ไดอารี่ของฉันatcha
เที่ยวอังกฤษระดับVIP ตอนที่1
  • การไปเที่ยวอังกฤษครั้งนี้ กินหรู อยู่สบาย สวรรค์นักช๊อป แต่ไม่เหมาะกับคนที่พึ่งจะไปอังกฤษครั้งแรกอย่างฉันสักเท่าไหร่นัก  เพราะแทบจะไม่ได้เห็นอะไรที่เป็นไฮไลท์ของอังกฤษหรือลอนดอนสักเท่าไหร่เลย แต่ไปทุกแห่งที่เป็นแหล่งช๊อปปิ้งก็ว่าได้  ดังนั้นใครที่ชอบช๊อปปิ้ง งานนี้ก็หอบหิ้วกับเต็มที่ 

    โปรแกรมทัวร์ที่ได้เห็นครั้งแรก กับที่ไปจริง ไม่ตรงกันเลย  แต่ก็พอใกล้เคียงกับโปรแกรมล่าสุดที่ส่งให้ดูตอนใกล้จะเดินทาง เรียกได้ว่าใกล้เคียง แต่ตกหล่น และหายไปหลายที่ ทำให้การไปเที่ยวแทนที่จะได้เห็นอะไรมากมาย กลายเป็น เช้าเที่ยว 1 แห่ง บ่ายช๊อปปิ้ง 1 แห่ง วันหนึ่งแทนที่จะได้ 2-3 โปรแกรม กลายเป็นเหลือแค่ 2 โปรแกรมต่อวัน และหมดเวลาไปกับการนั่งรถ และ นั่งทานอาหาร ที่ใช้เวลากิน 2 ชั่วโมงต่อมื้อ
     

    การไปท่องเที่ยวครั้งนี้ สำหรับลูกทัวร์ท่านอื่นๆ ก็คือ การช๊อปปิ้ง ซื้อของกับคิง พาว์เวอร์   1.5 ล้านอัพภายใน 2 ปี เป็นการพาลูกค้าระดับ Crown ไปเที่ยวเพื่อขอบคุณของคิง พาว์เวอร์  ( เหนือกว่าCrown คือ  Vega ยอดซื้อปีละ 3 ล้านอัพ ) ลูกทัวร์หลายคนเป็นลูกค้าคิงพาว์เวอร์ตัวจริง  แต่มีบ้างบางส่วน อย่างเช่นฉันเป็นต้น ที่ได้ตั๋วมาจากซื้อต่อจากนักช๊อปท่านอื่น ที่เขาไม่ไป แล้วเอาตั๋วทัวร์มาขายต่ออีกที  เพราะพี่สาวของฉันได้เป็นลูกค้าระดับ Crown แต่มีตั๋วแค่ 1 ใบสำหรับ 2 คน จะพาครอบครัวไปด้วย ก็ต้องหาตั๋วเพิ่ม ใบที่ 2 ถึงจะพาลูกไปได้ ก็ต้องซื้อตั๋วต่อจากคนอื่นที่ไม่ไป  บางครอบครัวก็มีคนไป 4 คน ก็แสดงว่าก็ต้องซื้อตั๋วเพิ่มใบที่ 2 เช่นกัน เพราะเขาเองก็ได้แค่ 1 ใบ ตั๋วที่เอามาขายต่อกัน อยู่ในราคา 40,000    ( แต่ฉันยังไม่ได้จ่ายค่าตั๋วพี่สาวเลย ไว้ทำงานแลกค่าตั๋วเอา  จึงถือได้ว่า สำหรับฉัน เป็นการเที่ยวฟรี อิอิ เพราะพี่สาวจ่ายไปก่อน แต่ฉันยังไม่ได้จ่ายคืนค่าตั๋วเลย )


    กรุ๊ปทัวร์ครั้งนี้ มี 2 กลุ่ม กลุ่มละ 20 ท่าน ฉันอยู่ในกลุ่มที่ 2 ลูกทัวร์ในรถที่ฉันนั่ง ส่วนใหญ่ อยู่ในวัยใกล้เกษียณ 50-70 อัพ อายุหลัก 4 อย่างฉันมีน้อย 2-3 คน อายุเลข 3 มีแค่ 1-2 คน ส่วนอายุน้อยสุดก็คงเป็นลูกสาวของพี่สาวฉันเนี่ยแหละ 20 ปี ต่ำสุดในรถคันนี้แล้ว 1 คน   ส่วนรถอีกคนหรือกรุ๊ป 1 มีเด็กที่อายุประมาณ 10 ขวบ ต่ำสุด ที่พ่อแม่พาไปด้วย นอกนั้นก็วัยใกล้เกษียณเช่นกัน โดยรวมถึงถือได้ว่า เป็นกรุ๊ปทัวร์สูงวัยใช่เลย


    พี่สาวของฉันนัดเจอที่บ้านตอน 2 ทุ่ม เพื่อขึ้นรถลีมูซีนที่นัดมารับตอน 2 ทุ่ม แต่ 6 โมงครึ่งพี่สาวก็โทรมาตามแล้ว บอกว่ารถมารอแล้ว อะไรมาไวปานนี้ นัด 2 ทุ่ม แต่มารอตั้่งแต่ 6 โมงครึ่ง ทำเอาฉันอาบน้ำแต่งตัวแทบไม่ทันเลย กระเป๋าของฉัน เอาไปฝากไว้ที่บ้านพี่สาวล่วงหน้าแล้ว  ตัวฉันแค่อาบน้ำแต่งตัวไปขึ้นรถอย่างเดียว ไปถึงทุ่มกว่า ก็ไปรอพี่สาวที่ยังอาบน้ำแต่งตัวไม่เสร็จ 2 ทุ่มก็เริ่มเดินทางไปยังสนามบิน รถที่มารับเป็นรถตู้ ที่วางประเป๋าด้านหลัง  พี่เขยกับลูกสาวของพี่สาวไปเจอกันที่สนามบินสุวรรณภูมิเลย ไม่ได้มาขึ้นรถด้วยกัน ในรถจึงแค่ 2 คน ฉันกับพี่สาว และกระเป๋าเดินทาง 4 ใบ



    ไปถึงสนามบิน ประมาณ 3 ทุ่ม  ก็มีพนักงานมาบริการต้อนรับ ยกกระเป๋าขึ้นรถเข็นให้เรียบร้อย พร้อมเข็นไปส่งอีกต่างหาก บริการดี แบบไม่ต้องแบกอะไรเองเลย พนักงานต้อนรับของคิงพาว์เวอร์ เดินพานำไปเจอกลุ่มกรุ๊ปทัวร์ และไกด์ที่ยืนรออยู่ตรงจุดนัดหมาย 



    กระเป๋าถูกติดป้ายชื่อ และ ป้ายVIP ของคิง พาว์เวอร์ รวมถึงป้ายชื่อบริษัท ทัวร์ที่ดูแลการเดินทางครั้งนี้ด้วย ทางทัวร์ได้ทำ Bording Pass ให้เรียบร้อยแล้ว ฉันก็รับพาสปอร์ตคืนพร้อมตั๋ว Bording Pass แล้วก็เดินไปช่องการบินไทย ทำการโหลดกระเป๋าขึ้นเครื่อง เสร็จแล้ว เดินผ่านเข้าทางช่องพิเศษ แบบไม่ต้องเข้าแถวคิวยาวๆ เพื่อตรวจสัมภาระ อะไรมากมาย เดินผ่านแบบตรวจง่ายๆมาก 

    เมื่อเข้าไปด้านใน พี่เขยก็ทำการซื้อเหล้า 10 ขวด เสร็จแล้วก็มีคนจีนที่รู้จักกันมั้ง มาเอาของไป กลายเป็นว่า เหล้าไปขึ้นเครื่องคนละลำกัน ส่วนตัวพี่เขยก็เดินตัวเปล่า เหมือนไม่ได้ซื้ออะไร ไปนั่งทานอาหารว่างที่เลาน์ของคิง พาว์เวอร์ ฉันก็ไปนั่งกินน้ำ กินขนมฟรี ก่อนจะเดินไปที่ Gate เพื่อรอขึ้นเครื่อง

    ประตูเปิดให้ขึ้นเครื่อง 0.15 น. เป็นครั้งแรกของฉัน สำหรับการขึ้นเครื่องการบินไทย  เคยแต่ขึ้นเครื่อง แอร์เอเชีย ที่ไม่มีบริการอะไร มาเจอเครื่องการบินไทย ก็พึ่งรู้ว่า มีช่องเสียบที่ชาร์ตโทรศัพท์ด้วย มีหนังให้ดูฟรีด้วย มีหมอน มีผ้าห่มให้เสร็จ  รู้งี้ไม่ต้องพกพาว์เวอร์แบงค์ขึ้นเครื่องมาให้หนักก็ได้นะ ไม่ต้องโหลดหนังมาเก็บไว้ดูบนมือถือก็ได้  เพราะบนเครื่องมีให้ดูเสร็จสรรพ แถมหนังใหม่ด้วย ฟรีด้วย 



    ตอนแรกฉันก็โง่ๆ เห็นแต่ภาพ แต่ไม่รู้ว่า ฟังเสียงตรงไหน ดูแต่ภาพก็ไม่สนุกก็ไม่อยากดู นอนดีกว่า แถมพอบนเครื่องบินปิดไฟ  แสงสว่างที่หน้าจอก็แสบตา ดูไปน้ำตาไหลไป ก็ทนไม่ไหวเหมือนกันนะ ปิดดีกว่า ไปแอบดูหน้าจอคนอื่นที่ไกลๆ ยังสบายตากว่า หน้าจอตัวเองอีก 

    พอเครื่องเริ่มบินสักพัก แอร์ก็เริ่มเดินเสริฟอาหาร แต่ว่าฉันไม่มีอารมณ์จะทานอะไรแล้ว ดึกมากแล้ว ขอนอนดีกว่า จึงไม่ได้ทานอะไร กับการเสิรฟอาหารรอบแรกบนเครื่อง ง่วงมาก แต่น้ำตาไหล แสบตา นอนยากมากเลย ถึงจะมีหมอน มีผ้าห่มให้ก็ตาม แต่ไม่รู้สึกสบายตัวเท่าไหร่ ก็พยายามนอนๆไป นอนไม่หลับ ก็ดูหนังไม่ได้ แสบตา น้ำตาไหล ก็ต้องเลิกดู นอนต่อ หลับๆตื่นๆ ทนๆไป จนบนเครื่องเปิดไฟอีกรอบ ใกล้จะถึงที่หมายแล้ว น่าจะเช้าแล้ว ก็มีการเสริฟอาหารเช้า  รอบนี้ทานแล้ว ทั้งที่ยังไม่แปรงฟันนั่นแหละ มีการเสริฟผ้าอุ่นๆให้เช็ดหน้าด้วย  แต่ด้วยเครื่องสำอางค์ที่โปะมาเมื่อคืน ทำให้ไม่อยากเช็ดหน้าเท่าไหร่  กลายเป็นว่า  หน้าก็ไม่ได้ล้าง ไม่ได้เช็ด ฟันก็ไม่ได้แปรง เสื้อผ้าก็ไม่ได้เปลี่ยน อยู่ชุดเดิม ทานอาหารเช้าบนเครื่อง  สำหรับฉันนะ แค่พอทานได้ แต่ไม่ถึงกับอร่อยเท่าไหร่ ไม่ถูกปากนัก แล้วก็ทานไม่หมดด้วย



    คราวนี้ลองใหม่ จะดูหนังบนเครื่องก็มองดูคนอื่นเขามีหูฟังกัน แล้วฉันจะหาหูฟังจากไหนนะ พึ่งคิดได้ ลองค้นดูกระเป๋าที่หน้าเก้าอี้นั่ง เจอหูฟังจริงๆด้วย ก็มองหารูเสียบ สังเกตคนอื่นเสียบตรงไหน ตรงรูเสียบUSB ก็ไม่ใช่ มองดูหลานสาว ก็มีหูฟัง เห็นสายเสียบตรงเก้าอี้ ถึงพึ่งจะอ๋อ โง่อยู่นาน จนเครื่องจะลงแล้ว พึ่งรู้ว่า ฟังเสียงตรงไหน  บนเครื่องเปิดไฟแล้ว ค่อยดูหนังได้ ไม่แสบตาเท่าไหร่ น้ำตาไม่ไหล  แต่ดูไม่ทันจบ เครื่องก็จะลงจอดแล้ว ก็เลยเลิกดู

    เครื่องบินไปลงที่สนามบิน Heathrow ลอนดอน ใช้เวลานั่งเครื่องบินทั้งหมดประมาณ 12 ชั่วโมง ( 11ชั่วโมงกว่าๆ ) บินตรงไม่แวะต่อเครื่อง แต่ไปถึงลอนดอน กลายเป็นเราไปถึงประมาณ 6 โมงเช้ากว่าๆ เหมือนเดินทาง 6 ชั่วโมง  เพราะเวลาที่อังกฤษ ช้ากว่าที่ประเทศไทย 6 ชั่วโมง ทำให้เราเดินทาง 12 ชั่วโมง เหมือนเดินทางเพียงแค่ 6 ชั่วโมง 








    กว่าจะผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง ที่ต้องเข้าแถวคิวยาว กว่าจะรับกระเป๋า ออกไปขึ้นรถทัวร์ ก็ใช้เวลาประมาณชั่วโมงกว่า  ทัวร์พาเราไปทานอาหารเช้าตอน 8 โมงกว่า ที่ โรงแรม Sofitel ข้างสนามบิน Heathrow อาหารมื้อแรกที่ลอนดอน 










    หน้าตาอาหารน่าทานมาก ฉันคิดมาก่อนล่วงหน้าแล้วนะ มาถึงยุโรปทั้งที่ ต้องขอลองชิม แฮม กับ ชีส ของทางยุโรปสักหน่อย อยากรู้ว่ารสชาติเป็นยังไง  อยากบอกว่า ผิดหวังอย่างสูง กับอาหารมื้อแรก ในลอนดอน เพราะไม่มีอะไรอร่อยสำหรับฉันเลย แฮมก็เค็มปี๋ เค็มมาก ไข่ต้มก็ไม่อร่อย ชีสก็ไม่อร่อย เค้กยิ่งแล้วใหญ่ หวานแสบไส้จนกินไม่ได้เลย  ฉันชักเริ่มกังวลกับกับการทานอาหารที่นี่ซะแล้ว กลัวจะไม่ถูกปาก 






Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in