ไดอารี่ของฉันatcha
เบื่อโควิดแล้ว
  • ความคิดเห็นส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน เมื่อ 2 เดือนก่อน ตามกระแสข่าวไวรัสโคโรน่าทุกวัน เหมือนความกลัวกำลังจะขึ้นสมอง ไวรัสจะรดต้นคออยู่แล้ว  แต่ตอนนี้ การติดเชื้อในประเทศเป็น ศูนย์ มาหลายวันแล้ว ไม่มีผู้ติดเชื้อในประเทศแล้ว ก็หมดความตื่นเต้น ไม่กังวลใจแล้ว

    รู้สึกเหมือนความน่ากลัวหมดไป แต่เรากลับยังไม่ได้เสรีภาพกลับคืนมา หมอประกาศเตือนทุกวัน การ์ดอย่าพึ่งตก การป้องกันห้ามตก เรายังคงต้อง เว้นระยะห่างทางสังคมนะ ต้องสวมหน้ากากอนามัยนะ วิถีชีวิตต้องเป็นแบบใหม่นะ อย่าพึ่งกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม

    แต่คนเราเป็นสัตว์สังคม ยังต้องมีเพื่อน มีความสัมพันธ์ในครอบครัว มีความใกล้ชิดคนรัก จะให้เว้นระยะห่างนานเกินไป  แรกๆก็พอทำได้ แต่นานเกินไป รู้สึกว่ามันฝืนความรู้สึก ความเป็นคนแล้ว เพราะเราไม่ได้เกิดมาเพื่อให้ยืนห่างกัน 2 เมตร ไม่ได้เกิดมาเพื่อ นั่งกินข้าวคนละโต๊ะ ห้ามใกล้ชิดกัน ห้ามบันเทิงเริงใจ ห้ามสนุกสนานกับกีฬา ห้ามเต้นรำ ห้ามร้องเพลง ห้ามดูคอนเสิร์ตร่วมกัน  เข้าบ้านผีสิง ห้ามกริ๊ด ขึ้นรถไฟเหาะ ห้ามกริ๊ด  ถามหน่อย มันทำได้หรอ

    ชักเริ่มรู้สึกว่า มันมากเกินไปแล้ว แรกๆก็ทำได้ แต่นานวัน เริ่มรู้สึกว่า รับไม่ค่อยได้แล้ว ยังอยากกลับไปใช้ชีวิตตามวิถีทางแบบเดิม  อยากเดินจับมือกัน อยากโอบกอดกัน อยากหอมแก้ม ใกล้ชิดกัน นั่งทานข้าวโต๊ะเดียวกัน พูดคุยกันสนุกสนาน หัวเราะ เฮฮา อยากฟังเพลง ร้องเพลง บันเทิงใจกับเพื่อนฝูงอีกครั้ง 

    เรารู้สึกว่า มันมีความกดดันอยู่ข้างในคนเรานะ ที่ตอนนี้มันพูดไม่ได้ เพราะหมอบอกว่า การ์ดห้ามตก  ปัญหาการเงินก็มี จะอดตายไม่มีข้าวกิน เพราะห้ามทำงาน ห้ามโน้น ห้ามนี่เนี่ยแหละ 





    ตอนนี้ที่มีข่าวกำลังดัง ก็คือ การประท้วงในสหรัฐอเมริกา เรื่องเกิดจากการที่ตำรวจทำเกินเหตุ  ใช้เข่ากดคอคนร้ายผิวสี นานเกินไป จนเขาขาดใจตาย ทั้งที่เขาบอกแล้วว่า เขาหายใจไม่ออก แต่ตำรวจก็ไม่สนใจฟังคำพูดของเขา  ประเด็นการทำผิดของคนร้าย กลายเป็นเรื่องรองทันที ถึงเขาจะเป็นคนไม่ดี เป็นคนร้าย แต่ตำรวจก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะกระทำเกินเหตุกับเขา  มันเป็นเรื่องของการเหยียดสีผิว มากกว่าเรื่องที่คนร้ายกระทำผิด หรือว่า ตำรวจทำเกินเหตุไปแล้ว 

    การเหยียดสีผิว มันเป็นปัญหามานานแล้วนะ ไม่ใช่ครั้งนี้ครั้งแรก ที่คนผิวสีถูกตำรวจฆ่า หรือว่า คนอเมริกันผิวสีออกมาประท้วง เพราะมีคนขาวฆ่าคนผิวสีตาย  คือ เหตุการณ์แบบนี้มันเกิดขึ้นหลายครั้งแล้ว ในอเมริกา

    แม้แต่คนผิวเหลือง อย่างคนจีน หรือว่าคนเอเชีย ที่ไปอยู่ในอเมริกา ก็โดนเหยียดสีผิว อย่างกรณีไวรัสโคโรน่า ที่ระบาดในอเมริกา ก็โทษเป็นเพราะคนจีน แล้วคนจีนในอเมริกา ก็โดนกลั่นแกล้ง ทั้งที่ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย ไม่ได้ทำอะไรผิดเลย  แต่มันผิดตรงที่เขาเป็นชาวจีนแค่นั้นเอง ก็โดนทำร้ายร่างกายแล้ว


    แล้วปัญหาคือคนผิวสี  ดันมาตายในช่วงที่เกิดการระบาดของไวรัสโคโรน่า ที่ประเทศกำลังล็อคดาวน์ คนตกงานจำนวนมาก คนขาดรายได้ เศรษฐกิจตกต่ำ ต้องปิดกิจการ คนกำลังมีปัญหามากมาย มีแรงกดดันค่อนข้างมาก  ที่ทำให้คนอเมริกันไม่พอใจอยู่แล้ว เกิดประทุขึ้นมา  นาย จอร์จ ฟลอยด์ ที่ตายไป เป็นแค่คนจุดไม้ขีดไฟ แค่นั้นเอง ส่วนน้ำมัน  ทรัมป์ ได้ราดเอาไว้อยู่แล้ว ( ราดน้ำมันไว้เยอะมากด้วย )

    การที่คนออกมาประท้วงมากมาย เรื่องการเหยียดคนผิวสี  การเรียกร้องความยุติธรรมให้คนผิวสี แล้วลุกลามไปทั่วอเมริกา ไม่ใช่แค่การทวงคืนชีวิตของคนผิวสี หรือเรียกร้องให้เอาผิดกับตำรวจ   ( เพราะคนอเมริกัน ถ้าไม่เหยียดคนผิวดำ ก็เหยียดคนผิวเหลืองอยู่ดี )  แต่ในความคิดของเราคือ การทวงคืน ชีวิตปรกติเดิม ของคนอเมริกัน มากกว่า  พวกเขาออกมารวมตัวกันเหมือนเดิม ไม่ใส่หน้ากากด้วย บางคน เขากำลังทวงวิถีชีวิตรูปแบบเดิมกลับคืนมา  ไม่ได้ต้องการรูปแบบใหม่ New Normal อะไรเลย ที่ต้องเว้นระยะห่างทางสังคม ห้ามโอบกอด ห้ามสัมผัส ห้ามใกล้ชิด ห้ามรวมตัวกัน เขาไม่ได้อยากทำแบบนั้นเลย  ภาพที่ออกมาจึงเหมือน คนอเมริกัน ไม่ได้กลัวตาย ไม่กลัวโรคโควิด-19 อะไรเลย  พวกเขาไม่แคร์ ทั้งที่ผู้ติดเชื้อในอเมริกา สูงที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของโลก ก็ตาม แต่ก็ยังรวมตัวกันมากมาย ทำกิจกรรมทางสังคมร่วมกัน เหมือนกับที่เคยทำมา  วิธีชีวิตในรูปแบบเดิมๆ  (  ไม่ได้วัดไข้ก่อนการประท้วง ไม่ได้ล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ก่อนเข้าประท้วง ไม่ได้ยืนห่างกัน 2 เมตร ระหว่างประท้วง )



    ไปมองดูฮ่องกง  ก่อนหน้าไวรัสโคโรน่าจะมา ฮ่องกงก็มีปัญหากับจีนอยู่แล้ว ประท้วงกันมาเป็นปี กฎหมายเรื่องเดิมจบไปแล้วนะ พอสถานการณ์ไวรัสดีขึ้น พอจีนออกกฎหมายใหม่ ก็เอาอีกแล้ว ออกมาประท้วงกันแล้ว  คือ เหมือนกัน แค่มีอะไรนิดหน่อย มากดดัน หรือเป็นฉนวน ก็ทำให้คนเราลุกขึ้นมาประท้วงกันแล้ว 

    เพราะมันมีความไม่พอใจเรื่องอื่นแฝงอยู่ก่อนหน้ารวมอยู่ด้วย ฮ่องกงก็ปิดประเทศ ปิดการเดินทาง มีปัญหาตั้งแต่ต้นปี พร้อมกับจีน เจอสถานการณ์ไวรัสพร้อมกับจีน คนของเขาก็โดนกดดัน ห้ามโน้น ห้ามนี่มากมายเช่นกัน เดิมทีก็ไม่พอใจจีนอยู่แล้ว  มาเจอพิษเศรษฐกิจอีก ก็แย่เหมือนกัน พอจีนทำอะไรไม่พอใจนิดหน่อย ก็ลุกฮือขึ้นมาอีกแล้ว 

    แต่ฮ่องกง กับ อเมริกา ต่างกันนะ ฮ่องกง วันธรรมดาทำงาน วันหยุดประท้วง  ส่วนอเมริกาประท้วงทุกวันเลย คนว่างงานเยอะในช่วงนี้ เลยออกมาประท้วงกันได้ทุกวัน หาเรื่องทำลายข้าวของ ขโมย ทำความเสียหาย เสียหายจากพิษโรคระบาดไม่พอ ยังมาเสียหายจากการจราจลอีก เผาบ้าน เผาเมือง ทำลายข้าของด้วย 

    พวกทำลายข้าวของ สร้างความเสียหาย ไม่ค่อยคิดถึงใจเจ้าของกิจการ ร้านค้า เจ้าของทรัพย์สิน กันบ้างเลย ขาดรายได้จากการปิดเมือง ปิดกิจการแล้ว ทรัพย์สินยังเสียหายจากการประท้วงอีก ต่อให้เลิกปิดเมือง กลับมาเปิดประเทศใหม่ ถามหน่อย จะเอาเงินที่ไหน มาซ่อม มาสร้าง ทำให้เหมือนเดิม 



    สิ่งที่เรากังวลก็คือ สมัยนี้ คนเราเสพข่าว เสพดราม่า แล้วอินกันเยอะ ตามกระแส  ตามเทรนกันมาก ไม่ใช่แค่ไวรัสระบาดเร็ว เน็ตไปไวนะ บางทีเสพติดการลอกเลียนแบบด้วย ทำตาม   มันไม่ได้มีแค่ใน   แอปติ๊กตอก หรอกนะ ที่คนชอบทำตามกัน ตามกระแส อะไรฮิต อะไรดัง ก็ต้องเล่นกับเขาด้วย

    แต่กลัวว่ามันจะระบาดในชีวิตจริงด้วยน่ะซิ  เพราะทั่วโลก เจอความกดดันเหมือนกัน เจอโรคระบาดเหมือนกัน เจอการปิดเมืองเหมือนกัน เจอการห้ามทำงานเหมือนกัน  ตกงานเหมือนกัน ขาดรายได้เหมือนกัน  เรียกว่า กดดันจนพร้อมจะระเบิดออกมาพร้อมกัน 

    แล้วเพียงไม่กี่วัน การลุกลามของกระแสประท้วงไปไว ไปไกลมาก ได้พอๆกับไวรัสเลย คนดัง คนมีชื่อเสียง ผู้นำมวลชน ก็พร้อมจะเล่นกับข่าวนี้ สำนักข่าวก็แทบจะเลิกเล่นข่าวไวรัสโคโรน่า เปลี่ยนมาเป็นกระแสข่าวประท้วงทัน  มันสร้างอารมณ์ร่วมของคนได้มาก 

    คนที่เขาไม่พอใจอยู่แล้ว พร้อมจะออกมาร่วมประท้วงด้วย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ อาจจะไม่เคยสนใจการเมืองเลย ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรเลย แต่มันมีความกดดันไม่พอใจอยู่ร่วมกัน ก็พร้อมจะร่วมชุมนุนไปกับเขาด้วย 

    ไวรัสโคโรน่าเริ่มต้นที่จีน สร้างความเสียหายไม่น้อย แต่การประท้วงเริ่มต้นที่อเมริกา และจะสร้างความเสียหายให้หนักขึ้น กระจายไปทั่วโลกได้เช่นกัน 





    อะไรที่เป็นเรื่องที่ทำให้คนไม่พอใจ หรือว่า เป็นสิ่งที่รับไม่ได้ในสังคม เดิมทีอยู่แล้ว ของแต่ละทีต่างกัน แต่ถ้ามีคนจุดไฟขึ้นมาเมื่อไหร่ ทุกที่ก็พร้อมจะเกิดเหตุการณ์ได้แบบเดียวกัน เป็นเรื่องที่น่ากลัว 


    สิ่งที่ต้องระวังครึ่งปีหลัง ไม่ใช่โรคระบาดแล้ว แต่จะเป็นสงครามกลางเมือง การเผาเมือง การจราจล การประท้วง ที่พร้อมจะสร้างความเสียหายให้เกิดขึ้น หลังจากโรคระบาดเนี่ยแหละ ต้องพึงระวัง อย่าให้ใครจุดไม้ขีดไฟขึ้นมา 

    ส่วนประเทศไทย เราคิดว่า คนไทยที่ไม่พอใจกับรัฐบาล มีอยู่ คนที่เสียหายจากการปิดประเทศ คนที่ไม่ได้รับการเยียวยา คนที่ถูกตัดสิทธิ์  คนที่ขอกู้ก็ไม่ผ่าน คนที่ขาดรายได้ คนที่ไม่มีงานทำ คนที่ตกงาน  คนที่หงุดหงิดกับชีวิตที่ถูกจำกัด มีอยู่นะ ห้ามเยอะแยะมากมาย เพียงแต่ว่า ตอนนี้ยังไม่มีใครถือไม้ขีดไฟขึ้นมา ไม่มีคนปลุกระดม ทุกคนจึงยังเงียบอยู่ อึดอัดไม่พอใจ แต่ยังไม่แสดงออก  ขอเพียงแค่อย่าให้ใครถือไม้ขีดไฟก็พอ อย่ามีคนปลุกระดม 

    เพราะไม่งั้น เราจะเจอเหตุการณ์ซ้ำซ้อน  จะอดตายเพราะโควิด เพราะไม่ได้ทำงาน แต่ข้าวของ ร้านค้า กิจการยังอยู่ แต่ถ้าเกิดจราจล เกิดประท้วง แล้วมาเผาบ้าน เผาเมืองอีก คราวนี้ทรัพย์สินเสียหายด้วย  ถามหน่อย เปิดประเทศมาจะให้ทำมาหากินอะไร ในเมื่อเครื่องมือทำมาหากิน ถูกทำลายสิ้นไปหมดแล้ว ไม่เหลือทรัพย์ให้กู้ด้วย ไม่เหลือที่ให้ทำงาน แล้วจะอยู่ยังไง 


    ฉันไม่รู้อนาคต แต่ฉันแค่เห็นเทรนที่กำลังมา เห็นข่าวแล้วกังวลใจ ไม่อยากให้เกิดขึ้น  มันเป็นภัยที่น่ากลัวอย่างหนึ่ง โควิด-19 ทำให้เราต้องอยู่บ้าน ไม่ได้ทำงาน ขาดรายได้ แต่ทรัพย์สินของเรายังอยู่ บ้านเมืองยังอยู่ ที่ทำงานยังอยู่  แต่กลายเป็นเมืองร้างไป เดือนสองเดือนเอง แต่ถ้าประท้วง หรือ จราจล ขึ้นมา  เผาทำลายทรัพย์สิน มันก็ไม่ไหวนะ  ถามหน่อยจะเอาเงินที่ไหนมาลงทุน กู้กิจการร้านค้าคืนกลับมา เพราะแค่นี้ก็หนักหนาแล้ว อย่าให้อะไรมันหนักหนากว่านี้เลย    


    ได้แค่หวังว่า เทรนนี้ กระแสนี้ จะไม่ฮิต หรือติดในไทยด้วย อย่าฮิตตามเขาเลยนะ 
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in