ไดอารี่ของฉันatcha
ฉันต้องกลัวมะเร็งมั๊ย

  • บางทีฉันก็ไม่รู้ว่าตนเองป่วยหรือไม่ป่วย มะเร็งมันเหมือนเรื่องห่างไกล ที่ใกล้นิดเดียว แบบวันนี้ยังไม่เจ็บป่วย ยังไม่ทรมาน ฉันต้องกลัวตายหรือเปล่า ฉันก็ยังตอบตัวเองไม่ได้เลย ว่าฉันต้องกลัวมะเร็งหรือเปล่า

    ฉันเคยผ่าตัดเนื้องอกในท่อน้ำนมมาแล้วรอบหนึ่ง  ครั้งแรกที่เริ่มมีอาการ ก็คือ มีน้ำเหลืองไหลออกมาจากหัวนม ก็ไม่รู้ว่าน้ำอะไร มาได้ยังไง รู้แต่ว่า ที่นอนเลอะคราบสีน้ำตาล แล้วก็มาเลอะที่เสื้อ เลอะที่ยกทรง แต่ไม่บ่อยนัก แล้วก็เปลี่ยนเป็นสีแดง คือ เป็นเลือดเลอะยกทรง เลอะชุดนอน เลอะที่นอน เป็นวงเล็กๆ แบบไม่รู้มาได้ไง

    ตอนแรกก็กังวล แต่ยังไม่ไปหาหมอนะ จนคุยกับคนรู้จัก ( เธอเป็นลูกหนี้ที่ดี ในตอนนั้น ห่วงกังวลแทนฉัน มากกว่าตัวฉันเองอีก )  เธอบอกว่าอย่าวางใจ ให้รีบไปหาหมอเลย อย่าปล่อยทิ้งไว้ คร้้งแรกฉันไปที่ รพ.เอกชน  แต่ว่าหมอทางด้านเต้านมไม่อยู่ ก็เลยไปหาหมอสูติ เช็คทัั้งมดลูกและ แมมโมแกรมเช็คเต้านมด้วย หมอบอกว่า พบก้อนเนื้อน่าสงสัยจะเป็นเนื้องอกที่ทรวงอก  ส่วนมดลูกไม่มีปัญหาอะไร 

    ด้วยความกลัวค่าใช้จ่ายจะบานปลายจนตนเองไม่มีปัญญาจ่าย ตรวจเสร็จ จึงขอกลับไปคิดดูก่อน ไม่ได้รอพบหมอด้านเต้านมโดยตรง  แค่ตรวจเช็คแค่นี้ ก็ปาเข้าไป 8,000 แล้ว กลัวว่าจะจ่ายค่าผ่าตัดไม่ไหว จึงยุติการรักษาที่ รพ.เอกชน ขอคิดดูก่อนจะไปรักษาที่ไหน

    พอเล่าเรื่องไปหาหมอให้คนรู้จักฟัง ( ลูกหนี้ที่รัก ตอนนั้นจ่ายดอกตรงเวลามาก ตอนนี้หายหัวไม่เห็นแม้แต่เงา หนีหนี้ไปเรียบร้อยแล้ว ) เธอเดือดร้อนใจยิ่งกว่าฉันอีก บอกให้รีบไปรักษาเลย ทั้งที่ฉันยังคิดว่า ไว้ว่างๆจะค่อยหาข้อมูลดูก่อน คิดดูก่อน ยังไม่ตัดสินใจเลย เลือกหมอที่ไหนดี เธอบอกว่าไม่ได้ ต้องรีบไป พรุ่งนี้เลยยิ่งดี ไม่ใช่ว่า รพ.รัฐไปหาวันนี้ พรุ่งนี้ผ่าสักหน่อย กว่าเขาจะนัดตรวจเป็นเดือนๆ มันช้าดังนั้นต้องรีบ ด้วยความไม่เคยเข้า รพ.รัฐ เพราะได้ยินคนอื่นพูดว่าต้องรอคิวนานเนี่ยแหละ ไปแต่เช้า จึงไม่ค่อยอยากไป  แต่ก็ต้องเลือก รพ.รัฐ เพราะฉันคงจ่ายค่ารักษา รพ.เอกชนไม่ไหว  กลัวประกันไม่พอจ่าย เพราะทำประกันไว้แพ็คเกจเล็กๆเอง

    ฉันหาข้อมูลในเน็ตก่อน ว่า รพ.ไหน ที่คนนิยมไปรักษา มะเร็งเต้านม ลองอ่านในพันทิป ว่าหมอไหนเก่ง ก็เห็นหลายคนแนะนำ ทั้ง รพ.ศิริราช และ รพ.จุฬา แต่ตัวฉันเอง เป็นผู้บริจาคโลหิตต่อเนื่อง มา 56 ครั้ง น่าจะได้รับส่วนลดค่าผ่าตัด ลด 50 % จ่ายเพียงครึ่งเดียว ในขณะที่ศิริราช ฉันไม่มีบัตรหรือสิทธิพิเศษอะไร  จะเป็นครั้งแรกที่ฉันใช้สิทธจากการบริจาคโลหิตให้กาชาด หลังจากบริจาคมา 20 กว่าปี 

    เมื่อตัดสินใจเลือก รพ.จุฬาแล้ว ฉันก็ต้องตื่ีนแต่เช้า ทำตามคนอื่นๆ คือ ต้องไป รพ.แต่เช้า ตื่นตี 5 ออกจากบ้าน 6 โมงเช้า ไปถึง รพ. 7 โมงเช้า ยื่นเรื่องทำบัตรออนไลน์ไว้แล้ว แต่ไปถึงก็ยังต้องรอคิวทำบัตรผู้ป่วยอยู่ดี เจ้าหน้าที่ทำการซักประวัติถามว่ามาทำอะไร ป่วยเป็นอะไร ฉันก็ตอบไปว่า เป็นเนื้องอกเต้านม ก็ได้รับคิว ให้ขึ้นไปรอชั้น 6  ฉันไปถึง 8 โมงเข้า พยาบาลเริ่มงานพอดี  แต่คนไข้ มารอคิวเต็มชั้นไปหมดแล้ว 

    ฉันนั่งรอแล้วรอเล่า รอ รอ รอ รอ รอ จนอารมณ์เสีย โมโหหิว ไม่ถึงคิวสักที ผ่านไป เที่ยงก็เหมือนใกล้ถึงคิวแล้ว แต่ไปกินข้าวไม่ได้ กลัวโดนข้ามคิวอีก ก็อยู่รอต่อไป หิวก็หิว หงุดหงิดก็หงุดหงิด น่าเบื่อมาก เล่นโทรศัพท์จนแบตจะหมดแล้ว จนไม่กล้าใช้โทรศํพท์ บ่ายโมงกว่า พึ่งจะถึงคิว เข้าไปคุยกับหมอ หมอก็คล้ำๆดู ว่าใช่หรือเปล่า แต่ก็พบ  แต่ก็ส่งเรื่องให้ฉัน ไปเดินเรื่อง นัดตรวจแมมโมแกรม 

    ฉันเดินเหมือนเด็กหลงทางเลยใน รพ.จุฬา  จากตึก ภปร. ไปยัง อาคาร ว่องวานิช ชั้น2 ที่เป็นศูนย์สิริกิต์บรมราชินีนาถ เพื่อทำการนัดตรวจแมมโมแกรมใหม่ ซึ่งเจ้าหน้าที่บอกว่า ถ้าเคยตรวจมาแล้วให้เอาผลตรวจเดิมมาด้วย ฉันก็รับปากจะไปเอามา แล้วก็กลับมายัง อาคาร ภปร.ใหม่ เดินครั้งแรกไปไม่ถูกเลย ป้ายบอกทางได้งงมาก ยิ่งกูเกิ้ลด้วยนะ ใช้ในรพ.เชื่อถือไม่ได้เลย  สรุปครั้งแรกพบแพทย์ไม่กี่นาที แล้วก็ทำการนัดเพื่อตรวจแมมโมแกรม แค่นี้เอง อีก 2 สัปดาห์ไปใหม่ เสียค่าบริการ 50 บาท กับการนั่งรอ 6 ชั่วโมงกว่า  

    กลับมาบ้านบ่นแล้วบ่นอีก ไม่เคยเจอการรอคอยอะไรที่นานขนาดนี้มาก่อน อารมณ์เสียมาก รอตั้งนาน ได้แค่นัดตรวจแค่นี้เอง  รพ.เอกชน 3 ชม. ทั้งพบแพทย์ ทั้งแมมโมแกรม ทั้งรอผลตรวจครึ่งชั่วโมงกลับมาพบแพทย์ใหม่ 3 ชม. เสร็จสิ้นทั้งหมดแล้ว นี่อะไร ได้แค่นัดตรวจครั้งหน้าแค่นี้เอง

    แต่ก่อน 2 สัปดาห์ ฉันกลับไป รพ.เอกชน เพื่อเอาผลตรวจแมมโมแกรมครั้งก่อน พยาบาลเดินเรื่องเร็วมาก รอไม่กี่นาที ฉันก็ได้ผลตรวจกลับบ้านแล้ว  แล้วก็ต้องไปเดินเรื่อง ส่งผลแมมโมแกรมไว้ก่อนล่วงหน้า

    ถึงแม้จะส่งผลไปก่อน แต่ทางรพ.ก็ทำการตรวจซ้ำใหม่อยู่ดี ทั้งเอ็กเรย์ด้วย ค่าตรวจถูกกว่า เอกชนครึ่งๆเลย เพราะที่ เอกชน 4,000 แต่รัฐบาล 2,200 บาท  แล้วหลังการตรวจก็ต้องมาฟังผลในอีก 2 สัปดาห์ถัดไปถึงพบแพทย์  ขั้นตอนช่างยาวนานเสียจริง เสียเวลาด้วย

    แล้วฉันก็ไม่ได้กลับไปตรวจหรือรักษาที่ตึก ภปร.อีกเลย เพราะพบแพทย์ ก็ที่ตึก ว่องวานิชเนี่ยแหละ ได้รับการบรรจุเป็นคนไข้ของทางศูนย์สิริกิติ์ บรมราชินีนาถ (เพื่อมะเร็งเต้านม) และทำการรักษาที่นี่เลย 

    ถึงแม้ก่อนจะมา รพ.จุฬา ฉันได้ทำการค้นหาข้อมูลว่า แพทย์ท่านใดเก่งด้านนี้บ้าง คุณหมอคนไหน แต่พอถึงเวลาพบแพทย์ ฉันก็ไม่ได้ทำการระบุหรือว่าเลือกขอหมอคนไหน เรียกว่าหมอคนไหนก็ได้ ฉันรับการรักษาได้หมด ไม่ระบุแพทย์ ไม่ได้อาจารย์หมอก็ไม่เป็นไร  คุณหมอที่ฉันพบ จึงเป็นหมอหนุ่ม ไม่ใช่อาจารย์หมอ  แต่ฉันก็เห็นคนดูแลคลีนิคเป็นอาจารย์หมอแหละ ที่ทำหน้าที่ควบคุม แม้จะไม่ได้ทำการรักษา หรือว่า พบคนไข้โดยตรง แต่ก็ดูแลภาพรวมอยู่ 

    หมอดูผลการตรวจแมมโมแกรมและเอ็กเรย์แล้ว แนะนำให้ฉันทำการเจาะชิ้นเนื้อมาตรวจ ฉันก็ยินดีทำตามคำแนะนำ ก็นัดกันอีก 2 สัปดาห์ มาตรวจชิ้นเนื้อ และอีก 2 สัปดาห์ กลับมาพบแพทย์อีกครั้ง การตรวจชิ้นเนื้อ แทบจะคล้ายการผ่าตัดเล็กๆ  ฉันไม่เห็นว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะหมอปิดตาเอาไว้ แต่ว่าไม่ได้วางยาสลบ จึงรู้สึกได้บ้างว่าเกิดอะไรขึ้น ถึงแม้จะมีการฉีดยาชา แต่ก็รับรู้ได้ว่าเจ็บ มีการแทงเข้าที่ด้านข้างของเต้านม 

    ทั้งคลีนิคมะเร็งเต้านม มีแต่เจ้าหน้าที่ พยาบาล และ หมอผู้หญิงเป็นส่วนใหญ่  หมอสาวที่ทำการเจาะน่าจะไม่เก่งพอ ต้องมีการตามอาจารย์หมอที่สูงอายุพอสมควร( ฟังจากเสียงก็รู้ว่าแก่มาก) มาช่วยทำการเจาะชิ้นเนื้อในท่อน้ำนมไปตรวจ ฉันมองไม่เห็นเพราะถูกปิดตาอยู่ จึงได้ยินแค่เสียงหมอคุยกัน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าทำอะไรกันบ้าง พอเสร็จแล้ว ถึงได้เอาผ้าปิดตาออก มีการปิดแผลด้านข้างให้เรียบร้อย

    หลังทำการเจาะเสร็จ กลับมาบ้าน ตลอดสัปดาห์ เต้านมด้านซ้ายที่โดนเจาะ เป็นรอยเขียว ช้ำในขึ้่นเป็นเส้นเลย  เมื่อฉันกลับไปพบแพทย์ หมอหนุ่ม ( ที่ฉันเห็นทั้งคลีนิค มีหมอผู้ชายแค่ 2 คน ) ได้ไปปรึกษา อ. หมอผู้ชายอีกคน (คนนี้เคยออก รายการทีวี และน่าจะเป็นคนที่ผ่าตัดฉันมั้ง )  หมอได้แนะนำให้ฉันผ่าเอาเนื้องอกออก  ซึ่งได้ทำการนัดวันผ่าตัด พร้อมคำแนะนำในการเตรียมตัวให้เรียบร้อย

    รวมระยะเวลาตั้งแต่วันแรกที่มา รพ.จนถึงวันผ่า 3 เดือนเต็ม ฉันต้องมาทำการจองจ้องพักให้เรียบร้อย มานอน รพ. 3 วัน 2 คืน ( เหมือนไปเที่ยวต่างจังหวัดเลย แต่เปลี่ยนจาก นอนโรงแรม เป็น โรงพยาบาลแทน ) หิ้วกระเป๋าเป้ มาพักสบายๆ  การมาจองห้องพัก เสียเวลารอคิวนานเช่นกัน กว่าจะได้ห้องพัก เรียกว่า มาแต่เช้า แต่กว่าได้ห้อง บ่ายเกือบเย็น ทันทานอาหารเย็นที่ รพ.พอดี 

    ฉันได้ห้องพักที่อาคาร ภูมิสิริฯ เป็นห้องพัก 2 เตียง ฉันได้เตียงใน ติดหน้าต่าง ชมวิว สวนลุม ซึ่งเป็นมุมที่สวยมาก ฉันถ่ายรูปในห้องพักไว้ด้วย เอาไปลง Google Maps ยอดวิว หน้าต่าง แค่ประมาณหมื่น แต่ยอดวิวเตียงคนไข้ แสนห้าอัพ  

    วันแรกเข้าพักไม่มีอะไร พยาบาลตรวจเช็คร่างกายทั่วไป พร้อมแจ้งงดอาหารตั้งแต่เที่ยงคืน แม้คิวผ่าตัดจะเที่ยงวันก็ตาม ห้ามทานอะไรเลย น้ำก็ไม่ได้ หิวน้ำก็ให้บ้วนปากเอา  มีแพทย์ฝึกหัดที่เข้ามาคุยกับฉัน เรื่องการผ่าตัดวันพรุ่งนี้ ถามไถ่คุยทั่วไป  รายชื่อแพทย์เจ้าของไข้ กับ แพทย์ผ่าตัดคนละคนกันนะ แถมแพทย์ที่มาพบ ก็คนละคนกันอีก แพทย์ที่ผ่าตัดเป็นชื่ออาจารย์หมอ แต่อาจารย์หมอก็ไม่ได้มาเอง  ส่งนักศึกษาแพทย์มาแทน

    วันผ่าตัด ตอนเช้าฉันก็อาบน้ำตามปรกติ แต่หมอสั่งไว้ว่า ไม่ต้องใส่ชุดชั้นใน  ใส่แค่ชุดคนไข้ข้างนอกพอ ฉันก็ทำตาม พอสายๆ 10 โมง ก็มีรถเข็นมารับ ไปที่คลีนิคก่อน ทำการเตรียมตัวก่อนผ่า  คล้ายๆกับวันที่มาเจาะชิ้นเนื้อ ทั้งหมอและพยาบาลรุม ปิดตา เจาะเต้านม ใส่สายลวดนำทาง เอ็กเรย์ ทำเครื่องหมายชี้ตำแหน่ง  ก่อนจะส่งตัวไปห้องผ่าตัดชั้น2 ตึกสิรินธร  ในรพ.ที่ไหนๆก็หนาวนะ ที่คลีนิคมะเร็งเต้านมก็หนาว แต่ที่ห้องผ่าตัด หนาวที่สุดเลย เหมือนอยู่ตู้เย็น ตัวสั่นไปหมด  

    เขาห้ามเอาทุกอย่างเข้าห้องผ่าตัด ดังนั้น ไม่ว่าแว่นตา รองเท้า ก็ต้องฝากกลับไปที่ห้องพัก เนื่องจากฉันมาคนเดียว ไม่มีใครให้ฝาก ก็ต้องฝากเจ้าหน้าที่แหละกลับไป พอเข้าห้องผ่าตัด ก็โดนหมอรุมเป็นสิบ ไม่รู้ใครเป็นใคร คนโน้นทำโน้น คนนี้ทำนี่ เต็มไปหมด  ไม่ทันไร ฉันก็หลับไปแบบไม่ทันรู้ตัว ไม่ทันเห็นหน้าหมอผ่าตัดเลย ไม่รู้ใครผ่าตัดด้วย รู้แค่ว่า เสร็จแล้ว ตอนตื่นขึ้นมา มีผ้าพันแผลพันหน้าอกเรียบร้อยแล้ว 

    ฤทธิ์ยาสลบ พึ่งรู้ว่าร้าย มันเรียกสติคืนยากจริงๆ  รู้สึกตัวแล้วก็ยังหลับต่อได้ ฉันไม่รู้ว่าใช้เวลาผ่าตัดนานเท่าไหร่ แต่พอฟื้นแล้ว บุรุษพยาบาลก็เข็นเตียงไปส่งห้องพัก ฉันย้ายเตียงไปนอนที่เตียงในห้องแทนรถเข็น แล้วก็หลับต่อ ตื่นมาอีกทีก็เย็น หลานชายมาเยี่ยม กินข้าวเย็นเสร็จก็หลับต่อ หลานชายก็กลับ  เรียกว่าทั้งวันทานแค่มื้อเย็น มื้อเดียว จะเข้าห้องน้ำ พยาบาลก็ให้กดกริ่งเรียก เพราะกลับไม่มีแรงเดิน ฉันมีสายน้ำเกลือห้อยติดมือเอาไว้ เข้าห้องน้ำต้องเอาสายน้ำเกลือไปด้วย

    เช้าวันรุ่งขึ้น หมดฤทธิ์ยาสลบ ค่อยมีสติเหมือนเดิม เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แข็งแรงดีเหมือนเดิม แพทย์ฝึกหัดเข้ามาพบในตอนเช้า แจ้งว่า สามารถอาบน้ำได้เลย เอาผ้าพันแผลออกให้ ทำให้ฉันเห็นหน้าอกตนเอง มีรอยผ่า เป็นรูปเครื่องหมายวงเล็บ ซ้าย ขวา บนเต้านมข้างซ้าย มีสต๊อกเทปแปะๆไว้แค่นั้นเอง

    ฉันก็อาบน้ำแต่งตัว เก็บเสื้อผ้า ได้ยาลดไข้แก้ปวดกลับมาทาน แล้วก็ไปชำระเงินด้วยตนเอง แล้วก็ออกจาก โรงพยาบาลขึ้นรถไฟฟ้ากลับบ้าน กลับมาแบบไม่มีใครรู้ว่าไปทำอะไรมา ฉันแค่ไลน์บอกพี่น้องว่าไปเข้าผ่าตัดนะ แล้วก็บอกข้างบ้าน กับเด็กทำความสะอาดในบ้านแค่นั้นเองที่รู้ว่าไปไหนมา  ส่วนคนอื่นๆ ลูกค้า ไม่มีใครรู้  นึกว่าไปเที่ยวต่างจังหวัดมา

    ฉันพักนอนแค่วันหลังผ่าตัดที่กลับมาวันนั้นวันเดียว วันรุ่งขึ้นก็ทำงานตามปรกติ  หมอห้ามยกของหนัก พี่ชายก็ส่งหลานชายมาอยู่เป็นเพื่อน ช่วยทำงาน  แต่เหมือนหลานมาเล่นเกมมากกว่ามาช่วยงานซะอีก 

    ก่อนผ่าตัดพยาบาลมีให้คำแนะนำเอาไว้แล้วว่า ให้ใส่ยกทรงตลอดเวลา ทั้งกลางวันและกลางคืน เป็นเวลา 1 เดือน ส่วนอาบน้ำได้ตามปรกติ  ห้ามยกของหนัก ถ้าเดินปรกติ ฉันจะไม่รู้สึกอะไร แต่ยกของหนัก จะเกรงแขนแล้วลามมาที่หน้าอกให้รู้สึกเจ็บ ยกไม่ค่อยได้  รวมถึงนั่งรถมอเตอร์ไซด์ก็ไม่ค่อยได้ เพราะเวลาเจอหลังเต่า สะเทือนที ต้องจับนมเอาไว้เลย มันเจ็บ วิ่งก็ไม่ได้ ออกกำลังกายก็ไม่ได้ เรียกว่าสะเทือนไม่ได้เลย 

    ก่อนผ่าตัด ฉันมีออกกำลังกายเพื่อเตรียมพร้อมให้ร่างกายแข็งแรงนะ แต่พอหลังผ่าตัด ออกกำลังกายไม่ได้เท่านั้นแหละ ความขี้เกียจสิงเลย พอไม่ออกนานๆกลายเป็นไม่อยากออกกำลังกายเลย ขี้เกียจ ช่วงก่อนผ่าตัด จึงเป็นช่วงเวลาที่ผอม แต่หลังผ่า นานวันเข้าก็เริ่มอ้วน


    หลังการผ่าตัด 1 เดือน ฉันกลับไปพบแพทย์ตามนัด แต่ก็ได้แพทย์คนละคนกับที่พบในตอนก่อนผ่า หมอเช็คสภาพดูบอกว่าไม่มีอะไร เนื้องอกที่ตัดไป เป็นเนื้อดี อีก 1 ปี กลับมาตรวจใหม่ ถือว่าการสิ้นสุดการรักษา เท่ากับว่า ฉันเป็นแค่เนื้องอกในท่อน้ำนม แต่ไม่ถึงขั้นเป็นมะเร็ง จึงไม่จำเป็นต้องทำการรักษาต่อ ไม่ต้องฉายแสง ไม่ต้องคีโม สิ้นสุดการรักษาที่ผ่าตัด จบ 

    แต่ผลของการผ่าตัดทำให้กล้ามเนื้อเต้านมช้ำใน เสียรูปทรง เป็นก้อนแข็งๆ นานหลายเดือน กว่าจะคืนรูป หายเป็นปรกติ หน้าอกกลับมานิ่มอีกครั้ง ประมาณ 6 เดือน รอยผ่าตัดก็กลายเป็นรอยแผลเป็นบางๆ ขนาดเต้านมเล็กลง หมอไม่ได้ตัดออก เพียงแค่ลดไซด์จาก คัพบี เหลือ คัพเอ ใส่ยกทรงก็ไม่เห็นรอยผ่าตัดแล้ว แถมยกทรงเสริมฟองน้ำ ก็อาจจะทำให้คนทั่วไปมองไม่ออก ว่าขนาดไซด์ข้างซ้ายเล็กกว่าข้างขวา ใส่เสื้อผ้าปิดไว้ ก็เหมือนคนปรกติทั่วไป 


    ผ่านไป 1 ปี กลับไปตรวจก็ปรกติดี 

    ปีนี้เป็นปีที่ 2 ฉันก็คิดว่าน่าจะปรกติดี  แต่ผลออกมาคือ ตรวจพบ เนื้องอกชิ้นใหม่ ยาวประมาณ 1 ซม. ในข้างซ้ายเหมือนเดิม หมอให้ฉันทำการเอาชิ้นเนื้อออกมาตรวจอีกครั้ง ฉันก็ต้องเจาะอีกครั้ง แต่คนละตำแหน่งกับครั้งแรก หมอดูผลการตรวจชิ้นเนื้อแล้ว บอกว่า ให้รอดูไปก่อน ว่าเนื้องอกนี้จะโต หรือว่าเล็กลง โดยยังไม่ผ่าในตอนนี้ แต่จะนัดอีก 6 เดือน กลับมาตรวจใหม่ ซึ่งจะเป็นเดือน ตุลานี้ ที่ฉันต้องไป แมมโมแกรมอีกรอบ 

    แต่วันนั้นฉันยังไม่รู้สึกถึงอาการผิดปรกติใดๆ คือ ยังไม่มีน้ำหรือว่าเลือดไหลออกมาเหมือนครั้งแรก ผ่านมาหลายเดือน ฉันก็ลืมไปบ้างแล้ว ก็ใช้ชีวิตปรกติทั่วไป กินเหมือนเดิม นอนเหมือนเดิม ทำงานเหมือนเดิม ไม่ได้ดูแลตนเองพิเศษอะไร 

    จนเมื่อวานนี้ ฉันพบว่า เสื้อนอนของฉันเลอะเหมือนคาบเลือดอีกครั้ง แสดงว่าเนื้องอกของฉัน มันไม่ได้เล็กลง แต่ว่าโตขึ้น และเริ่มออกอาการเหมือนเดิม

    ทำให้วันนี้ ฉันต้องมานั่งคิดว่า ฉันควรจะกลัวไหม เพราะครั้งแรกผ่านมา ผ่าตัดจบ ก็ไม่มีอะไรน่ากลัว เพราะเป็นแค่เนื้องอกไม่ถึงขั้นมะเร็ง แต่ฉันวางใจเกินไปหรือเปล่า มันถึงกลับมาอีก และครั้งนี้ไม่รู้ว่า เป็นแค่เนื้องอกเหมือนเดิม หรือว่า มันเสี่ยงจะเป็นมะเร็งไหม

    คำถามคือ แล้วฉันต้องทำอะไรกับตัวเอง ต้องควบคุมอาหารไหม ต้องออกกำลังกายหรือเปล่า หรือขี้เกียจเหมือนเดิม ใช้ชีวิตเหมือนเดิม ก็ยังถามใจตนเองอยู่ เอายังไงดี ใช้ชีวิตเหมือนเดิม หรือเปลี่ยนแปลงอะไรดี  แล้วต้องทำอะไรล่ะ ยังสงสัยอยู่

    ตุลานี้ถึงกลับไปพบหมออีกครั้ง มีเวลาอีก 2 เดือน 





     

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in