ไดอารี่ของฉันatcha
ก่อนถึงวันไหว้สาร์ทจีน
  • พ่อของฉันประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต หลังจากที่ฉันเรียนจบป.ตรี ฉันสอบเสร็จเดือนมี.ค.  เดือน เมษา สมัครงาน เริ่มทำงานเดือน พ.ค. ทำงานได้ 7 วัน พ่อประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตทันที เหมือนเรือจ้างที่พาฉันถึงฝั่งก็จากไป  แม่จัดงานศพให้ใหญ่โต เนื่องจากพ่อเป็นที่รู้จักของคนมากมาย 

    แล้วฉันก็พึ่งรู้ในงานศพว่า แม่ของฉันได้แอบไปซื้อหลุมฝังศพให้ตนเองและพ่อเอาไว้แล้ว ล่วงหน้า ดังนั้นเมื่อพ่อจากไป แม่ก็มีหลุมฝังให้ทันที แต่ด้วยความที่พ่อประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตทันที ทำให้แม่ไม่อยากอยู่หลุมเดียวกับพ่อ จึงฝังเอาไว้ตรงกลางไม่เผื่อที่วางโลงศพตนเอง เพราะแม่กะว่าจะไม่ลงหลุมเดียวกับพ่อ 


    ผ่านไป 12 ปี แม่ของฉันเป็นมะเร็งปอด เนื่องจากดมควันธูปมากไปหน่อย แม่ถือศีลกินเจ ตั้งแต่พ่อเสียชีวิต ไม่กินเนื้อสัตว์ ไหว้พระ สวดมนต์ตลอด แต่ด้วยความที่นั่งสมาธิในห้องพระนานไปหน่อย ดมควันธูปกำยานระหว่างนั่งสมาธิไปด้วย มะเร็งปอดจึงถามหา  

    แม่เริ่มมีอาการไม่ดีตั้งแต่ช่วงปลายเดือน ธ.ค. ปวดเมื่อยคอ ไปหาหมอช่วงปีใหม่ ก็ได้ยาคลายกล้ามเนื้อแก้ปวดกลับมา แต่ก็ไม่หาย จนอาการเริ่มทรุดหนัก เดือน มี.ค. ยืนไม่ได้แล้ว เข้ารพ.หมอบอกว่า กระดูกต้นคอหายไป 1 ข้อ เป็นที่น่าตกใจ อยู่ดีๆ คนเรากระดูกคอหายไปได้อย่างไร หมอผ่าตัดเสริมกระดูกคอ และ ทำการตรวจว่ามันหายไปได้อย่างไร ผลก็คือ มีเนื้องอกมะเร็งเม็ดเล็กนิดเดียวทีขั้วปอด ซึ่งเป็นชนิดร้ายแรง อยู่ในขั้นลุกลามระยะที่4 แล้ว มันลามไปกินกระดูกทำให้กระดูกต้นคอหายไป หมอบอกว่าอยู่ได้ 6 เดือน แล้วก็ 6 เดือนจริงๆ ส.ค. ก็เสียชีวิตแล้ว

    ก่อนตายแม่บอกว่าให้เผา ไม่ต้องฝัง แต่คำสั่งเสียของแม่ มันขัดกับความคิดเห็นของญาติผู้ใหญ่ฝ่ายพ่อที่มางานศพ ญาติฝั่งพ่อ อยากให้ฝังรวมอยู่กับพ่อ ตามประเพณีจีน แม่ก็ยังเป็นสะใภ้ในครอบครัวของพ่อ  ตายแล้วก็ต้องเอาศพไปวางคู่กัน อาถามกับพี่ๆของฉันว่า " จะแยกผัวแยกเมียเขาทำไม แต่งงานอยู่ด้วยกัน ตายแล้วก็ต้องอยู่ด้วย "  นั่นทำให้พี่สาวคนโตของฉันลำบากใจ  เพราะแม่บอกให้เผา ในขณะที่ญาติสั่งให้ฝัง

    ได้มีการเชิญซินแซมาปรึกษา ว่าควรฝังหรือเผาดี ซินแซแนะนำให้ฝังดีกว่า จะดีกับลูกหลาน  แต่เนื่องจากหลุมศพของพ่อ ไม่สามารถวางโลงศพของแม่ได้ เพราะตอนฝังได้วางตรงกลางเอาไว้แล้ว  ซินแซจึงแนะนำให้ขุดพ่อขึ้นมาฝังรวมกับแม่ในหลุมใหม่พร้อมกัน 

    การคิดการตัดสินใจ การจะทำอะไร ต้องทำให้เสร็จภายใน 7 วัน ก่อนถึงวันครบกำหนด ฝังหรือเผา ซึ่งเป็นเรื่องที่ร้อนรนใจมากในขณะนั้น พี่สาวของฉัน ต้องตัดสินใจให้เด็ดเดี่ยว รวมถึงปรึกษาพี่น้องทุกคนจะเอายังไง  การไปหาหลุมใหม่ ก็ต้องเดินทางไปสุสานไปดู ไปหาหลุม ในขณะที่กลางคืนก็ต้องกลับมาจัดงานศพ มันดูวุ่นวายมาก

    ทางสุสานมีหลุมใหม่ ที่ขนาดเล็กลงกว่าเดิม เขายินดีให้แลกเปลี่ยนหลุมกันได้ เนื่องจากหลุมเดิม เป็นที่ขนาดใหญ่ มีลานจอดรถด้านหน้า ซึ่งแม่ซื้อที่เอาไว้จอดรถเวลาไปไหว้  แต่หลุมใหม่ ขนาดเหลือเพียง 1 ใน 3 ของที่เดิม เล็กลง และจอดรถไม่ได้ ต้องเดินเข้าไป ( เหมือนย้ายจากบ้านจัดสรรหลังใหญ่  มาอยู่ทาว์เฮ้าท์ ประมาณนั้น )  แต่ก็ต้องยินยอม เพราะเวลามีจำกัด ไม่สามารถเลือก หรือรอหาที่ใหม่ได้ทัน 

    เมื่อตกลงเปลี่ยนหลุมกันเรียบร้อย ก็ต้องไปขุดหลุมเก่า เอาศพที่ฝังไปแล้ว 12 ปีขึ้นมา พี่สาวของฉัน หัวใจจะวาย ถึงเป็นพ่อก็กลัวนะ ไม่อยากเห็นกระดูก ไม่อยากเห็นศพ กลัวผี  แต่โชคดี ที่โลงศพยังอยู่ในสภาพดี นั่นเป็นข้อดีของโลงไม้สัก ที่ผ่านไปเป็นสิบปี สภาพก็ยังดีอยู่ โลงไม่ผุแตก ขุดขึ้นเช็ดปัดถู สภาพก็เหมือนโลงใหม่ที่พึ่งวางไม่นาน  ก็นำขึ้่นมาตั้งรอเพื่อเตรียมลงหลุมใหม่ วางไว้ที่สำนักงานสุสาน

    เมื่อเสร็จสิ้นพิธีกงเต๊ก ก็นำโลงศพของแม่ไปฝังที่สุสาน ในหลุมใหม่ แล้วก็นำโลงศพเก่าของพ่อ มาลงหลุมพร้อมกัน เป็นการฝังคู่ ทำป้ายหน้าสุสานใหม่ เป็นชื่อทั้งสองคนอยู่ด้วยกัน 




    นั่งคือจุดเริ่มต้นของพิธีกรรมการไหว้บรรรพบุรุษต่างๆ ที่ตามมา เมื่อเราตัดสินใจฝังแล้ว เราก็ต้องไหว้ตามพิธีกรรม  แต่ถ้าไม่ฝัง เปลี่ยนเป็นเผา ก็ต้องทำตามประเพณีไทย ใส่บาตร กรวดน้ำ ก็แล้วแต่จะเลือกว่าอยากทำบุญแบบไหน  ส่วนคนรุ่นใหม่ ที่ไม่นิยมการไหว้แบบโบราณ จะเผาหมด ไม่เก็บอัฐิ ไม่เก็บกระถางธูป ไม่ไหว้อะไรเลยก็ได้ นั่นตามแต่ลูกหลานต้องการ คนตายไปแล้วไม่มีสิทธิ์เลือกอยู่แล้ว 


    ตอนที่เห็นพ่อแม่ไหว้ปู่ย่า ฉันก็รู้สึกเฉยๆนะ บางทีก็ขี้เกียจไหว้ ไม่อยากไหว้ ไม่สนใจ  ตอนที่แม่อยู่ แม่ก็จัดการทุกอย่าง มีหน้าที่แค่จุดธูปไหว้แค่นั้นเอง ที่เหลือแม่จัดการหมด  แต่บางทีเห็นแม่ทำคนเดียวก็สงสารนะ ก็ต้องช่วยแม่ทำบ้าง แบ่งหน้าที่มาบ้าง อะไรช่วยได้ก็ช่วย  แต่หลังจากแม่ตาย กลายเป็นหน้าที่ของเราทันที  มันไม่มีคนอื่นมาทำแทนแล้วไง จะขี้เกียจไหว้ก็ไม่ได้ เพราะนี่คือพ่อแม่ของเราเอง ความรู้สึก ที่มีต่อปู่ย่าที่ตายไปก่อนฉันเกิด กับตายตั้งแต่ฉันยังเด็ก มันไม่ผูกพันนะ  แต่กับพ่อแม่ตนเอง มันผูกพันมากกว่า เรารู้สึกว่า อยากจะไหว้ของดีๆให้ท่านทาน อยากทำโน้นทำนี่ให้ท่าน มันเป็นเหมือนเราอยากเอาใจพ่อแม่ตนเอง มีหน้าที่ ที่ต้องไหว้ ไม่ไหว้ไม่ได้ ( คงคล้ายกับที่ท่านเลี้ยงดูเรามา ทำดีกับลูกแค่ไหน ลูกก็ดีกลับเท่านั้น )

    บางทีก็เห็นพี่สะใภ้ น้องสะใภ้ ไม่ใส่ใจไหว้ บางทีก็อยากจะตำหนิไม่รู้หน้าที่สะใภ้บ้างเลย  แต่พี่สาวบอกกับฉันว่า อย่าไปว่าเขา ไม่ใช่พ่อแม่ของเขา เขาไม่ไหว้ก็เรื่องของเขา นี่เป็นพ่อแม่ของเรา เราอยากจะไหว้ เราก็ต้องทำเอง ไปโทษคนอื่นไม่ได้ ตั้่งแต่นั้นมา ฉันก็ไม่เคยพูดอะไรเลย สะใภ้จะไหว้หรือไม่ไหว้ก็ตามใจเขา ไม่ใช่พ่อแม่เขา ว่าเขาไม่ได้   ลูกๆจะไหว้ก็ต้องทำเอง พี่ชาย น้องชาย ก็ต้องรู้หน้าที่ว่าต้องไหว้อะไร เมียไม่ช่วยก็ต้องทำเอง เพราะมันเป็นสิ่งที่เราเลือกแล้วว่าจะทำตั้งแต่วันที่พ่อแม่ตายว่าจะไหว้



    การไหว้ นอกจากสะท้อนความกตัญญูของลูกหลานแล้ว ก็ยังสะท้อนการบริหารจัดการ การเงิน และเวลา เพราะในการไหว้ ไม่ว่าจะตรุษจีน หรือ สาร์ทจีน ที่มีการไหว้บรรพบุรุษ ล้วน ต้องใช้เงิน ใช้เวลา ในการเตรียมการทั้งนั้น 

    ในการไหว้ มีของต้องไหว้มากมาย ไม่ว่าอาหารคาว 5 อย่าง หรือ 10 อย่าง ตามแต่ละบ้านกำหนด ก็ต้องมีผลไม้ 5 อย่าง ขนมมงคล ต่างๆเช่น ซาลาเปา ขนมเข่ง ขนมเทียน ขนมถ้วยฟู กระดาษเงินทอง รวมไปถึง ของกินอื่นๆที่อาจจะต้องการเสริมเข้ามา นอกเหนือจาก ที่กำหนดไว้ในพิธีกรรม เช่น ขนมคบเคี้ยวหรือน้ำ เครื่องดื่ม ที่ในพิธีกรรมไม่มี แต่เราอยากไหว้ไว้กินเอง หรือไหว้เพราะคนตายชอบมากเป็นพิเศษ ก็ตามแต่  ล้วนต้องมีการคิดวางแผนล่วงหน้า ว่าเมนูไหว้มีอะไรบ้าง ซื้อที่ไหน ใช้งบประมาณเท่าไหร่ 

    บางบ้านประหยัด ก็ต้องลงมือทำอาหารไหว้เอง จะต้องไปจ่ายตลาด ซื้ออะไรมาบ้าง คิดรายการล่วงหน้าก่อนไปตลาด  เริ่มทำกับข้าวกี่โมง ต้องกะเวลาให้ทันไหว้ พับกระดาษไหว้เจ้าเองหรือเปล่า หรือซื้อสำเร็จ ต้องเตรียมไว้ล่วงหน้า  

    บางบ้านไหว้พอเป็นพิธี เป็ดไก่ ส้ม แค่นี้พอ  แต่บางบ้านต้องครบ สมบูรณ์แบบ อย่างบ้านของฉัน ก็ค่อนข้างจะครบ กับข้าว 10 อย่าง มีการแบ่งหน้าที่ ให้ลูกชาย 2 คน แบ่งกันทำกับข้าวคนละ 5 อย่าง ซึ่งถ้าสะใภ้มีน้ำใจ อันนี้ควรจะช่วยสามีทำกับข้าว  แต่ถ้าสะใภ้ต้องทำงานไม่ว่าง ตัวลูกชายก็ต้องจัดการเอง จะซื้อหรือทำเอง ก็ต้องเตรียมการเอาไว้  ให้มีกับข้าวไหว้ ครบ 5 อย่าง  ซาแซหรือเป็ดไก่ ก็จะเป็นหน้าที่ของลูกชายอีกคน

    ส่วนผลไม้  กระดาษไหว้ และ ขนมมงคล ลูกสาวจะเป็นฝ่ายช่วยซื้อ  เนื่องจากครอบครัวเรามีพี่น้อง 6 คน แบ่งๆหน้าที่กันไป ทำให้ภาระค่าใช้จ่ายในการไหว้บรรพบุรุษไม่หนักมากเกินไป เพราะช่วยกันหารค่าใช้จ่าย  เมื่อนำของทุกคนมารวมกัน ทำให้การไหว้ค่อนข้างสมบูรณ์แบบ มีครบทุกอย่างตามประเพณีโบราณ

    ส่วนการไหว้เจ้าที่ หรือพระในบ้าน ก็บ้านใครบ้านมัน รับผิดชอบกันเอง ใครอยากจะไหว้มากไหว้น้อยก็ตามกำลังทรัพย์ ซึ่งของฉันค่อนข้างหนักพอสมควร เนื่องจากมีพระหลายเจ้าเยอะไปหน่อย ( เรื่องไหว้พระจะไว้เล่าทีหลัง) 


    คนจีนเชื่อว่า การไหว้บรรพบุรุษเป็นมงคลชีวิต  การขอพรจากพระในบ้าน หรือพ่อแม่ตนเอง จะสำเร็จง่ายกว่า การไปไหว้พระขอพรตามศาลเจ้า เพราะเทพเจ้ามีคนกราบไหว้เป็นล้าน ท่านอาจจะให้พรไม่ครบทุกคน แต่การไหว้ในบ้าน พ่อแม่เราเอง ก็มีแค่ลูกๆเท่านั้น ที่ไหว้ขอพร ทำไมท่านจะให้ไม่ได้ ลูกหลานตนเอง

    อีกอย่าง การไหว้บรรพบุรุษ เป็นการรวมตัวของลูกหลาน เพราะแต่ละคนก็อาจจะแต่งงานแยกย้ายกันไปอยู่คนละบ้าน ซึ่งพี่น้องของฉันก็แต่งงานไปหมดทุกคนแล้ว ยกเว้นตนเองที่ไม่ได้แต่ง  ดังนั้นวันไหว้พ่อแม่ นั่นคือวันที่พี่น้องจะได้มาเจอกัน ถามไถ่ พูดคุยกัน รวมถึงนั่งกินข้าวโต๊ะเดียวกันเหมือนสมัยเด็กๆ ความอบอุ่น ความเป็นพี่น้อง มันจะยังคงอยู่  รวมถึง แต่ละคนมีลูกกันหมดแล้ว บรรดาหลานๆก็จะได้รู้จักกัน ได้คุยกัน เป็นเพื่อนกัน ดีกว่า โตไปไม่รู้ว่า ญาติตนเองอยู่ไหน ใครเป็นใคร ไม่รู้จัก ความห่างเหินมันจะทำให้รู้สึกเหมือนไม่มีญาติ อยู่อย่างครอบครัวโดดเดี่ยว  ยามมีปัญหาจะขาดที่พึ่งพา 


    พี่สาวคนโตของฉัน ทำตัวเหมือนกับแม่ คอยดูแลน้องๆ เวลามีอะไรก็จะนึกถึงน้องๆ เป็นห่วงน้องๆ มีเรื่องอะไรก็จะชอบสอน ชี้แนะ เวลาฉันมีปัญหา พี่สาวก็จะเป็นที่พึ่งพาได้  ส่วนพี่ชายบางก็ยังใช้งานได้ เรียกมาช่วยซ่อมโน้นนี่ได้ รวมถึง ตอนที่หลานยังเล็กๆ เวลาพี่ๆทำงาน บางทีก็เอาหลานมาฝากฉันเลี้ยง ฉันก็เป็นพี่เลี้ยงยามจำเป็น ช่วยเหลือครอบครัวพี่ๆน้องๆบ้าง  

    ความสัมพันธ์พี่น้อง ถึงแม้จะอยู่คนละบ้าน แต่นานๆทีก็จะมีนัดรวมกันทานข้าวบ้าง ไปเที่ยวต่างจังหวัดด้วยกันบ้าง เลี้ยงบ้าง หารบ้าง ก็แล้วแต่สถานการณ์ ดังนั้นการไปพบกันของพี่น้อง ไม่เสียหาย เจอกันหน้ากัน คุยกันบ้าง ยามเดือดร้อน ก็ยังเป็นที่พึ่งให้กันได้  ดังนั้นในการไหว้แต่ละครั้ง ฉันมักจะไม่ขาดตกบกพร่องหน้าที่  ทำหน้าที่ลูกสาวเสมอ ไปไหว้ทุกครั้ง 

    ไม่ใช่ความงมงาย ไม่ใช่หวังขอพร แต่ทำตามหน้าที่ ที่ควรจะทำ รวมถึงการไปทำหน้าที่ ก็ไม่ได้ส่งผลร้ายอะไรกับชีวิต มีแต่จะส่งผลดีตามมา 

    มันทำให้เราเป็นคนรับผิดชอบ รู้จักหน้าที่ บริหารเวลา จัดการเรื่องเงินทอง และ บริหารจัดการ การไหว้ให้เรียบร้อย ซึ่งหลักการพวกนี้ เอามาใช้ในการทำงานได้  ถ้าเราตรงเวลาเป็น รับผิดชอบเป็น ทำทุกอย่างสมบูรณ์แบบเป็น แก้ปัญหาให้ทุกอย่างดำเนินไปได้ด้วยดีได้  งานพวกนี้เล็กน้อยในชีวิตเราทำสำเร็จ แล้วงานอื่นที่ใหญ่กว่านี้ มันก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร 


    ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากการไหว้ หรือการขอพร แต่มันเกิดจากการที่เราฝึกบริหารจัดการเรื่องเล็กๆน้อยๆเป็น ก่อนที่จะคิดทำการใหญ่กว่านี้  ถ้าเรื่องแค่นี้ยังทำไม่ได้ แค่ไหว้ยังไม่รอด แล้วจะไปทำอะไรรอด จะไปทำอะไรสำเร็จ เพราะอย่างอื่นมันยากกว่านี้หมด มันไม่มีอะไรง่ายเลยในชีวิตการทำงาน  มันก็ต้องเริ่มจากเรื่องง่ายๆแบบนี้ก่อน นั่นแหละ ทำให้ได้ก่อน แล้วค่อยคิดไปทำอะไรที่มันยากกว่านี้

    บางคนอาจจะไม่เห็นความสำคัญของการไหว้ ดูเป็นเรื่องงมงาย เรื่องไร้สาระ ไม่สำคัญในชีวิต ก็แล้วจะคิดกันเอง ว่าพ่อแม่สำคัญหรือเปล่า สำหรับบางคนไม่ บางคนก็สำคัญ มันเป็นความคิดส่วนบุคคล แต่ประเพณีอยู่มาได้เป็นร้อยปี ก็แสดงว่ายังมีหลายคนเห็นเป็นเรื่องสำคัญบ้าง


    การไหว้พ่อแม่ก็อาจจะได้กำลังใจกลับไป เพิ่มจิตใจให้เข้มแข็ง กล้าหาญขึ้น ซึ่งแค่นี้ก็ยิ่งใหญ่มากพอแล้วสำหรับบางคน  พ่อแมก็ให้ได้แค่นี้แหละ ขอมากกว่านี้ ท่านก็ทำไม่ได้หรอก  เก็บแค่กำลังใจกลับไป แล้วสู้กับงานอื่นต่อ มันก็น่าจะได้พลังอีกหลายอึดใจ ในการก้าวเดินนะ 


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in