เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
Celine H. & Bee J.apaew
HER
  • [One-Shot] HER | BEECRIS


    "So I won’t hesitate no more, no more
    It cannot wait, I’m sure.."
    I'm sure

    0.


    “มันก็ตลกดีนะคะที่เราได้รู้จักกันครั้งแรกที่ร้านนั้นเพราะฉันคิดว่าคนแบบคุณคงไม่รู้จักมัน” เรานอนคุยกันบนเตียงห้องเพนเฮ้าของบีที่ฮันติงตันบีชเมืองชายทะเลในออเรนจ์เคาน์ตี, เซาเทิร์นแคลิฟอร์เนีย บรรยากาศซัมเมอร์ของที่นี่ร้อนไม่ต่างจากเมืองไทย แดดค่อนข้างจัดและลมทะเลก็แรงมากเช่นกัน ฉันพับหนังสือที่กำลังนอนอ่านบนเตียงและหันไปมองหน้าต่างวิวภาพข้างหน้าน้ำสีเขียวมรกตที่ตัดกับท้องฟ้าสีขาวทำให้รู้สึกคิดถึงความทรงจำต่างๆที่ผ่านมาจนอดไม่ได้ที่จะนั่งคุยกับคนรักที่ก็กำลังนอนอ่านหนังสือจอห์น สไตน์เบ็คนักเขียนคนโปรดของเค้าในคินเดิลเช่นกัน


    1.


    “Stercorem pro cerebro habes”


    “Es stercus!”



    ภาษาละตินที่ฉันฟังไม่เข้าใจ ออกมาจากปากของผู้หญิงตัวสูงคนนึง เราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่เธอก็ยื่นมือมาช่วยฉันทันทีเมื่อเห็นผู้ชายท่าทางรุ่มร่ามเดินมาหยอกล้อและพยายามเข้ามาใกล้ชิดฉันทั้งๆที่ฉันปฎิเสธนายนั่นไปหลายรอบ ขวดแก้วสีน้ำตาลที่ผู้ชายคนนี้พยายามจะยัดเยียดใส่มือฉันถูกดึงออกไปทันทีเมื่อถึงครั้งที่ 3 ของการปฎิเสธ


    เธอหน้าตาค่อนออกไปทางเอเชีย ท่าทางการพูดจาฉะฉาน ถ้าให้เดาไม่ผิดคงเป็นคนจีนหรือไม่ก็คงแถวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฉันเห็นเธอพูดคุยกับผู้ชายคนนั้นเงียบๆหลังจากที่ตะโกนเสียงดังในตอนแรก เพียงไม่กี่คำนายนั่นก็เดินออกจากร้านไปพร้อมทั้งหันมาทำสีหน้าเชิงขอโทษ 


    “Thanks for helping me” ฉันขอบคุณการช่วยเหลือในครั้งนี้กับเค้าทันทีหลังจากที่เค้าเดินมายืนอยู่ตรงหน้าฉัน


    “ไม่เป็นไรเลยค่ะ สบายมาก” ภาษาที่คุ้นเคย ทำให้ฉันมีสีหน้าประหลาดใจจนทำให้คนที่กำลังพูดมีรอยยิ้มออกมาเล็กๆที่มุมปาก “คนไทยค่ะ” เค้าบอกฉันอีกรอบว่าตัวเองเป็นคนไทยเพื่อให้สีหน้าที่กำลังประหลาดใจหายสงสัยถึงสิ่งที่ได้รับรู้


    “ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ” ฉันตอบเค้าและยื่นมือไปเพื่อทำความรู้จักอย่างเป็นทางการ แต่เสียงที่กำลังพูดอาจจะเบาเกินทำให้เค้าต้องยื่นตัวเข้ามาประชิดกับฉันมากขึ้นจนได้กลิ่นรัมอ่อนๆที่ออกมาจากลมหายใจ “ว่ายังไงนะคะ” เค้าพูดชิดที่ใบหูก่อนที่ฉันจะถอยออกมาและพูดอีกครั้ง


    “ยินดีที่ได้รู้จักนะคะคุณ—” ฉันหยุดพูดเพื่อให้เค้าพูดชื่อของตัวเองมาเติมเต็มประโยคนั้น


    “บีค่ะ—แล้วคุณ” ชื่อบีเค้าบอกพร้อมทั้งส่งยิ้มกว้างและทำท่าไหว้ซึ่งเป็นท่าพื้นฐานที่เห็นได้ทั่วไปกับคนไทย แต่ท่าทางของบีดูเก้งก้างมาก ฉันยกมือขึ้นเพื่อห้ามบีไม่ให้ทำท่าแบบนั้นเพราะมันก็ไม่ใช่เรื่องปกติที่เราจำเป็นต้องไหว้กันนี่นา


    “คริสนะคะ” ฉันบอกชื่อฉันออกไปตามมารยาทและเราก็ได้พูดคุยกันหลายอย่างภายในเวลาไม่กี่นาทีถึงทราบว่าบีเป็นคนไทยเกิดและเติบโตที่นี่ ส่วนฉันเองมาทำงานได้ไม่นานทำให้ไม่คุ้นและไม่ค่อยอยากมีเรื่องให้ต้องวุ่นวาย บีจึงให้นามบัตรฉันมา 1 ใบเค้ายื่นมาให้พร้อมบอกว่าหากมีปัญหาอะไรก็ติดต่อเค้าได้เสมอ หลังจากที่รับนามบัตรมาแล้วบีก็ยิ้มและเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะของตัวเองที่มีเพื่อนของเค้า 3-4 คนกำลังนั่งดื่มกันอยู่ด้วยท่าทางสนุกสนาน


    2.


    ผ่านไป 1 สัปดาห์หลังจากเหตุการณ์ที่ร้านนั่นและมันคงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างบังเอิญมากที่บอสของฉันต้องการติดต่องานกับบริษัทของบี ตอนที่คุณโธมัสพูดคุยเกี่ยวกับบริษัทของบี ฉันที่จำชื่อได้และเก็บนามบัตรไว้ในกระเป๋าก็ยกมือขึ้นเพื่อขัดจังหวะและบอกว่าฉันสามารถติดต่อคุณบีให้ได้ ทำให้ทั้งห้องหันมามองทันทีว่าเราสองคนรู้จักกันตั้งแต่ตอนไหน แต่มันก็ไม่น่าแปลกใจอะไรมากเมื่อฉันบอกว่าฉันและเธอเป็นคนไทยเช่นกัน หลายๆคนเลยไม่สงสัยและฉันก็ไม่จำเป็นต้องอธิบายอย่างยาวยืดเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เราได้รู้จักกันแถมยังได้หน้าไปเต็มๆ


    หลังจากที่โทรหา บีก็ตอบตกลงทันทีโดยถามแค่เหตุผลไม่กี่ข้อพร้อมทั้งนัดฉันออกมาเพื่อทานข้าวร่วมกันสำหรับเป็นค่าตอบแทนที่เค้ายอมตกลงแบบไร้เงื่อนไข บีบอกแบบนั้น


    “เค้าจีบมึงอ่ะ” นานาพูดขึ้นหลังจากที่ฉันบอกนานาว่าฉันนัดเจอกับบีแถว Upper East Side 


    “ไม่หรอกมั้ง” ฉันตอบออกไป ทั้งที่ใจก็แอบคิดเหมือนกันว่าเค้าน่าจะตกหลุมรักฉันหรือเปล่าแบบ 50/50 เพราะไร้ความมั่นใจจริงๆกับเรื่องนี้เนื่องจากเค้าก็ดูมีคนเข้าหาไม่น้อยเหมือนกัน หลังจากวางโทรศัพท์กับนานาฉันเดินมาถึงร้าน Duke’s ที่เรานัดเจอกัน บียืนคุยโทรศัพท์อยู่หน้าร้านสีหน้าค่อนข้างซีเรียส ทำให้ฉันค่อนข้างระวัดระวังที่จะเข้าไปทักทายในตอนแรก


    “หน้าฉันก็เป็นแบบนั้นอยู่แล้ว คุณก็รู้” บีพูดขึ้นเมื่อฉันเล่าว่าสีหน้าแบบนั้นน่ากลัวชะมัด 


    “ก็ตอนนั้นเราพึ่งรู้จักกันนิ่คะ” ฉันกับบียังเถียงกันเรื่องสีหน้าของเค้าที่ชอบทำหน้าดุๆเหวี่ยงๆเสมอ ตั้งแต่วันนั้นจนวันนี้เวลาที่บีเครียดหรือกำลังคุยเรื่องสำคัญมันก็เป็นแบบเดิมเลย


    บีถามฉันตั้งแต่นั่งลงที่โต๊ะว่าแพ้อาหารชนิดไหนหรือเปล่า เค้าดูเป็นคนช่างสังเกตและเอาอกเอาใจเก่ง การถามคำถามแบบนี้ทำให้ฉันค่อนข้างที่จะประทับใจในตัวบีมากขึ้นกว่าเดิม เรานั่งทานอาหารและพูดคุยเกี่ยวกับงานบ้างเล็กน้อยเพราะบีเป็นคนเสนอเองว่าการมาทานข้าวในครั้งนี้ เค้าไม่ต้องการพูดเรื่องงานแค่อยากต้องการทำความรู้จักกันและกันมากกว่า “คุณชอบอาหารแบบไหนคะ” บีถามฉันหลังจากที่เราทานอาหารจานหลักหมดลงไปแล้ว “เอาจริงๆฉันทานได้ทุกอย่างเลยนะคะแต่ที่ชอบที่สุดคงอาหารอิตาเลี่ยน” ฉันตอบบีไปตามตรงพร้อมทั้งรู้สึกเขิลที่ตัวเองกลายเป็นคนที่ดูตะกละไปซะอย่างนั้น


    “คุณตกหลุมรักฉันตั้งแต่แรกแล้วก็บอกมาเลยนะคะ” ฉันไม่ปฎิเสธอะไรเลยเมื่อบีพูดขึ้นมา 


    เราสองคนยังคงนัดเจอกันอยู่บ่อยครั้งนับจากร้าน Duke’s นี่น่าจะเป็นเดือนที่ 4 ที่เราได้รู้จักกันวันนี้เราสองคนยังคงอยู่แถว Upper East Side เพราะน่าจะเป็นที่สถานที่ๆเราสองคนมาแล้วสะดวกที่สุด สองข้างทางเวลานี้ร้านต่างๆกำลังทยอยปิดมีเพียงรถเข็นไส้กรอกหน้าร้านเพ็นโรสที่ยังคงให้บริการ พนักงานขายเพียงคนเดียวทำงานอย่างขมักเขม้นปิ้งขนมปังมือนึงและทอดไส้กรอกอีกมือ เรายืนที่หน้าร้านพร้อมสั่งไส้กรอกสองอันเพื่อประทังความหิวเท่านั้น 


    3.


    4 เดือนที่เรารู้จัก ต่างฝ่ายต่างรู้จักกันเพิ่มขึ้น บีเป็นลูกคนเดียว บีชอบสีดำ บีชอบกีฬาเบสบอลมาก แต่มักจะไม่ค่อยได้เล่นเนื่องจากงานที่รัดตัว บีเป็น(โครต)แฟนของทีม Boston Red Sox และยังเชียร์ Houston Rockets สรุปคือบีดูกีฬาหลากหลายประเภทและค่อนข้างจะรักมันเลยด้วยซ้ำ บีชอบฟังเพลงมากกว่าดูหนัง บีทำอาหารญี่ปุ่นได้ และมีหุ้นส่วนกับร้านอาหารญี่ปุ่นฟิวชั่นที่ชื่อโชโจอยู่แถวเดอะบร็องซ์ เราบอกเล่าทุกเรื่องที่สามารถคุยได้ให้กันและกันฟัง ฉันสามารถบ่นถึงเพื่อนที่ทำงาน หรือรายการทีวีโชว์ขายดราม่าที่ดูแล้วชวนปวดหัวให้บีฟังได้ เพราะเค้าเป็นผู้ฟังที่ดี และเป็นที่ปรึกษาที่ดีมากๆ เหมือนความสัมพันธ์ของเรามันขยับไปอีกขั้นและตอนนี้ก็คงจะเพิ่มอีกขั้นเมื่อจู่ๆบีก็พูดแทรกขึ้นมาระหว่างที่ฉันเล่าถึงความเกลียดแองโชวี่ที่ถูกพนักงานยัดลงมาในซีซ่าสลัดเมื่อช่วงเที่ยง “เราไปเดทกันมั๊ยคะ” บีพูดขึ้นก่อนที่ฉันจะหันไปมองและเค้าก็พูดมันด้วยความมั่นใจอีกครั้ง “เดทกับฉันได้หรือเปล่าคะ”


    ฉันไม่ปฎิเสธบี เรานัดกันที่แบตติ้งเซนเตอร์ใจกลางแมนฮัตตัน เป็นเดทที่แปลกที่สุดตั้งแต่ฉันมีมา เพราะปกติผู้ชายที่ฉันเดทด้วยมักจะพาไปดูหนัง ทานข้าว หรือชวนไปเดินเที่ยวซะมากกว่า บีหวดลูกกลมๆนั่นพร้อมทั้งเล่าเรื่องของมันให้ฟังคร่าวๆ บีถามฉันว่านอกจากที่บีเคยเห็นฉันไปออกกำลังกายที่เทรซี่แอนเดอสัน ฉันเล่นอะไรอย่างอื่นๆหรือเปล่าเช่น ว่ายน้ำหรือตีเทนนิส ฉันจึงบอกบีไปว่าไม่ค่อยถนัดเรื่องกีฬาปกติรู้จักไม่กี่ทีมและก็มารู้จักเพิ่มเมื่อได้รู้จักกับเค้าแถมโดนบังคับให้ไปสนามเพื่อดูเมเจอร์ลีกที่ Boston Red Sox และ Oakland Athletics แข่งกันอีกด้วย


    “อีก 15 นาทีนะคะ” บีหัวเราะเมื่อฉันทำหน้ายู่เรื่องที่เคยถูกบีและคุณโธมัสบังคับไปสนาม Alameda Coliseum เพื่อดูนัดแข่งขันที่สุดแสนจะยิ่งใหญ่ จากนั้นเค้าจึงหันไปหยิบไม้ตีเบสบอลและเล่นอีกจนครบเวลาที่เล่นมันมา 1 ชั่วโมง ตัวเลขสีแดงที่นาฬิกาในห้องแบตติ้งบ่งบอกว่าเวลาที่บีเล่นได้ครบกำหนดลงไปแล้ว เราสองคนเดินออกมาพร้อมจ่ายตังค์และเก็บอุปกรณ์ให้เรียบร้อยพร้อมทั้งไปยังร้านที่บีได้จองไว้ สรุปกลายเป็นว่าวันนี้ฉันเดทถึง 2 ที่ในคราวเดียวกัน


    “ทำไมคุณชวนฉันไปที่นั่นคะ” ฉันถามถึงเดทแรกของเราสองคน


    “เอาจริงๆไม่รู้ค่ะว่าทำไมถึงเป็นสนามแบตติ้ง อาจจะเพราะฉันอยากให้คุณรู้ว่าฉันชอบอะไรและคลั่งไคล้มันขนาดไหน เพราะเผื่อคุณจะรับมันไม่ได้ที่ต้องเห็นฉันทำอะไรไร้สาระแบบนี้ ส่วนร้านอาหารนั่นเป็นอาหารที่คุณชอบ ฉันแค่อยากพาไปร้านที่ดีที่สุดที่ฉันรู้จักเพื่อเอาใจคุณค่ะ ไม่ได้อะไรเลย” คำว่าไม่ได้อะไรเลยของบีที่พูดออกมา ไม่ได้แปลว่า “ไม่ได้อะไรเลย” เพราะสิ่งที่เค้าทำนั่นหมายถึงเค้าได้คิดและตั้งใจไว้แล้ว เพราะร้านที่เราไปเป็นร้านที่ต้องมีการทำการจองก่อนเกือบเดือนเท่านั้น ถึงแม้ฉันรู้ว่าบีมีความสามารถในการจองที่เร็วขึ้น แต่ถ้าให้เดาอย่างมันต้องไม่ต่ำกว่า 1 สัปดาห์แน่นอน 


    “ถ้าฉันเบื่อที่คุณไปเล่นลูกกลมๆนั่นหละคะ เพราะแทนที่คุณพาฉันไปเดทคุณกลับพาฉันไปนั่งดูมัน” ฉันถามบีออกไปเพราะอยากรู้ว่าถ้าฉันเบื่อที่ต้องไปนั่งรอแบบนั้นเค้าจะยังตามจีบฉันอยู่หรือเปล่า 


    “ฉันคงเลิกเล่นช่วงนึงเพื่อให้คุณรู้สึกว่าฉันก็ยอมทำตามที่คุณต้องการได้ค่ะ” บีหยุดพูดแปบนึงก่อนจะเสริมต่อว่าแต่สุดท้ายแล้วมันเป็นสิ่งที่เค้าชอบเค้าคงอยากให้คนที่เค้ารักรับมันให้ได้ 


    “แต่ฉันรักมันและรักคุณก็คงต้องทำทุกอย่างให้เราสามารถอยู่ร่วมกันได้อยู่ดี บีเก่งคุณก็รู้” สุดท้ายแล้วบีก็ยังเป็นบีที่ชอบชมตัวเองปิดท้ายซึ่งมันเป็นความตลกของเค้ามากกว่า บีไม่ได้อวดอ้างความดีความชอบของตัวเอง แต่เพราะบีทำมันได้จริงๆบีจึงกล้าพูด


    4.


    “เป็นแฟนกับฉันนะคะ” การยืนอยู่ท่ามกลางผู้คนที่กำลังจะเดินไปดูการแสดงที่ลินคอร์นเซ็นเตอร์คงเป็นอะไรที่แปลกประหลาดดี บีเหมือนเป็นคนที่โรแมนติกแต่ก็ไม่โรแมนติกเอาซะเลย การชวนเดทหน้าร้านไส้กรอกและขอเป็นแฟนหน้าร้าน The Juilliard มันเป็นอะไรที่ฉันไม่ได้ตั้งตัวทั้งคู่ “มันอาจจะแปลกที่ฉันจะพูดตรงนี้” บีกำลังเริ่มพูดประโยคบางอย่างที่ทำให้ฉันรู้สึกหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ “แต่ฉันรอไม่ได้จริงๆค่ะ” บีหยุดก่อนที่จะพูดมันออกมา “เป็นแฟนกับฉันนะคะ” จากนั้นบีก็ไม่รอให้ฉันพูดตกลงหรือปฎิเสธอะไรเลย อาจจะเพราะบีก็รู้ใจฉันมากพอว่ามันไม่ทางที่จะปฎิเสธเค้าอยู่แล้ว เราจูบกันบีกอดฉันไว้ลมหายใจร้อนๆปะทะที่ใบหน้าฉัน ฉันค่อยๆลืมตาขึ้นมาเพื่อมองหน้าบี บียิ้มให้ฉันเป็นยิ้มคุ้นเคยที่เจือไปด้วยความสุข แบบที่ฉันเห็นมันมาตั้งแต่วันแรกที่เรารู้จักกัน


    “ไม่โรแมนติกเอาซะเลย” ฉันแว๊ดขึ้นมาเมื่อนึกถึงวันนั้น “โรแมนติกที่สุดแล้วค่ะใครจะมาขอกันหน้าร้านขายแผ่นเสียง” บียังคงคิดว่ามันถูกต้อง “วันนั้นคุณซื้อแผ่นอะไรมานะคะฉันลืมอ่ะ” บีวางคินเดิลลงแล้วหันมามองหน้าฉัน พร้อมทั้งหยิบไอพอดคลาสสิคเครื่องเก่าที่เค้ายังคงเก็บมันไว้กับตัวตลอด “เพลงนี้ค่ะ” บีพูดจบเสียงดนตรีก็ออกมาจากเครื่องเสียงยี่ห้อดีที่ถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระบบ 


    So, i won’t hesitate no more,
    no more, it cannot wait i’m sure
    there’s no need to complicate our time is short
    this is our fate
    I’m yours


    5.


    การย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกัน ทำให้ฉันรู้สึกถึงความแปลกใหม่ ฉันไม่เคยต้องอยู่ร่วมกับใครมาก่อน ซึ่งหมายถึงนอนเตียงเดียวกันโดยที่คนนั้นไม่ใช่ญาติพี่น้องทางสายเลือด คือมันมีบ้างที่ได้นอนร่วมเตียงเดียวกันกับนานา พอลล่า หรือแม้กระทั่งเพื่อนที่ไม่ได้สนิทแต่นั่นคือแค่เพียงไม่กี่วัน แต่สิ่งที่ฉันทำอยู่คือมันอาจจะตลอดไปก็ได้ เราสองคนตกลงกันว่าจะย้ายมาอยู่ย้านหลังเดียวกันซึ่งหมายถึงบ้านของบีที่ฟิฟตี้สตรีท


    “คุณโอเคนะคะ” บียังคงเป็นห่วงเป็นใยฉันเพราะเข้าใจว่าการที่ฉันต้องมาอยู่บ้านหลังเดียวกับเค้าอาจจะเป็นเรื่องที่แปลกอีกอย่างในชีวิตนี้ที่จะต้องทำเพราะเราสองคนเป็นแค่เพียงแฟนกันเท่านั้น ในคราวแรกฉันปฎิเสธบีไปแล้ว แต่ลูกตื้อของบีก็ทำให้ฉันรวมถึง แพทรีเซีย ต้องยอม ใช่แม่ฉันเอง บีโทรหาแพทตี้ทุกวันเหมือนเป็นแม่ของตัวเอง บางวันก็โทรหายัยพลอยเพื่อคุยเรื่องบ้าๆที่สองคนนั่นชอบทำเหมือนกัน (และคิดว่าคงมีการติดสินบนด้วยอีฟแซงรุ่นใหม่ล่าสุด) และบางทีบีก็โทรหาป๊าของฉันเพื่อคุยเรื่องลีกฟุตบอลที่ฉันไม่รู้เรื่อง สรุปแล้วคือ บีพยายามเข้าหาทุกคนเพื่อให้ฉันรู้สึกว่าเค้าเป็นส่วนนึงและไม่อยากให้ฉันกังวลใจกับการที่เราต้องอยู่ด้วยกัน


    “แพทรีเซียบอกว่าโอเคค่ะ ป๊าก็บอกว่าโอเคแม้จะห่วงนิดหน่อย ส่วนน้องพลอยเซเยสทันทีที่ฉันขออนุญาต” บีพูดไม่หยุดเรื่องที่เค้าคุยกับทั้งสามคนเรื่องความกังวลใจของครอบครัว มันเป็นเรื่องปกติของยุคนี้ที่หลายคู่จะอาศัยอยู่ด้วยกัน ทั้งๆที่ยังไม่แต่งงาน แต่ฉันออกจะหัวโบราณและติดขี้เกรงใจมากๆรวมถึงกังวลถึงเรื่องในอนาคต เช่นหากเราเลิกลากันไปฉันคงจะลำบากในการหาที่อยู่ซึ่งปัจจุบันมันดีมากๆอยู่แล้ว หรือจะป๊าแม่และครอบครัวจะรู้สึกยังไงที่ฉันย้ายเข้าไปอยู่บ้านของบี ซึ่งสุดท้ายแล้วมันก็ลงเอยอย่างที่บอก เพราะความสามารถในการต่อรองและลูกล่อลูกชนที่ถูกใจป๊ากับแม่ของบี ฉันจึงมายืนอยู่ที่บ้านของบี ซึ่งฉันเคยมาบ่อยแต่ไม่ใช่สถานะแบบตอนนี้


    “โอเคค่ะ” ฉันตอบบีออกไปเพราะพอเห็นสีหน้ากังวลของบีก็อดจะเห็นใจเค้าไม่ได้เหมือนกัน “ทำทุกอย่างให้เหมือนว่าบ้านนี้เป็นชื่อของคุณนะคะ” บีพูดอีกรอบพร้อมทั้งเดินเข้ามากุมมือฉัน ฝ่ามืออุ่นๆของบีทำให้ฉันสบายใจขึ้นมาอย่างเป็นปลิดทิ้ง บีเป็นคนที่วิเศษเหมือนกันนะ เค้าแค่พูดสองสามประโยค  หรือ สัมผัสของบีแค่นิดเดียวก็ทำให้คนที่อยู่ด้วยสบายใจขึ้นมาได้


    “ช่วงอาทิตย์แรกฉันกังวลมากเลยนะคะ” เรายืนอยู่ตรงระเบียงห้องเพื่อชื่นชมกับบรรยากาศที่ตอนนี้เริ่มมีผู้คนออกมาทำกิจกรรมกันที่ชายหาดเพิ่มมากขึ้น 


    “คุณดูผู้หญิงคนนั้นซิ่คะ” บีไม่ได้ฟังที่ฉันพูดเลยแต่เค้าดันชี้ชวนให้ฉันมองหญิงสาวผิวแทนที่ใส่บีกีนี่สีขาว 


    “ให้ตายเถ่อะบี” ฉันสบถออกมา 


    “ไม่สวยหรอคะ” บียังไม่หยุดพูด ฉันรู้ว่าบีกำลังแกล้งฉันเล่น ฉันจึงแกล้งกลับด้วยการไม่พูดอะไรแล้วจึงเดินเข้าห้องไป เพียงไม่กี่วินาทีคนตัวสูงก็เดินคอตกเข้าห้องมา


    “ขอโทษค่ะ” ฉันแอบขำกับการกระทำของตัว 


    “เห้—คุณแกล้งฉันหรอคะ” บีจับได้เมื่อฉันเผลอยิ้มตอนที่เค้าทำตาละห้อย “คุณแกล้งฉันก่อนนี่” แล้วเราก็ลงเอยการทะเลากันบนเตียงนอนกับแสงแดดอุ่นๆที่ไล้ไปกับม่าน เป็นบีที่ทำโทษฉันด้วยวิธีส่วนตัวของเค้า มันเป็นการลงโทษที่เราสองคนมีความสุขไปด้วยกัน ซึ่งการลงโทษแบบนี้เป็นความคิดของบีเองแหล่ะไม่ใช่ใครแน่นอน



    6.


    การเป็นแฟนกับผู้บริหารมันก็ดีอย่างนึงตรงที่ตอนนี้ฉันไม่ต้องกระเตงตัวเองขึ้นซับเวย์เพื่อไปทำงานแล้ว “ตอนเช้าไปทำงานมิสเตอร์แรมซีจะมารับคุณนะคะ” บีบอกฉันเพราะแต่ก่อนฉันก็ปฎิเสธบีเช่นกัน สมัยที่อยู่ห้องเช่าแถวที่ทำงานบีก็พยายามเป็นอย่างมากที่จะดูแล โดยการให้คนขับรถของเค้ามาให้บริการซึ่งมันเป็นเรื่องไม่สมเหตุสมผลมากๆเพราะที่ทำงานกับที่พักอาศัยห่างกันไม่ถึง 3 กิโล แต่ตอนนี้ก็คงต้องตามใจคนขี้เอาใจเพราะหลังจากย้ายมาอยู่ด้วยกันที่ทำงานของฉันก็ห่างจากที่พักมากพอสมควร 


    “คุณควรตกลง” มิสเตอร์แรมซี่พูดขึ้นมาตอนที่ฉันกับบียืนคุยกันเพื่อตกลงเรื่องของเราว่าควรจะขึ้นซับเวย์เหมือนเดิมหรือยอมนั่งรถของเค้า 


    “โอเคค่ะ โอเคเลยตามใจคุณทั้งสองคน” ฉันตอบบีและแรมซี่ออกไป สองคนนั้นเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย อาจจะเพราะมิสเตอร์แรมซี่ย์ดูแลบีมาตั้งแต่เด็กและก็ตามใจบีทุกอย่างตามที่บีต้องการ ฉันจึงกลายเป็นคนนอกทันทีเมื่อ 2 คนนั่นอยู่ด้วยกัน


    ทุกวันนี้เราตกลงกันคนละครึ่งทาง คือ ฉันจะยังคงนั่งซับเวย์ไปไหนมาไหนเหมือนเดิม (เฉพาะบางวัน) และให้มิสเตอร์แรมซี่ย์มารับบ้างเมื่อทำงานเลิกดึกตอนแรกบีก็ดูไม่ยอม แต่พอฉันเสียงแข็งขึ้นมาบีก็ได้แค่พูดว่าได้ "โอเคค่ะฉันคงต้องยอมคุณทุกทาง—แต่บางวันฉันอาจจะขับรถไปรับคุณเอง"


    7.


    "ขอบคุณที่ดูแลฉันเป็นอย่างดีนะคะ" ฉันพูดด้วยน้ำเสียงจริงใจและมันออกมาจากใจจริงๆ เพราะฉันแค่อยากให้บีรู้ว่าที่เค้าทำมาทั้งหมดฉันรับรู้ได้ถึงมัน


    เราคุยกันทุกเรื่องเหมือนวันแรกที่รู้จัก


    เราไม่ปิดบังเพื่อให้อีกฝ่ายต้องมารับรู้ทีหลัง


    เราบอกเล่าทุกอย่างผ่านทั้งภาษาพูดและภาษากาย


    ทุกอย่างทำให้ฉันรู้สึกว่า "เราเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันเสมอ"


    "ไม่จำเป็นเลยที่รัก ฉันทำเพราะฉันอยากทำให้คุณ ไม่ใช่เพราะมันจำเป็นต้องทำ บางทีมันอาจจะเป็นความเห็นแก่ตัวของฉันด้วยซ้ำค่ะที่อยากให้เรารักกัน ฉันจึงทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ จนบางเรื่องคุณต้องลำบากใจ" ฉันรู้ว่าบีรู้สึกแบบนั้นจริง และไม่อยากให้บีคิดว่าสิ่งที่บีทำคือความเห็นแก่ตัวเพราะหากเป็นความเห็นแก่ตัว เราสองคนก็คงไม่ต่างกัน เราทั้งคู่ต่างอย่างทำทุกอย่างให้เรารักกันตลอดไป


    "ไม่ว่ายังไงก็ตามขอบคุณนะคะ ขอบคุณตั้งแต่วันแรกที่พระเจ้าให้เราได้รู้จักกัน จนถึงตอนนี้เลย" 


    "ฉันก็จะดูแลคุณแบบนี้ไปตลอด ตอนแรกอาจจะต้องพึ่งพรหมลิขิตจากพระเจ้านะ แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้วค่ะ คุณก็รู้ว่าเป็นฉันเองนี่แหล่ะที่จะดูแลคุณให้ดีที่สุด เหมือนที่บอกป๊าและแม่รวมถึงน้องพลอยเลยแหล่ะ..."




    END


    - เรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของ Home ค่ะใครที่อ่าน Home แล้วก็คิดซะว่ามันเป็นเรื่องย่อยละกันนะส่วนคนที่ยังไม่อ่านอยากให้อ่านลองดูค่ะ
    - เขียนไม่สมูทไม่ว่ากันนะคะ คือพอดีวันนี้อยากเขียนแค่มันคิดคำไม่ค่อยออกหน่ะ (แต่ก็ยังอยากลง)
    - ตอนแรกจะชื่อ I'm your แต่พอดีแบคกิ้งแทรค Her แทรกเข้ามาเลยเปลี่ยน (ลอกนี่เอง)

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in