เด็กบ้าไปเซิร์นVichayanun Wachirapusitanand
Day 61: ฟองดู๊ว์
  • อีกสองวันน้องวินโดว์ของเราก็ต้องกลับเมืองไทยแล้ว (เขากลับก่อนหน้าพวกผมที่เหลือหนึ่งสัปดาห์ แต่ผมไม่รู้ว่าเขากลับไปทำอะไรก่อนพวกเราตั้งหนึ่งสัปดาห์) เราเลยออกไปหาอาหารที่เป็นเอกลักษณ์ของสวิส นั่นคือฟองดูว์ครับ

    ก่อนหน้าที่อาจารย์พัดจะกลับ อาจารย์เคยแนะนำว่า "ฟองดูว์เขากินกันหน้าหนาวนะ" ด้วยคำแนะนำนั้น วันนั้นเราจึงไปกินพิซซ่ายาวหนึ่งเมตรแทนฟองดูว์ แล้วไปโยนโบว์ลิ่งกันต่อ เราจึงไม่ได้กินฟองดูว์ชีสอย่างเป็นทางการจริง ๆ สักที จริง ๆ อาจารย์พัดเคยซื้อฟองดูว์ช็อกโกแลตมาให้พวกเราลองกินกันด้วย แต่นั่นยังไม่สาแก่ใจคนอยากกินฟองดูว์ชีสเพื่อเข้าถึงวัฒนธรรมของสวิสจริง ๆ อย่างพวกเราครับ

    ร้านฟองดูว์ที่เฉินไปหามาได้อยู่ในเขตลับแลเล็กน้อย แต่ผมเชื่อเขา เพราะเหมือนเขาใช้แอปหาร้านอาหารอะไรสักอย่าง ผมไม่ค่อยใช้แอปอะไรแบบนี้เท่าไหร่เลยยอมตามเขาไป ส่วนวิธีการเดินทางของผม ผมอาศัย Google Maps พาผมขึ้นรถเมล์เอา ง่าย ๆ ครับ

    สักพักเฉินหลงโทรมาหาผม
    "พี่ลงที่ Balexert เลยนะ"
    "อ๋อ Balexert หรอ ได้ ๆ"
    Balexert คือห้างแห่งหนึ่งครับ ซึ่งเป็นป้ายรถเมล์อีกป้ายในระบบรถเมล์ของที่นี่ด้วย พอผมถึงห้าง ผมก็ลงอย่างว่าง่าย

    แต่ต่อจากป้ายนี้แล้วไปไงต่อวะ

    ผมเปิดดู Google Maps อีกที และพบความจริงว่า ถ้าอยากไปให้เร็วที่สุด มึงต้องเดิน 1 กิโลกว่า ๆ เพื่อไปให้ถึงร้าน ระหว่างที่ยืนงงอยู่ เฉินกับวินโดว์นั่งดูเมนูอยู่ที่ร้านแล้วครับ ผมเลยตัดสินใจว่า เพื่อไม่ให้พวกนั้นรอนาน กูยอมเดินเอาก็ได้วะ

    ในที่สุดผมก็เดินมาถึงร้าน และเจอเฉินกับวินโดว์นั่งรออยู่ พวกเราสามคนไม่อยากให้เสียเวลามากไปกว่านี้ จึงสั่งฟองดูว์สองสำรับมากินกันสามคน เพราะกันเคยเล่าให้เฉินฟังว่าเขากินมาแล้ว และฟองดูว์หนึ่งสำรับมันเยอะมาก เพื่อความชัวร์ว่าพวกเราจะกินกันหมดจริง ๆ เฉินจึงสั่งมาให้สองสำรับแทนที่จะเป็นคนละสำรับ

    ผ่านไปสิบกว่านาที ฟองดูว์ชีสร้อน ๆ หม้อใหญ่ก็มาเสิร์ฟตรงหน้าพวกเราครับ และเหมือนคนทั่วโลกที่เห็นอาหารที่ตัวเองอยากกินในยุค 2017 แบบนี้แล้ว พวกเราจึงยกมือถือมาถ่ายรูปพอเป็นพิธีการ แล้วค่อยกิน

    ใครที่เคยดูหนังฝรั่งหรือโฆษณาฝรั่งคงจะรู้ว่าฝรั่งเขาจะเอาขนมปังบิเป็นชิ้น ๆ แล้วเอาไปจุ่มกับชีส เอาจริง ๆ ไม่ต้องดูหนังก็ได้ครับ ไปสเวนเซ่นส์บ้านเราก็เหมือนกัน เปลี่ยนจากชีสเป็นช็อกโกแลต และเปลี่ยนจากขนมปังเป็นไอศกรีมเท่านั้นเอง พวกเราสามคนเลยกินตามประเพณีนิยม

    ช่วงแรก ๆ ก็สนุกดีครับ บิขนมปังเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วจุ่มชีส โรยพริกไทยป่นบ้าง แล้วก็นั่งกินเพลิน ๆ ไป จนกระทั่งพวกเรารู้ตัวว่าการมานั่งกินฟองดูว์สองสำรับเริ่มเป็นเรื่องลำบากสำหรับชายชาวเอเชียสามคนที่ไม่คุ้นชินกับประเพณีการกินชีสแบบนี้ เฉินจึงเริ่มบ่น ๆ ว่า "เลี่ยนแล้วอ่ะ" เหมือนเป็นสัญญาณว่าพวกเราควรแดก เอ้ย รับประทานให้มันหมด ๆ ไปโดยเร็วที่สุด

    ขนมปังหมด ชีสในหม้อเหลือน้อยเต็มที แต่แก๊งลุง ๆ ป้า ๆ ที่โต๊ะข้าง ๆ สั่งชีสทอดชื่อ Malakoff เฉินอยากลองกิน เลยมาดีลกับผมว่า
    "พี่ท๊อปเอามั้ย แบ่งกันคนละครึ่ง"
    "ได้"

    เราสามคนจึงยอมนั่งรอไปอีกเกือบห้านาที และ Malakoff หนึ่งลูกก็มาเสิร์ฟ พวกเราแบ่งกันกินคนละครึ่ง และผมบอกได้เลยว่ามันอร่อยกว่าฟองดูว์ที่เรากินกันเมือกี้อีกครับ

    "เราก็น่าจะสั่ง Malakoff มากินอย่างเดียวก็จบแล้วป่ะ" ผมรำพึงกับตัวเอง

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in