ไดอารี่ของฉันatcha
นินทาเพื่อน
  • เพราะเทคโนโลยีสมัยนี้ ทำให้เพื่อนสามารถรวมตัวกันได้ มีการแอดlineกลุ่มเพื่อนสมัยมัธยมปลาย และ กลุ่มเพื่อนมหาลัย  ซึ่งเพื่อนทั้ง 2 กลุ่ม ก็จะแบ่งเป็น 2 ไลน์ ไลน์กลุ่มเพื่อน มัธยมปลายรวมเพื่อนทั้งห้อง และ ไลน์กลุ่มที่รวมเพื่อนทั้งชั้นรุ่นเดียวกัน  ส่วนไลน์มหาลัย ก็จะเป็นเพื่อนกลุ่มย่อยตนเอง และ เพื่อนกลุ่มใหญ่ทั้ง สาขา เฉพาะสาขาตนเองไม่รวมกับสาขาอื่น หรือว่าทั้่งคณะ 

    เพราะไลน์กลุ่มเพื่อนมัธยมปลายเนี่ยแหละ ที่ทำให้ฉันได้ข่าวเพื่อน ที่เป็นมะเร็งลำไส้ แล้วพอมาเห็นการเลี่ยรายเงินช่วยเหลือ ก็ทำให้ฉันตกใจ จนตนเองก็ต้องรีบไปหาหมอ เพราะเห็นสภาพเพื่อนแล้วกลัว 

    ตอนนี้ก็ตามข่าวในไลน์เรื่อยๆ ถึงได้รู้ว่าเพื่อนเป็นมะเร็งลำไส้ระยะที่ 3 ก็ยังอยู่ในระหว่างการรักษา แต่ที่เข้าไปนอน รพ. เพราะว่า ก่อนหน้านี้ เดินอยู่ดีๆแล้วล้ม ทรงตัวไม่ได้ จึงต้องเข้า รพ. แล้วมีเพื่อนไปเยี่ยม ผลการเอ็กเรย์พบเนื้องอกในสมอง 2 ก้อน ซึ่งเกิดขึ้นในสมองทั้งสองข้าง ยังอยู่ในขั้นพิจารณาว่า หมอจะผ่าตัดเอาเนื้องอกออกทีละข้าง หรือว่า ผ่าสมองทั้งสองข้าง เพื่อเอาเนื้องอกออก  และที่ทรงตัวไม่ได้ ล้ม ก็เพราะเนื้องอกในสมอง รวมถึงที่ว่า ลืมจำอะไรไม่ค่อยได้ จำเพื่อนไม่ได้ ก็มาจากเนื้องอกในสมองเช่นกัน เพราะเป็นเนื้องอกทั้งสองด้าน จึงโดนผลกระทบทั้งในด้านความจำ และ การทรงตัวของร่างกาย 

    มีเพื่อนรวมตัวหลายคนไปเยี่ยม ถ่ายรูปมาให้ดูในไลน์ แต่ฉันทำตัวเงียบๆ เป็นเพียงผู้อ่าน ผู้ติดตาม ไม่คุยไลน์ ไม่ไปเยี่ยมเพื่อน เนื่องจากฉันไม่ได้รู้สึกสนิทอะไร จะไปทำตัวแสดงออกว่าเป็นห่วงเป็นใย ฉันก็รู้สึกว่าตนเองไม่จริงใจเท่าไหร่ ก็เลยไม่ไปดีกว่า เงียบๆดีกว่า  ทั้งที่ฉันเหมือนคนที่รู้ข่าวแรกเลย เพราะโอนเงินไปเป็นรายชื่อต้นๆ ตอนนี้คนบริจาค 20-30 คนแล้ว ได้เงิน 2-3 หมื่นบาท ก็ไม่รู้เพียงพอใช้จ่ายหรือเปล่า แต่ก็ยังมีคนที่รู้ข่าวทีหลัง และอยากโอนช่วยเหลืออยู่

    ที่ได้ยอดคนโอนช่วยเหลือเยอะ เพราะมีการไปโพสต์ในไลน์กลุ่มมัธยมปลายรุ่นเดียวกัน  ทำให้คนที่ไม่รู้จักกัน อยู่ห้องอื่นบางคน ก็โอนเงินช่วยเหลือมา 

    ส่วนตนเอง คงไม่ประกาศหรือขอความช่วยเหลือใดๆ ก็ทำตัวเงียบๆไป คราวก่อนไปหาหมอ ก็ไปคนเดียว กลับมาก็ไม่ค่อยมีคนรู้  มีเพื่อนชวนไปร่วมงานสวดพระอภิธรรม ร.9 ในวัดพระแก้ว ตอนเดือน เม.ย. ตอนนัั้นตนเองก็ไปหลังผ่าตัดไม่กี่วัน ก็คุยบอกแค่เพื่อนสนิทในงานคนเดียวเอง   งานนี้ตอนแรกมีเพื่อนประกาศเชิญชวนเพื่อนไปร่วมงาน เนื่องจากมีเพื่อนในรุ่นไปลงชื่อเป็นเจ้าภาพเอาไว้ (จ่ายไปเท่าไหร่ไม่รู้)  ก็ได้โคต้ามา 2-3 วัน วันละ 10 คน ที่เข้าไปนั่งฟังพระสวดได้ ทำให้เพื่อนมาชวนเพื่อนในไลน์ไปร่วมเป็นผู้ติดตามเจ้าภาพด้วย 

    ตอนแรกฉันก็เงียบๆไม่ลงชื่อ แต่มีเพื่อนที่สนิทเสนอชื่อฉันไปด้วย และโทรมาเชิญไปด้วยกัน ฉันก็เห็นว่าเป็นโอกาสที่ดีในชีวิต จึงตอบตกลง ลงชื่อไปร่วมงานด้วย  ตอนที่ลงชื่อเอาไว้ ยังไม่ผ่าตัด แต่วันที่ได้ไปร่วมงาน หลังผ่าตัดมาแล้ว  ก็ไปทั้งที่เจ็บๆนมนั่นแหละ 

    แต่ผ่าตัดคราวนี้ ฉันยังไม่รู้ว่าจะได้คิววันไหน แต่คิดว่าจะบอกหมอ ขอเป็นตุลา เพราะอยากไปเที่ยวอังกฤษแบบร่างกายแข็งแรง มากกว่าไปสภาพที่ไม่ค่อยโอเคนัก  เที่ยวสนุกกลับมาแล้วค่อยไปนอนผ่าตัดจะดีกว่า




    ถ้าย้อนอดีตกลับไป เมื่อเกือบ 30 ปีที่แล้ว ความทรงจำกับเพื่อนมัธยมปลาย เป็นช่วงเวลาที่ดี และรู้สึกว่าเพื่อนมัธยมปลาย เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดในช่วงชีวิตที่ผ่าน สนิทกว่าเพื่อนมหาลัย   ฉันเรียน รร.มัธยมหญิงล้วน ที่เน้นการเรียนเป็นหลัก  ช่วง ม.ปลาย เป็นช่วงที่เรียนหนัก กิจกรรมก็มาก เรียนพิเศษก็เยอะ วันธรรมดาก็เรียนด้วยกิจกรรมด้วย ไป รร.ตั้งแต่ 6 โมงเช้า ลอกการบ้าน 7 โมง ครูเรียกตรวจการบ้านแล้ว  8 โมงเช้า เรียนตามปรกติ การบ้านก็เยอะ คาบว่างทำแต่รายงาน ตกเย็น ก็ต้องซ้อมกิจกรรม มีทั้งกิจกรรมกลางแจ้ง กิจกรรมวิชาการ กว่าจะกลับบ้าน 6 โมงเย็น กลางคืนทำการบ้านของโรงเรียนไม่พอ ยังต้องทำการบ้านเรียนพิเศษอีก  วันเสาร์อาทิตย์ ยังต้องไปเรียน กศน.ด้วย เรียนพิเศษด้วย  เรียน ม.4 แต่ต้องไปสอบ กศน. ม.6 ก็ต้องอ่านหนังสือของ ม.5-6 ด้วย 

    แต่ฉันสอบ กศน. ม6 ตอน ม.4 ผ่านไม่ ไปผ่านตอนเรียน ม.5 ทำให้ฉันไม่ได้เรียนต่อ ม.6 จบแค่ ม.5 ก็เข้า มหาลัยแล้ว แต่ถึงจะเรียน มหาลัย ฉันก็ยังกลับมาหาเพื่อนที่ รร.บ่อยๆ วันที่อำลา ม.6 ฉันก็กลับมาร่วมอำลากับเพื่อนๆด้วย  

    ตอนเรียน ม.4 มีเพื่อนร่วมห้อง 50 คน พอขึ้น ม 5. เหลือประมาณ 30 กว่าคน ขึ้น ม.6 ที่ฉันไม่ได้อยู่ต่อ ในห้องเหลือ 20 กว่าคน ดังนั้นเพื่อนที่อยู่ถึง ม.6 จึงรักกันมาก เพราะมีกันแค่ไม่กี่คน   ไม่ใช่แค่ห้องฉันห้องเดียว ยุคสมัยนั้น นิยมเรียน กศน.เพื่อสอบเทียบกันเป็นจำนวนมาก ห้องอื่นๆ ม.6 ก็เหลือไม่กี่คนทั้งนั้น  ยิ่งพวกห้องคิง ห้อง 1 ด้วยแล้ว ไม่มีใครไม่มีวุฒิ กศน. ม.6 ไม่มีใครสอบเอ็นทรานไม่ติด  เพียงแต่ติดอันดับปลายๆ ท้ายๆ ซึ่งเจ้าตัวไม่ต้องการ อันดับ 5 แต่ต้องการอันดับ 1 มากกว่า จึงเรียนต่อ ม.6 เพื่อรอสอบเอ็นทรานซ์อีกครั้ง  และหลายคนที่อยู่ต่อจนถึง ม.6 ส่วนใหญ่ เอ็นฯติด ม.รัฐชื่อดังทั้งนั้น  ส่วนฉัน ออกมาตอน ม.5 เอ็นไม่ติด ไปเข้า ม.เอกชน แทน ไม่กลับไปเรียนต่อ ม.6  แต่ประสบการณ์ 2 ปี ที่รู้จักกัน มันเป็นช่วงเวลาที่ดี ทำให้เมื่อมีโอกาสกลับมาเจอกันอีก แม้จะผ่านไป 20 กว่าปี ก็ทำให้หลายคนดีใจ  ตอนเลี้ยงรุ่น ฉันเคยไปร่วมงานในปีแรกที่กลับมารวมตัวกัน แต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้ไป 

    หลายคนติดตามชีวิตความเป็นไปของเพื่อนแต่ละคนในเฟสบุคส์ แต่ฉันไม่ค่อยชอบเล่นเฟส ก็เลยไม่ค่อยติดตามใคร และไม่โพสต์อะไรมากนัก แทบจะไม่อัพเดทเรื่องราวตนเองเลยก็ว่าได้ ทำให้หลายคนอาจจะลืมฉันไปบ้างไม่เป็นไร นานๆฉันก็เข้าไปดูเรื่องราวของเพื่อนที ก็ทำให้รู้คราวๆบ้าง แต่ก็ไม่ติดตามใครเป็นพิเศษเช่นกัน ไม่แอบส่องใครเป็นพิเศษด้วย

    เหตุผลที่ไม่อัพเฟสบุคส์ ไม่ค่อยเล่นเฟส เพราะชีวิตมันราบเรียบ อยู่กับที่ไม่มีเรื่องอะไรให้โพสต์เท่าไหร่ ไม่ได้เดินทาง ไม่ได้ถ่ายรูป ไม่มีอะไรอัพเดท  ไม่ค่อยอยากให้คนอื่นรู้เรื่องส่วนตัวเท่าไหร่  ไม่อยากให้บรรดาแฟนเก่าๆ ติดตาม ไม่อยากรู้เรื่องของเขา รวมถึงไม่อยากให้เขารู้เรื่องของเราเช่นกัน ไม่เคยแคร์ว่าต้องมีแฟนคลับ ไม่ได้ต้องการเพื่อนในเฟสมากนัก ไม่เคยสนใจยอดไลค์ มันไม่ได้มีผลอะไรกับชีวิต  

    ถึงจะเก็บตัวเงียบยังไง สำหรับเพื่อนๆ คิดว่า ฉันก็ยังเป็นคนน่ารักเสมอ สำหรับเพื่อนที่รู้จักฉันจริงๆ  เพื่อนหลายคน มีชีวิตที่ดี มีหน้าที่การงานที่ดี มีครอบครัวที่ดี และ เคยมีความทรงจำดีๆ ร่วมกัน

     

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in