ไดอารี่ของฉันatcha
ชีวิตประจำวันที่ 19 พ.ค.63
  • ฉันเอาของไปเติมตู้ปันสุขทุกวัน แต่ไม่เคยหยิบกลับมาเลย  บางทีไม่ได้ไปเอง ก็ฝากเด็กเอาของไปวาง วันก่อนฝากไข่ไก่ไปวาง 30 ฟอง ใส่ถุงไป เด็กเล่าว่า ไปถึงก็แกะถุงวางไข่ ในถาดลังไข่ ที่อยู่ในชั้น ยังใส่ไม่หมดเลย  มีคุณป้าคนหนึ่ง ขี่มอเตอร์ไซด์ เลยไปแล้วนะ แล้ววกรถกลับมาที่ตู้ หยิบไข่ที่กำลังเติมลงในถาดไป 10 ฟอง เด็กบอกพูดไม่ออกเลย พึ่งจะวาง แถมยังอยู่ตรงนั้นด้วย ป้าหยิบไปต่อหน้าต่อตาเลย ไม่เกรงใจ หยิบเยอะด้วย  ถ้าเป็นรุ่นเดียวกัน จะเตือนแล้วว่า หยิบนิดหน่อยก็พอ แต่เป็นผู้ใหญ่กว่าก็เลยไม่กล้าพูดอะไร  ฉันก็แค่รับฟัง รับรู้ว่า มีคนแบบนี้ด้วย

    วันถัดมา ฉันเอาเครื่องดื่มชูกำลัง ฉลาม ที่ร้านขายไม่ค่อยดี ก็เลยเอาจากตู้เย็นไปวาง 10 ขวด  ฉันวางเสร็จ ก็ไปเดิน 7-11 ขากลับผ่าน ไม่เหลือสักขวด  คือ คนเราตอนซื้อกินไม่ชอบนะ ขายไม่ดี แต่ทำไมตอนแจกฟรี ขวดไม่ทันจะหายเย็นเลย หมดเกลี้ยงแล้ว ก็ไม่รู้ว่าใครหยิบกินเหมือนกัน 

    ตอนแรกฉันไปวางน้ำเปล่า เห็นคนมาวางเยอะแล้ว ฉันก็เปลี่ยนเป็นไข่บ้าง นมบ้าง เครื่องดื่มชูกำลังบ้าง ขนมบ้าง วางอะไรไปก็หมด  แต่ทุกวันที่ไปวาง ฉันคิดแล้วว่า ต้องไม่เกินงบ 100 บาทต่อวัน เพราะฉันทำบุญมากกว่านี้ไม่ไหว รายได้ ช่วงนี้ก็ไม่ได้มาก ก็ทำบุญเท่าที่พอทำได้ ไม่เกิน 100 บาทต่อวัน


    ตอนที่แวะไปซื้อไข่ ร้านโชว์ห่วย ของคนรู้จัก ที่ไม่ไกลจากตู้ปันสุขเท่าไหร่  ฉันก็มีถามเขาว่า แวะไปหยิบของบ้างหรือเปล่า  เขาตอบว่า ไม่เอา  เพราะถ้าไปหยิบ ปลากระป๋องมา คนอื่นจะนึกว่าเอากลับมาขาย  จะหยิบไข่ก็ไม่ได้ เดี๋ยวนึกว่าเอามาขายอีก  เพราะที่ร้านของเขา มีหมดทุกอย่าง ไม่ว่า มาม่า ไข่ ปลากระป๋อง  การไปหยิบของจากตู้  อาจจะทำให้ลูกค้าเข้าใจผิดได้  จึงไม่เอาดีกว่า เป็นพ่อค้าก็ลำบากใจเหมือนกันนะ  ไม่ใช่ไม่เดือดร้อน  เพราะช่วงห้ามขายเหล้า  เขาก็กระทบเช่นกัน  แต่ให้ไปเดินเรื่อง ขอเงิน 5,000 บาท ก็ไม่ทำ คนแก่ บอกว่ายุ่งยาก ใช้คอมไม่เป็น ก็เลยไม่เอาดีกว่า 

    แต่มองอีกมุมหนึ่ง การตั้งตู้ปันสุข ก็ทำให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนได้  เพราะ ของที่ใส่ตู้ ก็ต้องมีคนซื้อ คนลงทุนเอามาแจก ก็ทำให้ร้านค้า หรือว่าสินค้า ได้เกิดการจับจ่ายใช้สอย มีเงินหมุนเวียน  ส่วนคนรับก็ได้ประหยัดเงิน ไม่ต้องซื้อ ก็มีของกินฟรี


    พวกมาม่าหรือยำยำ ที่เราเห็นแจกกัน ใส่ตู้ปันสุข หรือว่า บริจาคใส่ถุงยังชีพ หรือ แจกที่ไหนก็แล้วแต่ ฉันได้คุยกับเซลล์ขายยำยำ  เขาบอกว่า เขาได้รับผลกระทบมาก รวมถึงร้านค้าด้วย  เพราะคนส่วนหนึ่ง ที่ซื้อของบริจาค เขาไปซื้อร้านเชนใหญ่ๆ ไปซื้อ แมคโคร โลตัส หรือ 7-11 ก็แล้วแต่   แต่มันทำให้ร้านโชว์ห่วย ขายมาม่าไม่ได้เลย เพราะมีคนมาแจกฟรี ทำให้พวกเขาไม่ต้องซื้อกินเอง 

    กระทบไปถึงยอดขายของเซลล์ที่วิ่งรถขายร้านค้าเลยนะ  เพราะช่วงนี้มาม่า ยำยำ เกลื่อนตลาดมาก ที่ไหนๆก็มีแจก แต่เขาไม่มียอดเลย ร้านค้าไม่สั่ง เพราะสั่งมาก็ขายไม่ได้ ลูกค้ามีของฟรีกิน โดยที่ไม่ได้ซื้อร้านค้าขนาดเล็ก หรือโชว์ห่วยเลย 

    พอฟังเซลล์พูดก็จริง  เพราะในหมู่บ้าน ก็เคยมีคนมาบริจาคยำยำ ยกกล่องเลย ได้กันเป็นกล่องๆกลับบ้าน  รวมถึงร้านของฉันด้วย ก็ขายมาม่ากระป๋องไม่ได้  แต่ฉันตอนแรกฉันคิดว่า มาจากเด็กไม่เล่นเกมส์ในร้าน ทำให้ไม่มีคนซื้อมาม่ากิน แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่  เขาไปเอาฟรีกันจากตู้ปันสุขเนี่ยแหละ เลยไม่ต้องซื้อ 





    ปรกติฉันไม่เคยใจร้ายกับลูกค้านะ แต่งานที่รับพิมพ์มาเป็นเดือนไม่หมดสักที ฉันได้ขอยกเลิกไม่รับงานเพิ่มแล้ว ได้สำเร็จแล้ว  ฉันดีใจมาก  ลูกค้าขอร้องมากเลย อยากให้ฉันช่วยพิมพ์งานแปล ภาษาไทย-สเปนให้เขาต่อ เพราะมันยังไม่เสร็จ  ไม่รู้ว่างานจริงๆมีกี่แผ่น  แต่ฉันพิมพ์ไปไม่ต่ำกว่า 70 แผ่นแล้ว ยังมีมาได้เรื่อยๆนะ แต่ฉันไม่ไหวแล้วจริงๆ ไม่อยากทำต่อเลย ใจร้ายมากเลย ทิ้งงานให้ลูกค้าไปหา คนพิมพ์งานใหม่เอง เสร็จไม่เสร็จ ฉันไม่สนใจแล้ว 

    เพราะมันไม่ใช่แค่นั่งพิมพ์อย่างเดียว ฉันเหมือนเป็นบรรณาธิการ ตรวจทำผิดให้ด้วย แก้คำผิด  ภาษาไทยเขียนอย่าง แปลไปเป็นอีกอย่าง ทำแล้วปวดหัว ไม่รู้จะตัดสินใจใช้คำที่เขาเขียนผิดมาดี หรือว่า เขียนทำที่ถูกต้องให้เขาดี บางทีก็ใส่ทั้งสองอย่าง ตรวจคำแปลให้เสร็จอีก  

    แกน่าจะรู้นะสมัยนี้ เด็กใช้ กูเกิ้ล แปลภาษาแล้ว ไม่ต้องทำหนังสือแปลภาษาก็ได้ เพราะไม่ใช่ว่า คำศัพท์ที่ให้แปลจะถูกต้อง แปลผิดก็มี  แล้วก็เขีัยนวนๆ คำซ้ำๆ ลุงไม่ตรวจต้นฉบับให้ดีก่อนส่งพิมพ์  คิดอะไรได้ เขียนมา ก็ส่งพิมพ์เลย ปวดหัว

    จบงานนี้ได้ดีใจมาก  ไม่รับพิมพ์งานอีกแล้ว  แล้วก็จะได้เลิกบ่นสักที   ทำแค่งานง่ายๆพริ้นงานอย่างเดียวพอ 




Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in