PEOPLE - Have your ever seen those people.ผักชนิดหนึ่ง มีชื่อว่าต้นหอม / Siwika Chayaworadech
ณ วันที่กรุงเทพฯ ล้น จนต้องนั่งกิน KFC กับคุณยายแปลกหน้า
  • คุณยายที่เดินทางมาเพื่อกิน KFC

     

    8.00 น. ทุกวันจันทร์จะครุกรุ่นด้วยอารมณ์ที่หงุดหงิดมาก  รถติดและคนเยอะ  แม้ว่าจะเดินทางมาด้วยรถไฟฟ้าแต่คนก็เต็มแน่นมาตั้งแต่คิวผ่านไม้กั้นประตู และในขณะที่กำลังรอคิวเพื่อขึ้นรถ แต่ละคนก็หยิบโทรศัพท์โทรหาเจ้านายบอกว่าวันนี้ขอเข้าสาย  ไปส่งลูกบ้าง  กำลังเดินทางอยู่บ้าง  รถติดบ้าง

     

    บางทีก็คิดว่า ในโซนพื้นที่เดียวกันหากบริษัทหรือหน่วยงาน เปิดปิดเวลาถัดๆ กัน ไม่ต้องเริ่มงาน 8.00 – 9.00 น. เหมือนกันมากๆ ก็คงจะดี เพราะไม่เพียงการจราจรบนถนนที่เต็มไปด้วยรถ  รถไฟฟ้า หรือคิวรอมอเตอร์ไซต์คนก็เยอะพอกัน (ไหนจะวันที่ฝนตก) ทุกวันนี้ก็เริ่มชินแล้ว (แต่ก็ยังไม่มีความสุข) 


    (ภาพจาก BBC)


    ในใจก็คิด “เบื่อ” ว่าทำไมทุกวันต้องมาเจอกับอะไรแบบนี้   ทำไมงานที่อยากทำต้องอยู่ไกลบ้าน  ทำไมเราต้องมาใช้ชีวิตเผชิญอะไรคนเดียว พ่อแม่ ญาติๆ  คนที่รักต่างก็อยู่ไกลกันไปหมด  แล้วเมื่อไหร่จะได้อยู่ด้วยกัน ต้องทำงานถึงเมื่อไหร่ถึงจะเก็บเงินได้สร้างครอบครัวได้สักที

     

    แม้กระทั่งตอนเย็น หลังเลิกงานรถไฟฟ้าก็ยังเต็มไปด้วยคน (แน่นๆ)  ได้แต่ยืนรอขบวนต่อไป  ยืนมองว่าทำไม ประชากรกรุงเทพฯ  ช่างเยอะขนาดนี้  (เห็นแล้วไม่กล้ามีลูก)

     

    วันนี้ว่าจะแวะไปจ่ายเงินเข้าธนาคาร และซื้อของเข้าห้อง  ไปถึงธนาคารก็ปิด (ก่อนเวลาอีก ยังไม่ 20.00 น. เลย)  ต้องคุยกับ รปภ. รอดผ่านประตู   “จะทำอะไร?” เขาถาม  “ฝากเงินค่ะ”  ... แล้วเขาก็หันไปถามกับเจ้าหน้าที่ในแบงก์ว่าจะรับไหม?  เจ้าหน้าที่โบกมือปฏิเสธ

     

    เอาว่ะ.. ฝากเครื่องก็ได้

    “ขออภัยค่ะ ขณะนี้เครื่อง...”  หอยหลอด! เป็นอย่างนี้อยู่2 รอบ

     

    นอกจากคนจะใช้รถใช้ถนนกันเต็มแล้วยังใช้อุปกรณ์สาธารณะกันจนพังไปหมดละ นี่อยู่ประเทศกรุงเทพฯ ชักเริ่มจะทำตัวไม่ถูก

     


    หิวข้าวมาก ยังไม่ได้กินเลย ตั้งใจว่าเดินขึ้นบันไดเลื่อนไปเจอร้านไหนก็จะเข้าก่อน  มองไปเจอ KFC เอาว่ะแม้ว่าโต๊ะจะเต็ม คนจะแน่น แต่คิวดูเหมือนไม่เยอะ เผื่อระหว่างรอคิวซื้อแล้วคนจะลุกจากโต๊ะไปบ้าง

     

    ปรากฎว่านอกจากจะไม่มีโต๊ะว่างแล้ว ผู้หญิงที่ต่อแถวอยู่ก่อนเรายังเป็นคุณยายแก่ๆ ท่านหนึ่งที่สั่งชุดเมนูข้าวยำ แล้วเอากลับมาเปลี่ยนอีก น่าจะมีปัญหาอะไรสักอย่าง ทำให้แถวที่ดูช้าอยู่แล้ว ช้าขึ้นไปอีก

     

    ไม่เป็นไร  รอได้

     


    ระหว่างที่เรากำลังรอทุกอย่าง สงบใจให้สงบ โต๊ะในร้านก็ยังไม่มีว่างเลย  คุณป้าแกทัก  “หนูมาคนเดียวหรอ  มานั่งกับยายไหม?”

     

    ถ้าเป็น KFC สาขาต่างจังหวัด หรือ ริมชานเมืองเราก็คงจะไม่กล้า กลัวโดนวางยาในอาหารแล้วรูดทรัพย์เพราะไปไหนมาไหนคนเดียว  และคงสั่งเป็นเมนูกลับบ้านไปนั่งกินตามเก้าอี้โรยรอบห้างไปแล้ว แต่อะไรไม่รู้ดลใจให้วันนี้อยากนั่งกินที่ร้าน  แล้วโต๊ะทั้งร้านก็ไม่ว่างเลย 

     

    เหมือนสิ่งแวดล้อมจำกัดพื้นที่ให้คน 2 คนมาเจอกัน


    กำลังจะลุกไปหยิบช้อนส้อม และคิดว่าจะหยิบมาเผื่อคุณยาย แต่ยายแกปฏิเสธว่าเดี๋ยวแกไปหยิบเอง และด้วยความสะเปอะสะปะ ของเราก็ดันฝากแกหยิบเฉยเลย  แกตอบว่า “มาเลือกเองเถิดเผื่อจะถูกใจมากกว่า”

     

    ฟังแล้วการเรียงรูปประโยค กับศัพท์ของแกประหลาดมาก  ทำให้เรานึกถึงศาสตราจารย์ท่านหนึ่ง  ที่สุภาพและแต่งกายด้วยแฟชั่นเอ้กตี้แบบนี้  เชื่อไหมว่าเห็นคุณยายครั้งแรก ทำให้เรานึกถึงตัวเองในอนาคต  “ถ้าชั้นสูงอายุชั้นต้องมั่นแบบนี้”  และยังคงต้องเป็นWorking Woman ไปยันเกษียณ

     

    ความแปลกอีกอย่างหนึ่ง คือคุณยายไปหยิบจานมา 2 ใบ (ทั้งที่ไม่สั่งเมนูไก่)  คือ เอาจานมาวางรองถ้วยข้าวยำไก่ และเอามารองแก้วน้ำ (น่าจะกลัวโต๊ะสกปรก) ไอ้เราเรียนมาทางสายเชื้อโรคก็รู้สึกว่าโต๊ะสกปรกจริง 

     

    “คุณยายเป็นอาจารย์หรือคะ” เราถาม

    “ค่ะ  หนูรู้ได้ยังไง”

    “คุณยายเหมือนอาจารย์ที่เคยสอนหนู”

    ความจริงบุคลิกของคุณยายคล้ายกับศาสตราจารย์ที่เคยมาเป็นอาจารย์สอนพิเศษสมัยมัธยม  ซึ่งไม่ได้ข่าวอาจารย์มาหลายปีแล้วและระลึกถึงแกอยู่มาก ตอนนี้ถ้าแกยังไมได้ตั้ง Status Disappear ก็น่าจะอายุ 90แล้ว

    “ยายสอนภาษาญี่ปุ่น”

    “แล้วอย่างหนูพอจะเรียนได้ไหม?”

    “ภาษาญี่ปุ่นมันยากนะ  ไวยากรณ์มันเยอะ”

     

    แกเล่าว่าเพิ่งจะเกษียณจริงจังเพราะสอนเทอมที่แล้วเป็นเทอมสุดท้าย แกยังขับรถได้อยู่ ไปไหนมาไหนคนเดียวได้เก่งมาก  เล่าย่อสั้นๆ คือคุณยายเป็นอาจารย์สอนภาษาญี่ปุ่นอยู่ในวัง  (และเป็นคนวางรากฐานการศึกษาภาษาญี่ปุ่นในไทย)  คุณยายเล่าว่าก่อนหน้านี้ทำงานอยู่ที่สมาคมไทยญี่ปุ่น  และมาสอนที่จิตรลดาได้เกือบ 10 ปีแล้ว  เราเลยบอกว่าอาจารย์ที่ปรึกษาที่มหาวิทยาลัยเป็นหลานของครูใหญ่ที่โรงเรียนจิตรลดา คุณยายก็เล่าว่าปีนี้ท่านผู้หญิงอังกาบก็เกษียณปีนี้เหมือนกัน  ท่านอายุ 90 กว่าปีแล้ว

     

    แม้ว่าเราจะสงสัยว่าทำไมท่านไม่เข้าร้าน The Terrace อารมณ์รักษาสุขภาพหน่อยๆ  ยังไม่ทันถามคุณยายก็บอกว่า “เบื่อ FoodRepublic หนูเคยกินไหม (แล้วก็มองกลับมาที่จาน) วันนี้คนที่เขาทำให้ประจำไม่มา  คนที่ทำเขาทำไม่อร่อยก็เลยต้องให้ปรุงเพิ่ม” 

     

    “วันนี้ฟันยังแข็งแรงอยู่ ก็อยากกินที่ตอนที่ยังรู้สึกอร่อย” คุณยายบอก

    (เงยหน้าขึ้นมองดีๆ ฟันแกยังแข็งแรงอยู่จริงๆ ด้วย)

     

    คุณยายเล่าว่า เทอมก่อนเด็กที่แกสอนได้ทุน คิง สกอล่าร์ ชิฟ ซึ่งก่อนหน้านั้นเคยตกรอบสัมภาษณ์ทุนอื่นมา  “ครูบอกว่า ไม่เป็นไรๆ  แสดงว่าพระท่านได้เลือกสิ่งที่ดีกว่าไว้เบื้องหน้าเราแล้ว”

     

    ก่อนหน้านี้เราก็กังวลคิดว่า อายุเท่านี้แต่ก็ยังดูไม่มีอะไรเป็นหลักเป็นแหล่งของตัวเอง ทำงานจนเสียสุขภาพเพราะพยายามมากเกินไป คาดหวังมากเกินไป  ทั้งๆ ที่เพื่อนๆก็เข้าสู่ระบบการทำงานที่เป็นหลักเป็นแหล่งมั่นคง แต่เราก็อยากจะใช้ชีวิตในแบบเอ็นเตอร์เทน อยากมีเวลาอ่านหนังสือ อยากพักผ่อน ไม่อยากอยู่กับความเครียดและความคาดหวัง ซึ่งมันก็อาจจะฟังดูไม่ดีในสายตาของใครหลายคน   (มันเป็นความรู้สึกที่ว่าอยากพักผ่อนและไม่รู้ว่าตัวเองก็จะยังอยู่ใช้ชีวิตได้ถึงเมื่อไหร่)

     

    “เมื่อก่อนกรุงเทพฯ คนเยอะอย่างนี้ไหมคะ?”

    “ไม่เยอะอย่างนี้ ผู้คนมีเวลามากกว่านี้”  คุณยายว่า


    มันฟังเหมือนว่าเรากำลังใช้ชีวิตสวนทางอยู่กับคนอื่น

     

    เรากับคุณยายคุยกันนานมาก  ไม่น่าเชื่อว่าจะมีหลายเรื่องให้พูดคุยกับคนแปลกหน้าเหมือนเราได้คุยอยู่กับหนังสือสารานุกรมที่มีเนื้อหาน่าอ่านเต็มไปหมด  เราแปลกใจในความเก่งในการเดินทางคนเดียว  ของคนอายุ 71 ปีที่คล่องแคล่ว อาจจะช้ากว่าวัยรุ่นอย่างวัยเราๆ หน่อย   เราถามท่านว่า “มายังไงคะเนี่ย”  แกบอก ขับรถมา บ้านอยู่แถวห้วยขวาง  จะนั่งรถไฟฟ้าในซอยก็เดินไกล  แถมมีร้านอาหารที่วางขยะไว้เกลื่อนฟุตบาธทำให้คนต้องมาเดินบนถนน อันตรายและเดินไม่ถนัด

     

    “อีกหน่อยตาคงจะฝ้าฟางมากกว่านี้ คงจะทำอะไรๆ ยากขึ้น”  แกว่า“บางทียายอาจจะไปอยู่เนิร์ซเซอร์รี่คนแก่” “แต่พี่สาวบอกว่าอย่างเธอจะอยู่ได้หรอ”

     

    พี่สาวของคุณยายก็อายุ 90 กว่าปีแล้ว และถนัดที่จะอาศัยในกรุงเทพฯ มากกว่า ขณะที่เราคุยกันอยู่ แฟนเราก็ไลน์มาจากลำปาง กลายเป็นว่าเราคุยเรื่องลำปางกันต่อได้อีกสักพักหนึ่ง   “หลานกำลังชวนไปอยู่ลำปาง”

     

    “อาจารย์มีครอบครัวไหมคะ”

    “ลูกโตหมดแล้ว เขาเป็นคนญี่ปุ่น ยายกลับมาอยู่ไทยได้ 30 กว่าปีแล้ว”

    “สมัยนี้ต้องเก็บตังค์เยอะแค่ไหน ถึงจะสร้างครอบครัวได้  คนที่อยู่ไกลถึงจะได้อยู่ด้วยกัน”  เราถาม

    “คนญี่ปุ่น เขาจะมองคนไทยว่า เป็นคนที่มองอะไรแค่ปัจจุบัน  ไม่ค่อยได้มองถึงวันพรุ่งนี้ และอนาคต”  “เพราะฉะนั้นต้องคุยกัน และเริ่มวางแผน”

     

    ถึงเวลาที่เราสองคนจะต้องแยกย้ายกัน ใจหนึ่งก็อยากจะ Selfie  เก็บภาพประทับใจในความทรงจำวันนี้ไว้  และติด Tag กันแต่นอกจากจะเสียมารยาทมากแล้วคุณยายยังไม่มี line กับ Facebook ด้วย 

     

     

    “แลกเบอร์กันไว้นะหนู เผื่อมีอะไรให้ยายช่วยเรื่องภาษาญี่ปุ่น โทรมาได้”
    Trans
    -GenerationRelationship  กลับมาบ้าน Search Google อาจารย์สอนภาษาญี่ปุ่นท่านนี้เป็นระดับที่ฟังโปรไฟล์แล้วต้องขนลุกกันเลยทีเดียว


    เป็นการกินข้าวมื้อที่ยากจะลืม


เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
Mr.PT (@Mr.PT)
อ่านแล้วขนลุกเลยครับ ขอบคุณที่มาแชร์ประสบการณ์ดีๆนะครับ :D