ไดอารี่ของฉันacha
มองห่างๆอย่างห่วงๆ
  • เราก็ดูข่าวทีวีทุกวัน เห็นข่าวประท้วงของเด็กๆ ม็อบเยาวชนปลดแอก ก็เป็นกำลังใจให้ห่างๆนะ  ตอนแรกงงมาก แฮมทาโร่เกี่ยวอะไรด้วย ต้องไปหาเนื้อข่าวมาอ่านเลย ว่าสื่อถึงอะไร 

    แต่สิ่งที่เราไม่สบายใจคือ เด็กๆขาดผู้หนุนหลัง ขาดผู้ใหญ่ช่วยซัพพ็อต การไปยืนพูดแบบใช้ลำโพงตัวเล็กๆ เวทีก็ไม่มี ไมค์เสียงอู้อี้ ไฟก็ไม่มี ประท้วงกันมืดๆ มันดูไม่มีพลังเลย   แล้วยิ่งเห็นข่าวฝนตก ก็ยังยืนประท้วงกัน พูดท่ามกลางสายฝนด้วย ดูรันทดมากเลยนะ  


    บางทีเราก็คิดนะ แต่ไม่รู้ว่าคนอื่นเขาจะคิดเหมือนกับเราไหม ว่า เราอยากให้ผู้ใหญ่ ที่ทำงานด้านออกแกนไนซ์ ที่ช่วงนี้ไม่มีงานทำ เครื่องเสียงก็ไม่ได้ใช้  เวทีก็ไม่ได้ใช้ ไฟก็ไม่ได้ใช้ เพราะไม่มีคนจ้าง โดนห้ามจัด ว่างนักก็มาช่วยเด็กๆเถอะ  เอาอุปกรณ์มาให้เด็กๆยืมกันได้หรือเปล่า  เพราะเด็กๆมีแต่ใจมา แต่ไร้อุปกรณ์ในการจัดชุมนุม  

    อีกทั้งหลายคนเป็นมือใหม่ ขึ้นเวทีก็ไม่เป็น พูดๆไป น่าฟังบ้างไม่น่าฟังบ้าง ความต่อเนื่องก็ไม่มี การดึงดูดคนฟังก็ไม่ค่อยมี  แต่การจะทำการประท้วงให้สำเร็จ  ต้องใช้มวลชนจำนวนมาก ต้องการแรงดึงดูดค่อนข้างเยอะ เพื่อให้เกิดพลัง มาเป็นกลุ่มเล็กๆ ก็โดนแซะว่าเป็นม๊อบมุ้งมิ้ง ถ้าออแกนไนซ์ช่วย ม็อบจะดูเป็นมืออาชีพมากขึ้นทันที

    พวกพริตตี้ที่ช่วงนี้ไม่มีงานทำ บางทีก็มาเดินๆเล่นให้กำลังน้องๆหน่อยก็ดีนะ  มาให้ตากล้องมาถ่ายรูป ว่าในม็อปมีคนน่ารักมาชุมนุนด้วย จะได้เป็นสีสัน และ เรียกร้องความสนใจ เป็นข่าวนิดนึง เหมือนกับการเกณฑ์ทหาร ที่ชอบถ่ายรูปสาวสอง สวยกว่าผู้หญิงอีก ทำให้ข่าวการเกณฑ์ทหารดูมีสีสัน เรียกให้ผู้คนสนใจข่าวนิดนึง รวมถึงอยากไปร่วม ไปมองหาคนน่ารักๆหน่อยก็ยังดี



    ม็อบเยาวชนครั้งนี้ ถูกนำไปเปรียบเทียบซะไกล ถึงช่วง 14 ตุลา กับ 6 ตุลา กันเลย  เพราะหลายครั้งที่ผ่านมา ไม่ว่าพฤษภาทมิฬ  ถูกเรียกว่า ม็อบชนชั้นกลาง เป็นคนวัยทำงานที่มาชุมนุน  ม็อบเสื้อแดง ก็ถูกเรียกว่า ม็อบชาวนา เพราะเป็นการเอาชาวบ้านที่ต่างจังหวัดมากินนอนกลางกรุงเทพ  แต่ม็อบครั้งนี้ เป็นม็อบนักศึกษา ซึ่งเกิดขึ้่นในสถาบัน เช่นเดียวกับยุค 14 ตุลา จึงถูกเทียบไปไกลเลย ( ตั้งแต่ยังไม่เกิดกันเลย )

    ม็อบเยาวชนครั้งนี้ คล้ายกับทางอเมริกา ที่เป็นม็อบ "Black Lives Matter"  ในเรื่องของรูปแบบ ที่กระจ่ายทั่วอเมริกา ของไทยก็เช่นกัน ไม่เคยเห็นม็อบที่เกิดขึ้นทั่วประเทศแบบนี้มาก่อนเช่นกัน สมัยก่อนจะประท้วงกันที ก็ต้องเข้ามาประท้วงในกรุงเทพเท่านั้น  ที่ประท้วงตามต่างจังหวัด ส่วนใหญ่ม็อบชาวนา ที่ประท้วงหน้าที่ว่าการจังหวัด แต่ครั้งนี้แตกต่าง เป็นม็อบเล็กๆของเยาวชนกระจายไปทั่ว 

    การมีม็อบเล็กๆกระจายไปทั่วแบบนี้ มันบ่งบอกว่า ความไม่พอใจของคน ไม่ได้มีแค่ในกรุงเทพ และไม่ใช่แค่คนกรุงเทพเท่านั้นที่สนใจการเมือง แต่ว่า มันประท้วงกันทั่วประเทศเลย แสดงว่าคนทั่วประเทศสนใจการเมือง และต้องการความเป็นธรรมทั่วประเทศเลย 

    มองดูอเมริการซิ ประท้วงกันไป ทรัมป์ก็ยังทำงานปรกติไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้น ( อ้อ..มีการใส่หน้ากากผ้าเกิดขึ้น )  ชีวิตคนดำดีขึ้นไหม ก็ยังไม่เห็นอะไรที่ชัดเจน  นอกจากทีวี เสนอข่าว และ นักแสดงคนดำได้ออกทีวีมากขึ้น รายการทีวีคนดำมากขึ้น แค่นั้นเอง  จุดจบการประท้วงก็ไม่มี ก็ยังประท้วงกันไปแบบไร้จุดหมาย 


    คนไทยต้องไม่หลงประเด็น  คดีบอส อยู่วิทยา เป็นตัวจุดฉนวน เรียกให้คนสนใจการเมืองเยอะขึ้น เพราะถูกโยงไปเกี่ยวข้องกับการเมือง เรื่องความไม่ยุติธรรม สองมาตราฐาน ระหว่างคนจนกับคนรวย  แต่อย่าชูประเด็นนี้เป็นใหญ่  เพราะถ้าโดนกดดัน จนตำรวจเอา บอส เข้าคุกสำเร็จ จะเป็นข้ออ้างได้ว่า รัฐบาลได้ทำงานแก้ไขความผิดพลาดได้แล้ว คืนความยุติธรรม จบ  ( ไม่น่าเชื่อว่า คดีนี้จะจุดฉนวน สร้างกระแสการประท้วงได้ เช่นเดียวกับ จอร์จ ฟลอยด์ )

    และการเรียกร้อง ต้องเป็นจุดยืนเดียวกัน ชู 3 ข้อ ก็ต้อง 3 ข้อ ไม่ทำให้คนร่วมอุดมการณ์สับสน ว่าตกลงเรียกร้องอะไรกันแน่ อย่าเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา จุดยืนต้องมั่นคง และเหมือนกันทุกที่ ไม่ใช่เดียวเอาคดีบอสเป็นหลัก เดี๋ยวเอาชุดนักเรียนมาร่วม  คนนอกจะสับสนตกลงต้องการให้บอสเข้าคุก ต้องการให้นักเรียนไว้ผมยาว หรือต้องการเรียกร้องประชาธิปไตยกันแน่  แม้จะบอกว่าจุดหมายเดียวกัน คือประชาธิปไตย  แต่คนนอกก็เห็นประท้วงเหมือนกัน แยกไม่ออกว่าตกลงประท้วงเพื่อให้ ตุ๊ดได้แต่งหญิงไปเรียนหรอ หรือต้องการให้ยุบสภา สับสนกับความต้องการ ดังนั้น อย่าทำให้คนนอกสับสนกับอุดมการณ์

    การเรียกร้อง จะต้องมีแกนนำที่ชัดเจน นำพามวลขนไปสู่จุดหมายเดียวกัน อย่าต่างคนต่างทำ  และม็อบจะมีพลัง ถ้านำมวลชนทั้งหมดมารวมกันได้  แต่สมัยนี้ การรวมตัวกัน ไม่ต้องอยู่ที่เดียวกันก็ได้ ยุคสมัยการประท้วงเปลี่ยนไป ถ้าทุกคนต่างอยู่ในท้องถิ่น ภูมิลำเนาตนเอง แต่อยากร่วมประท้วง  ก็ต้องใช้โซเชียลมีเดีย รุ่นใหม่ ที่คนสมัยนี้ฮิตกัน เช่น ซูม วีรูม ไลฟ์สด คุยกันข้ามเวที  ฟังประท้วงกันข้ามเวที  ปราศัยที่หนึ่ง แต่คนฟังอยู่อีกเวทีหนึ่งก็ได้ ทั่วประเทศประท้วงพร้อมกัน ( อุปกรณ์ต้องมี จอโปรเจ๊คเตอร์ใหญ่ๆ  เครื่องเสียงต้องมา จะมีผู้ใหญ่คนไหนช่วยสนับสนุนบ้างเนี่ย ยืมมหาลัยจะได้ป่าว )



    จากประวัติศาสตร์ ทุกครั้งที่มีการประท้วง นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเสมอ ทั้งยุบสภาและเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี แต่ไม่มีครั้งไหนเลย ที่ไม่สูญเสีย และไม่ปะทะกับทหาร  ถ้าตำรวจยังควบคุมสถานการณ์ อันนี้เบาใจได้ แต่ถ้าเมื่อไหร่ ทหารมา ไม่เคยจบสวยเลยสักที เศร้าใจทุกครั้ง

    การเรียกร้องครั้งนี้ ไม่อยากให้มีการสูญเสีย เด็กๆประท้วงกันน่ารัก วิ่งแฮมทาโร่ อะไรเนี่ย เหมือนเด็กวิ่งตอนไปค่ายโรงเรียน  วิ่งไปร้องเพลงไป เข้าค่ายลูกเสือเนตรนารีกันอยู่หรอ ดูไร้สาระมาก แต่นี่ก็คือเด็ก  คิดแบบเด็กๆ เรียกร้องแบบเด็กๆ  มันจะไม่รุนแรง ถ้าไม่มีการแซกแทรก  อย่าให้พวกอ้างสถาบัน มาทำให้คนเข้าใจผิด ทำให้การประท้วงถูกเบียงเบน ถูกใส่ร้ายป้ายสี  

    จะรักจะเกลียดสถาบันอะไร ก็เอาไว้ก่อน อย่ามามั่วกับการประท้วงครั้งนี้  จะอ้างเพื่อทำลายอีกฝ่ายไม่ได้

    เด็กๆประท้วงกันน่ารัก  แต่ถ้าเมื่อไหร่ ที่ต้องการให้ม็อบใหญ่ขึ้น มีพลังมากขึ้น มีมวลชนเข้ามามากขึ้น การควบคุมมันจะยากขึ้น  ยิ่งมีผู้ใหญ่เข้ามามากเท่าไหร่ การสั่งการอะไรก็จะทำยากขึ้น ขอความร่วมมือยากขึ้น มันเป็นงานที่หนักสำหรับคนที่จัดชุมนุนนะ  เพราะถ้ามีอะไรเกิดขึ้น มีความรุนแรงเกิดขึ้น จะโดนป้ายสี กลายเป็นม็อบเลวทันที กลายเป็นการประท้วงที่ไม่ดี  เป็นสิ่งที่ผู้จัดต้องระวัง และต้องมีทีมงานที่ดี ที่ช่วยควบคุม  และการรับคนมาร่วมทีม ก็ต้องเลือกนิดนึง คนจัดก็งานหนักเลย ใครจะหนุนหลังเรื่องทุนทรัพย์ ค่าใช้จ่าย ต้องมีสปอนเซอร์นะ มีออแกนไนซ์ร่วมช่วยด้วย

    ไม่รู้งานนี้ใครจะกล้าเปิดตัว กล้าออกมาเป็นสปอนเซอร์ให้น้องๆเด็กๆพวกนี้ได้ทำงาน ไม่อยากให้โดนมองว่าเป็นเครื่องมือของนักการเมือง แต่ต้องมีผู้ใหญ่ใจดี ที่กล้าหาญพอจะสนับสนุนเด็กๆ ไม่งั้นงานนี้ไม่สำเร็จ 


    การประท้วงยังต้องใช้เวลาอีกเป็นเดือน ไม่มีการรบครั้งไหนที่สำเร็จภายใน 3 วัน ดังนั้นผู้ร่วมประท้วงก็ต้องอดทน เพื่อการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ 

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in