เด็กบ้าไปเซิร์นVichayanun Wachirapusitanand
Day 29: Montreux Jazz Festival
  • สารภาพตามตรงเลยนะครับ ก่อนที่ผมจะมาที่เจนีวา ผมไม่เคยรู้เลยว่ามันจะมีงานนี้ตรงกับช่วงที่ผมมาสวิสพอดี พอผมเริ่มค้นพบว่ามีงาน Montreux Jazz Festival ซึ่งแค่ชื่อก็ถูกจริตผมแล้ว ผมจึงพุ่งไปดูรายละเอียดต่าง ๆ ตั้งแต่โปรแกรมการแสดงจนถึงราคาตั๋วต่าง ๆ ในเว็บ ด้วยความหวังที่ว่าในเมื่อกูมาถึงที่แล้ว การจะไม่ไปฟังเพลงแจ๊สที่งาน Montreux Jazz Festival ที่เมืองมองเทรอคือบาปมหันต์

    แต่ความหวังก็เริ่มริบหรี่เมื่อเห็นราคาตั๋วครับ ทุกวันในช่วงเทศกาล Montreux Jazz Festival จะมีศิลปินผลัดกันมาเล่นเพลงแจ๊สในสถานที่ต่าง ๆ กัน เช่น Auditorium Stravinski, Montreux Jazz Club และ Montreux Jazz Lab โปรแกรมที่น่าสนใจวันนี้คือ Herbie Hancock แสดงสดที่ Auditorium Stravinski ราคาตั๋วแบบ C อยู่ที่ 88 ฟรังก์สวิส และราคาตั๋วแบบ A อยู่่ที่ 265 ฟรังก์สวิส

    ข่าวดีคือตั๋วแบบ C หมด เหลือตั๋วแบบ A ราคา 265 x 35 = 9275 บาทไทย ข่าวดีอีกอย่างคือตั๋ว C คือตั๋วยืน และตั๋ว A คือตั๋วนั่ง

    พอผมถอดใจยอมแพ้และตัดพ้อชีวิตว่า เออ กูยอมไปดูอย่างอื่นก็ได้วะ ผมก็เจอกับโปรแกรมการแสดงแบบฟรีที่เราสามารถ walk-in เข้ามาฟังได้เลย โดยไม่ต้องเสียเงินค่าเข้า หนึ่งในนั้นคือ Music in The Park ซึ่งวันนี้มี Southampton University Jazz Orchestra และ University of Texas Jazz Orchestra

    วงออร์เคสตร้าแจ๊สสองวง แถมไปฟังฟรีอีกต่างหาก เอา!

    วันนี้ผมจึงจับรถไฟจากสนามบินเจนีวา (ใช่ครับ สนามบินที่นี่มีสถานีรถไฟด้วยนะ) ไปเมืองมองเทรอคนเดียว เนื่องจากรุ่นน้องอีกสามคนไปเที่ยวที่เมืองลูกาโน (Lugano) บริเวณชายแดนสวิส - อิตาลีตั้งแต่เมื่อวานแล้วก็ยังไม่กลับ พอผมมาถึงแล้ว ก็มีป้ายโฆษณาจากผู้สนับสนุนงานเป็นรูปมือกำลังเล่นเปียโน ผมเลยรู้สึกว่ากูมาถูกเมืองละ

    สถานที่จัดงานของ Montreux Jazz Festival คือบริเวณโดยรอบ 2m2c Montreux Music & Convention Center ซึ่งตั้งอยู่ที่ริมทะเลสาบเจนีวา (อีกแล้ว) บริเวณแสดงดนตรีจะอยู่ในอาคารศูนย์ประชุม และยังมีบริเวณโดยรอบอีก และเขายังมีแผนที่ที่เขียนระบุไว้ว่าบริเวณไหนมีการแสดงอะไรบ้าง ข้อเสียของแผนที่นี้มีอยู่อย่างเดียวครับ คือ มันไม่ได้บอกละเอียดว่าเรายืนอ่านมันที่ไหน มันแค่ชี้ไปยังขอบเพื่อจะบอกว่ามึงอยู่ตรงขอบ ๆ ของแผนที่นี้นะ มึงหาทางเดินต่อเอาเอง ทำให้ผมต้องสาละวนเดินหาจนกว่าจะเจอ

    นอกจากจะมีการแสดงดนตรีในงานแล้ว ยังมีแผงขายอาหารจากชาติต่าง ๆ เช่นสวิตเซอร์แลนด์ อาร์เจนตินา ประเทศแถบเอเชีย มีคีบับ เบอร์ริโต้ ไอศกรีม เครื่องดื่ม และของกินอีกมากมายที่พร้อมจะทำให้เราเสียทรัพย์ได้สบาย ๆ และที่นี่ยังมีแผงอาหารไทยด้วยครับ ในเมื่อผมถ่อสังขารจากกรุงเทพฯ มายังสวิสแล้ว ผมจึงเลือกอาหารที่ผมสมควรกินมากที่สุด

    ผมสั่งแกงเขียวหวานราดข้าวจากแผงร้านอาหารไทยครับ

    Music in the Park คือการแสดงดนตรีสดในสนามหญ้าธรรมดา ๆ ชิล ๆ ข้อดีคือเราสามารถเอาอาหารเข้ามากินได้ ผมจึงถือข้าวราดแกงเดินไปกินแถวนั้น ตอนนั้นกว่าเขาจะแสดงก็อีกชั่วโมงครึ่ง บริเวณสนามหญ้าในตอนนั้นจึงแทบไม่มีใคร เราจึงนั่งกินข้าวอย่างหว่อง ๆ (อีกแล้ว) รอการแสดงไป

    บ่ายสอง วง Southampton University Jazz Orchestra ก็เริ่มแสดง บริเวณสนามหญ้าไม่มีที่นั่งครับ มีแต่โต๊ะม้านั่งกินข้าวจำนวนหนึ่ง ที่เหลือคือพื้นที่โล่ง ๆ คนที่มาฟังก็นั่งบนพื้นหญ้า บ้างนอน บ้างดูดบุหรี่ บ้างกินข้าว บ้างก็นอนจริงจังเลย เหมือนมาพักผ่อนกันจริง ๆ ต่างจากบรรยากาศการฟังเพลงอย่างจริงจังในหอประชุมเลย วงนี้เป็นวงออร์เคสตร้าแจ๊สจาก Southampton University และประกอบไปด้วยนักศึกษาทั้งหมด สี่โมงเย็น วง University of Texas Jazz Orchestra ก็ขึ้นแสดงเป็นวงต่อไป วงนี้ต่างจากวงที่แล้วเนื่องจากมีอาจารย์มาเป็นคอนดักเตอร์กำกับนักศึกษาในวงเองเลย ที่สำคัญคือทั้งสองวงแสดงสดได้สนุกมาก ตามสไตล์ Jazz Orchestra ที่ผมชอบพอดี

    หลังวงที่สองแสดงจบ ผมก็เดินออกมาด้วยความอิ่มเอมอย่างมาก จึงตัดสินใจเดินไป Jazz Shop เพื่อจะเจิมของที่ระลึกสักอย่าง ด้วยความคิดที่ว่ากูแฮปปี้กับงานนี้มาก ขอกูซื้อของเป็นที่ระลึกหน่อย โปสเตอร์ปีนี้สวยมากครับเมื่อเทียบกับโปสเตอร์ปีก่อน ๆ ที่เขาพิมพ์ลงโปสต์การ์ดขายในร้าน แต่ครั้นจะซื้อโปสเตอร์ขนาด A1 ไปประดับบ้านก็กลัวว่าจะไม่มีที่แปะที่บ้านอีก ผมจึงยอมซื้อเสื้อยืดลายโปสเตอร์งานราคา 39 ฟรังก์สวิส หรือพันกว่าบาท

    เข้าใจเลยครับว่าความรักทำให้คนตาบอดได้จริง ๆ โดยเฉพาะความรักแจ๊สเนี่ย

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in