ไดอารี่ของฉันatcha
โลกกำลังเปลี่ยน
  • เป็นมุมมองความคิดเห็นส่วนตัวนะ ไม่มีข้อมูลใดๆอ้างอิงให้เชื่อถือได้เลย

    เรารู้สึกว่า ปี 2020 มันเป็นปีที่เปลี่ยนโลกจริงๆ  เราเกิดมาในยุคปี 70 ที่ยังทันเห็นการใช้แผ่นเสียง และเติบโตมากับยุค เทปคลาสเซ็ท การมีซาวอเบ้าท์ มันเป็นสิ่งที่ต้องพกติดตัวตลอดเวลา เหมือนกับ โทรศัพท์มือถือในปัจจุบันเลย ไม่มีไม่ได้เลย จนมาถึงยุค MP3 จากซื้อแผ่นซีดี เป็นดาวน์โหลดเพลง  ส่วนตอนนี้ ไฟล์เพลงอะไรไม่รู้เยอะแยะไปหมด wma, m4a, aac , flac  เลิกเก็บสะสมเพลงแล้ว ไล่ตามไม่ทัน ฟังในยูทูปแทน  หมดยุคการเก็บข้อมูลไว้กับตัวแล้ว ฝากไว้กับคลาวหมด

    คอมพิวเตอร์ก็ใช้ตั้งแต่ยังไม่มีวินโดว์ ต้องไปเรียนการใช้ดอส ดีเบส โลตัส ที่มีคำสั่งเยอะแยะมากมาย พิมพ์ผิดก็ไม่ได้ พอมีวินโดว์ทุกอย่างง่ายขึ้น แค่คลิกไม่ต้องจำคำสั่งอะไรเลย  ตั้งแต่ทุกคนต้องมีอีเมล์เป็นของตนเอง ส่ง forward mail กันเป็นว่าเล่น วันๆมีเมล์เข้าเป็นร้อย จนขี้เกียจจะเปิดอ่านกันเลย มีแต่เมล์ส่งต่อทั้่งนั้น แล้วส่งต่อกันทีเป็นสิบๆคน  

    เคยมีช่วงเวลาที่คุยกับหนุ่มคนหนึ่งทางเมล์ พยายามให้ตาย พ่อคุณก็ไม่ยอมส่งรูปให้ดู ไม่ยอมบอกชื่อจริง จีบกันอยู่นาน สุดท้ายก็เงียบหายกันไป เพราะเขาไม่คิดจะพัฒนาความสัมพันธ์ ที่จะออกมาเจอกันเลย ไอ้เราก็พยายามจะให้เขาเปิดเผยตัวให้ได้ แต่ไม่สำเร็จ  ไม่รู้คุยกันทำไมเป็นเดือน ส่งเมล์ตอบกันไปมาเป็นร้อย คุยต่อๆกันประโยคสั้นๆไปมา ประโยคละเมล์  ถ้าเป็นสมัยนี้ คุยไลน์กันนั่นแหละ  แต่อดีตตอนนั้นยังไม่มีแอพแชท ก็จีบกันทางจดหมายอีเมล์  

    สมัยนี้ไม่ว่าเมล์จริงหรืออีเมล์ ก็มีแต่จดหมายโปรโมชั่น แจ้งเตือน น่าเบื่อมาก  เมล์จากแอพต่างๆ ไม่ว่าเฟส ทวิสเตอร์ สารพัดแอพ ส่งมาเยอะจนเลิกเปิดเมล์ดูแล้ว เรียกว่าเปิดเมล์ใหม่ หนีแอพต่างๆเลย เพราะส่งมาทุกวัน ไม่รู้จะแจ้งเตือนอะไรมากมาย ขี้เกียจเข้าไปดู


    ตอนที่โทรศัพท์มือถือออกมาใหม่ๆ แพงมาก ฉันยังไม่มีปัญญาซื้อหรอก กว่าจะมีเงินเก็บตังค์ซื้อโทรศัพท์ได้ หมายเลขโทรศัพท์ จาก081 ก็กลายเป็น 089 แล้ว ฉันซื้อเบอร์โทรศัพท์มือถือ ทันรุ่น 089 แล้วก็ใช้มาจนถังปัจจุบัน เป็นเบอร์เก่าแก่มากไม่เคยเปลี่ยนเลย แม้ว่าเบอร์ 081 หรือ 089 จะวนออกมาขายใหม่ไม่รู้กี่รอบแล้วก็ตาม ก็ยังไม่ได้เปลี่ยนเบอร์เลย 

    ตอนที่โทรศัพท์สมาร์ทโฟน ออกมาใหม่ๆ ราคาแพงมาก จนจับต้องไม่ได้ ฉันก็ยังใช้โทรศํพท์รุ่น 2G อยู่ กดปุ่น ใช้มาเป็นสิบปี ปัจจุบันฉันก็ยังมีโทรศํพท์โนเกีย รุ่นกดปุ่มอยู่เลยนะ ยังไม่พังด้วย สภาพดี แต่สัญญาณเริ่มไม่มีแล้ว มาๆดับๆ  คลื่ีน 2G ไม่เสถียรแล้ว  ทรูน่าจะใกล้เลิกใช้แล้ว  ส่วน ais ไม่มีคลื่น 2G แล้ว เอาซิมไปใส่เครื่องกดปุ่ม ไม่มีสัญญาณแล้ว สัญญาณดับ เพราะเขายกเลิกคลื่น 2G ไปแล้ว

    การเปลี่ยนมาใช้สมาร์ทโฟน สำหรับฉัน ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลง ครั้งใหญ่ในชีวิตเลย มารู้สึกเลยว่า  ถ้าเราไม่ใช้สมาร์ทโฟน เราจะล้าหลังมาก เราจะตกยุคตกสมัย เลยทีเดียว คือโง่เลยอะ แค่ซื้อเครื่องหลังคนอื่น เรียนรู้ช้ากว่าคนอื่น ก็แทบตามคนอื่นไม่ทันแล้ว 

    แล้วฉันก็แอนตี้ไอโฟนค่อนข้างมาก ทำไมต้องเป็นสาวกไอโฟนด้วย  ตอนนั้นฉันเลือกเป็นสาวก โซนี เพราะโซนี ขึ้นชื่อเรื่องกล้อง และ ลำโพง  แล้วโซนีก็ไม่ได้ทำให้ผิดหวังนะ เพราะถ่ายรูปออกมาสวย ฟังเพลง เสียงก็เพราะ คุณภาพเสียงดีมาก  ถ้าเทียบกับ ซัมซุงแล้ว  ซัมซุงถ่ายรูปสีเพี้ยน ถ่ายรูปดอกไม้สีม่วงออกมาเป็นน้ำเงิน  ฉันใช้ครั้งเดียวแล้วเลิกเลย ไม่คิดจะซื้อซัมซุงอีกเลย 

    แต่ข้อเสียของโซนีก็คือ เครื่องร้อน แล้วถ่ายรูปไม่ได้ กินแบตด้วย ไม่รู้ว่าอะไหล่ตัวไหนในเครื่องทำงาน ทำให้เครื่องร้อนง่าย และแบตหมดเร็วมาก เป็นข้อเสียที่ทำให้หลายคนเลิกใช้โซนี จนโซนีเจ๊งไปเลย 

    ขนาดเอาโซนี รุ่นเก่า Z5 มาถ่ายรูปเทียบกับ หัวเหว่ย P30 รุ่นใหม่ หัวเหว่ยยังสู้ไม่ได้เลย  หัวเหว่ยเป็นกล้องของคนดำจริงๆ ถ่ายอะไรออกมาขาวหมด วอก ภาพสว่าง สีจืด แล้วใส่แอพผิวเนียบ แต่งรูปให้เสร็จ ถ่ายรูปคนดำออกมาขาวสวยเลย แต่มันไม่สมจริง หลอกตามาก ฉันไม่ชอบ  สู้ไอโฟนกับโซนีไม่ได้เลย ภาพและสีสมจริงกว่า 

    พอได้ใช้ไอโฟน ถึงได้เข้าใจว่าทำไม คนถึงยอมเป็นสาวกไอโฟน เพราะเครื่องเสถียร ทำงานไว ไม่มีค้าง ไม่มีน็อค การทำงานของเครื่องดีมาก ไม่ต้องกังวลเรื่องไวรัส หรือโฆษณาจากแอพที่ไม่ต้องการเลย หมดปัญหากวนใจ และถ่ายภาพ สีสมจริง ไม่เพี้ยน ไม่วอก ขาวหรือสว่างเกินจริง  เรียกว่า ตีนกาอยู่ครบ ไม่ลบให้เลย กระ ฝา เต็มหน้าเหมือนจริงมาก

    เรียกว่า ตลอดครึ่งชีวิตของฉัน เห็นการเปลี่ยนแปลงมาเยอะ  และ มองว่า ปีนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง  ( เล่าย้อนอดีตตั้งนาน ไม่เกี่ยวกันเลย )



    ขอแวะเข้าการเมืองหน่อย  ตลอดชีวิตของคนบางคน เช่น รุ่นพ่อแม่ของฉัน เกิดและตายในยุคสมัยของ รัชกาลที่ 9 ส่วนฉันก็เคยเฝ้ารอ ว่าจะได้เห็น รัชกาลที่ 10 หรือเปล่า  ก็ยังเป็นบุญตา ที่ยังอยู่ถึงรัชสมัยของ รัชกาลที่ 10 แต่ไม่รู้ว่า จะอยู่ถึง รัชกาลที่ 11 หรือเปล่า 

    ตั้งแต่เด็ก มีการพูดถึงคำสาปแช่งของ พระเจ้าตากสิน ว่าราชวงศ์จักรจะมีอยู่หลานอยู่แค่ 9รัชกาล ไม่มี ร.10 แต่วันนี้ คำทำนายนั้นก็ไม่ได้เป็นจริง เพราะเราก็มี ร.10 เรียบร้อยแล้ว ไม่เป็นไปตามคำสาปแช่ง แต่ไม่มีใครเคยพูดถึง รัชกาลที่ 11 เลยนะ เพราะคิดกันอยู่แค่ว่าจะมี ร.10 หรือเปล่า แล้ว ร.10 จะเป็นใคร หญิงหรือชาย ใครจะได้ครองราชย์  แต่ไม่เคยคิดไกลเกิน ร.10 เลย

    จึงเป็นเรื่องน่ากังวลว่า เราจะมี ร.11 หรือเปล่า เพราะกระแสการต่อต้านในวันนี้แรงมาก  ฝ่ายหนึ่งก็ยังจงรักภักดี ในขณะที่อีกฝ่าย ก็บอกว่า เราควรจะก้าวไปข้างหน้าได้แล้ว  คนที่เติบโตมาสมัย ร.9 ความภักดี ยังมีอยู่มากมาย ในขณะที่เด็กรุ่นใหม่ ไม่ได้รู้สึกอะไรแบบนั้นเลย  เขาไม่ได้โดนปลูกฝัง หรือฝังหัวให้จงรักภักดี แบบคนรุ่นเก่า

    สิ่งที่ฉันไม่เคยคิด ว่าจะเกิดขึ้นในชีวิตนี้ หรือว่า ทันได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในชีวิตนี้ ก็ได้แต่เฝ้ารอดูว่า ชีวิตนี้จะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองหรือไม่    ฉันอาจจะเกิดไม่ทัน สมัยการเปลี่ยนแปลงของฝรั่งเศส รัสเซีย หรือ จีน  และไม่คิดว่าจะเกิดขึ่้นในไทย  แต่อนาคตก็ไม่แน่ เราอาจจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ก่อนที่ฉันจะตาย 

    คนไทยเลิกคิดเป็น "ข้ารองบาท" แล้วหรือยัง  เคยล้มเจ้าไปแล้วครั้งหนึ่ง ก็ยังไปเชิญกลับมาเป็นเจ้าต่อ ล้ม ร.7 ไปแล้ว แต่ก็ยังเชิญ ร.8 มาเป็นหัวโขน ให้รู้สึกว่าประเทศไทยยังมีพระมหากษัตริย์อยู่ แม้เพียงในนามก็ยังดี ให้อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ  แล้วถ้าวันนี้ล้มเจ้าไปอีกครั้ง จะไปเชิญใครมานั่งต่อเป็นหัวโขนอีกหรือไม่ หรือความคิดเปลี่ยน ไม่ต้องการหัวโขนแล้ว  เราจะเป็นได้อย่าง อเมริกาหรือ  หรือเราจะโดนผู้นำคนใหม่ ยึดอำนาจ แบบ รัสเซีย และ จีน  การไร้กษัตริย์มันดีหรือไม่ดีกันแน่  

    ถ้าให้เราคิดนะ การมีกษัตริย์ มันย่อมดีกว่าไม่มี แต่ต้องเป็นกษัตริย์ที่ดี นำพาประเทศรุ่งเรือง ประชาชนยอมรับ  ไม่ใช่กษัตริย์ที่กินนอนมั่วสตรี ไม่สนใจบ้านเมือง  โดนตัวแทนพระองค์ องคมนตรีโกงกินก็ไม่รู้เรื่อง เพราะไม่เคยสนใจจะดูแลอะไรเลย กษัตริย์แบบนี้ไม่มีจะดีกว่า  แต่ถ้าเราเลือกกษัตริย์ใหม่ได้ ที่ดีกว่า เราก็ควรจะรักษาสถาบันนี้ต่อไป ให้คนดีขึ้นมาปกครอง  แต่ถ้าหาไม่ได้ หรือไม่มีคนที่ดีพอ เราก็ควรจะยกเลิกมันไปซะ  แล้วทางเลือกในวันนี้ เรามีคนที่ดีพอมาแทนหรือยัง




    ไปนอกเรื่องเสียนาน เนื้อหาจริงๆอยู่นี่
    ตั้งแต่มีเชื้อโรคโควิดมาเนี่ย ทำให้โลกปั่นป่วน มันไม่ได้ทำลายแค่สุขภาพ ทำให้ตายนะ แต่มันทำลายเศรษฐกิจ ปากท้องของคน ลามไปจนถึง ทำให้เกิดความวุ่นวาย ทั่วโลก  การประท้วงมีในหลายประเทศมาก แล้วแต่ว่าใครจะประท้วงเรื่องอะไร  แต่มันมีเหตุให้ประท้วงกันได้มากมาย   รวมถึงภัยพิบัติ ก็มีแทบทุกประเทศทัวโลกเช่นกัน  ปีนี้มันจึงวุ่นวายหมด ทั้งเรื่องสุขภาพ การเงิน และ ที่อยู่อาศัย อาหารการกิน มันเดือดร้อนไปหมด  

    เมื่อดินฟ้าอากาศเปลี่ยน คนก็นิสัยเปลี่ยน  การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ มันมีผลต่อสภาพจิตใจของคน อากาศวุ่นวาย คนก็วุ่นวาย 

    แล้วดูหลังจากนี้นะ โลกได้ทำลายที่อยู่อาศัย บ้านเรือนไปจำนวนมาก รวมถึงที่ทำกินด้วย จากน้ำท่วม ไฟป่า ภูเขาไฟระเบิด  เปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมไปหมด  ทำให้หลายคน ต้องเริ่มต้นใหม่ 

    เมื่อน้ำท่วม ไฟป่า ทำลายที่ทำกิน พืชและสัตว์ที่เกิดขึ้นหลังจากนี้ จะต้องมีการค่อยๆกลายพันธ์ เพื่อปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ คนก็เช่นกัน เจอโรคระบาด ทำให้ตายไปหลาย คนที่แข็งแรงเท่านั้นที่อยู่รอด สภาพคนที่อยู่รอด ก็จะทำให้จิตใจเปลี่ยนไป  ความคิดเปลี่ยนไป  เพราะชีวิตต้องดิ้นรนกับสิ่งแวดล้อมใหม่ ก็ต้องปรับตัว   คอยดูบ้านที่อยู่อาศัยรุ่นใหม่ กับ พืชผลการเกษตรรุ่นใหม่ จะเปลี่ยนไป 

    สภาพอากาศที่โหดร้าย คนที่มีจิตใจเข้มแข็งเท่านั้น ที่สามารถอยู่รอดได้  ดังนั้น การเจอคนที่เป็นโรคซึมเศร้ามากมาย ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะจิตใจเขาเบาะบางเกินไป เกินกว่าจะรับแรงกดดันต่างๆได้  จะบอกว่า มันเป็นโรค แต่ก่อนจะเป็นโรคได้  จิตใจของเขาก็ต้องเจอการกระทบกระเทือนหนักมาก่อน เรียกว่ามีสารแห่งความทุกข์หลั่งออกมา ทำให้เกิดโรคซึมเศร้านั่นแหละ  ถ้าไม่ทุกข์ ก็ไม่เศร้าหรอก


    และปีนี้ เป็นปีที่เร่งการเจริญเติบโตของเทคโนโลยี คนฉลาดคือ คนที่หาเงินกับเทคโนโลยี และคนโง่ คือคนที่ต้องเสียเงินให้กับเทคโนโลยี  คนที่ไล่ตามทัน จะเดินไปพร้อมกับมัน ส่วนคนที่ไม่สนใจ หรือไม่ได้เดินไปกับมัน กว่าจะรู้ตัวอีกที ก็ตามอะไรไม่ทันแล้ว  ช้าเกินไปแล้ว สายไปแล้ว  ต้องจ่ายแพงกว่าคนอื่น เพื่อให้ตนเองได้ทันเขา 


    เราเห็นการเปลี่ยนแปลงการเงิน สำคัญเลย เคยบอกให้คนเลิกสะสมเหรียญ และ แบงค์ เพราะอีกหน่อยมันจะไม่มีค่า  มันจะกลายเป็นแค่ของสะสม แต่ไม่มีมูลค่าในการชำระเงิน  เพราะเทคโนโลยีการเงินไปเร็ว ตอนนี้ลงมาถึงรากหญ้าแล้ว  แต่คนรุ่นเก่าหลายคน ยังใช้ไม่เป็น แต่คนรุ่นใหม่หลายคนหันมาใช้กันหมดแล้ว  

    เราเห็นพ่อแม่เด็กที่เติมเงินใส่ทรูมันนี่ให้ลูกเอาไปซื้อขนมกินใน 7-11 แทนการให้เงินสด แล้วเด็กก็ไม่มีเงินสดติดตัว มีแต่เงินในโทรศัพท์มาจ่าย ฉันก็ต้องรับชำระผ่านทรูมันนี่ เพราะเงินมันอยู่ในนั้น เด็กรุ่นใหม่ได้โตมากับเงินกระดาษแล้วนะ โตมากับตัวเลขในบัญชีแทน  

    เงินสดในระบบมันลดลงจริงๆ ถ้าใครยังไม่ใช้ อินเตอร์เน็ตแบงค์กิ้ง หรือว่า แอพการเงินทั้งหลาย คุณกำลังตกยุคสมัย และอีกหน่อยก็จะเชย เพราะอนาคตร้านค้าบางแห่งคงไม่รับเงินสดแล้ว  เรียกว่ามีเงินสดแต่ซื้ออะไรไม่ได้เลย   เคยมีคนเล่าให้ฟังว่าไปเที่ยวเมืองจีน แลกเงินหยวนไป แต่ซื้ออะไรไม่ได้เลย เพราะเขาไม่รับเงินสด ต้องจ่ายผ่านแอพเท่านั้น  อนาคตเมืองไทย อาจจะเป็นเช่นนั้น 

    ธนาบัตร เหรียญ ที่ใช้อยู่ในวันนี้ อนาคตจะกลายเป็นแค่วัตถุโบราณอย่างหนึ่งแค่นั้นเอง  เคยเห็นเทป เห็นวีดีโอ เห็นหนังสือ ตายยังไง อนาคตธนาบัตรก็ตายแบบนั้่นแหละ คนก็ยังใช้เงินอยู่ เหมือนกับที่ดูหนัง ฟังเพลงอยู่ แต่เปลี่ยนรูปแบบไปออนไลน์เท่านั้นเอง เงินก็เช่นกัน 




    ในอดีตสิ่งที่คนสมัยก่อนกังวลก็คือ ประชากรล้นโลก เราจะต้องไปสำรวจดวงจันทร์ ไปดาวอังคาร เพื่อสร้างที่อยู่อาศัย เนื่องจากบนโลกมันไม่มีที่ให้อยู่แล้ว คนล้นโลก  แต่ความคิดนี้ผ่านไป 20ปี มันพลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือเลย  คนไม่ได้ล้นโลกแล้วแต่กำลังลดลงอย่างเกินคาด

    ในอดีตคนเรามีลูกมาก เพราะไม่รู้จักการคุมกำเนิด และ ต้องการแรงงานในครอบครัว คนในครอบครัวส่วนหนึ่ง ต้องตายเพราะสงคราม และ โรคระบาด ทำให้ถึงมีลูกมาก สุดท้ายแล้วก็เหลือเพียงไม่กี่คน อัตราการอยู่รอดค่อนข้างต่ำ เพราะสาธารณสุขไม่ดีด้วย  การมีลูกมากจึงไม่ใช่ปัญหา

    แต่ปัจจุบันเมื่อทุกอย่างเจริญขึ้น การคุมกำเนิดได้ผล สาธารณสุขก็ดี สงครามไม่มี เมื่ออัตราการอยู่รอดมากขึ้น การมีลูกมาก มันก็เริ่มเป็นปัญหา เพราะ การเลี้ยงดูต้องใช้เงินมากขึ้น ค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ก็ทำให้คนอยากมีลูกน้อยลง 


    สิ่งหนึ่งที่โลกเปลี่ยนไป ก็คือ เพศชายทุกวันนี้ ไม่ได้มีหน้าที่ไปรบในสงคราม ไม่ได้ต้องการกำลังพลมากมาย ไม่ต้องต่อสู้กับศัตรูที่ไหน ไม่ต้องแข่งแย่งชิงสตรีกับเผ่าพันธ์ใด ความเป็นเพศชายในตัวผู้ชายหลายคนลดลง กลายเป็นยีนส์เพศหญิงเด่นมากขึ้น ผู้ชายไม่ต้องการขยายเผ่าพันธ์ตนเองอีกต่อไปแล้ว โลกทุกวันนี้ มีสตรีข้ามเพศมากมาย ไม่อยากใช้คำว่า ผู้ชายอ่อนแอลงเลย แต่ผู้ชายอ่อนโยนมากขึ้นก็แล้วกัน  ผู้หญิงสมัยนี้ก็เลยต้องแข็งแกร่งมากขึ้น ดูแลตนเองมากขึ้น และทำหน้าที่แทนผู้ชายมากขึ้น  บางทีก็รู้สึกว่า  คนเราจะเป็นไส้เดือนเข้าไปทุกวันแล้ว unisex ไร้เพศ เป็นอะไรก็ได้

    เพราะความที่คนสมัยนี้ เป็นอะไรก็ได้ ตามใจฉัน เราก็มองอนาคตว่า สินค้าที่ไม่บ่งบอกเพศ หรือ สินค้าที่คนมันใช้ได้ทั้งหญิงและชาย  น่าจะมาแรง  รวมถึงสินค้าที่บ่งบอกเพศชัดเจนแบบ แบบประกาศให้รู้เลย ว่าเป็นหญิงนะ เป็นชายนะ แสดงเพศชัดเจน สำหรับคนข้ามเพศ พวกนี้ก็น่าจะมาแรงเช่นกัน เช่น ยกทรงสำหรับผู้ชาย หรือ รองเท้าผู้ชายไซด์ขนาดเท้าผู้หญิง 



    อนาคตประชากรไทยลดลง แต่ประชากรประเทศอื่นเขายังมากอยู่นะ ดังนั้น สิ่งที่จะตามมาในอนาคตก็คือ การย้ายถิ่นฐานของชาวต่างชาติ  รวมถึงต่างด้าวที่เข้ามาทำงานด้วย ก็นับเป็นต่างชาติเช่นกัน  ยกเว้นช่วงนี้นะ ที่ต่างชาติเข้ามาไม่ได้เลย ทำให้วงการอสังหาฯ ค่อนข้างซบเซาไปด้วยเช่นกัน 

    ถ้ามีบ้าน ปล่อยให้ต่างด้าวเช่า เพราะเขาไม่ได้มีเงินมากพอจะซื้อบ้าน แต่ถ้าคิดจะซื้อขาย ขายคนจีนดีกว่า เพราะคนจีนมีกำลังทรัพย์มากพอจะซื้่อ  อย่าปล่อยเช่ากับคนจีนเลย  สภาพบ้านน่าจะดูไม่ค่อยได้นะ  ต่างกับฝรั่ง พวกนี้ถ้ามีเงินปล่อยเช่าได้ เพราะฝรั่งไม่นิยมซื้อเท่าไหร่  

    ดังนั้นอาชีพนายหน้าอหังสาฯ อนาคตก็ยังรุ่งอยู่ แต่ไม่รุ่งกับคนไทยนะ แต่รุ่งกับต่างชาติ แต่ต้องรอ่จังหวะให้ประเทศฟื้นขึ้นมาก่อน ( อีก 5 ปีข้างหน้า หลังคุมโควิดได้ )










Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in