Here in my Heart...ได้ยินไหม หัวใจบอกว่ารักApril's girl
Here in my Heart ได้ยินไหม...หัวใจบอกว่ารัก 3
  •                ชนม์นิภาตื่นขึ้นมาในเช้าวันรุ่งขึ้นด้วยอารมณ์แจ่มใส หลังจากออกไปสูดอากาศที่เย็นสดชื่นอย่างที่ไม่มีทางสัมผัสได้ในกรุงเทพ และชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้าจากระเบียงหลังห้อง กดถ่ายรูปสายหมอกที่ลอยเรี่ยภูเขาท่ามกลางแสงแดดอ่อนส่งไปให้มารดาและเพื่อนสนิทดูเสียหลายรูปแล้ว เธอก็กลับเข้ามาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า โดยเลือกใส่กางเกงยีนพอดีตัวขาห้าส่วนกับเสื้อไหมพรมเนื้อบางยาวคลุมสะโพก คู่กับรองเท้าผ้าใบเพื่อความคล่องตัว เนื่องจากยังไม่รู้ว่าวันนี้คุณภัสสรจะวางแผนพาไปที่ไหนบ้างจึงต้องเตรียมตัวให้พร้อมไว้ก่อน

    หญิงสาวเดินตรงไปทางห้องอาหารที่ทานเมื่อวานเย็น ก่อนจะพบเข้ากับบัวตองที่โผล่หน้ามายิ้มร่าทักทาย แล้วจึงชี้ทางบอกให้เธอเดินออกไปยังเทอเรซด้านนอก พลางอธิบายว่า

    “ปกติแม่เลี้ยงชอบทานมื้อเช้าข้างนอกเจ้า เพราะบางทีคุณพีทต้องออกไปไร่แต่เช้า แม่เลี้ยงบอกว่าทานโต๊ะใหญ่คนเดียวแล้วเหงา ก็เลยให้ตั้งโต๊ะที่ระเบียงทุกวัน...คุณเชรีเดินออกไปทางนี้เลยเจ้า บัวตองตั้งโต๊ะเสร็จแล้ว”

    “งั้นเหรอ ขอบใจจ้ะ” ชนม์นิภายิ้มรับสดใส นึกโล่งใจที่ไม่ได้มาช้าเหมือนเมื่อวาน และรอยยิ้มนั้นก็ยังคงค้างอยู่บนใบหน้าเมื่อเธอเดินอ้อมมุมบ้านออกมาถึงเทอเรซที่ปูด้วยกระเบื้องลายหินสลับสีเหมือนกับตัวบ้าน มีโต๊ะกระจกกลมพร้อมเก้าอี้เหล็กดัดเข้าชุดตั้งรับแสงแดดอุ่นๆ อยู่ตรงกลาง และร่างสูงของชายหนุ่มเจ้าของบ้านที่เงยหน้าขึ้นมองตรงมาพอดี

    ไม่รู้ว่าเป็นเพราะชุดกางเกงยีนกับเสื้อเชิ้ตเรียบๆ สีฟ้าเข้มที่ทำให้วันนี้พีรัชดูเป็นทางการน้อยลง หรือเพราะแสงแดดอ่อนยามเช้าที่ส่งให้ใบหน้าคมคายดูกระจ่างตา จนคนที่เดินเข้ามาถึงเกือบชะงักไปด้วยความเผลอตัว พร้อมกับเพิ่งรู้สึกตัวว่าถ้าหากดูเผินๆ เมื่อครู่นี้ก็เหมือนเธอกำลังส่งยิ้มทักให้เขาก่อน...โชคดีที่บัวตองถือถาดอาหารเดินตามมาถึงในจังหวะนั้นพอดี ทำให้เธอรอดพ้นจากภาวะเก้อเขินแปลกๆ อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นในชีวิตมาก่อนไปได้อย่างหวุดหวิด

    “ไข่กระทะมาแล้วเจ้า คุณเชรีจะรับชาหรือกาแฟดีเจ้า”

    “เอาชาก็ได้จ้ะ” หญิงสาวตอบ ก่อนจะรับถ้วยชามาเติมนมเพิ่มเล็กน้อยอย่างที่ชอบ แต่แล้วก็แทบจะสำลักชาร้อนเมื่อแม่สาวน้อยเอ่ยทักขึ้นมาซื่อๆ ว่า

    “คุณเชรีชอบชาใส่นมเหมือนคุณพีทเลย มันอร่อยเหรอเจ้า บัวตองไม่เคยลองสักที”

    ชนม์นิภารีบวางถ้วยในมือลง พอเหลือบมองไปทางผู้ร่วมโต๊ะอีกคนก็เห็นว่าตรงหน้าเขามีถ้วยชาหน้าตาเหมือนของเธอวางอยู่จริงๆ จึงรีบถอนสายตา หันกลับมาคุยต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

    “ก็...อร่อยดีนะ บัวตองอยากลองชิมบ้างมั้ยล่ะ”

    “ไม่ได้หรอกเจ้า ป้าฟองจันทร์บอกว่าเป็นเด็กเป็นเล็กอย่าเพิ่งริหัดกินชากาแฟ เอาไว้ให้โตเป็นผู้ใหญ่ก่อน” เด็กสาวส่ายหน้าปฏิเสธด้วยถ้อยคำที่ผู้เป็นป้าสั่งสอนไว้ ก่อนจะกระวีกระวาดลุกขึ้นคว้าถาดอาหารกลับเข้าไปในครัวอีกรอบเมื่อคุณภัสสรเดินยิ้มกว้างเข้ามาร่วมวง

    “วันนี้เชรีอยากไปไหนจ๊ะ”

    หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ ผู้อาวุโสก็เอ่ยถามอย่างเอาใจ ในขณะที่หญิงสาวผู้มาเยือนยิ้มตอบนัยน์ตาใสว่า

    “เชรีเพิ่งเคยมา ก็คงต้องแล้วแต่ป้าภัสแล้วล่ะค่ะว่าจะพาไปไหน”

    “งั้นวันนี้เราขึ้นพระธาตุดอยสุเทพก่อนก็แล้วกัน มาถึงวันแรกป้าว่าไปไหว้พระเสริมศิริมงคลกันก่อนดีกว่า แล้ววันหลังค่อยไปเที่ยวในไร่” คุณภัสสรตัดสินใจ ก่อนหันไปหาบุตรชายแล้วสรุปแผนการโดยไม่รอให้ใครปฏิเสธว่า

    “พีทขับรถให้แม่หน่อยนะ วันนี้ในไร่คงไม่มีอะไรด่วน ช่วงที่เราไม่อยู่วศินก็มารายงานแม่ทุกวันว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี เพราะงั้นถึงเราไปเป็นสารถีให้แม่อีกสักวันก็คงไม่เป็นไรหรอก”

    พีรัชมองตอบผู้เป็นมารดาอย่างรู้ทัน หากอะไรบางอย่างซึ่งไม่รู้ที่มากลับทำให้เขาไม่อาจหาเหตุผลมาปฏิเสธท่านได้อย่างที่เคยทำ แต่ถึงอย่างนั้น...ถ้าจะให้ยอมรับง่ายๆ ทันทีก็คงจะไม่ใช่เขา

    “ผมขอโทรไปสั่งงานนายศินก่อนแล้วกันครับ ไม่อยู่หลายวัน ห่วงงานในไร่ แต่ถ้าไม่มีอะไรจริงๆ ผมก็จะไปด้วย” เสียงทุ้มเอ่ยตอบเรียบๆ ก่อนลุกขึ้นเดินเลี่ยงออกไปต่อสายหาผู้จัดการไร่ที่ทำหน้าที่เป็นมือขวาคอยดูแลทุกอย่างแทนตัวเขามานานหลายปี ทิ้งให้ผู้เป็นแม่มองตามไปด้วยสายตายิ้มๆ ก่อนจะหันกลับมาตอบหลานสาวที่บอกอย่างเกรงใจว่า

    “จะดีเหรอคะป้าภัส เชรีไม่อยากรบกวนพี่พีท”

    “ไม่ต้องคิดมากหรอกจ้ะเชรี ไม่ได้รบกวนอะไรเลยสักนิด พี่เขาไม่ว่าอะไรหรอก ป้ารับรองได้”

    เมื่อคุณภัสสรยืนยันหนักแน่นอย่างนั้น ชนม์นิภาก็ไม่รู้จะหาเหตุผลอะไรมาคัดค้านอีก ถึงแม้จะเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าสิ่งที่เคยคิดไว้ก่อนหน้านี้จะเป็นจริงได้แค่ไหน และเธอจะมีเรื่องให้ต้องเกี่ยวข้องกับเขาอีกกี่ครั้งกัน




                   วัดพระธาตุดอยสุเทพเป็นวัดศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่และยังเป็นที่เคารพนับถือของบรรดาชาวพุทธทั่วไป เนื่องด้วยพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้าที่บรรจุอยู่ในองค์เจดีย์ที่ตั้งอยู่บนยอดเขา โดยการขึ้นไปสักการะพระบรมธาตุนั้นนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมเดินขึ้นทางบันไดนาค ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญของวัดพระธาตุดอยสุเทพ แต่ถ้าหากว่าไม่ต้องการเดินเท้าขึ้นไป ทางวัดก็มีกระเช้าไฟฟ้าให้บริการอยู่ใกล้ๆ กันนั่นเอง

    ตอนแรกคณะของคุณภัสสรตกลงใจจะเดินขึ้นทางบันไดนาค เพื่อให้ชนม์นิภาได้มีโอกาสสัมผัสความรู้สึกของนักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ แต่พอมาถึงหน้าบันไดที่มีนาค 7 เศียรเป็นปูนปั้นประดับด้วยกระจกสี ทอดตัวสูงขึ้นไปจนถึงยอดเขาเข้าจริงๆ ผู้อาวุโสสุดในกลุ่มกลับถอนตัวกะทันหัน หลังจากเห็นปริมาณผู้คนที่ทยอยกันเดินขึ้นบันไดโดยมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน

    “ไม่คิดว่าวันธรรมดาคนจะเยอะขนาดนี้เลยนะเนี่ย สงสัยป้าจะขึ้นไปเบียดกับเค้าไม่ไหวแล้วล่ะ ขอขึ้นกระเช้าล่วงหน้าไปรอข้างบนก่อนก็แล้วกันนะจ๊ะ”

    “งั้นเราเปลี่ยนไปขึ้นกระเช้าแทนก็ได้นะคะ ป้าภัสจะได้ไม่ต้องเหนื่อยด้วย” หญิงสาวเสนอด้วยความห่วงใยผู้เป็นป้า เพราะถึงแม้ว่าตอนนี้จะเริ่มเข้าสู่หน้าหนาวแล้ว แต่แสงแดดที่จัดจ้าในยามกลางวันก็ทำให้อากาศค่อนข้างระอุเล็กน้อย

    “โอ๊ย ไม่เป็นไร ไม่ต้องห่วงป้าหรอกจ้ะ เชรีอยากขึ้นบันไดก็ไปเถอะ ไหนๆ ก็อุตส่าห์มาเที่ยวทั้งที อย่าให้ป้าทำให้หนูต้องหมดสนุกเลย” คุณภัสสรทำเป็นลืมความจริงที่ว่าเธอเองที่เป็นคนแนะนำแกมยุให้หลานสาวเลือกเดินขึ้นบันไดตั้งแต่แรก ก่อนสรุปความด้วยรอยยิ้มอย่างไม่เปิดโอกาสให้ใครได้ค้านว่า “เอาเป็นว่าเดี๋ยวเราขึ้นไปเจอกันข้างบนนะจ๊ะ พีทคอยดูแลน้องด้วยล่ะ คนเยอะ ระวังจะหลงกัน”

    หลังจากกำชับบุตรชายอีกรอบแล้วคุณภัสสรก็เดินจากไป ทิ้งให้สองหนุ่มสาวยืนมองหน้ากัน ก่อนที่พีรัชจะเป็นฝ่ายทำลายความเงียบลงด้วยการเอ่ยขึ้นก่อนว่า

    “ไปกันเลยไหม”

    “ไปสิคะ” ชนม์นิภายิ้มตอบแต่ไม่ค่อยสนิทเท่าไหร่นัก เพราะความเกรงใจที่ต้องกลายเป็นภาระให้เขาคอยดูแลอยู่เรื่อยจึงทำให้เธอตัดสินใจบอก

    “ถ้าเชรีเดินช้า พี่พีทไม่ต้องรอนะคะ เดี๋ยวเราค่อยขึ้นไปเจอกันข้างบนก็ได้ รับรองว่าเชรีไม่บอกป้าภัสให้มาดุพี่พีทหรอกค่ะ”

    หากชายหนุ่มกลับตอบนิ่งๆ ด้วยถ้อยคำที่ทำให้เธอถึงกับหาทางไปต่อไม่ถูก...

    “ไม่เป็นไรนี่ ผมก็ไม่ได้รีบอะไรอยู่แล้ว” และก่อนที่คนฟังจะได้หาข้อโต้แย้งหรือเหตุผลเพื่อขอแยกตัวจากไปอีก เขาก็พยักหน้าไปทางบันไดที่มีผู้คนทยอยเดินขึ้นลงกันอย่างไม่ขาดสาย ก่อนจะเอ่ยต่อเหมือนเตือนว่า “คนเริ่มเยอะแล้วนะ คุณขึ้นไปก่อนเถอะ เดี๋ยวผมเดินตามไป จะได้ไม่หลงกัน”

    เมื่อเห็นแล้วว่าอีกฝ่ายไม่ยอมเปลี่ยนใจ หญิงสาวจึงจำต้องหมุนตัวเดินนำขึ้นไปก่อนอย่างไม่รู้จะทำอะไรได้ดีไปกว่านั้น ทั้งที่ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงเถียงอะไรเขาไม่ได้เลยสักคำแบบนี้

    จากระยะทางที่ดูด้วยตาเปล่าเหมือนไม่ไกลเท่าไหร่ แต่ยิ่งเดินสูงขึ้นไปเรื่อยๆ แรงโน้มถ่วงของโลกก็ดูเหมือนจะส่งผลให้ฝีเท้าของเธอยิ่งช้าลงตามประสาคนไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย จนคนที่เดินตามหลังสาวเท้าขึ้นมาทันในที่สุด

    เมื่อเห็นใบหน้าใสเริ่มเปลี่ยนเป็นสีชมพูจัดโดยเฉพาะบริเวณสองแก้มเนียน และอาการคล้ายกับคนที่เริ่มจะก้าวขาไม่ออกเข้าไปทุกที พีรัชจึงก้าวขึ้นไปยืนเคียง เอาตัวกันร่างบางจากคนที่เดินขึ้นลงสวนทางกันขวักไขว่ให้ไปยืนชิดราวบันไดตรงที่ไม่ค่อยมีคน ก่อนจะบอกเสียงอ่อนลงกว่าตอนแรกว่า

    “พักตรงนี้กันก่อนดีกว่า เอาไว้หายเหนื่อยแล้วเราค่อยไปต่อ”

    อยากจะแย้งว่าคนที่เหนื่อยน่ะมีเธอคนเดียวต่างหาก ในเมื่อคนข้างๆ ก็ดูอาการปกติดีเหมือนไม่ได้เดินขึ้นมาพร้อมกันอย่างนั้น แต่ชนม์นิภาก็พูดไม่ออก...หากก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเธอเหนื่อยเกินไป หรือเพราะคำว่า ‘เรา’ ที่ออกมาจากปากเขากันแน่

    ...แต่ก็อาจจะเป็นเพราะคำนั้น รวมกับสายลมเย็นๆ ที่พัดพาเอาความสดชื่นมาให้ ที่ทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลายจนเกือบจะเพลิดเพลินไปกับการยืนชมวิวเมืองเชียงใหม่ที่มองเห็นลิบๆ จากมุมสูงอยู่ตรงนี้ พร้อมกับฟังชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าถิ่นเล่าถึงประวัติการตัดถนนขึ้นดอยสุเทพของครูบาศรีวิชัยซึ่งเป็นที่เคารพของชาวล้านนา พลางตอบคำถามเกี่ยวกับสถานที่ที่เธอชี้ถามเท่าที่มองเห็นได้ไปด้วย

    “ทำไมพี่พีทรู้ละเอียดจัง” คิ้วเรียวขมวดเล็กน้อยอย่างแปลกใจ เมื่อเขาเล่าได้กระทั่งว่าบันไดนาคที่เห็นอยู่ตอนนี้สร้างมานานกว่า 400 ปีแล้ว แต่เพราะได้รับการทำนุบำรุงอย่างสม่ำเสมอ จึงยังคงสภาพสวยงามมาจนถึงทุกวันนี้

    ...ไหนป้าภัสบอกว่าลูกชายเรียนบริหาร ไหงเล่าประวัติศาสตร์ได้เป็นฉากๆ เชียว

    “ผมเคยพาเพื่อนต่างชาติมาเที่ยวที่นี่ โดนถามละเอียดซะจนเปิดไกด์บุ๊กตอบแทบไม่ทัน หลังจากนั้นก็เลยจำได้แม่น” พีรัชยิ้มนิดๆ ถึงแม้ว่าภายนอกจะยังดูเคร่งขรึมอย่างเคย หากสีหน้าแววตาและคำพูดกลับอ่อนโยนลงโดยไม่รู้ตัว จนคนมองเกือบชะงักไปด้วยความรู้สึกที่เจ้าตัวก็ยังไม่รู้ว่าคืออะไร ก่อนจะรีบกลบเกลื่อนด้วยการชวนอีกฝ่ายให้ออกเดินต่อ เพราะไม่อยากให้คุณภัสสรต้องรอนาน

    “เอ่อ...เชรีหายเหนื่อยแล้ว ไปกันต่อเถอะค่ะ”

    “รู้หรือเปล่าว่าบันไดนี้มีกี่ขั้น” เสียงทุ้มๆ ที่เอ่ยขึ้นเหมือนชวนคุยหลังจากที่เดินกันต่อไปได้สักพัก ทำให้ชนม์นิภานิ่งคิดอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะส่ายหน้าอย่างยอมแพ้

    “ไม่รู้หรอกค่ะ ตอนแรกก็ลองนับอยู่เหมือนกัน แต่หลงไปตั้งแต่ขั้นที่เท่าไหร่ก็จำไม่ได้แล้ว” พอเผลอไปสบตาคมที่มีรอยขบขันจางๆ เข้าก็เลยแก้เก้อด้วยการถามกลับอย่างรวนๆ เล็กน้อยว่า “ที่ถามนี่เพราะอยากเล่าให้ฟังเฉยๆ หรือจะบอกเชรีให้รู้ตัวว่ายังต้องเดินอีกไกลกันแน่คะ”

    ร่างสูงเลิกคิ้ว ริมฝีปากหยักบางที่มักจะเม้มสนิทแย้มออกเป็นรอยยิ้มขบขันแกมเอ็นดู เมื่อเขาพยักหน้าไปยังปลายทางที่ใกล้เข้ามาจนเหมือนอยู่แค่เอื้อม ก่อนจะชี้ว่า

    “ใครว่ายังอีกไกล ตอนหยุดพักเมื่อกี้ก็เกินครึ่งทางแล้วนะ เหลืออีกไม่เท่าไหร่ก็จะถึงแล้วครับ”

    ...อ้าว จริงด้วยสิ พอมองตามสายตาเขาไปแล้วหญิงสาวก็ได้แต่กะพริบตาปริบๆ อดคิดไม่ได้ว่าถ้าหากเธอต้องเดินขึ้นมาคนเดียวโดยไม่มีคนข้างๆ ก็คงมาถึงได้ไม่เร็วขนาดนี้แน่ๆ

    คุณภัสสรนั่งรออยู่แล้วตรงใต้ร่มไม้ใกล้กับทางเข้าอุโบสถ เมื่อสองหนุ่มสาวเดินมาถึงจุดหมาย เธอก็ส่งยิ้ม ยื่นดอกกล้วยไม้ที่ป้าฟองจันทร์จัดเป็นช่อรวมกับใบเตยหรือที่เรียกว่า ‘กำเตย’ ไว้สำหรับถวายพระพร้อมธูปเทียนมาให้ทั้งคู่ ก่อนจะถามว่า

    “เหนื่อยมั้ยจ๊ะเชรี...พีท เดี๋ยวเข้าไปไหว้พระกันได้เลยนะ ป้าเรียบร้อยแล้วตอนนั่งรอเราสองคนเมื่อกี้ ยังไงถ้าเสร็จแล้วก็ออกมาเจอกันตรงนี้นะลูก”

    แม่เลี้ยงแห่งไร่ปภัสสรอมยิ้มนิดๆ เมื่อเห็นลูกชายและหลานสาวรับคำอย่างว่าง่ายก่อนจะเดินตามกันไป รู้สึกได้ถึงท่าทีที่เริ่มเปลี่ยนไปของทั้งสองฝ่าย...ถึงแม้ว่าจะเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็นก็ตาม หากเพียงเท่านี้เธอก็ถือว่าเป็นความก้าวหน้าที่น่าพอใจแล้ว

    ในขณะที่ชนม์นิภานั้นถือว่าตัวเองเพิ่งเคยมาเป็นครั้งแรก เมื่อเข้าไปด้านในเลยยกให้พีรัชเป็นผู้นำ เริ่มตั้งแต่การไหว้ขอพรพระธาตุโดยการเดินเวียนขวา 3 รอบ ซึ่งเขาก็เสริมด้วยว่าควรไหว้พระธาตุให้ครบทั้ง 4 ทิศ เนื่องจากจะได้อานิสงค์แตกต่างกัน หลังจากนั้นเธอจึงขอเดินหามุมเก็บภาพองค์พระธาตุสีทองอร่ามท่ามกลางท้องฟ้าสดใสเพื่อเก็บไว้เป็นแรงบันดาลใจและส่งไปให้คุณชลลดากับพริมาดูตามระเบียบ

    จังหวะหนึ่งที่ร่างบางกำลังเล็งกล้องอย่างตั้งใจ ก็มีนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่เดินเข้ามาพร้อมๆ กัน ทำให้ชายหนุ่มที่ยืนรออยู่ด้านข้างต้องก้าวหลบโดยอัตโนมัติ...เข้ามาในเฟรมภาพของเธอพอดีโดยที่เขาเองก็ไม่รู้ตัว หากคนกดชัตเตอร์กลับชะงักมือค้าง ก่อนจะหน้าร้อนวูบเหมือนคนแอบทำความผิด

    ...แต่เธอไม่ได้ตั้งใจจะแอบถ่ายเขาสักหน่อยนี่นา

    ถึงอย่างนั้นพอถ่ายไปได้อีกไม่กี่รูปหญิงสาวก็หมดสมาธิจะถ่ายต่อ ประกอบกับเห็นว่าคนเริ่มเยอะแล้ว จึงชวนพีรัชกลับออกมาหาคุณภัสสรที่รออยู่ด้านนอก ก่อนจะพบว่าผู้อาวุโสกำลังยืนคุยอยู่กับสตรีวัยเดียวกันสองสามคน และทั้งหมดก็พร้อมใจกันหันมาจับจ้องสองหนุ่มสาวที่เดินเข้ามาด้วยกันเป็นตาเดียว

    “อ้าว ไหว้พระเสร็จแล้วเหรอลูก” คุณภัสสรทัก ก่อนจะจูงมือชนม์นิภาเข้ามาใกล้ตัว แล้วออกปากแนะนำด้วยรอยยิ้มหวานว่า “นี่หนูเชรี...หลานสาวฉันเอง เพิ่งมาจากกรุงเทพจ้ะ วันนี้ก็เลยพามาไหว้พระเสียหน่อย แล้วก็ถือโอกาสใช้ลูกชายเป็นสารถีด้วยซะเลย”

    “แหม น่ารักนะคะเนี่ย” ใครบางคนเอ่ยขึ้นอย่างชื่นชม โดยที่หญิงสาวคนฟังก็ไม่แน่ใจนักว่าหมายถึงเรื่องอะไรกันแน่ แต่คุณภัสสรกลับหัวเราะเบาๆ ตอบรับ ก่อนจะหันมาบอกหลานสาวและลูกชายที่ยืนเงียบเหมือนอยู่นอกวงว่า

    “เชรีได้ไปถ่ายรูปตรงจุดชมวิวหรือยังจ๊ะ มองเห็นเชียงใหม่ได้ทั้งเมืองเลยนะ...พีท เราพาน้องไปดูสิ เดี๋ยวแม่คุยกับเพื่อนเสร็จแล้วจะตามไป”

    พีรัชเกือบจะถอนใจนิดๆ เมื่อสบตาเป็นประกายของผู้เป็นแม่...นึกรู้ทันว่าท่านต้องการอะไร พอๆ กับที่รู้ดีว่าถ้าลองว่าเป็นแบบนี้ก็คงขัดขวางไม่ได้แน่ ส่วนหนึ่งก็เพราะเขาเป็นฝ่ายเปิดทางให้ท่านด้วยตัวเอง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คุณภัสสรจะคว้าโอกาสนั้นไว้ทันที

    ...ดูเหมือนว่าเขาจะติดกับมารดาเข้าเสียแล้ว




                   หลังจากไหว้นมัสการพระธาตุดอยสุเทพแล้ว ตอนขาลงคุณภัสสรได้บอกให้บุตรชายจอดรถ พาชนม์นิภาแวะกราบอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัยที่ประดิษฐานอยู่ตรงเชิงดอยสุเทพเพื่อความเป็นสิริมงคลส่งท้าย ก่อนจะพาหญิงสาวผู้มาเยือนไปทานอาหารกลางวันเป็นข้าวซอยเจ้าอร่อย ต่อด้วยการเดินเล่นในบริเวณชุมชนเก่าสไตล์ล้านนาที่มีบ้านเรือนไม้ปลูกเป็นร้านอาหารและร้านกาแฟ รวมถึงร้านขายสินค้าทำมือต่างๆ ในช่วงบ่าย ซึ่งผู้หญิงสองวัยต่างก็เดินเลือกซื้อสินค้ากันอย่างสนุกสนาน โดยมีชายหนุ่มหนึ่งเดียวในกลุ่มเดินตามโดยไม่ปริปากบ่นอย่างน่าชื่นชม

    เมื่อได้มาเดินซื้อของด้วยกันอย่างนี้ หญิงสาวจึงได้รู้ว่าคุณภัสสรนั้นเป็น ‘นักชอป’ ตัวจริง เนื่องจากผู้อาวุโสมีสายตาที่แหลมคมในการมองหาสินค้าคุณภาพดี และยังเชี่ยวชาญในการต่อรองราคาอย่างหาตัวจับยากอีกด้วย

    “จำไว้นะจ๊ะเชรี จะซื้ออะไรต้องดูคุณภาพให้เหมาะสมกับราคา ถ้าแพงเกินก็อย่าไปซื้อ ของที่ขายนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เขาตั้งราคาไว้สูงอยู่แล้ว ต้องหัดต่อราคาให้เป็นรู้มั้ย” ผู้เป็นป้าหันมาสอนด้วยน้ำเสียงจริงจัง ก่อนจะหันกลับไปเลือกสินค้าต่ออย่างเพลิดเพลิน ดูท่าทางจะสนุกกว่าหลานสาวที่พอเลือกผ้าทอพื้นเมืองไปฝากมารดา กับเครื่องประดับทำมือสำหรับเพื่อนสนิทและคนรู้จักที่สำนักพิมพ์ได้แล้วก็ไม่รู้จะซื้ออะไรต่ออีก ในขณะที่พีรัชดูจะเคยชินกับภาพตรงหน้าดี

    “ท่าทางป้าภัสจะติดลมแล้วนะคะเนี่ย ซื้อไม่หยุดเลย” ร่างบางพึมพำกับคนข้างตัวอย่างทึ่งๆ เมื่อเห็นคุณภัสสรส่งถุงใส่ของให้บุตรชาย ก่อนจะเดินตรงเข้าร้านถัดไปอย่างไม่รอช้า ส่วนตัวเธอขอพักยก ยอมถอยร่นมาเป็นฝ่ายเดินตามดีกว่า

    “นานๆ จะได้เข้าเมืองทีก็แบบนี้ แถมยังได้โอกาสใช้งานพอดี ก็เลยจัดมาเต็มที่เลย” ชายหนุ่มตอบเสียงเรียบ พลางยกถุงที่ถืออยู่เต็มสองมือขึ้นเล็กน้อยประกอบคำพูด เรียกรอยยิ้มสดใสจากคนฟังที่บอกปนหัวเราะว่า

    “ป้าภัสชอบบ่นว่าพี่พีทมัวแต่ทำงาน ไม่ค่อยมีเวลาให้ ถ้ายังไงวันนี้ก็คงต้องชดเชยให้เยอะๆ หน่อยนะคะ”

    ร่างสูงยิ้มนิดๆ แทนคำตอบ ก่อนที่คุณภัสสรซึ่งเพิ่งเดินเข้าร้านเครื่องเงินทำมือไปเมื่อครู่จะส่งเสียงเรียกสองหนุ่มสาวให้หันไปมองพร้อมกัน

    “พีท เชรี มานี่หน่อยสิลูก” ผู้อาวุโสดึงมือหลานสาวเข้ามาใกล้ ก่อนจะหยิบกำไลเงินตีเป็นลวดลายดอกไม้อ่อนช้อยวางทาบลงบนข้อมือบาง แล้วยิ้มกว้างอย่างถูกใจเมื่อถามว่า “ชอบมั้ยจ๊ะเชรี ลองใส่ดูสิ ป้าว่าสวยมากเลยนะ งานละเอียดเชียว...พีทล่ะว่าไง”

    ดวงตาดำคมหลุบมองภาพกำไลเงินบนข้อมือขาวเนียนครู่หนึ่งก็เงยหน้าขึ้นตอบนุ่มๆ ด้วยประโยคที่เจ้าตัวอาจไม่รู้ว่าทำให้คนถูกมองเผลอใจเต้นแรงไปวูบหนึ่ง

    “ผมว่าก็เหมาะดี แต่แม่เลือกของเก่งอยู่แล้ว น่าจะรู้ดีกว่าผมนะ”

    “แน่ล่ะสิ สายตาแม่มีหรือจะพลาด” คุณภัสสรเชิดหน้าบอกยิ้มๆ อย่างภูมิใจกึ่งแฝงนัยอะไรบางอย่าง แล้วจึงหันไปหาหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงกลาง เมื่อได้รับคำตอบในทางบวกแล้วก็รวบรัดสรุปความว่า “ถ้าเชรีชอบก็ใส่ไปเลยนะลูก ป้าให้เป็นของขวัญ...ถือว่าตอบแทนที่มาเที่ยวเป็นเพื่อนป้า เพราะถ้าเชรีไม่มา ป้าก็คงอยู่แต่ที่รีสอร์ท ไม่ได้มาเดินชอปปิงสนุกๆ อย่างนี้หรอก เพราะงั้นอย่าปฏิเสธเลยนะจ๊ะ”

    เจอคำขอร้องปนเกลี้ยกล่อมของแม่เลี้ยงแห่งไร่ปภัสสรเข้าไปแบบนั้น ชนม์นิภาก็พูดอะไรไม่ออก ได้แต่จำยอมรับของขวัญมาสวมไว้บนข้อมือขวา อดคิดไม่ได้ว่าแม่ลูกคู่นี้ช่างเหมือนกันจริงจังในเรื่องของการพูดจาปิดทางเลือกคนอื่น เพราะตั้งแต่มาถึงเชียงใหม่ก็ดูเหมือนว่าเธอจะปฏิเสธอะไรสองแม่ลูกไม่ได้เลยสักอย่างเดียว

    หลังจากคุณภัสสรประกาศว่ามื้อเย็นวันนี้อยากจะเปลี่ยนจากเมนูอาหารเหนือบ้างเพื่อไม่ให้หลานสาวรู้สึกเบื่อ พีรัชจึงเลือกพาสองสาวมาที่ร้านอาหารไทยประยุกต์ แต่ตัวร้านตกแต่งในสไตล์ล้านนาและตั้งอยู่ติดกับน้ำตก ทำให้แขกผู้มาเยือนได้สัมผัสกับบรรยากาศธรรมชาติอย่างเต็มที่

    “ร้านนี้แม่ไม่เคยมา ตกแต่งสวยดีนะ บรรยากาศก็ดี” มารดาของชายหนุ่มมองรอบตัวอย่างชื่นชม ก่อนจะหันมาหรี่ตามองลูกชาย ถามทีเล่นทีจริงว่า “พีทรู้จักร้านนี้ได้ยังไง เคยมากับใครเหรอจ๊ะ”

    “ไม่เคยมาหรอกครับ ผมเพิ่งโทรถามนายก้องเมื่อกี้ หมอนั่นก็เลยแนะนำร้านนี้มา” คำตอบนิ่งๆ ของพีรัชทำให้ผู้เป็นแม่พยักหน้ารับอย่างเข้าใจ

    “มิน่าล่ะ ก็สมกับเป็นนายก้องหรอกนะ สงสัยจะพาสาวๆ มาบ่อย ถึงได้รู้เรื่องพวกนี้ดีเหลือเกิน”

    “ผมว่ารายนั้นคงจะบอกว่าพาลูกค้ามามากกว่า” ชายหนุ่มตอบหน้าตาย เรียกอาการกลอกตาอย่างหมั่นไส้จากคุณภัสสรที่บ่นพึมพำว่า

    “กะล่อนไม่มีใครเกินจริงๆ” เมื่อเห็นชนม์นิภากะพริบตาปริบอย่างงงๆ ผู้อาวุโสก็อธิบายกึ่งแอบตีกันไปในตัวว่า “นายก้องเป็นเพื่อนสนิทของพี่พีทเขาจ้ะ แต่เชรีอย่าไปสนใจเชียวนะ รายนี้น่ะเจ้าชู้ แถมกะล่อนก็เท่านั้น”

    หญิงสาวฟังแล้วก็ได้แต่ยิ้มรับ หากยังไม่ทันได้ตอบรับหรือปฏิเสธอะไร เสียงทุ้มๆ ก็เอ่ยต่อว่า

    “ผมกำลังจะบอกแม่พอดีว่าพรุ่งนี้นายก้องจะขอมาทานข้าวเย็นที่บ้าน...พาเพื่อนมาด้วยอีกคนนะครับ”

    “เหรอจ๊ะ งั้นเดี๋ยวแม่จะได้บอกป้าฟองจันทร์ให้เตรียมเมนูโปรดไว้ให้ ตาก้องมาทีไรก็จัดการเรียบทุกที คนทำถึงได้ปลื้มนัก” คุณภัสสรว่า ทั้งน้ำเสียงและสีหน้าแสดงออกชัดว่าถึงแม้ท่านจะบ่นว่ากลทีป์ยังไง แต่ก็ยังมีความเอ็นดูปะปนอยู่ไม่น้อย เนื่องจากฝ่ายนั้นเป็นเพื่อนรักของพีรัชมานาน อีกทั้งความสัมพันธ์ระหว่างกันจะว่าไปก็เป็นเหมือนกับลูกหลานอีกคนหนึ่งนั่นเอง




                   กว่าจะกลับถึงไร่ปภัสสร เวลาก็ล่วงไปสองทุ่มเศษ คุณภัสสรที่เริ่มออกอาการเพลียเล็กน้อยขอไปพักผ่อนก่อนใครเพื่อน ชนม์นิภาจึงถือโอกาสนั้นแยกตัวกลับห้องพักเช่นกัน

    หลังจากเก็บข้าวของที่ซื้อมาให้เข้าที่เรียบร้อย หญิงสาวถึงได้มีเวลาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดู และข้อความจากเพื่อนสนิทที่ส่งมาตั้งแต่เมื่อหลายชั่วโมงก่อนก็ทำให้เธอรีบกดโทรศัพท์หาคนส่งทันที

    “ฮัลโหล พริม”

    “ว่าไง ยัยเชรี ตั้งแต่ส่งรูปมาให้ดูแล้วก็หายเงียบไปทั้งวันเลยนะ มัวแต่เที่ยวเพลินใช่ไหมเนี่ย” พริมาเอ่ยปนหัวเราะมาตามสาย ทำให้คนเป็นเพื่อนย่นจมูกน้อยๆ บ่นว่า

    “รู้ทันตลอดเลย นี่ฉันเพิ่งกลับถึงห้องเมื่อกี้นี้เอง”

    “นึกแล้วเชียว ไปเที่ยวที่ไหนมาบ้างล่ะ”

    “ตอนเช้าป้าภัสพาไปไหว้พระธาตุดอยสุเทพ กลางวันพาไปกินข้าวซอย แล้วก็ไปเดินเล่นที่หมู่บ้านล้านนาต่อ ถ้าพริมมาน่าจะชอบนะ เค้าทำบ้านไม้เลียนแบบของเก่าเปิดเป็นร้านอาหารแล้วก็ร้านค้า มีของสวยๆ เยอะเหมือนกัน ฉันซื้อปิ่นปักผมมาฝากพริมกับพวกพี่โรสด้วย แต่เดี๋ยวให้พริมเลือกก่อนคนแรกเลย” ชนม์นิภาเล่ายาว ก่อนปิดท้ายประโยคอย่างเอาใจ แต่ก็เลือกเล่าเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้เป็นป้า โดยละเรื่องของลูกชายคุณภัสสรเอาไว้ไม่ยอมพูดถึง ทั้งที่เมื่อคิดดูดีๆ ก็ไม่น่าจะมีเหตุผลอะไรเลยที่เธอจะต้องทำแบบนั้น

    ส่วนพี่โรส หรือรสสุคนธ์ ก็คือบรรณาธิการบริหารของสำนักพิมพ์ที่เคยให้โอกาสเธอตีพิมพ์ผลงานนิยายเรื่องแรกเมื่อเกือบสองปีก่อน และยังสนิทสนมคุ้นเคยกันมาจนถึงทุกวันนี้ โดยที่ฝ่ายนั้นมักจะรบเร้าให้เธอออกงานเขียนใหม่เสมอทุกครั้งที่เจอหน้า พอรู้ว่าเธอจะขึ้นมาหาข้อมูลเพื่อเตรียมเขียนนิยายเรื่องใหม่ก็ถึงกับดีอกดีใจยกใหญ่

    หากปลายสายก็สมกับที่เป็นเพื่อนรักกันมานาน เมื่อเอ่ยเสียงหวานด้วยประโยคที่ทำให้คนฟังถึงกับอ้าปากค้าง หาเสียงตัวเองไม่เจอไปหลายวินาที

    “ขอบใจนะ ว่าแต่...ไปกับป้าภัสแค่สองคนเองเหรอ ไม่เห็นพูดถึงหนุ่มหล่อในรูปบ้างเลย มีอะไรจะเล่าให้เพื่อนฟังอีกไหมจ๊ะ คุณเชรี”

    “รูป...อะไรเหรอ” ...อย่าบอกนะว่า…

    แล้วลางสังหรณ์ของเธอก็ได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นความจริง เมื่อพริมาเฉลยด้วยน้ำเสียงแฝงรอยสนุกสนานเต็มพิกัดว่า

    “ก็รูปถ่ายบนพระธาตุที่เธอส่งมาให้ฉันดูเมื่อตอนกลางวันไง เห็นนะว่ามีรูปผู้ชายคนนึงติดมาด้วย ใช่ลูกชายป้าภัสคนที่เป็นเจ้าของไร่หรือเปล่า...ถ้าจะหล่อเนี้ยบแถมยังมาดดีขนาดนี้ ก็ไม่แปลกที่เธอจะแอบถ่ายรูปเก็บไว้ดูล่ะนะยัยเชรี”

    “จะบ้าเหรอพริม ใครจะไปทำแบบนั้นกันเล่า รูปนั้นมันบังเอิญต่างหาก” หญิงสาวรีบปฏิเสธเป็นพัลวัน ใบหน้าร้อนผ่าวจนรู้สึกได้เมื่อภาพ ‘หนุ่มหล่อมาดดี’ ของเพื่อนลอยเข้ามาในความคิด ก่อนจะตั้งต้นอธิบายเหตุการณ์ที่มาของรูปเจ้าปัญหาให้เพื่อนสนิทฟังอย่างเร่งด่วน เริ่มนึกออกว่าคงเป็นตอนกำลังจะลงจากเขานั่นเองที่เธอส่งรูปถ่ายตั้งแต่ในวัดจนถึงจุดชมวิวให้เพื่อนสนิทดู และคงเผลอกดเลือกรูปนั้นส่งไปด้วยโดยไม่ได้ตั้งใจ ทำให้กลายมาเป็นสาเหตุให้โดนซักฟอกอยู่ตอนนี้ ซึ่งเธอก็ทำได้เพียงยืนยันเสียงแข็งเหมือนย้ำกับตัวเองไปพร้อมกันว่า

    “สรุปว่าฉันแค่บังเอิญถ่ายติดพี่พีทมาก็แค่นั้น ไม่ได้มีอะไรสักหน่อย เข้าใจแล้วนะพริม”

    “โอเค เข้าใจก็ได้ ไม่มีอะไรก็ไม่มี”

    พอบรรณาธิการสาวยอมรับคำอย่างง่ายดายเข้าจริงๆ คนเป็นเพื่อนก็อดแปลกใจไม่ได้ จนต้องออกปากถามว่า

    “นี่เธอเข้าใจจริงหรือเปล่าเนี่ย” ...ทำไมยัยพริมถึงว่าง่ายผิดปกติล่ะ เมื่อกี้ยังทำท่าเหมือนจะซักไซ้ไม่เลิกอยู่เลยนี่นา

    “ก็จริงน่ะสิ” ถ้าอยู่ต่อหน้า พริมาคงได้ไขว้นิ้วตีหน้าตายไปด้วยขณะพูด แต่นี่เพราะอยู่ห่างไกลกันคนละภาค ชนม์นิภาจึงไม่มีโอกาสได้เห็นรอยยิ้มขบขันแกมรู้ทันของเพื่อนสนิท ที่คิดว่าจับสังเกตอะไรบางอย่างได้ แต่เลือกที่จะเก็บความสงสัยเอาไว้รอดูด้วยสายตาตัวเองดีกว่า ก่อนให้เหตุผลกึ่งเล่นกึ่งจริงว่า

    “ฉันก็แค่เสียดาย นึกว่าขึ้นเหนือคราวนี้เธอจะได้เจอพระเอกตัวจริงซะที จะได้ไม่ต้องมานั่งจินตนาการเวลาเขียนนิยายให้ลำบากไงล่ะ”

    คนฟังจึงค่อยคลายความหวาดระแวงลงจนต่อความอย่างล้อเลียนกลับไปได้ว่า

    “เอาไว้เธอก็ขึ้นมาหาพระเอกของเธอเองสิพริม ไม่แน่ว่าอาจจะเจอก็ได้นะ”

    “แหม ถ้าเจอกันง่ายๆ ขนาดนั้นก็ดีน่ะสิ แต่กว่าจะถึงตอนนั้นฉันคงต้องฝ่ากองงานที่สุมหัวอยู่ตอนนี้ไปให้ได้ก่อนล่ะ” พริมาสรุปปนหัวเราะ ปกติงานของเธอค่อนข้างอยู่ตัว อาจจะมีช่วงที่ยุ่งบ้างเป็นบางครั้งก็จริง แต่เพราะหนนี้เธอจะลาพักผ่อนหลายวัน ก็เลยต้องเร่งสะสางงานไว้ล่วงหน้าเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบถึงเพื่อนร่วมงานคนอื่น ต่างจากเพื่อนสาวที่ทำอาชีพอิสระกว่า จึงสามารถเดินทางล่วงหน้าไปก่อนได้เป็นสัปดาห์

    “เอาเป็นว่าเธอเที่ยวเผื่อฉันไปก่อนก็แล้วกันนะเชรี แล้วอาทิตย์หน้าฉันจะตามไป”

    สองสาวพูดคุยเรื่องสัพเพเหระกันอีกครู่ใหญ่ พริมาก็เป็นฝ่ายขอวางสายไปก่อน เนื่องจากอู้งานกองโตที่หอบกลับมาทำที่บ้านด้วยมานานเกินไปแล้ว ถ้ายังคุยต่อไปเกรงว่าจะส่งงานไม่ทันกำหนดเอา ชนม์นิภาจึงได้แต่ให้กำลังใจเพื่อนก่อนจะวางสายลงบ้าง

    หลังจากทำธุระส่วนตัวและเปลี่ยนเครื่องแต่งกายมาอยู่ในชุดนอนนุ่มสบายแล้ว หญิงสาวก็หยิบสมุดบันทึกขึ้นมาจดสิ่งที่ได้พบเจอในวันนี้ และสิ่งที่คิดว่าอาจจะนำไปใส่ลงในงานเขียน ไม่ว่าจะเป็นฉาก สถานที่ หรือเหตุการณ์ ตามแต่ที่เธอจะจินตนาการเพิ่มเติมเข้าไป พร้อมกับเปิดกล้องถ่ายรูปขึ้นมาไล่ดูรูปถ่ายประกอบไปด้วย ก่อนที่จะหยุดชะงักเมื่อเปิดไปเจอรูป ‘บังเอิญถ่าย’ รูปนั้นเข้าพอดี

    “ฮื้อ ยัยพริมนะยัยพริม จะพูดขึ้นมาทำไมก็ไม่รู้ อุตส่าห์ไม่คิดอะไรแล้วเชียว” ร่างบางบ่นพึมพำไปถึงเพื่อนสนิท หากไม่วายนึกขัดใจตัวเองมากกว่าที่ไม่ลบรูปนั้นไปตั้งแต่แรก แต่กลับปล่อยเอาไว้ให้กลายเป็นประเด็นชวนสงสัยเปล่าๆ แล้วพอตอนนี้คิดจะลบเข้าจริงๆ ก็เกิดทำไม่ลงขึ้นมาเสียอย่างนั้น

    ...แล้วพรุ่งนี้จะมองหน้าเขายังไงดีล่ะเนี่ย ยัยเชรีเอ๊ย

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in