YOUNG MASTER #MINNOninezexsky
16


  • ** ทั้งตอนนี้จะเป็นเรื่องราวในอดีตทั้งหมดนะคะ ** 








    เสื้อผ้าเนื้อดีบนร่างกายของนายน้อยเลสลีย์ที่ถูกเลือกมาอย่างพิถีพิถัน ถูกบรรจงสวมใส่อย่างเชื่องช้าด้วยฝีมือของคนที่ดูแล  เงาสะท้อนบนบานกระจกใหญ่ยังคงสะท้อนภาพใบหน้าเย่อหยิ่งของนายน้อยตระกูลเลสลีย์ได้อย่างชัดเจน ผืนผ้าสีน้ำเงินเข้มดั่งท้องฟ้าในยามค่ำคืนถูกปักด้วยดิิ้นเงินเป็นลวดลายงดงาม บวกกับผ้าที่ตัดซ่อนอีกสีหนึ่งด้านใน ทำให้เมื่อยามที่เจ้าของผิวสีหิมะขยับตัวนั้นก็จะทำให้เห็นผ้าอีกสีที่ดูเข้ากันได้ดีกับผ้าด้านนอก และนั้นก็ยิ่งขับให้แอชเชอร์ เลสลีย์ ดูเป็นดั่งภาพวาดที่ไม่อาจประเมินค่าได้ 



    ชุดเข้ารูปตัวยาวถูกคลุมทับด้วยชุดคลุมสีเข้มที่ถูกจับจีบอย่างประณีต และเสริมความสง่าด้วยขนเฟอร์ของบลูฟ็อกซ์ที่มีปลายขนติดสีน้ำตาลหรือดำจากปลายเส้นที่แทบจะเป็นสีขาวโดยทั้งหมด ขนเฟอร์สีสะอาดนวลตาก็ดูจะเป็นสิ่งที่ตัดกันได้ดีกับชุดสีเข้มบนร่างกายของเลสลีย์คนเล็ก 



    "นายน้อย มีอะไรไม่สบายใจหรือ.." เฮนริค เอเลียต หรือ คนดูแลคนสนิทของแอชเชอร์เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง เมื่อเห็นใบหน้าของนายเหนือหัวตัวเองนั้นเรียบนิ่งผิดกับทุกทีที่มักจะมีรอยยิ้มเล็กๆประดับที่มุมปากเสมอ 



    "ฉันแค่คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ไม่ได้สลักสำคัญอะไรหรอกเฮนริค.."  



    "ผมดูแลนายน้อยมาตั้งแต่ไหนแต่ไร คิดว่าจะปิดผมได้จริงๆหรือ"  เบต้าหนุ่มที่อายุมากกว่าแอชเชอร์เป็นสิบปีเอ่ยเสียงนุ่มขณะที่จัดเสื้อผ้าของนายน้อยตัวเองให้เข้าที่เข้าทาง 



    "ไม่บอกได้หรือเปล่า.." ดวงตาคู่สวยที่ถูกถอดแบบมาพิมพ์เดียวกับนายหญิงของตระกูลช้อนมองคนสนิทของตัวเอง  "ถ้าเกิดพูดไปมันก็คงไม่มีอะไรดีขึ้นมา" 



    "ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนายน้อย.. ผมคงไม่กล้าก้าวก่าย แต่ถ้าหากเก็บมันไว้แล้วไม่สบายใจ นายน้อยสามารถบอกผมได้เสมอ" 



    "ฉันดูแย่ขนาดนั้นเลยหรือไง นายถึงได้พูดแบบนี้" 



    เฮนริคมองใบหน้านายตัวเองอีกครั้ง พลางฉีกยิ้มอ่อนโยนที่มักจะมอบให้กับเลสลีย์คนเล็กอยู่เสมอ.. เบต้าหนุ่มอาจจะพูดไม่ได้เต็มปากนักว่าใบหน้าของเจ้านายตัวเองนั้นดูแย่ เพียงแต่แววตาที่มักจะมีประกายของความสดใสนั้นกลับเลือนหายไปจนผิดสังเกตก็เท่านั้น



    "สายตาของนายน้อยไม่เคยโกหก.."



    เจ้าของผิวขาวซีดไม่ได้ตอบอะไรคนสนิทไปชั่วพักหนึ่ง ก่อนที่สุดท้ายเจ้าตัวนั้นจะยอมเอ่ยปากพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่สบายใจนัก 



    "ฉันห่วงอาเธอร์.. ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงไม่ฟังใคร ทั้งที่ทุกคนต่างก็หวังดีกับเขา" นายน้อยของตระกูลเลสลีย์อดถอนหายใจออกมาไม่ได้เมื่อนึกถึงพี่ชายแท้ๆของตัวเองที่หายหน้าหายตาไปเสียหลายวัน จนทำให้คนเป็นพ่อไม่พอใจเป็นอย่างมาก แม้จะเป็นเรื่องปกติที่อาเธอร์มักจะหายไปโดยไม่บอกไม่กล่าว แต่พักหลังๆนี้ก็ดูเหมือนว่าประมุขของตระกูลเริ่มจะเข้มงวดกับลูกชายคนโตมากขึ้นเสียจนลูกชายคนเล็กเองก็ยังรู้สึกได้ 



    "คุณชายก็คงจะออกไปเที่ยวเหมือนครั้งก่อนๆ เผลอๆอาจจะแค่อยู่ในไรเนอร์ด้วยซ้ำ"



    "ไรเนอร์ไม่ได้มีอะไรที่อาร์ธสนใจสักนิด.." ตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วที่พี่ชายของแอชเชอร์มักจะโหยหาการที่ได้ออกไปสัมผัสสถานที่ใหม่ๆ ไปในที่ๆไม่ใช่ดั่งที่เคยอาศัยอยู่ และที่นั่นก็คงไม่พ้นเป็นแดนใต้ที่คนเป็นพ่อสั่งห้ามนักห้ามหนาว่าไม่ควรที่จะไป 



    "ถ้าเป็นอย่างที่นายว่ามันก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าไม่.. นายก็น่าจะรู้นี่ว่ามันจะเป็นยังไง" จะกี่ครั้งกี่หนที่อาเธอร์โดนคนเป็นพ่อกักบริเวณ เจ้าตัวเองก็ไม่เคยเข็ดหลาบ ราวกับว่ายิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ 



    "นั่นมันก็แสดงว่าคุณชายยอมรับในผลของการกระทำของตัวเอง... นายน้อยไม่สามารถห้ามความคิดหรือห้ามการตัดสินใจของคุณชายได้ นายน้อยเองก็รู้ดีที่สุดไม่ใช่หรือ" 



    "แล้วฉันผิดหรือที่เป็นห่วง.. ฉันเบื่อ.. เบื่อเต็มทีที่จะฟังการเปรียบเทียบของพ่อระหว่างฉันกับอาร์ธ" ใช่ว่าเขาเองจะยินดีเสียเมื่อไหร่ในยามที่ฟังคนเป็นพ่อพูดเปรียบเทียบแล้วยกตนเองขึ้นข่มคนเป็นพี่ ที่ไม่เคยได้ดั่งใจคนเป็นพอเสียสักอย่างตามที่หัวหน้าตระกูลเลสลีย์ต้องการ "ทุกวันนี้ที่ฉันต้องเป็นแบบนี้นายก็รู้ว่ามันเพราะอะไร..." 



    เสี้ยวหน้ารูปสลักที่หันข้างนั้นยังคงดูเรียบนิ่งไร้ซึ่งความวิตกกังวล ซึ่งผิดไปกับดวงตาคู่สวยที่ทอประกายแสงสีหม่นลงเสียทุกทีจนเหมือนกับแสงอาทิตย์ที่กำลังเลือนรางหายไปยามที่พายุกำลังก่อตัว จนบดบังทุกสิ่งทุกอย่างให้มืดมัวไปเสียหมด  แม้จะมีจุดดาวเล็กๆที่ประดับอยู่ที่หางตามันก็คงไม่อาจส่องสว่างได้เทียบเท่าแสงอาทิตย์ 



    "นายน้อยก็คือนายน้อย ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนตัวตนที่แท้จริงของนายน้อยได้.. แม้กระทั่งนะ.."



    "ขอบใจนะเฮนริคที่ช่วยปลอบใจฉัน แต่ฉันรู้ดีว่าตอนนี้ตัวฉันเปลี่ยนไปมากแค่ไหน" 



    มันกลับกลายเป็นว่าแอชเชอร์ เลสลีย์ ที่เป็นบุตรชายคนเล็กนั้นถูกเข้มงวดแทนบุตรชายคนโต เพียงเพราะการที่คนเป็นพ่อไม่สามารถควบคุมอาเธอร์ได้เมื่อเจ้าตัวนั้นเริ่มแข็งข้อขึ้น  



    "ฉันไม่เคยคิดโทษอาร์ธที่ทำอะไรไม่ได้ดั่งใจท่านพ่อ จนทำให้ฉันต้องรับผิดชอบแทน.."



    "นั่นเป็นเรื่องที่นายน้อยคิดถูกต้อง.." เบต้าหนุ่มเอ่ยเมื่อเห็นสมควร



    "แต่ที่ฉันโกรธก็เพราะการที่เขายังเอาแต่วุ่นวายกับพวกสเปนเซอร์" 



    ความสัมพันธ์ที่แอชเชอร์ก็ไม่มั่นใจว่ามันตื้นลึกหนาบางมากแค่ไหน แต่ทว่าที่แน่ๆนั้นมันคงไม่ใช่แค่ความสัมพันธ์ของมิตรสหายที่มอบให้แก่กันเป็นแน่  สายตาของริโอ สเปนเซอร์ที่ทอดมองพี่ชายของเขานั้นมันลึกซึ้งเกินกว่าที่คนๆหนึ่งจะใช้มองคนเป็นมิตรสหาย และในทางเดียวกันพี่ชายของเขาเองก็ดูมีความสุขทุกครั้งที่ได้พบกับรอยัลอัลฟ่านั่น 



    ริโอ สเปนเซอร์ เป็นอีกหนึ่งคนที่คนเป็นพ่อพยายามกีดกันอยู่เงียบๆเพื่อไม่ให้สนิทสนม  แม้จะปฏิบัติกับคนตระกูลสเปนเซอร์เทียบเท่ากับแขกคนสำคัญ แต่ใครจะรู้กันว่าที่แท้แล้วทุกครั้งที่พูดคุยนั้นมันจะมีประโยคที่แฝงความนัยเสียทุกครั้ง ซึ่งทางด้านรอยัลอัลฟ่าอีกตระกูลก็ไร้ซึ่งความสนใจ 



    รอยัลอัลฟ่าที่เต็มไปด้วยความทะนงตนจนน่ารำคาญตานั้นทำให้แอชเชอร์ไม่เคยรู้สึกชอบใจเช่นกันยามที่ได้พบเจอหรือสนทนา  ภายใต้ใบหน้าที่มักจะประดับรอยยิ้มเล็กๆนั้นมันสวนทางกับการกระทำที่เจ้าเล่ห์และดูไม่น่าไว้ใจ และที่สำคัญมันยิ่งแล้วไปใหญ่กับความเป็นไปได้ในความสัมพันธ์ของอาเธอร์และรอยัลอัลฟ่านั่น



    แดนเหนือมีกฎต้องห้ามข้อสำคัญนั่นก็คือการแต่งงานระหว่างอัลฟ่าและอัลฟ่าด้วยกันเอง หากอัลฟ่าปกติยังไม่สามารถที่จะทำได้ คิดหรือว่าความเป็นไปได้ระหว่างทรูอัลฟ่าและอัลฟ่ามันจะเกิดขึ้น.. ความหวังที่ไม่มีแม้แต่แสงริบหรี่มันคือความสุขตรงไหนของคนเป็นพี่ชาย แอชเชอร์เองก็ไม่เคยหาเหตุผลได้ 



    เพราะถ้าหากมันเป็นแค่ความรัก ก็คงจะเป็นเรื่องที่งี่เง่าที่สุดเรื่องหนึ่งที่แอชเชอร์เคยได้พบเจอ..



    "นายน้อย..."



    "คนพวกนั้นไม่มีทางคิดดีกับเรา นายเองก็น่าจะรู้" แม้จะไม่แสดงออกชัดเจนนัก แต่ตระกูลที่มีอำนาจนั้นก็มักจะต้องเป็นอันไม่ลงรอยกันอยู่เสมอ จนกลายเป็นความขัดแย้งเล็กๆที่ต่างฝ่ายต่างก็รู้ดีว่ามันเป็นยังไง


    แขนขาวที่อยู่ภายใต้เสื้อแขนยาวที่ปกคลุมจนถึงข้อมือนั้นขยับยกขึ้นมาวางบนฝ่ามือของเบต้าหนุ่มเพื่อให้เจ้าตัวจัดแจงสวมถุงมือให้เพื่อให้ทุกอย่างเรียบร้อยแม้กำลังสนทนากันอยู่



    "ทางที่ดีเราควรดูท่าทีของฝั่งนั้นก่อนเห็นจะดีกว่า" 



    "แล้วมันจะต่างจากการชักศึกเข้าบ้านตรงไหนกัน.." 



    นายน้อยตระกูลเลสลีย์เอ่ยเสียงเรียบก่อนที่จะหมุนตัวเดินออกไปจากห้องหลังจากที่แต่งตัวเสร็จเรียบร้อย ซึ่งเฮนริคเองก็ไม่ถือโทษโกรธเคืองอีกฝ่ายอะไรเพราะรู้ดีว่าการกระทำของนายเหนือหัวตัวเองนั้นคือการสงบสติอารมณ์ มิใช่การกระทำที่เป็นกิริยาไร้มารยาท


     
    แผ่นหลังสง่างามที่ฉายชัดอยู่ในสายตายังคงเป็นภาพที่งดงามเสมอเมื่อเฮนริคนั้นได้เห็น.. นายน้อยที่เติบโตมาอย่างสมบูรณ์และไร้ที่ตินั้นเรียกได้ว่าเป็นความภูมิใจที่เบต้าหนุ่มแอบซ่อนมันไว้ในใจด้วยความชื่นชมอันท่วมท้นเสียจนยากจะเอ่ยออกมาให้ใครได้เข้าใจ  น้อยคนนักที่จะรู้ว่าแท้ที่จริงแล้วแอชเชอร์ เลสลีย์นั้นเป็นอัลฟ่าที่อ่อนแอกว่าอัลฟ่าโดยปกติทั่วไป ความผิดปกติของร่างกายบางอย่างที่ต้องเพียรพยายามรักษานับหลายปีกว่าที่เจ้าตัวจะแข็งแรงนั้น เฮนริคเห็นมันหมดทุกอย่าง ความเจ็บป่วยที่ไม่เคยหายขาดพวกนั้นสร้างความเจ็บปวดแสนทรมานให้กับนายน้อยเสียจนหัวหน้าตระกูลเลสลีย์เองก็เกือบที่จะถอดใจในการที่จะรักษา



    อัลฟ่าตัวน้อยที่เติบโตโดยการก้าวผ่านความยากลำบากที่แสนสาหัสจนกลายเป็นอัลฟ่าที่ใครๆต่างก็ชื่นชมถึงความสง่างามของนายน้อยเลสลีย์...  ความสง่างามของอัลฟ่าชั้นสูงหากใครได้พบเห็นก็ย่อมรับรู้กันได้โดยไม่ต้องบอกกล่าว เฉกเช่นเดียวกับยามที่ใครได้พบเห็นแอชเชอร์ เลสลีย์  ━ อัลฟ่าผิวสีหิมะที่เป็นเหมือนดั่งสัญลักษณ์ของแดนเหนือ ความทะนงตนที่ฉายชัดในแววตา หากแต่ก็ยังคงมีความงดงามที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว



    แม้แอชเชอร์จะค่อนข้างเก็บตัวเสียส่วนใหญ่อยู่กับการวาดภาพหรืออ่านหนังสือก็ไม่ได้ทำให้ฝีมือในการต่อสู้ของนายน้อยเลสลีย์เป็นรองใคร หนำซ้ำยังชำนาญเสียจนสามารถล้มอัลฟ่าตัวยักษ์ได้ด้วยตัวเอง 




    ทางด้านของแอชเชอร์เองเมื่อแต่งตัวเสร็จเรียบร้อย ขาเรียวก็ไม่ลังเลที่จะสาวเท้าเดินออกไปยังจุดมุ่งหมายที่ตัวเองตั้งใจไว้ แต่ก็ต้องหยุดเดินในทันทีเมื่อถูกเสียงเรียกจากทางด้านหลังนั้นรั้งไว้



    "นายท่านต้องการพบนายน้อย.." 



    คนสนิทของคนเป็นพ่อนั่นเองที่เป็นธุระมาตามตัวของแอชเชอร์ ซึ่งเจ้าของผิวขาวซีดก็ได้แต่ต้องจำใจเดินไปอีกทางเพื่อพบคนเป็นพ่อ แทนที่จะได้ไปทำในสิ่งที่ตัวเองวางแผนไว้ตั้งแต่เมื่อคืน คำสั่งที่แอชเชอร์ไม่เคยเลี่ยงได้กำลังเพิ่มความอึดอัดให้กับเจ้าตัวทีละน้อยๆ และสะสมเพิ่มขึ้นในทุกวัน



    สองเท้ายังคงก้าวเดินในจังหวะสม่ำเสมอไม่ได้ช้าหรือเร็วจนเกินไป อีกทั้งยังคงทอดมองไปตามกำแพงระหว่างทางเดินที่ทอดยาวซึ่งถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาด้วยฝีมือของช่างผู้มีฝีมือ ภาพวาดน้อยใหญ่ยังคงมีประดับตกแต่งให้ได้ชื่นชมความสวยงามและกลายเป็นเครื่องตอกย้ำที่คอยเตือนตัวของแอชเชอร์อยู่เสมอ 



    "ลูกรู้หรือเปล่า ว่าพี่ชายลูกหายไปที่ไหน.." คำถามที่ออกมาจากปากคนเป็นพ่อยามที่แอชเชอร์เดินเข้าไปถึงภายในห้อง ทำให้เลสลีย์คนเล็กได้แต่ยืนนิ่งเงียบเพื่อรอฟังคนเป็นพ่อพูดต่อ "นี่มันก็ครบสองอาทิตย์แล้ว ลูกคิดว่าพ่อควรจะทำอย่างไร"  อาร์ชี เลสลีย์ หรือ หัวหน้าตระกูลเลสลีย์เอ่ยถามบุตรชายคนเล็กด้วยใบหน้าที่ประดับรอยยิ้ม 



    "ลูกไม่มีความเห็นในเรื่องนี้.." แอชเชอร์ตอบตามตรง "ทุกอย่างควรขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของท่านพ่อมิใช่ลูก" 



    "นี่คือการพยายามช่วยพี่ชายของลูกหรือ"



    "ลูกคงช่วยใครไม่ได้ หากท้ายที่สุดแล้วในสิ่งนั้นคือคำสั่งของท่านพ่อ" แอชเชอร์ เลสลีย์ยังคงตอบกลับด้วยความสัตย์จริง แม้เจ้าตัวจะแอบหวั่นไม่น้อยกับท่าทีของคนเป็นพ่อแต่ก็ต้องซ่อนมันเอาไว้ให้ลึกที่สุดก่อนที่จะถูกจับได้



    "แล้วเมื่อไหร่ลูกจะเด็ดขาดเสียที" 



    "ลูกขอยืนยันในคำตอบเดิม.." ดวงตาคู่สวยสบตากับผู้เป็นพ่อด้วยแววตาที่แน่วแน่อย่างไม่คิดจะเปลี่ยนใจในคำตอบ ซึ่งอาร์ชีเองก็ไม่ได้คาดหวังคำตอบที่เหนือความคาดหมายไปจากนี้เสียเท่าไหร่ ยังไงเสียพี่น้องก็ยังคงเป็นพี่น้อง 



    "หากวันใดพี่ชายของลูกทำความผิดร้ายแรงขึ้นมา พ่อก็หวังว่าลูกจะยังยืนยันในคำตอบนี้เหมือนเดิมนะแอชเชอร์" 



    ความผิดร้ายแรงอะไรกัน.. ไม่มีทางเสียหรอก 



    "อาเธอร์ไม่มีวันทำเรื่องแบบนั้น.." 



    เขารู้จักพี่ชายของตัวเองดี.. ความสัมพันธ์ที่สนิทสนมกันตั้งแต่ครั้งยังเป็นเพียงเด็กน้อยแสนบริสุทธิ์ยังคงถูกฝังอยู่ในความทรงจำของแอชเชอร์เป็นอย่างดี 



    "พ่อก็หวังให้เป็นแบบนั้น" 



    นับตั้งแต่ที่อาเธอร์เริ่มเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพวกสเปนเซอร์ อะไรหลายๆอย่างมันก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปทีละน้อย ที่เห็นได้อย่างชัดเจนก็คงจะเป็นคนเป็นพ่อที่มักจะมีปัญหากับอาเธอร์อยู่บางครั้ง ซึ่งแอชเชอร์เองก็ไม่สามารถรับรู้ได้ว่าสาเหตุที่แท้จริงแล้วนั้นมันเกิดจากอะไร 



    มันเกิดเพราะความดื้อรั้นของอาเธอร์ หรือ เกิดเพราะอีกตระกูลหนึ่งกันแน่



    "และพ่อก็หวังว่าลูกจะยังคงเป็นเลสลีย์อย่างที่เคยเป็นมา.." 



    คำขอร้องที่เป็นคำสั่งโดยนัยนั้นมีหรือที่แอชเชอร์ เลสลีย์จะขัดได้... 











    หยาดหิมะเม็ดเล็กที่ยังคงร่วงโรยลงมาอย่างไม่ขาดสายนั้นกลับไม่ได้ทำให้เจ้าของผิวขาวซีดนั้นเข้ามายืนหลบภายในแต่อย่างใด  ตรงกันข้ามเสียอีกที่แอชเชอร์ เลสลีย์ยังคงยืนนิ่งมองไปตรงหน้าที่เป็นความเวิ้งว้างสุดลูกหูลูกตา  ซึ่งถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวจนแทบไม่เห็นความเขียวขจีของต้นไม้ที่เคยมีอยู่ 



    เกล็ดหิมะเล็กๆตกกระทบเข้ากับผิวแก้มขาวที่เริ่มขึ้นสีระเรื่อเพราะความหนาวเย็น  ในขณะที่เจ้าตัวนั้นไม่คิดแม้แต่จะปัดมันออกจนสุดท้ายแล้วก็กลายเป็นเบต้าคนสนิทที่เดินเข้ามาดึงหมวกจากชุดคลุมที่นายน้อยเลสลีย์สวมใส่อยู่ขึ้นคลุมกลุ่มผมสีอ่อน  หากปล่อยนานไปมากกว่านี้มันก็คงไม่ส่งผลดีต่อนายน้อยเป็นแน่....



    "กลับเข้าไปด้านในเถอะเฮนริค.. ฉันอยากอยู่เงียบๆสักพัก"  



    แอชเชอร์เอ่ยบอกคนสนิทโดยที่ไม่ได้หันหน้ามามอง ร่างขาวที่อยู่ภายใต้ชุดสีเข้มยังคงเอาแต่ทอดสายตามองภาพตรงหน้าอย่างไม่รู้จักเบื่อ ภาพป่าสีดำสนิทที่เห็นเพียงไกลๆนั่นคือแบล็คฟอเรสต์ที่ไม่น่าเข้าไปใกล้   ตัวแบ่งเขตแดนที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมานั้นเป็นเครื่องมือชั้นดีที่บ่งบอกถึงความเป็นแดนใต้และแดนเหนือ 



    "อีกไม่นานหิมะคงตกหนักขึ้น นายน้อยไม่ควรจะ..."



    "ฉันไม่ยอมให้ตัวเองป่วยหรอก วางใจได้"  แอชเชอร์ว่าก่อนที่จะได้โดนคนสนิทร่ายยาวใส่ จนสุดท้ายแล้วเบต้าหนุ่มถึงได้ยอมเดินหลบเข้าไปด้านใน แต่คนเป็นนายก็ย่อมรู้ดีว่าคนสนิทนั้นคงไปหลบยืนมองอยู่ไม่ไกลเป็นแน่ 



    เจ้าตัวละความสนใจจากคนสนิทแล้วกลับมาที่ภาพตรงหน้าซึ่งพินิจมองอยู่นาน  หากข้ามผ่านแบล็คฟอเรสต์ไปได้มันก็ไม่ต่างจากการพบพานกับโลกใบใหม่ที่เต็มไปด้วยความชื้นและความอบอุ่นจากแสงอาทิตย์ ดูไม่น่าเชื่อแต่ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจนบางครั้งแอชเชอร์เองก็มีความคิดที่อยากจะสัมผัสสิ่งเหล่านั้นบ้าง...



    แต่เพราะสิ่งที่ปลูกฝังและถูกพร่ำสอนต่างหากที่เป็นตัวปิดกั้นความอยากรู้อยากเห็นพวกนั้นจนหมดสิ้น 
    ความหนาวเย็นที่อัลฟ่าแดนเหนือนั้นเคยชินเสียจนสามารถยืนตากกระแสลมเย็นที่พัดผ่านเพียงแผ่วเบาได้โดยไม่เจ็บปวด แต่สิ่งที่ทำให้เจ็บปวดนั้นกลับเป็นอนาคตที่ยังมาไม่ถึงต่างหากที่สร้างความกังวลและหนักใจไม่น้อยให้กับแอชเชอร์ 



    หากเขามีความกล้าได้อย่างคนเป็นพี่สักนิด มันก็อาจจะทำให้เขาสามารถก้าวข้ามกรอบที่ถูกตีไว้ แต่นั่นก็คงเป็นเพียงแค่ความคิดชั่ววูบที่เข้ามาในหัวเท่านั้น เพราะเมื่อทบทวนดูอีกครั้งแล้วการที่พาตัวเองไปอยู่ในที่ๆไม่ใช่ของตนเองนั้นก็คงไม่ใช่ความคิดที่ดีเสียเท่าไหร่



    ความคิด ความแตกต่างทั้งหลายของระหว่างแดนเหนือและแดนใต้ต่อให้พยายามมากแค่ไหนก็คงยากที่จะเข้าใจได้ ความสุดโต่งในแต่ละเรื่องของคนในสองดินแดนยังคงเป็นปัญหาหลักที่แก้ไม่หาย 




    'สิ่งที่นายกำลังทำมันไม่ถูกต้อง นายรู้ตัวเองบ้างไหมอาร์ธ' 



    'แล้วอะไรคือความถูกต้อง..' อาเธอร์ เลสลีย์ ยังคงตอบกลับมาด้วยใบหน้าที่ไร้ซึ่งความยินดียินร้ายกับคำพูดของน้องชาย



    'กฎที่นายไม่เคยสนใจมันไง'  



    'ข้อบังคับงี่เง่าพวกนั้นมันใช้ไม่ได้กับฉันหรอกนะแอช  นายไม่เคยคิดถามตัวเองบ้างหรือไง ว่าทำไมเราต้องทำตามกฎที่ใครก็ไม่รู้สร้างมันขึ้นมา เพียงเพราะพวกเขาเห็นว่ามันไม่สมควร' 



    'ต่อให้ฉันพูดแค่ไหน นายก็จะไม่ฟังกันแล้วใช่ไหม'



    'ฉันรู้ว่านายเป็นห่วง แต่ฉันเองก็ยอมรับสิ่งที่พวกเขาบังคับฉันไม่ได้เหมือนกัน..' อาเธอร์ยังคงยืนยันในจุดยืนของตัวเองแม้ว่าในตอนนี้เจ้าตัวจะถูกกักบริเวณอยู่ก็ตามแต่ 'พวกเขาไม่มีทางขังฉันได้ตลอดไป' 



    'เผื่อนายจะลืมว่าเลสลีย์มันยังต้องติดตัวนายไปตลอดชีวิต'



    'ถ้าไม่ใช่ในแดนเหนือแล้วล่ะก็ นายคิดว่าคำว่าเลสลีย์ มันจะยังมีความหมายอะไรอีก' คิ้วสวยขมวดเข้าหากันทันทีเมื่อพี่ชายนั้นยังดึงดันไม่เลิกไม่ลา 



    'นี่นายคงไม่ได้คิดว่าจะหนีไปอยู่ที่นั่นหรอกใช่ไหม...' เพราะถ้าหากอาเธอร์คิดจะทำแบบนั้นขึ้นมาล่ะก็ คนเป็นพ่อต้องไม่ปล่อยอีกฝ่ายไว้แน่ๆ



    'พอฟังนายพูดขึ้นมาแล้ว มันก็ดูน่าสนใจดีไม่หยอกนะแอช...'



    'อย่ามายียวนใส่กันดีกว่า' ถึงจะพูดไปแบบนั้นแต่แอชเชอร์เองก็มองไม่ออกหรอกว่าคำพูดของคนเป็นพี่นั้นมันจริงแท้หรือหยอกเล่นแค่ไหนกัน  ยิ่งเห็นอีกฝ่ายยังนั่งอ่านหนังสืออย่างไม่ทุกข์ร้อนแบบนี้ทั้งที่โดนกักบริเวณและตามคุมแจ  



    คนแบบอาเธอร์เป็นบุคคลหนึ่งที่ไม่สมควรใช้วิธีบีบบังคับให้อีกฝ่ายยอมจำนน เพราะนอกจากที่อาเธอร์ เลสลีย์จะไม่ยอมจำนนง่ายๆแล้ว เจ้าตัวก็อาจจะทำอะไรที่บ้าบิ่นเกินกว่าที่ทุกคนคาดคิด ข้อนี้แอชเชอร์เองก็รู้ดี



    'งั้นนายก็จำไว้ ว่าทุกอย่างที่ฉันมันก็เพื่อเราทั้งนั้น'



    'รวมถึงการไปยุ่งกับพวกสเปนเซอร์นั่นก็คือการทำเพื่อพวกเราอย่างงั้นหรือ?'



    เมื่อลากเข้ามาถึงบทสนทนานี้ ตัวอาเธอร์เองก็บ่ายหน้าหนีอย่างไม่อยากที่จะตอบคำถามของน้องชาย  จนเจ้าของผิวขาวซีดนั้นอดรนทนไม่ไหวจนต้องจับเข้าที่มือของคนเป็นพี่



    'การที่นายออกไปแดนใต้มันเทียบไม่ได้กับการที่นายสนิทสนมกับริโอ'



    'นั่นเพื่อนฉัน...' คนที่อยู่ภายใต้ชุดสีนวลตาตอบเสียงเรียบ พลางดึงมือของตัวเองออกจากน้องชาย แต่ทว่าแอชเชอร์เองก็ไม่ยอมปล่อยออกง่ายๆ 



    'เพื่อนที่ไหนเขาให้ของกันแบบนี้หรือ..' บนนิ้วเรียวที่สมควรมีเพียงแค่แหวนของตระกูลที่มือขวาและแหวนของคนเป็นแม่ที่มือซ้าย นั้นกลับปรากฏแหวนที่ไม่คุ้นตาอีกวงหนึ่งซึ่งสวมอยู่ที่นิ้วนางข้างขวา 



    'ก็เพื่อนแบบพวกฉันไงแอช...' ไร้ซึ่งใบหน้าที่สมควรจะตกใจใดๆเมื่อถูกจับได้ ตรงกันข้ามเลยด้วยซ้ำที่อาเธอร์ยังคงตอบกลับแอชเชอร์ด้วยกิริยาที่เป็นปกติของเจ้าตัว 'แปลกตรงไหนหรือ?'



    'ไม่ว่าจะทางไหนมันก็ไม่มีทางเป็นไปได้.. เลิกเสียตอนนี้มันก็ยังไม่สายหรอกนะ'



    'ฉันมีความสุขดีกับสิ่งที่เป็นอยู่' 



    'ความผิดพวกนี้มันหอมหวานนักหรือนายถึงได้ยอมแลกทุกอย่างเพื่อมันขนาดนี้'



    'ถ้าวันหนึ่งนายมีความรักขึ้นมา นายก็จะเข้าใจเองแอช..'



    'ถ้าอย่างนั้นความรักของฉันก็คงไม่มีทางบิดเบี้ยวเหมือนความรักของนาย' 



    แอชเชอร์ เลสลีย์ กำลังรู้สึกโกรธเอามากๆที่คนเป็นพี่ทำแบบนี้  ความห่วงใยของเขามันไร้ค่าขนาดที่คนเป็นพี่เลือกเมินทิ้งกันอย่างนั้นเลยหรือ สิ่งที่เขาพยายามสื่อออกไปมันไร้ความหมายไม่ต่างจากเศษฝุ่นเลยสักนิด



    'ขอบใจนะแอชที่ช่วยย้ำ... ฉันเองก็หวังให้นายมีความรักที่ไม่บิดเบี้ยวเหมือนฉันเช่นกัน..' 



    รอยยิ้มที่แสนบิดเบี้ยวนั้นมันก็คงไม่ต่างจากคำกล่าวว่าของแอชเชอร์ที่พูดถึงความรักงี่เง่าของคนเป็นพี่ และนั่นก็เป็นสิ่งที่ทำให้แอชเชอร์เองได้ฉุกคิดขึ้นมาว่าคำพูดของตัวเองนั้นมันแรงเกินไป 



    'อาร์ธ..'



    'อย่าเชื่อใจคนอื่นง่ายๆ ตราบใดที่นายยังไม่รู้จักเขาดีพอ..'



    'แต่สิ่งที่ฉันเห็นมัน....'



    'ฉันอยากอ่านหนังสือเงียบๆ' คำไล่อ้อมๆกับมือที่ดึงกลับไปทำให้แอชเชอร์เม้มปากแน่นก่อนจะตัดสินใจเดินออกมาจากห้องของคนเป็นพี่ ทั้งที่ยังมีอีกหลายเรื่องด้วยซ้ำที่อยากจะคุยกันให้รู้เรื่อง




    บทสนทนาครั้งก่อนที่แอชเชอร์ได้คุยกับพี่ชายนั้นยังคงสร้างความเคลือบแคลงใจจนถึงในตอนนี้ อาเธอร์มักจะพูดจาแปลกๆให้แอชเชอร์ต้องมานั่งขบคิดอยู่เสมอ แต่ไม่ว่าจะคิดเท่าไหร่เขาก็คิดไม่ออกเสียทีว่าแท้จริงแล้วมันคืออะไรกันแน่  มันย่อมเป็นเรื่องหงุดหงิดให้รำคาญใจทุกทีเมื่อแอชเชอร์เองก็รู้สึกว่าตัวเองนั้นกลายเป็นคนที่ไม่รู้อะไร



    คำพูดของคนเป็นพ่อที่ได้คุยก่อนหน้านี้เองก็เหมือนจะมีอะไรที่มากกว่านั้น จนแอชเชอร์เองก็อดหวั่นใจไม่ได้ว่าจะเกิดเรื่องที่ไม่ดีขึ้นกับอาเธอร์  นับว่าเป็นครั้งแรกที่อาเธอร์หายไปนานเป็นอาทิตย์แบบนี้  



    แค่เพียงอย่างเดียวเขาอยากจะภาวนานั่นก็คือการขอให้คนเป็นพี่ไม่ได้หายไปพร้อมๆกับรอยัลอัลฟ่านั่น  เพราะหากเป็นเช่นนั้นขึ้นมาจริงๆแล้วล่ะก็...



    'ความใฝ่สูงของพี่ชายลูกมันจะย้อนกลับมาทำร้ายเขาในสักวันหนึ่ง...'



    จะให้พูดอีกกี่สักครั้ง สุดท้ายแล้วคำตอบมันก็ยังเหมือนเดิม.. เพราะอัลฟ่านั้นไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อคู่กับอัลฟ่าด้วยกันเอง  หรือที่ง่ายๆมันก็คือการป้องกันพวกที่จะแข็งแกร่งขึ้นเพราะความเป็นทรูอัลฟ่าก็คงจะถูก  กลไกง่ายๆที่สร้างขึ้นเพื่อกดขี่กันเองฟังดูไม่ยุติธรรมเสียเท่าไหร่ แต่ก็กลายเป็นความจำเป็นที่คนชั้นสูงนั้นพยายามกำจัดและขวางกั้นเท่าที่จะทำได้



    ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่ตัวเขาเองไม่สามารถมองหน้าพี่ชายแล้วไม่ตะขิดตะขวงในใจ  เขารู้ว่ามันแย่แค่ไหนที่คิดแบบนั้นกับพี่ชายตัวเอง แต่มันก็ช่างยากเหลือเกินที่จะห้ามความรู้สึกพวกนั้น  อาเธอร์ที่เปลี่ยนไปเป็นคนละคนจนทำให้ระหว่างสองพี่น้องนั้นเริ่มมีระยะห่างที่ทำให้ไม่สามารถเปิดใจคุยกันได้เหมือนเดิม
    และความอึดอัดใจที่ยากจะกำจัด นานวันเข้าก็ยิ่งบั่นทอนความสัมพันธ์ของพี่น้องไปเรื่อยๆเช่นกัน



    จะด้วยบรรยากาศรอบตัวหรือความรู้สึกที่ประดังประเดเข้ามาในตอนนี้ก็ล้วนแล้วแต่สร้างความรู้สึกหดหู่ได้อย่างน่าใจหาย  คบเพลิงไฟน้อยใหญ่ที่ถูกจุดเองก็ไหวไปตามแรงลมหนาวที่พัด ยิ่งทอดมองก็กลับยิ่งสร้างความรู้สึกหนาวเหน็บในจิตใจเพิ่มขึ้นจนรู้สึกเจ็บแปล๊บบริเวณหน้าอก 



    กาลเวลาที่เปลี่ยนไป ทุกสิ่งก็ย่อมแปรเปลี่ยนตามไปเช่นกัน...



    "หวังว่านายจะไม่ทำให้ความเชื่อใจของฉันหมดไป.."











    เสียงส้นรองเท้าที่กระทบหนักๆกับพื้นเป็นจังหวะระรัวเป็นตัวบ่งบอกได้ดีว่าคนที่กำลังก้าวเดินอยู่นั้นกำลังร้อนรนใจมากแค่ไหน  ปลายสาบชุดคลุมยาวพลิ้วไหวไปตามจังหวะการก้าวเดินจนเกิดเสียงที่ต้องลมขึ้นเล็กน้อย  



    "ทำไมถึงได้มาบอกฉันเอาป่านนี้" เสียงนุ่มเอ่ยติคนสนิทของตัวเองระหว่างที่กำลังเดินไปทางห้องๆหนึ่งภายในตัวอาคารหลังใหญ่ หลังจากที่รับรู้ว่าพี่ชายของตัวเองนั้นกลับมาแล้ว



    "นายท่านไม่ต้องการให้นายน้อยรู้ในตอนนี้.." เฮนริคตอบเสียงไม่มั่นใจนัก 



    "แต่นายก็เอามาบอกฉัน?" หากเป็นคำสั่งของคนเป็นพ่อแล้ว มีหรือว่าจะมีคนกล้าขัดคำสั่งนอกเสียจากมันจะเป็นเรื่องที่ไม่ดีขนาดที่ไม่สามารถปกปิดไว้ได้



    "มีแค่นายน้อยคนเดียวที่ช่วยคุณชายได้.." 



    เมื่อได้ยินเช่นนั้นแล้วใจของคนเป็นน้องอย่างแอชเชอร์ก็ยิ่งเต้นถี่ระรัวมากขึ้นเพราะความตื่นตระหนก  มันคงไม่ใช่เรื่องดีๆเป็นแน่  และเมื่อเดินมาถึงหน้าห้องของคนเป็นพี่ก็ทำเอาแอชเชอร์ต้องหัวเสียเข้าไปใหญ่เพราะพวกคนรับใช้ที่เอาตัวมายืนขวางกันให้เต็มไปหมด



    "นายท่านไม่อนุญาตให้ใครเข้าไปตอนนี้ เชิญนายน้อยกลับไปที่ห้องก่อนจะดีกว่า" เบต้าหนุ่มเอ่ยเสียงเรียบในขณะที่ยังยืนนิ่งไม่ยอมหลีกทางให้กับคนเป็นนาย



    "หลีก.." เจ้าของผิวขาวซีดเอ่ย



    "นี่เป็นคำสั่งของนายท่าน" เบต้าหนุ่มสวนกลับมาจนทำให้นายน้อยเลสลีย์เริ่มมีอารมณ์คุกรุ่นขึ้นทุกที



    "ฉันสั่งให้หลีก.." อัลฟ่าหนุ่มเอ่ยย้ำอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด "ฉันไม่อยากทำร้ายใคร" 



    แว่วเสียงตวาดที่ลอดออกมาจากในห้องก็ยิ่งทำให้แอชเชอร์ไม่รีรอที่จะกระชากตัวของเบต้าที่ขวางทางตัวเองออกอย่างไม่คิดสนใจ ว่าจะมีผลอะไรตามมาทีหลังจากการกระทำของตัวเองในครั้งนี้ 




    ทางด้านภายในห้องที่มีเพียงหัวหน้าตระกูลเลสลีย์ และบุตรชายคนโต นั้นก็เต็มไปด้วยความรู้สึกอึดอัดจนแทบระเบิด  แววตาของอาเธอร์นั้นไม่แม้แต่จะมีความเกรงกลัวใดๆเมื่อเผชิญหน้ากับคนเป็นพ่อ ซึ่งนั่นก็ไม่ต่างจากการท้าทายที่ยิ่งทำให้อาร์ชี เลสลีย์ นั้นขุ่นเคืองคนเป็นลูกมากขึ้นกว่าเดิม



    "ตราบใดที่แกยังเป็นเลสลีย์ แกไม่มีสิทธิ์ไปยุ่งเกี่ยวกับคนพวกนั้น" 



    "งั้นลูกก็ขอให้ท่านพ่อรู้เอาไว้เช่นกัน ว่าการเป็นเลสลีย์มันคือความอัปยศที่สุดในชีวิตของลูก!" 



    "อาเธอร์!" 



    "ความภูมิใจจอมปลอมที่ท่านพ่อสร้างขึ้นมา คิดหรือว่าลูกจะไม่รู้"



    "แกรู้อะไรมา.."



    "ท่านพ่อเองก็รู้อยู่แก่ใจ ยังต้องมาถามลูกอีกทำไมกัน" คำยอกย้อนของลูกชายคนโตยังคงเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน ไม่ว่าจะครั้งไหนอาเธอร์ เลสลีย์ก็ยังคงเป็นพวกที่ยั่วโมโหคนอื่นได้ตลอดเวลา 



    "มันเอาอะไรใส่หัวแกกันล่ะ ถึงได้มองฉันเป็นแบบนี้"



    "ก็แค่ความจริงที่ท่านพ่อพยายามจะปกปิดมาตลอด.. จะเอาเรื่องไหนก่อนดีล่ะ"



    "อย่าอวดดีให้มันมากนักอาเธอร์!"



    "ลูกไม่เคยคิดเลยว่าท่านพ่อจะใจร้ายได้ขนาดนี้  และลูกก็ไม่แปลกใจสักนิดว่าทำไมท่านแม่ถึงได้ไม่เคยรักคนอย่าง..."



    อึก..



    ลำคอขาวถูกฝ่ามือของคนเป็นพ่อบีบทันทีเมื่อเจ้าตัวนั้นพูดถึงเรื่องที่จี้ใจดำจนทำให้อาร์ชี เลสลีย์สติหลุดถึงขั้นลงไม้ลงมือกับคนเป็นลูก 



    "ถึงแกจะเป็นลูก แต่ก็ใช่ว่าฉันจะไม่กล้าทำอะไร"



    นอกเสียจากจะไม่ได้อ่อนลงให้กับคนเป็นพ่อแล้ว มือขาวที่ยกขึ้นมาบีบข้อแขนของคนเป็นพ่อก็มีแต่จะมากขึ้นราวกับท้าทาย  ดวงตาเรียวสวยที่ถอดแบบมาจากคนเป็นแม่เริ่มแดงก่ำมากขึ้นแต่เจ้าตัวก็ยังกัดฟันทนจนถึงที่สุด 



    พลั่ก!



    มือใหญ่ที่เคยบีบคอของอาเธอร์นั้นยอมปล่อยออกด้วยแรงที่ไม่เบานัก จนทำให้คุณชายเลสลีย์นั้นล้มฟุบลงไปกับพื้นพลางไอโขลกจนน้ำตาไหลออกมาจากหางตา 



    "เลิกยุ่งกับพวกสเปนเซอร์ซะ..."



    "ลูกทำให้ท่านพ่อไม่ได้" คนที่ฟุบอยู่กับพื้นเงยหน้าขึ้นมองหน้าคนเป็นพ่ออีกครั้ง 



    "หยุดสร้างความเดือดร้อนให้กับพวกเราเสียที การที่แกคิดจะแหกกฎมันก็ผิดมากพอแล้ว"



    "ใครกันแน่ที่สร้างความเดือดร้อน.." ริมฝีปากของอาเธอร์เหยียดยิ้มเย้ยหยันให้คนเป็นพ่ออีกครั้งยามที่เอ่ยถาม "ไม่ใช่ท่านพ่อหลอกหรือที่จะพาพวกเราต้องสูญเสีย" 



    "ฉันทำเพื่อพวกเรา"



    "หยุดเอาพวกเราไปอ้าง ทั้งๆที่ท่านพ่อทำเพื่อตัวเองเสียที.." 



    "ไม่มีใครรักแกได้เท่าฉันหรอกอาเธอร์ แม้แต่ไอ้รอยัลอัลฟ่านั่นมันก็ไม่มีทางรักแกมากกว่าตัวมันเอง"



    "อย่าคิดว่าคนอื่นจะเหมือนท่านพ่อไปเสียหมด..."



    "ถ้ามันรักแกจริง แล้วโอเมก้าคู่ชีวิตนั่นคืออะไรกันล่ะอาเธอร์"



    "!!!"



    "อัลฟ่ายังไงมันก็ต้องคู่กับโอเมก้า... ไม่มีทางเสียหรอกที่จะเป็นอัลฟ่าด้วยกันเอง"



    อาเธอร์ เลสลีย์ นิ่งเงียบไปชั่วครู่หนึ่งก่อนที่จะหยัดตัวลุกขึ้นยืนเผชิญหน้ากับหัวหน้าตระกูลเลสลีย์อีกครั้งพร้อมกับประโยคเจ็บแสบที่ทำให้ฝ่ามือใหญ่ของคนเป็นพ่อตวัดเข้ามาปะทะที่ใบหน้าด้านขวาของตัวเองอย่างเต็มแรงจนได้กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งในโพรงปาก



    "เป็นไปได้หรือเป็นไปไม่ได้ ท่านพ่อเองก็เคยพิสูจน์แล้ว หรือ ท่านพ่อกลัวว่าลูกจะซ้ำรอยเดิมกันแน่" 






    กว่าที่แอชเชอร์จะได้เข้าไปในห้องของอาเธอร์ก็กลับกลายเป็นว่าเขานั้นถูกคนเป็นพ่อเดินสวนออกมาโดยไม่ได้พูดอะไรสักคำ ซึ่งนั่นก็ไม่ได้ทำให้นายน้อยเลสลีย์สนใจเท่ากับการที่จะเข้าไปดูคนเป็นพี่ของตัวเอง  เพียงแค่เดินเข้าไปในห้องไม่เท่าไหร่นักคนตัวขาวซีดก็เห็นภาพของพี่ชายตัวเองที่ยังยืนก้มหน้านิ่งในขณะที่ฝ่ามือขาวนั้นยังคงกุมใบหน้าของตัวเองอยู่ 



    "อาร์ธ..." คนเป็นน้องเอ่ยเรียกเสียงแผ่วพลางสาวเท้าเดินเข้าไปใกล้คนเป็นพี่ที่ยังคงเอาแต่ยืนนิ่งไม่ตอบสนองต่อเสียงเรียกของตนเอง  แสงสว่างจากเชิงเทียนและไฟที่ถูกจุดในห้องนั้นไม่สามารถช่วยหลบซ่อนรอยแดงที่ใบหน้าของอาเธอร์ได้เมื่ออยู่ในกรอบสายตาของแอชเชอร์ 



    "ฉันไม่เป็นไร.." คำตอบที่แสนแผ่วเบาและสั่นเครือในน้ำเสียงนั่นใครฟังก็คงไม่เชื่อทั้งนั้น



    "เจ็บมากหรือเปล่า.." มือเรียวสวยของคนเป็นน้องแตะเข้าที่ซีกแก้มขวาของคนเป็นพี่เบาๆ ในขณะที่ดวงตาคู่สวยนั้นไล่มองตามรอยแดงที่สร้างความเจ็บแสบให้คนเป็นพี่ด้วยความรู้สึกที่แย่ไม่แพ้กัน "ฉันขอโทษ ที่ช่วยอะไรไม่ได้"



    "ไม่มีใครช่วยอะไรฉันได้ นอกจากตัวฉันเองหรอกแอช" ถึงอย่างนั้นคนที่มีรอยเลือดประดับที่มุมปากก็ยังยกยิ้มจางๆให้แอชเชอร์ ซึ่งนั่นก็สร้างความปวดใจไม่น้อยให้กับเลสลีย์คนเล็ก



    "ไม่ทำแบบนี้แล้วได้ไหม... ยิ่งทำแบบนี้ก็มีแต่นายที่ยิ่งเจ็บ"



    "ใช่ ฉันเจ็บ.. เจ็บจนเหมือนจะตายแล้วด้วยซ้ำ" แววตาที่แสดงออกถึงความเจ็บปวดนั้นยิ่งมองก็ยิ่งปวดใจ 



    "แล้วนายหายไปที่ไหนมา.. บอกฉันได้ไหม"



    "เดอะฮิลล์.." 



    เมื่อได้ยินเช่นนั้นแอชเชอร์ก็แทบไม่อยากจะเชื่อว่าพี่ชายของตัวเองจะกล้าไปที่นั่น ซึ่งใครๆต่างก็รู้ดีว่าเดอะฮิลล์นั้นคือหน่วยป้องกันของแดนใต้ที่ไม่มีทางต้อนรับคนแดนเหนืออย่างพวกเขา 



    "ช่วยบอกฉันทีว่านายไม่ได้ไปที่นั่นพร้อมกับริโอ..."  เจ้าของกลุ่มผมสีเข้มกว่าแอชเชอร์นั้นส่ายหน้าน้อยๆ พลางขยับกลีบปากตอบคนเป็นน้อง



    "ฉันไปที่นั่นคนเดียว..."



    "แล้ว..."



    "อย่าเพิ่งถามถึงเขาตอนนี้เลยแอช ฉันขอร้อง..." 



    แอชเชอร์เองก็ไม่รู้หรอกว่าระหว่างอาเธอร์กับริโอนั้นเกิดอะไรขึ้น ถึงได้ทำให้อาเธอร์ไม่อยากพูดถึงขนาดนี้ แต่ที่แน่ๆแล้วมันคือเหตุผลอะไรกันที่ทำให้คนเป็นพ่อต้องลงมือกับคนเป็นพี่ขนาดนี้ ทั้งที่ไม่ว่าจะร้ายแรงแค่ไหนอีกฝ่ายก็ไม่เคยที่จะต้องเจ็บตัวเสียขนาดนี้



    "ถ้ารักแล้วนายยังเจ็บอยู่แบบนี้ ก็ช่วยเกลียดเขาเพื่อที่นายจะได้ไม่ต้องเจ็บปวดเถอะอาร์ธ"









    HASTAG #youngmastermn








    TALK : นี่ใบ้ปมแล้วนะ.... 























     






















Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in