอะไรไม่ออกเพราะคำพูดของเขาเป็นจริงทุกประการ ว่าแต่ไม่นาน?


    "ก็เดือนหน้านายจะอายุครบ 20 ปีแล้วไม่ใช่เหรอ?"


    หลังจากนั้นเขาก็เริ่มอธิบายให้ฟังว่าในคืนพระจันทร์เต็มดวงหลังจากผมอายุครบ 20 ปี อาการคลุ้มคลั่งจะรุนแรงกว่าปกติ ผมอาจจะเผลอพลั้งมือฆ่าคนที่อยู่รอบตัวก็ได้ 


    "แล้วผมต้องทำยังไง..."


    ผมไม่อยากฉีกเขาออกเป็นชิ้นๆเพราะควบคุมสติไม่ได้ ผมไม่อยากให้มือของผมแปดเปื้อนเลือดของเขา ผมไม่อยากให้รอยยิ้มบนใบหน้านั้นหายไปจากผมตลอดกาล เขายื่นปืนสีดำกระบอกไม่ใหญ่มากมาตรงหน้าผม


    "ให้เขายิงนายซะสิ"


    ผมชั่งใจอยู่สักพักก่อนจะหยิบปืนกระบอกนั้นเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อ 


    ผมไม่ได้รู้สึกเสียใจถ้าจะต้องตายด้วยน้ำมือของเขา ยังไงซะชีวิตของผมก็คิดจะยกให้เขาตั้งแต่วันนั้นแล้ว วันที่ผมไม่เหลือใครเลยสักคนยกเว้นเขา เขาที่เป็นมนุษย์แต่ก็ยังไม่รังเกียจสัตว์ป่าแบบผม เขาที่ไม่รู้แม้แต่วิธีรับมือกับมนุษย์หมาป่าแต่ก็ไปศึกษาหาวิธีมาเพื่อที่เราจะได้อยู่ด้วยกัน แค่ยอมตายเพื่อเขาอาจจะน้อยไปเสียด้วยซ้ำ


    "สุขสันต์วันเกิดนะ"


    ผมเป่าเค้กก้อนเล็ก ๆที่เขาซื้อมาตรงหน้า ก่อนที่ห้องทั้งหมดจะมืดสนิทไปเพราะแสงเทียนบนเค้กที่ดับลง แต่เขาก็ไปหยิบเทียนหอมที่ซื้อมาด้วยกันวันก่อนจุดเพื่อให้แสงสว่างในงานเลี้ยงวันเกิดเล็ก ๆของเราสองคน เราตัดสินใจกันว่าปีนี้เราจะกินเค้กแล้วนอนดูหนังด้วยกัน


    "วันเกิดนายแท้ ๆ อายุ 20 ปีแล้ว ร่าเริงหน่อยสิ ทำไมทำหน้าตาแบบนั้นล่ะ?"


    เขาที่เฝ้าดูผมมาตลอด 4 ปี เห็นความผิดสังเกตของผมได้แทบจะทันที ผมเก็บความกังวลไว้ไม่มิดจริงๆ รวมถึงปืนกระบอกนั้นที่ยังคงเก็บไว้ไม่ห่างตัว


    "คือผมขอโทษ..."


    "อะไรกันน่ะ? นายไปขโมยของใครมาหรือไง?"


    ผมเลื่อนปืนกระบอกนั้นไปตรงหน้าของเขา เขาทำหน้าไม่เข้าใจสิ่งที่ผมจะสื่อ ก่อนที่ผมจะตัดสินใจเล่าทุกอย่างให้ฟัง เขาไม่พูดอะไรออกมาทำเพียงแค่มองผมมาด้วยแววตาที่เข้าใจในตัวผม แววตาที่เหมือนมองทะลุทุกอย่างในใจผมได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ซึ่งมันทำให้ในใจของผมรู้สึกประหลาดยิ่งกว่าคืนวันจันทร์เต็มดวงคืนไหน ๆเสียอีก


    "จูชาน รู้อะไรไหม ต่อให้นายจะทำร้ายฉันแต่ฉันก็ไม่มีวันทำร้ายนายอยู่ดี"


    "แต่...ผมอาจจะฆ่าพี่ก็ได้นะ..."


    ผมพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นและแผ่วเบาเพราะน้ำตาที่ไหลออกมาไม่หยุด เพียงคิดว่าผมจะเผลอพลั้งมือทำลายรอยยิ้มของคนที่นอนอยู่ข้าง ๆไปตลอดกาลแล้ว ผมคงไม่อาจชดใช้ความผิดนั้นได้ไปตลอดชีวิต ไม่สิ ตลอดชีวิตอาจไม่พอเสียด้วยซ้ำ แต่เขากลับหัวเราะออกมาแล้วลูบหัวผมที่ตอนนี้มีหูโผล่ขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้เบา ๆ


    "มันเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่เขาทำกันน่ะ ฉันเป็นผู้ปกครองนายนะ ฉันก็ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่นายทำอยู่แล้ว"


    เขาลูบหัวผมที่ยังคงร้องไห้ไม่หยุดโดยไม่พูดอะไรออกมาสักคำ จนน้ำตาแห้งเหือดเหลือทิ้งไว้เพียงคราบน้ำตาบนหน้าเท่านั้น ไม่ใช่แค่เขาคนเดียวหรอกที่รู้จักผมเป็นอย่างดีจาก 4 ปีที่อยู่ด้วยกันมา ผมเองก็สังเกตเห็นเหมือนกัน


    ว่าตอนที่เขาลูบหัวปลอบผมอยู่ ร่างกายของเขาเองก็สั่นเทาเพราะความกลัวเหมือนกัน


    "วันนี้วันเกิดนายนะ อย่ามัวแต่มานอนร้องไห้เลยเถอะ"


    เขาลุกขึ้นไปที่เครื่องเล่นแผ่นเสียงที่เขาเคยเล่าให้ฟังว่ามันเป็นสิ่งที่พ่อของเขาทิ้งไว้ให้ เป็นเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่สำคัญมาก เขาจะเปิดแค่ในวันสำคัญเท่านั้น เขาใส่แผ่นเสียงเพลงคลาสสิคเพลงโปรดของผมลงไป ทันทีที่ดนตรีเริ่มบรรเลงเขาก็ยื่นมือมาตรงหน้าผมที่ยังคงนอนอยู่หน้าโทรทัศน์ มือที่ยื่นมาให้เหมือนในวันนั้นที่เจอกันเป็นครั้งแรก


    และผมก็ยังคงไม่ลังเลที่จะคว้ามือคู่นี้ไม่ว่าจะกี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็ตาม


    คืนนั้นเราสองคนเต้นรำด้วยกันราวกับมันจะเป็นคืนสุดท้ายหรืออาจจะเป็นแบบนั้นก็ได้ ผมเงยหน้าขึ้นไปมองพระจันทร์ที่เกือบจะเต็มดวงผ่านหน้าต่างระหว่างเต้นรำกับเขา แน่นอนว่าเขาสังเกตเห็นท่าทีของผมก็เอามือทั้งสองข้างจับใบหน้าของผมให้จ้องไปที่ใบหน้าของเขา ดนตรียังคงบรรเลงต่อไปแต่เราทั้งคู่ได้หยุดการเคลื่อนไหว ดวงตาของเขาที่เผลอจ้องไปเพียงชั่วครู่ก็กลับกลายเป็นเวลาที่ยาวนานสำหรับผม 


    "จูชาน มองฉันสิ นายสนใจแค่ฉันก็พอแล้ว ไม่ต้องไปสนใจพระจันทร์หรอก"


    ผมจ้องเข้าไปในดวงตาของเขาตามที่เขาบอก จิตใจของผมที่พะวงเรื่องดวงจันทร์บนฟ้ากลับมีแต่เรื่องของเขาเข้ามาแทนที่เต็มไปหมด ดวงตาของเขาที่กลมสวยแล้วจ้องมาที่ผมไม่วางตา มันสวยงามแล้วทำให้บ้าคลั่งได้ยิ่งกว่าดวงจันทร์บนฟ้าจริง ๆ มันทำให้ขาดการควบคุม รู้สึกตัวอีกทีผมก็เผลอโน้มใบหน้าไปจุมพิตบนริมฝีปากของเขาเบา ๆเสียแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้ผลักไสหรือขัดขืนแต่อย่างใด ริมฝีปากของเราไม่แยกออกจากกันอยู่พักใหญ่ 


    เสียงดนตรีคลาสสิคจากเครื่องเสียงยังคงบรรเลงต่อไปเรื่อย ๆ แต่ช่วงเวลาของเราทั้งคู่หยุดลงตั้งแต่ริมฝีปากของเราแตะกัน


    อย่างที่คิดเลยเขาน่ะอันตรายเสียยิ่งกว่าคืนที่ดวงจันทร์เต็มดวงซะอีก


    และคืนที่ผมไม่อยากให้มาถึงมากที่สุดมันก็มาถึงในไม่กี่วันหลังจากนั้น หลังจากวันนั้นเขาก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ราวกับว่าจูบนั้นเป็นเพียงแค่จูบจากเด็กคนนึง เขาก็คงมองผมเป็นแบบนั้นแหละ แต่สำหรับผมแล้วจูบในคืนนั้นมันเป็นมากกว่านั้น แน่นอนว่าผมไม่อยากพูดออกไปให้เขาอึดอัดใจหรอก


    "พี่ไม่ต้องเฝ้าผมก็ได้นะ วันนี้น่ะ..."


    "ไม่เป็นไรหรอก ฉันจะไม่ทิ้งนายไปไหนเด็ดขาด"


    คำนี้ก็เป็นคำที่ในวันแรกที่ได้เจอกันเขาก็พูดกับผมที่ไม่มีที่ให้พึ่งพิง ในตอนนั้นผมไม่มีความเชื่อในคำสัญญาใด ๆอีกแล้ว คิดแค่เพียงว่าแค่เขายื่นมือคู่นั้นมาให้ผมก็เป็นอะไรที่ผมตอบแทนไม่ได้แล้ว ต่อให้เขาจะทิ้งผมไปเหมือนที่ฝูงของผมทำ ผมก็ไม่คิดจะโกรธเคืองอะไรเขาเลย


    "พี่จะยิงผมก็ได้นะ"


    ผมพูดกับเขาในตอนที่เดินเข้าไปในกรงก่อนอาทิตย์จะตกดิน เขาที่กำลังล็อคกุญแจอยู่เอื้อมมือเข้ามาในกรงแล้วยีหัวผมเบา ๆ มือคู่นั้นยังคงยื่นมาหาผมอย่างอ่อนโยนแม้ว่าในอีกไม่กี่นาทีหลังจากนี้ผมอาจจะเป็นสัตว์ร้ายที่ฆ่าเขาอย่างไม่มีความปราณีก็ได้ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังคงอ่อนโยนกับตัวผมที่เป็นแบบนี้


    "จะร้องไห้ทำไม ฉันไม่ยิงนายหรอก ฉันจะปกป้องนายเอง"


    "แต่..."


    "สัญญากับฉันสิว่าหลังจากนี้นายก็จะใช้ชีวิตต่อไป ตกลงไหม?"


    เขายื่นนิ้วก้อยมาตรงหน้าผมด้วยสีหน้าจริงจังแววตาคู่นั้นจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของผมอย่างไม่เกรงกลัว เป็นการบอกให้ผมเกี่ยวมันเพื่อสัญญากับเขา ผมยื่นมือไปเกี่ยวก้อยกับเขา ถึงในใจลึก ๆผมจะคิดว่าโลกที่ไม่มีเขาแล้วผมก็ไม่อยากอยู่หรอก 


    ถ้าเขาปกป้องผมจากตัวของผมเอง แล้วใครกันล่ะจะปกป้องเขากัน ก็คงต้องเป็นตัวผมเองสินะ ผมจะต้องควบคุมมันให้ได้ ดวงตาของเขาทำให้ผมบ้าคลั่งได้เสียยิ่งกว่าดวงจันทร์เต็มดวงเสียอีก กะอีแค่ดวงดาวบนฟ้านั่นทำอะไรผมไม่ได้หรอก


    นั่นเป็นสิ่งที่ผมคิดก่อนที่อาทิตย์จะตกดิน


    แต่ทุกอย่างมันไม่เป็นไปตามดั่งใจคิดมันกลับเป็นไปตามสัญชาตญาณภายในตัวที่ตอบสนองต่อแสงของดวงจันทร์บนท้องฟ้า ผมเห็นภาพของเขาที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่ตรงหน้ากรงไม่หนีไปไหน นั่งอยู่ต่อหน้าตัวผมที่กำลังจะพังกรงออกไปหาเขา แต่เขาก็ยังคงนั่งยิ้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น


    "จูชาน นายเอาชนะมันได้ เชื่อฉันสิ"


    เขาพูดออกมากับตัวผมที่ตอนนี้ถึงได้ยินเสียงของเขาก็ไม่อาจควบคุมร่างกายได้ตามใจอยาก ทำไมร่างกายมันไม่ยอมขยับตามที่สมองสั่งเลยนะ ผมจะปล่อยให้มันควบคุมผมจริง ๆเหรอ ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้นผมก็พังกรงเหล็กออกไปจนได้ เป็นเพราะคืนนี้เป็นคืนที่มีพลังมากเป็นพิเศษล่ะมั้ง


    แต่เขาก็ยังคงนั่งนิ่งไม่หนีไปไหน ถึงแม้ตัวของเขาจะสั่นเล็กน้อยเมื่อเห็นผมหลุดออกมาจากกรง เขาหยิบปืนกระบอกนั้นออกมาจากกระเป๋าเสื้อแล้วจ่อมาที่ผมที่กำลังจะพุ่งเข้าหาเขา


    ยิงสิ ยิงเลย ผมคิดแบบนั้น ผมจะไม่คิดโกรธเคืองใด ๆเลย มือของเขาที่ถือปืนสั่นเทาเพราะน้ำตาที่ไหลอยู่บนหน้าเขา เขากลัวงั้นเหรอ? หรือเขาเสียใจ? ไม่ก็อาจจะผิดหวังในตัวผมที่ไม่อาจควบคุมตัวเองได้


    "ให้ตายเถอะ ฉันทำมันไม่ได้จริง ๆ"


    เขาโยนกระบอกปืนทิ้งแล้ววิ่งเข้าหาผมที่ตอนนี้ควบคุมตัวเองไม่ได้ ซึ่งถ้าใครมาเห็นคงคิดว่าเขาเสียสติไปแล้ว ตัวผมเองก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน เขาพุ่งเข้ามากอดผมที่ตอนนี้แทบจะกลายร่างเป็นหมาป่าเต็มตัวและไม่มีสติแม้แต่จะพูดคุยกับเขาได้แล้วด้วยซ้ำ เขายังคงลูบหัวผมเบา ๆเหมือนอย่างทุกที 


    มือคู่นั้นยังคงโอบกอดผมไว้อย่างอบอุ่นไม่ต่างจากวันแรกที่ได้เจอกัน 


    "ไม่เป็นไรนะ จูชาน มันจะไม่เป็นไร"


    ผมคิดจะกอดเขากลับไปแต่นั่นมันเป็นสิ่งที่ผมคิด แต่พอตั้งสติเห็นอีกทีมือของผมที่กอดรัดเขาอยู่ก็เต็มไปด้วยเลือดจากร่างกายของเขา แต่เขาก็ยังไม่หนีไปไหน ยังคงลูบหัวตัวผมที่กำลังจะฆ่าเขาแล้วด้วยซ้ำ


    "มองฉันสิ อย่าไปสนใจดวงจันทร์บนท้องฟ้าเลยนะ"


    ครั้งนี้เขาเป็นฝ่ายโน้มใบหน้าลงมาจุมพิตเบา ๆที่ริมฝีปากของผมด้วยตนเอง ราวกับจะปลอบโยนตัวผมที่แทบไม่เหลือสติและตัวเขาเองก็แทบจะไม่เหลือแล้วเช่นกัน ลมหายใจของเขาโรยรินเต็มที จุมพิตของเขาเป็นสิ่งสุดท้ายที่ผมจำได้ ก่อนที่ภาพทั้งหมดจะกลายเป็นความมืดมิดไป


    ผมลืมตาตื่นขึ้นมาก็เจอแสงสว่างเพราะถึงเวลาเช้าแล้ว ภาพตรงหน้าทำให้ผมแทบหยุดหายใจ ภาพของเขาที่เต็มไปด้วยเลือดคาอ้อมกอดผม เขายังคงยื่นมือมาให้ผมแล้วไม่หนีไปไหนจนวินาทีสุดท้ายของตนเอง เช้าวันนั้น ผมร้องไห้ดังแค่ไหนก็ไม่อาจรู้ได้ ได้แต่หวังว่าเสียงมันจะดังพอที่จะไปถึงตัวเขาที่ในตอนนี้คงไม่อาจมาลูบหัวปลอบใจผมได้อีกแล้ว 


    ผมนำศพของเขาไปฝังใต้ต้นไม้ที่เราเคยนั่งอ่านหนังสือและทำข้าวกล่องมานั่งกินด้วยกันบนเนินเขาแห่งหนึ่ง แล้วนำดอกไม้ที่เขาชอบ หนังสือเล่มโปรด แผ่นเพลงคลาสสิคที่เราเต้นรำด้วยกันวันนั้นไว้ให้ ผมนั่งอยู่หน้าหลุมศพของเขาอยู่หลายชั่วโมงราวกับคนบ้า ทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่าเขาไม่มีวันฟื้นขึ้นมายื่นมือมาช่วยเหลือตัวผมได้อีกแล้ว


    ผมเดินกลับเข้าไปในบ้านของเรา บ้านที่เราอยู่ด้วยกันมาตลอด 4 ปี บ้านหลังนี้ที่เต็มไปด้วยความทรงจำในทุกย่างก้าวที่ผมเดิน ผมเดินไปที่ห้องของเขาก่อนที่ตาจะไปสะดุดกับสมุดไดอารี่ของเขาที่ปกติเขาจะหวงมันมาก ทำไมมันถึงมาวางอยู่บนโต๊ะแบบนี้ได้ล่ะ แถมยังมีดอกไม้คั่นไว้อีก ผมต้านความสงสัยของตัวเองไว้ไม่ไหวก็เลยตัดสินใจพลิกไปหน้าที่ถูกคั่นเอาไว้


    'ถึง จูชาน

    ถ้านายได้อ่านสิ่งนี้แสดงว่าตอนนั้นตัวฉันคงตายไปแล้วไม่ได้มาเก็บไดอารี่เล่มนี้เข้าที่ บ้าชะมัด เหมือนเขียนแช่งตัวเองเลยแหะ แต่ฉันก็ยังอยากเขียนมันอยู่ดี นายไม่ต้องรู้สึกผิดหรอกนะ นายไม่ได้ผิดอะไรเลย ฉันเตรียมใจไว้อยู่แล้วตั้งแต่วันที่รับนายมาอยู่ด้วย หลาย ๆคนก็บอกว่าฉันบ้าที่เก็บนายมาเลี้ยง แต่รู้อะไรไหม ฉันไม่เคยเสียใจเลย นายเป็นเด็กดีปกติคนนึง นายไม่ใช่สัตว์ประหลาดอย่างที่ใครเขาว่ากันหรอกนะ อย่าเกลียดตัวเองเลยนะ'


    ผมอ่านถึงบรรทัดนี้ก็ต้องหยุดไว้ก่อนเพราะน้ำตาที่ไหลออกมาไม่หยุด ทั้ง ๆที่คิดว่าจะไม่ร้องไห้แล้วแท้ ๆ


    'จริงๆมันก็น่าอายชะมัดที่ให้นายมาเห็นไดอารี่เล่มนี้ แต่ยังไงก็ตายไปแล้วนี่เนอะ หลังจากนี้ฉันอยากให้นายใช้ชีวิตต่อไปนะ ฉันคิดว่านายควบคุมมันได้โดยไม่มีฉัน นายเป็นเด็กที่เข้มแข็งจะตาย อย่าร้องไห้มากจนเกินไปล่ะ ฉันไม่ได้อยู่ปลอบนายแล้วนะ'


    ไม่จริง ผมมันอ่อนแอแค่ขนาดตัวเองยังควบคุมไว้ไม่ได้


    'แล้วก็คืนวันนั้นน่ะที่เราจูบกัน จำได้ไหม? นายคงไม่ลืมอยู่แล้วแหละ ฉันรู้นะว่านั่นไม่ใช่แค่จูบของเด็กคนนึงแต่ก็นั่นแหละเรื่องนี้ไว้เรามาคุยกันหลังจากนี้ก็ได้นี่เนอะ ถ้าฉันยังมีชีวิตอยู่ แต่การที่นายได้มาอ่านในนี้ก็แสดงว่าฉันตายไปแล้วนี่หว่า อะไรกันเนี่ย น่าอายชะมัด!'


    เขารู้งั้นเหรอ รู้มานานแค่ไหนกันนะ ถึงความรู้สึกของผม


    'ฉันหวังว่านายจะไม่โทษตัวเองจนเกินไป ขอบคุณนะที่ผ่านมาฉันไม่เหงาเลยที่มีนายอยู่ข้าง ๆและก็ขอโทษที่ฉันมันเป็นผู้ปกครองที่แย่มาก ที่ไม่สามารถควบคุมนายไม่ให้ฆ่าฉันได้ มันเป็นความผิดของฉันเอง ที่ไม่อาจรับผิดชอบสิ่งที่นายทำได้'


    คำพูดเหล่านั้นทำให้ผมรู้สึกเหมือนถูกฉีกออกเป็นชิ้น ๆเสียอีก บางทีการถูกฉีกออกเป็นชิ้น ๆไปเลยอาจจะดีกว่า


    'ปล.ฉันอนุญาตให้นายเปิดหน้าอื่นได้! ไม่ต้องเกรงใจหรอกนะ ยังไงซะฉันก็ตายไปแล้ว'


    ข้อความนี้เป็นบรรทัดสุดท้าย ผมปาดน้ำตาบนใบหน้าออกลวก ๆก่อนจะพลิกดูไดอารี่ของเขาหน้าอื่นที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของผม ทั้งบันทึกในวันที่ดวงจันทร์เต็มดวง ผมชอบกินอะไร ไม่ชอบกินอะไร เพลงคลาสสิคที่ชอบ รวมถึงภาพยนต์ที่ชอบ เขาจดมันไว้ทุกอย่าง มันยิ่งทำให้ผมรู้สึกแตกเป็นเสี่ยง ๆยิ่งกว่าเดิม ผมจะใช้ชีวิตอยู่ได้ยังไง ด้วยความรู้สึกแบบนี้ ผมสมควรจะใช้ชีวิตต่อไปจริง ๆเหรอ


    ผมหยิบปืนที่เขาตัดสินใจไม่ใช้มันยิงผมออกมาจากกระเป๋าเสื้อของตัวเอง ถ้าเขาตัดสินใจยิงผมไปเรื่องมันคงไม่เป็นแบบนี้ ผมมองข้อความสุดท้ายของเขาแล้วยื่นมือไปจับบนสมุดไดอารี่หน้านั้นเบา ๆ


    "ขอโทษนะ ที่คงทำตามที่พี่ขอไว้ไม่ได้..."


    หลังจากนี้ฉันก็อยากให้นายใช้ชีวิตต่อไปงั้นเหรอ 


    ชีวิตใหม่ที่เขาเป็นคนหยิบยื่นให้ผมเอง แต่ผมกลับเป็นคนพรากชีวิตของเขาไปเนี่ยนะ อีกอย่างผมก็ตัดสินใจไว้แล้วนี่นะว่าจะยกชีวิตทั้งหมดของผมให้เขา ผมยกปืนขึ้นมาจ่อที่ขมับของตัวเองด้วยมือที่ยังคงสั่นไม่หยุด 


    'สัญญากับฉันสิว่าหลังจากนี้นายก็จะใช้ชีวิตต่อไป ตกลงไหม?'


    ผมคิดถึงแววตาของเขาในวันนั้นที่ต้องการให้ผมมีชีวิตอยู่ต่อไปจริง ๆ ทำให้ผมทิ้งกระบอกปืนลงแล้วนั่งร้องไห้อยู่ในห้องของเขาทั้งคืน ห้องที่มีแต่กลิ่นของเขาอยู่เต็มไปหมด เขาที่ไม่มีวันที่จะกลับมาที่ห้องนี้หรือบ้านหลังนี้อีกแล้ว หลังจากผมร้องไห้จนสลบไป พอตื่นขึ้นมาผมก็ตัดสินใจทำตามที่เขาขอเอาไว้ 


    ถ้าผมใช้ชีวิตต่อไป สักวันผมก็อาจจะได้หยิบยื่นความอ่อนโยนให้ใครสักคนได้เหมือนวันที่เขายื่นมือคู่นั้นมาให้ผมมาให้ผมเป็นครั้งแรกจนไปถึงวินาทีสุดท้ายของชีวิตเขามือคู่นั้นก็ยังไม่ปล่อยผมไปไหน


    ยังไงซะชีวิตของผมก็ยกให้เขาไปทั้งหมดแล้ว ถ้าหากเขาต้องการให้ผมมีชีวิตอยู่ต่อไป ผมก็ต้องอยู่ต่อไป ถึงแม้จะต้องหายใจอย่างยากลำบากในโลกที่ไม่มีเขาแล้ว ผมก็ยังคงต้องอยู่ต่อไป 


    การใช้ชีวิตอยู่คงเป็นการชดใช้ความผิดบาปที่สาสมที่สุดของผมที่สามารถชดใช้ให้เขาได้






    #haloxfictober



    playlist :
    Of Monsters And Men - Wolves Without Teeth

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in