เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
Wearp's DiaryNovember.me
November | เรื่องเล่าเดือน 'พฤศจิกายน'
  • เรื่องเล่าเดือน 'พฤศจิกายน'
    .
    .
    .
    วันหนึ่งในเดือนพฤศจิกายน มีเด็กผู้หญิงคนนึงได้ลืมตาขึ้นมา
    พร้อมกับเพลง "ลอย ลอย กระทง ...
    ลอยกระทงกันแล้วขอเชิญน้องแก้วออกมารำวง"
    ใช่ค่ะ ดิฉันเอง เด็กน้อยที่เกิดมาพร้อมกับเพลงลอยกระทง

    แม่เล่าว่าในปีที่ฉันเกิดนั้นตรงกับวันลอยกระทง
    และเป็นปีที่ดีมากๆกับครอบครัวฉัน 
    ฉันเกิดมาพร้อมกับความลงตัวในทุกอย่างรอบตัว
    มีพ่อ แม่ พี่ชาย และยายที่ดูแลฉันมาอย่างดี

    เดือนพฤศจิกายน เป็นเดือนที่ฉันชอบมันมากที่สุด
    ไม่ใช่เพราะแค่เป็นเดือนวันเกิดของตัวเองหรอก
    แต่ฉันชอบคำว่า "November" อย่างไม่มีเหตุผล

    หรือเพราะมันทำให้นึกถึงอากาศเย็นๆ และฤดูใบไม้ร่วง (แน่นอนไม่ใช่ประเทศไทย)
    ที่เริ่มเปลี่ยนสี จากเขียว เป็นเหลืองและแดง จนร่วงหล่นไป
    มันทำให้ได้รู้ว่าทุกสิ่งย่อมมีวันเปลี่ยนไปเสมอ ไม่ช้าก็เร็ว...

    ฉันจากเด็กที่เกิดมาพร้อมกับการมีทุกอย่างรอบตัว
    อยากได้อะไรก็ได้ แค่บอกพ่อก็จะหามาให้ได้หมด
    ประหนึ่งลูกคุณหนู แม้ว่าไม่ได้ร่ำรวยดั่งมหาเศรษฐี
    แต่ก็มีในระดับที่เงินไม่เคยขาดมือ
    .
    .
    .
    จนกระทั่ง เศรษฐกิจเริ่มเปลี่ยนไป
    ธุระกิจที่บ้านเริ่มมีปัญหา พร้อมๆไปกับปัญหาในครอบครัว
    สุขภาพของพ่อที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

    แล้ววันนึงในเดือน 'พฤศจิกายน' ฉันได้รับโทรศัพท์จากแม่
    ว่าพ่อของฉันล้มป่วยหนัก จนต้องนอนห้องไอซียู
    รอวันที่จะต้องผ่าตัดสมอง จากเส้นเลือดในสมองแตก

    จำได้เลยว่าช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่ทรมานมาก
    น้ำตาไหลตลอดเวลาแบบร่างกายไม่ต้องสั่งให้ร้อง
    หลับและตื่นพร้อมกับน้ำตาตลอดทั้งอาทิตย์ 
    กลัวการที่จะต้องรับโทรศัพท์จากโรงพยาบาลตอนดึก

    แค่นึกว่าจะไม่มีพ่อตอนนั้น ก็เหมือนว่าโลกมันมืดและเงียบมาก
    ร้องจนไม่มีน้ำตา ถ้าใครถามถึงพ่อ จะตอบด้วยเสียงสั่นเสมอ
    และกลืนน้ำตาตลอดเวลา เพราะไม่อยากแสดงความอ่อนแอของตัวเอง

    คำถามช่วงนั้นที่ไม่อยากตอบ คือเรื่องพ่อ
    เพราะทุกครั้งที่จะต้องตอบ เหมือนกับว่า
    ภาพฝันร้ายในคืนนั้นมันย้อนกลับมาอีกครั้ง

    แต่แล้วปฏิหารย์ก็มียังมีให้เราดีใจ
    เพราะพ่อปลอดภัย แต่จากการผ่าตัดสมองนั้น
    ทำให้แขนและขาด้านซ้ายพ่อไม่มีแรง

    จากที่กำลังดีใจที่พ่ออาการดีขึ้นอยู่นั้น . . .
    แต่เหมือนว่าเรื่องร้ายนั้นยังไม่จบแค่นั้น
    เพราะปัญหาธุรกิจนั้นยังไม่ดำเนินต่อ ต่างกับอาการป่วยของพ่อ
    อยู่ๆหนี้สินทั้งหมด เป็นหลักยี่สิบล้านก็มากองอยู่ตรงหน้า

    จากนั้นทุกอย่างในชีวิตก็เปลี่ยนไป . . .
    อะไรที่เคยมี ก็มีไม่พออีกต่อไป
    จากที่อยากได้อะไรต้องได้ ก็ไม่เคยได้อีกเลย
    ทุกอย่างดูผลิกผันไปหมด จากหน้ามือเป็นหลังมือ

    เหมือนใบไม้สีเขียวสด ที่ิเคยอุดมสมบูรณ์ 
    แต่แล้ววันนี้กำลังจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและแดง 
    จนเกือบจะหลุดล่วง และปลิวหายไป . . . 

    "ไม่มีสิ่งใดแน่นอนและคงอยู่ ก็เหมือนกับใบไม้ในฤดูใบไม้ร่วง 
    จากที่เคยเขียวสด ก็เปลี่ยนเป็น เหลืองและแดงเข้ม จนหลุดล่วงไป..." 
  • แล้วใครบอกหละว่า . . . 
    เมื่อใบไม้เปลี่ยนสีแล้วมันไม่ดีถ้ามันไม่ดีจริง 
    ทำไมหลายคนต้องซื้อตั๋วเครื่องบินราคาแพงๆ
    เพื่อไปดูฤดูใบไม้ร่วง ที่มันเปลี่ยนเป็นสีส้มๆ แดงๆ 
    ที่ต่างประเทศ อย่างเกาหลี และญี่ปุ่นด้วยหละ !?

    ก็นั้นแหละที่จะบอก
    ทุกคนสามารถเห็นข้อดี ของสิ่งรอบตัวได้
    ใครจะไปคิดว่าแค่ใบไม้จะร่วง เกือบจะไร้ค่าอยู่แล้วเนี่ย
    กลับเป็นที่สนใจ จนคนต้องแห่กันไปถ่ายรูปกับมัน
    ก็เพราะเวลาไปถ่ายรูปแล้วมันสวยไงหละ 

    ทุกอย่างย่อมมีเรื่องดีๆ เสมออยู่ที่ว่าเราจะมองมันยังไง
    ถ้าเรามองแค่ว่าชีวิตนี้ทำไมฉันต้องมาทนทุกข์กับเรื่องแบบนี้
    ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ตัวเองจะมีความสุขได้สักที

    แต่กว่าจะเข้าใจมันก็ผ่านไปเป็นปีๆ 
    ต้องกรีดร้อง ทะเลาะกับการดูแลคนป่วย
    ไปไหนก็ไม่ได้ อยากจะออกไปทำอะไรก็ไม่ได้
    อยู่แต่กับบ้าน นานๆได้ออกไปสักครั้ง
    ได้แต่บ่นๆว่าทำไมชีวิตฉันต้องมาเจออะไรแบบนี้
    แอบไปกรีดร้อง และร้องไห้เหมือนคนบ้า
    โทษนั้น โทษนี้ คิดแต่ว่า ทำไม ทำไม . . .

    แต่เมื่อเรื่องต่างๆมันเกิดขึ้นแล้ว
    และเราก็ไม่สามารถกลับไปแก้ไขอดีตได้
    มั่วแต่จมอยู่กับเรื่องเดิม ก็ไม่รู้จะเดินหน้าไปได้ยังไง

    ข้อดีของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือ
    ทำให้ทุกคนได้กลับมาอยู่พร้อมหน้ากันอีกครั้ง
    อาจจะทำให้ทะเลาะกันบ้าง แต่ก็มีความสุขทุกครั้ง
    ที่ได้มาฟังเสียงหัวเราะกันพร้อมหน้ากันเวลากินข้าว

    และก็อย่างน้อยเราก็ยังมีพ่อให้ดูแล ดีกว่าไม่มีใครเลย 
    เพราะเรารู้ว่าการเกือบจะเสียท่านไปนั้นเป็นยังไง
    ก็ไม่อยากต้องมานั่งเสียใจตอนหล้ังและโทษตัวเอง
    ว่า "รู้งี้" หรือ "ยังไม่ได้ตอบแทนท่านเลย" ในวันที่สายไป

    เหมือนประโยคนึงที่เคยได้ยินมา 
    "ก้มหน้ามองพื้นทำไม หาอะไรหรอ ทำไมไม่มองฟ้า ดูท้องฟ้าสิมันสวยนะ"

    ก็บอกแล้วไง แค่ปรับมุมมองนิ๊ดหน่อย
    ชีวิตมันก็มีความสุขได้ จากก้มมองพื้นเจอแต่ดินและหิน
    เงยหน้ามองฟ้าสักหน่อย ก็จะพบว่ามันสว่าง และสวยมาก

    ต่อให้เรื่องเรามันจะยากหรือทุกข์แค่ไหน
    เราก็สามารถมีความสุขกับชีวิตได้นะ
    ไม่มีใครมากำหนดสักหน่อยว่าเราห้ามมีความสุข 
    ตอนที่เรื่องทุกข์มันยังไม่หมดไป

    ถามว่าถ้าเราไม่ให้เวลากับความสุขบ้าง
    แล้วสมมติว่าเราต้องตายไปก่อนจะได้มีความได้สุข
    เราจะเป็นยังไง จะให้ชีวิตตายไปพร้อมกับความทุกข์งี้หรอ
    หรือต้องมาบ่นว่า "รู้งี้" อีกหรอ ไม่ดีมั้ง

    มีไปเถอะความสุขหนะ ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่
    อย่างเช่น เล่นกับแมว ได้อาบน้ำกับฝักบัวที่แรงๆ 
    ได้อ่านหนังสือที่ชอบ ได้มองท้องฟ้าสวยๆ
    ได้กินอาหารอร่อย หรือได้เดินทางไปยังที่ที่อยากไป

    ถ้าถามว่ามีความสุขแบบนี้ได้ยังไง มีเรื่องทุกข์อยู่ไหม 
    ก็ตอบได้เต็มปากเลยว่ามี แต่แค่ไม่ให้ใจกับมันมาก 
    เอาชีวิตไปเน้นตรงสุขให้ได้มากเท่าที่ทำได้ 
    ไม่งั้นคงจะเป็นบ้าตายไปก่อน

    ซึ่งแน่นอนเรายังตายไม่ได้
    ดิฉันยังไม่ได้ทำตามฝันด้วยการเดินทางรอบโลกเลย
    ก่อนจะถึงปลายทาง ก็ต้องรักษาชีวิตและจิตใจตัวเองด้วยนะ
    ถ้าเกิดป่วยทั้งใจและกายระหว่างทางด้วย ก่อนที่จะไปถึงปลายทาง
    จะสนุกอะไรหละชีวิต เผลอๆอาจจะไปไม่ถึงซะเปล่าๆ 
    อย่าเป็นแบบนั้นเลย เชื่อเราสิ :)

    และถ้าถามว่าทำไมยังชอบเดือน "พฤศจิกายน"
    ทั้งๆ ที่มันมีเรื่องมากมายขนาดนี้

    ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเพราะมันเป็นเดือนที่ให้ชีวิตเรา
    จะไปเกลียดก็ไม่ได้อะไร รักมันสิถึงจะถูก
    และขอบคุณที่ทั้งให้ชีวิตเราและสอนเราในเวลาเดียวกัน

    ฉันรักเธอนะ "November" <3
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in